ทีม BT มีโอกาสไปชม BMA Command Center ของกรุงเทพฯ ศูนย์นี้เป็นศูนย์เฝ้าระวังภัยของกรุงเทพฯ แบบ 24 ชั่วโมง ที่เริ่มไอเดียโดย รศ. ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2025 ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาทางกรุงเทพฯ ได้เชื่อมต่อและขยายโครงสร้างพื้นฐานของด้านการเฝ้าระวังสาธารณภัยและภัยพิบัติ และยังได้จับมือกับหน่วยงานอื่นมากมาย ในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้เข้ามาสู่ศูนย์นี้เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน
หนึ่งในสิ่งที่ทาง BT ได้ไปเห็นและสนใจมากที่สุด คือ BKK Risk Map แผนที่ที่ไม่ได้แสดงแค่การจราจรเป็นอย่างไร มีคนขับรถบนทางเท้าหรือไม่ หรือว่าพื้นที่ไหนมีคนแออัดจนอาจเกิดความเสี่ยงบางอย่างขึ้นเท่านั้น เพราะแผนที่นี้ได้รวมข้อมูลจากทั้ง 50 เขตมาไว้ที่เดียวกัน ตั้งแต่กล้องวงจรปิดกว่า 66,000 จุด ประปาหัวแดง สถานีดับเพลิง โรงพยาบาล และ “คนกลุ่มเปราะบาง” ที่ไม่สามารช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งผู้สูงอายุ คนป่วย และผู้ป่วยติดเตียง ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักอนามัยและสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม BT ถึงสนใจสิ่งนี้มากที่สุด

ลองจินตนาการเมื่อเกิดเหตุขึ้น อาจไม่ถึงขั้นแผ่นดินไหว แต่เป็นไฟไหม้บ้านเพียง 2 ครัวเรือน ผู้คนต่างวิ่งหนีโดยไม่คิดชีวิต แต่ใครจะไปรู้ว่าในบ้านหลังนั้นหรือบ้านที่อยู่ติดกันกำลังมีคนป่วยที่ได้แต่นอนอยู่บนเตียงและต้องยอมรับชะตากรรม เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
แต่คนกลุ่มเปราะบางเหล่านี้จะไม่ถูกหลงลืมหรือเพิกเฉย เพราะใน BKK Risk Map ได้ใส่ข้อมูลกลุ่มเปราะบางที่มีการลงทะเบียนกับทาง กทม. ไว้ ซึ่งจะระบุพิกัดและข้อมูล เมื่อเหตุฉุกเฉินขึ้น หน่วยงานที่มีข้อมูลชุดนี้จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือคุณตาคุณยาย หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว
โดยเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ระบบจะตรวจสอบในแผนที่ทันทีว่าบริเวณนั้นมีผู้ป่วยติดเตียงอยู่ไหม จากนั้นจะแจ้งไปยังอาสาสมัครในชุมชน (อปพร.) ที่อยู่ใกล้ที่สุดให้เข้าถึงพื้นที่ก่อน เพราะคนกลุ่มนี้จะถึงตัวผู้ป่วยได้เร็วที่สุด แล้วค่อยตามด้วยทีมกู้ภัยเฉพาะทางหรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว (Motorlance) เพื่อรับช่วงต่อ ทำให้แน่ใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นอกจาก BKK Risk Map แล้ว BMA Command Center จะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อวิเคราะห์และเฝ้าระวังผ่านหน้าจอ Dashboard ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน อย่างระบบจัดการน้ำอัจฉริยะที่เชื่อมกับเรดาร์และเซนเซอร์ตรวจวัดน้ำฝน ทำให้ควบคุมประตูระบายน้ำได้แบบเรียลไทม์ แก้ปัญหาน้ำรอระบาย
หรือก่อนหน้านี้ ที่ทุกคนได้เห็นระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) ที่ปรับตามปริมาณรถจริง ช่วยลดเวลาเดินทาง แล้วยังช่วยเปิดทางให้รถกู้ภัยเข้าถึงเหตุได้ไวขึ้นด้วย โดยจากข้อมูลสามารถช่วยลดเวลาในการเข้าถึงได้ 10-41% ไปจนถึงระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน ผ่านแอป AirBKK และ LINE Alert
สำหรับสาธารณภัยทางกรุงเทพฯ ได้จัดร่วมมือกับเอกชนและหน่วยงานอื่น เพื่อเตรียมที่พักสำรองหรือศูนย์พักพิงในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัย อย่างไฟไหม้ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว รวมถึงการใช้โรงเรียนและศูนย์กีฬาในสังกัด กทม. ที่มีระบบการจัดการชัดเจน

ส่วน CCTV ทั่วเมืองก็สามารถทำได้มากกว่าการเฝ้าระวัง แต่ยังใช้เพื่อจับคนที่ละเมิดกฎจราจร การขับขี่บนทางเท้า การขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวก ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ CIB เพื่อเฝ้าระวังอาชญากรรมในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือมีคนหนาแน่น
อย่างในเคสของเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ทางกรุงเทพฯ มีแผนจะประสานเชื่อมต่อ CCTV กับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการเข้าถึง CCTV เพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์ ทั้งอุบัติเหตุและอาชญากรรม สร้างความมั่นใจและปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและคนเมือง ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่สาธารณะไม่กระทบต่อพื้นที่ส่วนตัวของผู้คน
โดย BMA Command Center ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เมืองมีความพร้อมในการรับมือกับเหตุไม่คาดฝันมากขึ้น ลดผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตของผู้คนในเมือง ซึ่งทางกรุงเทพฯ มีแผนที่จะร่วมมือกับเอกชนเพื่อสร้างเมืองที่แข็งแรงและปลอดภัย ผ่านการอบรมบุคลากร การจัดการทรัพยากร การร่วมมือกับสื่อ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอื่นเข้าถึง BMA Command Center
ทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกว่าลำพัง กรุงเทพฯ หรืออาจารย์ชัชชาติที่ได้ชื่อผู้ว่าที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีเพียงคนเดียวก็คงทำอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายองค์กรที่มีแนวคิดในการทำเพื่อสังคมร่วมกัน ไม่ใช่แค่การสร้าง Smart City แต่เป็นการสร้างเมืองที่มีหัวใจ และตั้งใจที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยทุกคนสามารถไปติดตามข่าวสารของ กทม. ได้จากเพจ FB กรุงเทพมหานคร ได้เลย
















