เมื่อโลกหมุนด้วยนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาจึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือ ‘อาวุธลับทางเศรษฐกิจ’ ที่จะตัดสินว่าประเทศไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนในเวทีโลก
ล่าสุด ทีม BT beartai ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟอรัมครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นการผนึกกำลังของ 3 องค์กรสำคัญ ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ตัวแทนฝั่งนโยบายรัฐ, เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนระดับโลก และ ATPSERVE ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ IP

การรวมตัวกันครั้งนี้มีเป้าหมายเดียวที่ชัดเจน คือการผลักดันให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ และเปลี่ยนไอเดียให้เป็นรายได้มหาศาลเพื่อความยั่งยืนของไทยในอนาคต เราสรุป 5 ประเด็นไฮไลต์จากเซสชันสำคัญภายในงานที่คนทำธุรกิจและสายเทคห้ามพลาดมาให้แล้วที่นี่
1. การยกระดับเศรษฐกิจผ่านความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
การเปลี่ยนผ่านทิศทางเศรษฐกิจไทยจากการเป็นเพียง ‘ผู้รับจ้างผลิต’ สู่การเป็น ‘เจ้าของนวัตกรรม’ จำเป็นต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่เข้มแข็งผ่านความร่วมมือแบบ Strategic Partnership ระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนตั้งแต่ระดับกลุ่มผู้เริ่มต้นธุรกิจ (Startup) และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value-Based Economy) ซึ่งจะช่วยแปรเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

2. บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญากับนวัตกรรมแห่งอนาคต
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่อการมาถึงของ Generative AI ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์งานต้นฉบับอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันประเทศไทยได้ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (Tech Leadership) โดยเร่งผลักดันการจดสิทธิบัตรในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Agri-Tech) และเทคโนโลยีอาหาร (Food-Tech) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและยึดพื้นที่ในตลาดอุตสาหกรรมเป้าหมายบนเวทีโลก
3. การสร้างแบรนด์ไทยผ่าน Soft Power และอัตลักษณ์ชุมชน
การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าให้กับ Soft Power และอัตลักษณ์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร มวยไทย หรือเทศกาลประเพณี คือกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นแบรนด์ระดับสากล (Branding Thailand) นอกจากนี้ยังรวมถึงการสนับสนุนการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อให้ความคุ้มครองสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่ยังเป็นการสร้างเรื่องราวให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าในการส่งออกและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

4. นวัตกรรมการเงินจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา
หัวใจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ คือการทำให้ ‘ไอเดีย’ กลายเป็น ‘แหล่งทุน’ ผ่านระบบการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อทางธุรกิจ วิธีการนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสทางเงิน (Financial Leverage) รูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ SME และผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงหลักทรัพย์ทางกายภาพแบบเดิม ช่วยให้การขยายธุรกิจและการต่อยอดนวัตกรรมเป็นไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

5. กลยุทธ์การคุ้มครองสิทธิระดับสากลและบริการเชิงรุก
การเติบโตในตลาดโลกต้องมาพร้อมกับการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการแนะแนวทางจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในต่างประเทศเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาดสากล ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับบทบาทจากการเป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแล มาเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ที่พร้อมให้คำปรึกษาเชิงรุกและอำนวยความสะดวกผ่านระบบ Fast-Track บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวดเร็วและเข้าถึงง่าย ช่วยลดอุปสรรคด้านขั้นตอนราชการและสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นใจในระดับนานาชาติ
จากงานนี้อาจสรุปได้ว่า ทรัพย์สินทางปัญญาในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่คือ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ที่สำคัญที่สุดในทศวรรษหน้า การมีไอเดียที่ดีอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องรู้จักการคุ้มครองและบริหารจัดการ IP เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและรายได้ที่ยั่งยืนในเวทีโลก













