ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Features

แอปฯ เรียกรถเกิดมาได้ยังไง ? ย้อนรอยการผูกขาดบนท้องถนน ‘เหรียญตรา-เสื้อวิน’ สู่ยุคใหม่ของการเดินทาง

Table of Content

จำกันได้ไหม ว่าก่อนที่แอปพลิเคชันเรียกรถจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนทั่วโลกแบบในทุกวันนี้ การเดินทางของคุณเป็นอย่างไรเมื่อต้องใช้รถรับจ้างส่วนตัวในการเดินทางไปที่ต่าง ๆ หลายคนอาจเคยเจอกับการถูกโก่งราคา การถูกปฏิเสธด้วยคำว่าส่งรถบ้าง เติมแก๊สบ้าง หรือแม้แต่ความกังวลเรื่องความปลอดภัย ประสบการณ์ของผู้ใช้จากระบบการเดินทางแบบเดิมกลายเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถได้รับความนิยมมากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เบื้องหลังต้นกำเนิดของแอปฯ เดินทางสุดสะดวกยังมีปัจจัยเชิงอำนาจ ระบบการผูกขาด และเทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังการเติบโตด้วย

BT beartai จะพาคุณย้อนกลับไปดูว่า “สงครามบนถนน” ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไร

โครงสร้างอำนาจใต้เงา “เหรียญตรา” และ “เสื้อวิน”

ก่อนปี 2009 การจะออกไปขับรถรับคนในเมืองใหญ่อย่างนครนิวยอร์กไม่ใช่เรื่องที่ใครก็ทำได้ แต่คุณต้องครอบครองสิ่งที่เรียกว่า ระบบเหรียญตรา (Medallion) ใบอนุญาตนี้ถูกล็อกจำนวนไว้ตั้งแต่ปี 1930 เพื่อป้องกันไม่ให้รถล้นถนนจนกำไรหดหาย

ผลที่ตามมาคือ เมื่อเมืองเติบโตแต่จำนวนรถเท่าเดิม เหรียญตรานี้จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าพุ่งสูงเฉียด 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 35 ล้านบาท) ก่อนปี 2014 เกิดเป็นระบอบผูกขาดที่บีบให้ผู้โดยสารต้องทนกับรถสภาพเก่า การบริการที่เลือกรับลูกค้า และราคาที่แพงลิ่วเพราะผู้ให้บริการไร้คู่แข่ง

ในขณะที่ฟากฝั่งประเทศไทย แม้เราจะไม่มีระบบสัมปทานเหรียญราคาเป็นล้าน แต่เรามี “ระบบผูกขาดเชิงพื้นที่” ที่เข้มแข็งไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น “คิววินรถจักรยานยนต์” ที่ต้องแลกมาด้วยค่าเสื้อวินราคามหาศาล หรือเครือข่ายแท็กซี่หน้าหมู่บ้านและห้างสรรพสินค้า สิ่งเหล่านี้คือกำแพงที่ขวางกั้นความโปร่งใสและสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเดินทางมาอย่างยาวนาน

แอปพลิเคชันเรียกรถเริ่มต้นจากความแค้นของผู้บริโภค

แอปพลิเคชันเรียกรถเกิดจากความโกรธแค้นของผู้บริโภคที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากผู้ให้บริการในระบบเดิม ทั้งราคา ความสบายใจ อำนาจในการต่อรอง หรือแม้แต่การทวงคืนอธิปไตยของผลผลิตในประเทศ

  • สหรัฐอเมริกา : Uber เปิดตัวในปี 2009 โดยวางหมากให้ตัวเองเป็นบริการรถลีมูซีนหรูหราสำหรับเศรษฐีเมืองใหญ่ ก่อนที่ Lyft จะกระโดดลงมาในสนามในปี 2012 ด้วยภาพลักษณ์ “เพื่อนร่วมทาง” ที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายกว่า
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ในปี 2012 เช่นกัน MyTeksi (ปัจจุบันคือ Grab) ถือกำเนิดขึ้นในมาเลเซียด้วยโจทย์ที่ต่างออกไป พวกเขาเริ่มต้นจากการแก้ปัญหา “ความปลอดภัย” และความโปร่งใสของแท็กซี่ระบบเดิม ก่อนจะขยายไปสู่รถยนต์ส่วนบุคคล
  • จีน : Didi Chuxing พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “อำนาจท้องถิ่น” นั้นทรงพลังแค่ไหน ด้วยการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ในประเทศจนสามารถบีบให้ Uber ต้องยกธงขาวและขายกิจการในจีนทิ้งในปี 2016

“การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์” เมื่อกติกาเก่าพังทลาย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตรงกับทฤษฎี Creative Destruction ของ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่จะเข้าแทนที่และทำลายล้างระบบทุนเดิมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า

