ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Environment

เจาะปมน้ำมันแพง ! ชำแหละส่วนต่างราคาโรงกลั่นไทย หลังกำไรพุ่งเกินเหตุ

Table of Content

ในสถานการณ์ปกติราคาน้ำมันของประเทศไทยจะอิงตามราคากลางที่ตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นเสร็จแล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ “ค่าการกลั่น” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ จนกลายเป็นตัวฉุดให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ซึ่งตลาดสิงคโปร์ที่เราพูดถึงกันอยู่ตอนนี้ ไม่ได้หมายถึงราคาหน้าปั๊มน้ำมันในประเทศสิงคโปร์ แต่คือ “ราคากลางของตลาดซื้อขายน้ำมันเอเชีย” เนื่องจากสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคมีกำลังการกลั่นเพื่อส่งออกสูงที่สุดในเอเชีย และเป็นตลาดที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงในการขนส่งมายังไทย อีกทั้งในด้านกลไกราคามีการเปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์-อุปทานของตลาดโลกอย่างแท้จริง

โรงกลั่นน้ำมัน ทำไมถึงเป็นตัวฉุดราคาน้ำมันให้สูงขึ้นได้

อย่างแรกเรามาทำความเข้าใจกับกลไกราคาน้ำมันกันก่อน ไทยใช้หลักการที่เรียกว่า Import Parity Price หรือราคาเสมือนนำเข้า ที่กำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นในประเทศ โดยอ้างอิงราคาตลาดกลางภูมิภาค (อย่าง สิงคโปร์) บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพเสมือนนำเข้าน้ำมันมาจริง เพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความเป็นธรรมและแข่งขันได้กับราคานำเข้าโรงกลั่นไทยจึงตั้งราคาขายหน้าโรงกลั่นให้เท่ากับราคาน้ำมันที่สิงคโปร์บวกกับค่าขนส่งเหล่านั้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้

ถ้าโรงกลั่นในไทยตั้งราคาถูกกว่าราคานำเข้า จะทำให้โรงกลั่นไม่อยากผลิต เพราะส่งออกไปขายที่อื่นได้กำไรดีกว่า และถ้าโรงกลั่นในไทยตั้งราคาแพงกว่าราคานำเข้า จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง เท่ากับว่าประชาชนต้องจ่ายสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่โรงกลั่นได้ส่วนต่างมหาศาล

นั่นทำให้ราชกิจจานุเบกษาประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร 1 ปี เริ่ม 7 เมษายน 2569 เพื่อเป็นการบังคับให้ขายน้ำมันภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถคุมราคาของน้ำมันให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมได้ ไม่ให้สูงจนเกินไป ซึ่งปัจจุบันนี้โรงกลั่นมีค่ากลั่นสูงซึ่งถือว่าผิดปกติไปมาก 

สถานการณ์โรงกลั่นน้ำมัน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยว่าในช่วงภาวะปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยควรอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 บาทต่อลิตร แต่เดือนมีนาคม 2569 ค่าการกลั่นเฉลี่ยพุ่งไปที่ 7 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน 2569 มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 17 บาทต่อลิตร ในบางช่วง เมื่อนำมาคำนวณส่วนต่าง แม้จะหักต้นทุนที่อ้างว่าแพงขึ้นออกไป 2 บาท ค่าการกลั่นก็ยังเหลือถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติเกือบเท่าตัว ส่งผลโดยตรงให้ราคาขายปลีกน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย

รมว. พลังงานได้ยื่นคำขาดต่อกลุ่มโรงกลั่นผ่าน 2 แนวทางหลัก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยได้ให้โรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินที่ได้จากการขายน้ำมันในเดือนมีนาคม (คำนวณจากจำนวนลิตรที่ขายจริงคูณด้วยส่วนต่างราคา) ส่งกลับมาเพื่อนำไปลดราคาหน้าปั๊มโดยตรง แทนการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยซึ่งมีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว

