เคยสงสัยไหมว่าทำไมไฟลต์ขาไปและขากลับถึงใช้เวลาไม่เท่ากัน ? อย่างนั่งเครื่องบินจากสิงคโปร์ไปนิวยอร์ก ขาไปใช้เวลา 18 ชั่วโมง แต่ขากลับดันลากยาวไปเกือบ 19 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งที่จุดหมายเหมือนเดิม ระยะทางเดิม แต่กลับใช้เวลาต่างกันลิบลับ ? คอนเทนต์นี้เราจะมาไขปริศนาเบื้องหลังเส้นทางบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และการคำนวณที่ซับซ้อนกัน
ทำไมเครื่องบินเวลาไป-กลับถึงใช้เวลาไม่เท่ากัน ?
คำถามที่ว่า “ทำไมเวลาไม่เท่ากัน” คำตอบก็คือ อยู่ที่ Jet Stream หรือกระแสลมกรด ที่พัดอยู่บนชั้นบรรยากาศสูงประมาณ 10-12 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระดับความสูงเดียวกับที่เครื่องบินพาณิชย์ส่วนใหญ่บินกัน ซึ่งลมพวกนี้ส่วนใหญ่พัดจาก ตะวันตกไปตะวันออก ทำให้ขาไปทางตะวันออก เหมือนเราปั่นจักรยานตามลม ลมช่วยพัดส่งท้ายทำให้เครื่องบินทำความเร็วได้มากขึ้น ส่วนขากลับเครื่องต้องบินสวนลมต้าน ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น
เส้นทาง Great Circle ทำไมไม่บินเส้นตรงบนแผนที่
อีกคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมในจอ IFE (In-Flight Entertainment) เครื่องบินถึงบินอ้อมขึ้นไปใกล้ขั้วโลก ดูแล้วโค้งไปมา ไม่ยอมบินเป็นเส้นตรง ? เป็นอีกหนึ่งภาพลวงตาที่เราเห็นบนแผนที่แบบ Mercator Projection ซึ่งทำให้เส้นทาง “เส้นตรง” แต่จริง ๆ แล้วโลกเราเป็นทรงกลม (หรือเกือบ ๆ ทรงกลม) ระยะทางที่สั้นที่สุดบนผิวโลกจริง ๆ เราเรียกว่า Great Circle Route
เส้นทางที่เราเห็นบนจอไม่ได้เกิดจากการที่นักบินลากเส้นเองตามใจชอบ แต่มันคือการทำงานร่วมกันของ 3 ฝ่ายหลัก สายการบิน, นักวางแผนการบิน (Flight Dispatcher) และหอบังคับการบิน (ATC) โดย นักวางแผนการบินของสายการบินจะต้องคำนวณหลายปัจจัย คือ
- เชื้อเพลิง : ต้องใช้เท่าไหร่ให้เหมาะสมที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องบินคือค่าใช้จ่ายหลักของสายการบิน
- สภาพอากาศ : พายุฟ้าคะนอง, หลุมอากาศ, กระแสลมกรด หรือแม้แต่ภูเขาไฟที่เพิ่งระเบิดแล้วพ่นเถ้าขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ทุกอย่างนี้มีผลต่อเส้นทาง
- ข้อจำกัดด้านความปลอดภัย : เช่น เส้นทางที่ห้ามบินผ่าน (Restricted Airspace) หรือเขตการบินทหาร (Military Airspace) ที่ต้องเลี่ยงออก
- การจราจรทางอากาศ : เส้นทางบินที่ได้รับอนุญาตในวันนั้น ๆ อาจเปลี่ยนไปได้ ขึ้นกับการจัดการของ ATC
สมการทั้งหมดนี้ถูกประมวลในสิ่งที่สายการบินเรียกว่า Flight Plan หรือแผนการบินประจำเที่ยวบิน ซึ่งจะถูกส่งให้กับนักบินก่อนขึ้นบิน นักบินจะตรวจสอบอีกรอบ แล้วนำไปยืนยันกับ ATC ที่จะเป็นผู้ควบคุมเส้นทางจริง ๆ บนท้องฟ้า
แล้วทั้งหมดนี้ยังต้องอยู่บนพื้นฐานที่เรียกว่า Cost Index ซึ่งแต่ละสายการบินใช้ไม่เหมือนกัน บางสายการบินเน้นบินเร็วเพื่อให้ถึงไว บางสายการบินเน้นประหยัดเชื้อเพลิงมากที่สุด เพราะต้นทุนค่าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนใหญ่มหาศาลในตั๋วแต่ละใบ การออกแบบเส้นทางเลยเหมือนการแก้โจทย์ Optimization ที่ซับซ้อนสุด ๆ
นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว “กฎหมายและการเมือง” ก็เป็นตัวแปรสำคัญ ท้องฟ้าไม่ใช่พื้นที่อิสระที่ใครจะบินตรงไหนก็ได้ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า แอร์สเปซ (Airspace) เขตการบิน บางประเทศปิดน่านฟ้าไม่ให้บินผ่าน ทำให้ต้องบินอ้อมไกลขึ้นหลายชั่วโมง อย่างพื้นที่พิเศษ เช่น พื้นที่ปล่อยจรวดอย่างฟลอริดา ที่ต้องหลบทางให้ภารกิจอวกาศ
ทุกครั้งที่เครื่องบินจะออกเดินทาง เส้นทางบินถูกคิดมาแล้วอย่างละเอียด ว่าจะบินทางไหนเพื่อใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด จะเลี่ยงโซนพายุยังไง จะเว้นพื้นที่ต้องห้ามตรงไหน และจะจัดการเวลาให้ถึงจุดหมายอย่างเหมาะสมที่สุด แม้เราจะเห็นเวลาขาไปกับขากลับต่างกันชั่วโมงหรือสองชั่วโมง แต่นั่นคือการแลกเปลี่ยนที่ทำให้เราไม่ต้องเจอกับหลุมอากาศหนัก ๆ ไม่ต้องเสี่ยงผ่านเขตขัดแย้ง และยังทำให้สายการบินควบคุมต้นทุนตั๋วให้ผู้โดยสารอย่างเราจ่ายในราคาที่เข้าถึงได้นั่นเอง