เมื่อ Ride-Hailing เปิดประตูให้ “ซัปพลายเสรี” ทุกคนที่มีรถยนต์สามารถกลายเป็นคนขับได้ ปริมาณรถจึงเพิ่มขึ้นมหาศาลแบบที่กฎหมายขนส่งดั้งเดิมตามไม่ทัน ความโกลาหลนี้ทำให้มูลค่าของ “เหรียญตรา” ในนิวยอร์กดิ่งเหว นำไปสู่โศกนาฏกรรมทางเศรษฐกิจของแรงงานในระบบเดิมที่แบกหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะทรัพย์สินที่เคยเชื่อว่ามั่นคงที่สุดกลับไร้ค่าในชั่วข้ามคืน

สู่ยุค Platform Economy เมื่อ “โคด” คือเจ้านายคนใหม่

สิ่งที่น่าทึ่งคือ Uber, Grab หรือ Lyft ไม่ใช่บริษัทขนส่ง พวกเขาไม่มีรถเป็นของตัวเองแม้แต่คันเดียว แต่นี่คือธุรกิจ “Platform Economy” หรือตลาดสองด้าน (Two-sided Market) ที่มีโมเดลธุรกิจที่ซับซ้อนและทรงพลัง

  • Network Effect : ยิ่งคนใช้เยอะ คนขับก็ยิ่งมาก ยิ่งคนขับมาก แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีมูลค่าและอำนาจต่อรองสูงขึ้น
  • เจ้านายที่เป็นอัลกอริทึม : ในโลกนี้ไม่มีผู้จัดการมานั่งคอยสั่งงาน แต่ระบบจะเป็นผู้จัดสรรงานและปรับราคาตามความต้องการแบบเรียลไทม์ (Surge Pricing) คนขับกลายเป็นผู้ประกอบการอิสระที่ถูกควบคุมด้วยระบบ
  • การผลักภาระความเสี่ยง : ความฉลาดของโมเดลนี้คือการที่แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสื่อมสภาพรถ ค่าน้ำมัน หรือแม้แต่อุบัติเหตุ ภาระเหล่านี้ถูกส่งตรงไปให้คนขับเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด

Disruption ระลอก 2 ตัดต้นทุนแรงงานคนด้วยระบบอัตโนมัติ ?

ในวันนี้ แอปฯ เรียกรถกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเมืองอย่างเงียบเชียบ แม้เป้าหมายแรกคือการลดจำนวนรถยนต์บนถนน แต่ผลวิจัยกลับพบว่ามันสร้าง “รถที่วิ่งตัวเปล่า” เพื่อรอรับผู้โดยสารมากขึ้นจนทำให้รถติดกว่าเดิม ในขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามว่า “จะซื้อรถไปทำไม ?” ถ้าการเรียกแอปฯ นั้นง่ายกว่า

ปลายทางของเหล่าแพลตฟอร์มไม่ใช่แค่การหาคนขับมาจับคู่กับผู้โดยสาร แต่คือ “รถยนต์ไร้คนขับ” (Autonomous Vehicles) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนแรงงานกลายเป็นศูนย์ แพลตฟอร์มเหล่านี้จะยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “ระบบปฏิบัติการของเมือง” (Urban Operating System) ที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของประชากรทั้งหมด

ท้ายที่สุดแล้ว ในขณะที่เรากำลังกดปุ่มเรียกจากหน้าจอด้วยความสะดวกสบาย เราอาจต้องหยุดคิดสักนิดว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ เมื่อการเดินทางของเราถูกฝากไว้กับอัลกอริทึมและฐานข้อมูลดิจิทัล…สุดท้ายแล้ว ใครกันนะคือผู้กำหนดกติกาการใช้ชีวิตในเมืองที่แท้จริง ?

พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

สนั่น Cloud11 ! เมื่อแก๊ง “New Gen” บุกปล่อยพลัง Michael Jackson ในงาน LOVE LETTER to MJ บอกเลยว่าจิ๋วแต่แจ๋ว !

13/05/2026
Read More

เมื่อ Data Center บนโลกเริ่ม “ตัน” อวกาศจึงกลายเป็นทางออกใหม่

12/05/2026
Read More

เปิดตัว 12 นักล่าฝัน “TRUE ACADEMY FANTASIA 2026” กับปฏิบัติการล่าฝันที่กลับมาเขย่าวงการบันเทิงอีกครั้ง

12/05/2026
Read More

Sword of Justice ฉลองครบรอบครึ่งปี จับมือแชมป์โลกมวยไทย Phetjeeja เปิดตัวสำนักใหม่ Female Ironclad

11/05/2026
Read More

Digital Trust Thailand 2026: เมื่อความเชื่อมั่นทางดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือก แต่คือพื้นฐานของชีวิตยุคใหม่

11/05/2026
Read More

ก้าวใหม่ของไทยในอวกาศ TIGERS-X ชุดทดสอบการผสมยาบน ISS ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง

11/05/2026
Read More

Related Content