หากโรงกลั่นไม่ยินยอม รมว. พลังงานในฐานะประธาน กบง. จะใช้อำนาจตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อเข้าแทรกแซงและสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นทันที ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงนี่จะเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะยังไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อนในประเทศไทย แต่ในสภาวะวิกฤตที่ประชาชนเดือดร้อน โรงกลั่นต้องแสดงความรับผิดชอบและไม่ควรค้ากำไรเกินควร

ทำไมโรงกลั่นได้ส่วนต่างสูง

ข้อมูลโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการผลิตเนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้า ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยผลิตได้เองเพียงประมาณ 10% และต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90%

เมื่อต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด ต้นทุนของโรงกลั่นไทยจึงขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลกโดยตรงไม่ว่าจะเป็นการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเอง หรือการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาโดยตรง

เมื่อเรากลั่นเองในประเทศ แต่อิงราคาเหมือนนำเข้าจากสิงคโปร์จึงมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่ได้จ่ายจริงแต่ถูกบวกเข้าไปในราคาหน้าโรงกลั่น อาทิ ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัยทางทะเล และค่าปรับปรุงคุณภาพ 

ในสภาวะปกติ ค่าความต่างเหล่านี้อาจจะไม่กี่สตางค์ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันค่าการกลั่น (Refinery Margin) พุ่งสูง เมื่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นมาก ๆ แต่ต้นทุนน้ำมันดิบที่โรงกลั่นซื้อมาไม่ได้พุ่งสูงตามในสัดส่วนเดียวกัน ทำให้ส่วนต่างนี้มากขึ้น โรงกลั่นได้ทั้งจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่แพงขึ้นตามกลไกโลก และยังได้ค่าขนส่งสมมติที่บวกเพิ่มเข้าไปอีก

ในเมื่อกลั่นในไทย ต้นทุนขนส่งจริงคุณต่ำกว่าการนำเข้าจากสิงคโปร์มาก แต่กลับได้กำไรจากส่วนต่างที่อิงราคาโลกสูงถึง 7-17 บาทต่อลิตร รัฐจึงมองว่านี่คือกำไรเกินเหตุที่ควรจะคืนกลับมาให้ประชาชนบ้าง

แต่ความน่ากังวลคือหากถูกบังคับให้ตั้งราคาถูกกว่าราคานำเข้า มีความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นจะลดกำลังการผลิตลงเพราะไม่คุ้มทุน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในประเทศ เป็นสถานการณ์ที่เราต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 50 บาทไปแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตึงราคาแล้วก็ตาม ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าราคาน้ำมันจะไปสุดที่ตรงไหน แต่ไม่ควรมีใครได้ผลประโยชน์ในช่วงวิกฤต

ล่าสุดวันนี้ (7 เมษายน 2569) กบง. มีมติใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. สั่งลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล (B7 และ B20) ลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 เมษายน 2569 เนื่องจากต้องรอประกาศในราชกิจจาฯ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มมีโอกาสลดลงประมาณ 2.14 บาทต่อลิตร 

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกองทุนน้ำมันฯ อีกครั้ง โดยภาครัฐย้ำว่าโรงกลั่นทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม และหากสถานการณ์ยังวิกฤตก็อาจพิจารณาปรับลดค่าการกลั่นลง

Highlight

Google เปิดตัว ‘AI Edge Eloquent’ ถอดเสียงเป็นข้อความ ใช้ได้ไม่ต้องง้อเน็ต !

07/04/2026
Read More

จับตา “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” จุดวิกฤตช่องแคบตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจโลก หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ดีขึ้น

07/04/2026
Read More

รวมคอมเมนต์จากเพจ BT beartai คอมเมนต์ไหนน่าสนใจในเดือนมีนาคม

03/04/2026
Read More

CP Group จับมือ XJTLU ปั้นศูนย์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ ยกระดับการศึกษาไทย ด้วยโจทย์จริงจากโลกธุรกิจ

03/04/2026
Read More

Vgadz เปิดตัว “RingConn Gen 2 Air” แหวนอัจฉริยะเบาที่สุด พร้อมส่วนลดพิเศษ

03/04/2026
Read More

CP Group จับมือ XJTLU ปั้นศูนย์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ ยกระดับการศึกษาไทย ด้วยโจทย์จริงจากโลกธุรกิจ

03/04/2026
Read More

Related Content