นับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก้าวหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์ไทย เมื่อสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ภายใต้การนำของ ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการคนใหม่ ได้แถลงวิสัยทัศน์ “NARIT Open Talk 2026” ยืนยันความพร้อมในการส่งอุปกรณ์ฝีมือคนไทยมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ไปพร้อมกับฉางเอ๋อ 7 (Chang’e 7) ของประเทศจีน ผ่านโครงการความร่วมมือสำรวจดวงจันทร์ไทย-จีน โดยมีกำหนดปล่อยในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 นี้

รู้จัก “CE-7 MATCH” อุปกรณ์ฝีมือคนไทย
หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คืออุปกรณ์ที่ชื่อว่า MATCH (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงและรังสีคอสมิก ผลงานการออกแบบและพัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรไทยจาก NARIT ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล
เหตุผลที่ต้องส่ง MATCH ไปยังดวงจันทร์ ไม่ใช่เพียงเพื่อความภาคภูมิใจ แต่คือความปลอดภัยของมนุษยชาติ เพื่อประโยชน์หลายด้าน รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานสำหรับในอนาคต
เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศและไม่มีสนามแม่เหล็กห่อหุ้ม อุปกรณ์ MATCH จึงสามารถวัดค่าอนุภาคพลังงานสูง (High-energy Particles) ได้แบบตรงจุดกำเนิด (In-situ) ข้อมูลที่ได้จึงแม่นยำกว่าการวัดจากพื้นโลกหลายเท่า ทำให้เราเห็นความรุนแรงที่แท้จริงของพายุสุริยะได้ล่วงหน้า
เมื่อรู้ก่อน จะได้เฝ้าระวังสถานการณ์ของพายุสุริยะที่พุ่งตรงมายังโลกในปริมาณมหาศาลได้ เพราะอนุภาคเหล่านี้สามารถรบกวนสนามแม่เหล็กโลก และส่งผลต่อระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศและการสื่อสารได้โดยตรง

นวัตกรรมระดับสูง ฝีมือคนไทย 100%
ดร. วิภู ได้เน้นย้ำว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ได้มีดีแค่ซอฟต์แวร์ แต่คือความสำเร็จด้านเทคโนโลยีเชิงลึก และวิศวกรรมขั้นสูงที่ไทยไม่เคยทำได้มาก่อน
วัสดุที่ใช้เป็นแมกนีเซียมอัลลอย (Magnesium Alloy) ที่จะทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ (เบากว่าอะลูมิเนียมเกือบครึ่ง) แต่ต้องแลกมาด้วยความยากในการขึ้นรูป ซึ่งวิศวกรไทยสามารถเอาชนะข้อจำกัดนี้ได้
การผลิตชิ้นส่วนกลไกมีความละเอียดสูงถึง 5 ไมโครเมตร (เล็กกว่าเส้นผมหลายเท่า) เพื่อให้เครื่องมือทำงานได้ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขณะปล่อยจรวด และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วในอวกาศ
โดยขณะนี้อุปกรณ์อยู่ในสถานะ Flight Model (FM) ที่พร้อมติดตั้งบนยานแล้ว หลังจากผ่านการทดสอบสภาพแวดล้อมอวกาศจำลอง (Space Environment Testing) อย่างเข้มงวด

เส้นทางสู่วงโคจร สิงหาคม 2026
ลำดับเหตุการณ์สำคัญของการส่ง “CE-7 MATCH” เดินทางสู่ดวงจันทร์ไปพร้อมกับยานฉางเอ๋อ 7 ที่คนไทยจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ตามแผนการที่ ดร. วิภู ได้ประกาศไว้ มีดังนี้
สิงหาคม 2026 ยานฉางเอ๋อ 7 จะถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวด Long March 5 (จรวดที่ทรงพลังที่สุดของจีน) จากศูนย์ปล่อยจรวดเหวินชาง โดยอุปกรณ์ MATCH จะติดตั้งอยู่บนตัว Orbiter (ยานโคจรรอบดวงจันทร์) เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากวงโคจรขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อว่ามีน้ำแข็งสะสมอยู่
ตุลาคม 2026 คาดการณ์ว่าข้อมูลวิทยาศาสตร์ชุดแรก (First Light) จะถูกรีเลย์ส่งกลับมายังสถานีรับสัญญาณของ NARIT ในประเทศไทย เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้วิเคราะห์ผลเป็นครั้งแรก

มากกว่าการสำรวจ คือการสร้าง “อุตสาหกรรม”
ดร. วิภู ระบุว่าโครงการนี้คือการเปลี่ยนผ่านเราจากผู้บริโภคเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว
“การที่เราสามารถสร้างเครื่องมือส่งไปดวงจันทร์ได้ หมายความว่าเรามีขีดความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ซึ่งความรู้นี้จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมการบิน และยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ”
แม้การสำรวจอวกาศจะเป็นเหมือนภาพฝันที่ยากจะทำให้สำเร็จได้ แต่สถาบันดาราศาสตร์มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะพิสูจน์ความสามารถและศักยภาพของนักวิจัย และครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ไทยจะได้ส่งอุปกรณ์ฝีมือคนไทยไปโลดแล่นในอวกาศ
ภารกิจฉางเอ๋อ 7 จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการ Thai Space Consortium (TSC) ที่ตั้งเป้าจะส่งดาวเทียมที่ไทยสร้างเองทั้งดวงไปโคจรรอบดวงจันทร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้
เดือนสิงหาคม 2026 นี้ จะไม่ใช่เพียงก้าวเล็ก ๆ ของ NARIT แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในการพิสูจน์ว่าคนไทยทำได้ในเวทีเทคโนโลยีระดับโลก











