วินาทีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และ ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์จากระยะไกล (Remote Digital Signature) เซ็น MOU สงบศึกกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สปอตไลต์ทั่วโลกต่างพุ่งไปที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานทันที ข่าวดีนี้ทุบราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งร่วงระนาวเกือบ 20% ในชั่วข้ามคืน จนหลายประเทศเริ่มได้เฮกับค่าน้ำมันที่ถูกลง บทความนี้จะแบไต๋ดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ว่าซ่อนเงื่อนไขอะไรไว้บ้าง ?
1. ยุติการสู้รบ ‘ทุกแนวรบ’ อย่างถาวร
ข้อตกลงย่อหน้าแรกระบุว่า สหรัฐฯ อิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร จะประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารใน ‘ทุกแนวรบ’ รวมถึงเลบานอนโดยทันทีและอย่างถาวร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงเมื่อวันพุธว่า หากอิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนต่อไป จะถือเป็นการ ‘ละเมิดข้อตกลง’ และอิหร่านจะดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็น
2. เคารพประเด็นภายในของแต่ละประเทศ
สหรัฐฯ และอิหร่านจะ ‘เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน’ รวมทั้งงดเว้นการแทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย
3. กรอบเวลา 60 วันและโอกาสในการขยายเวลา
เนื้อหาในส่วนที่สามระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในเวลาไม่เกิน 60 วัน อย่างไรก็ตาม กรอบเวลานี้สามารถขยายออกไปได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และการนับถอยหลัง 60 วันจะเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากผู้นำของทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ
4. สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางเรือและขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ของท่าเรืออิหร่านทันที
ยกเลิกการปิดล้อมทั้งหมดภายใน 30 วัน ซึ่งในช่วงเวลานี้จำนวนเรือที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ผ่านท่าเรืออิหร่านจะแปรผันตามสัดส่วนของเส้นทางการจราจรทางเรือที่อิหร่านเปิดให้สัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังทหารออกจาก ‘พื้นที่ใกล้เคียงอิหร่าน’ ภายใน 30 วันหลังจากลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์
5. เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการจัดการให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เกิดสงครามและการปิดช่องแคบที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทั้งนี้ การสัญจรทางเรือจะเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากเคลียร์อุปสรรคทางทหาร เทคนิค และการเก็บกู้ระเบิดเสร็จสิ้น ส่วนในระยะยาว อิหร่านจะร่วมมือกับโอมานและประเทศในอ่าวเปอร์เซียเพื่อจัดทำข้อตกลงการบริหารจัดการช่องแคบที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น แม้สหรัฐฯ คาดว่าอิหร่านอาจพยายามรักษาสิทธิ์ของตนเองอย่างเต็มที่ แต่กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะไม่ยอมรับระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางในอนาคตแน่นอน
6. ค่าใช้จ่ายในการกู้คืนสภาพประเทศให้อิหร่าน
สหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคจะร่วมกันพัฒนาแผนฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในอิหร่านที่มีมูลค่าอย่างน้อย 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะตกลงเรื่องกลไกขั้นสุดท้ายภายใน 60 วันหลังจากข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ และสหรัฐฯ จะอนุมัติใบอนุญาตให้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ต้องรับผิดชอบด้านงบประมาณหรือจ่ายเงินให้อิหร่านโดยตรง
7. สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมดต่ออิหร่าน
ทั้งมาตรการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและมาตรการที่สหรัฐฯ บังคับใช้เองฝ่ายเดียว แต่กรอบเวลายังไม่ชัดเจน โดยเอกสารระบุว่าจะตกลงเรื่องกำหนดการในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ แต่ทั้งสองฝ่ายตั้งใจจะหารือเรื่องนี้ทันทีในการเจรจาถัดไป หลังจากที่อิหร่านได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ “Economic Fury” ที่ตัดอิหร่านออกจากระบบการเงินโลก
8. ไม่จัดซื้ออาวุธนิวเคลียร์
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านมีอยู่ แม้วิธีการจัดการยังไม่แน่ชัดและต้องตกลงกันในการหารือครั้งต่อไป แต่เกณฑ์ขั้นต่ำคือต้องลดระดับความเข้มข้นของสารดังกล่าวในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ถือว่าข้อนี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ เพราะทรัมป์เคยระบุว่าการขัดขวางไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์คือเป้าหมายถึง 99%
9. และ 10. สองฝ่ายตกลงที่จะคงสถานะเดิม
ทั้งสองประเทศจะคงสถานะเดิมของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านเอาไว้ชั่วคราวในระหว่างที่รอดำเนินการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่เพิ่มเติม และจะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกรรมทางธนาคารและการขนส่งในระหว่างนี้
11. สหรัฐฯ รับปากจะเปิดทางให้เงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดหรือจำกัดไว้สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ประเด็นนี้เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา เนื่องจากอิหร่านเรียกร้องมาตลอดเพื่อใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่าเงินทุนบางส่วนจะถูกปล่อยออกมาระหว่างการหารือหลังลงนาม MOU เพื่อเป็นรางวัลแก่อิหร่านเมื่อปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น การเริ่มจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง
12. – 14. การกำกับดูแลและการเจรจารอบสุดท้าย
สหรัฐฯ และอิหร่านจะจัดตั้งกลไกตรวจสอบการดำเนินงานตาม MOU และการปฏิบัติตามข้อตกลงในอนาคต แม้ว่าวิธีปฏิบัติจริงจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม และเมื่อลงนาม MOU พร้อมเริ่มดำเนินการแล้ว ทั้งสองประเทศจะเปิดฉากเจรจาเพื่อทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ซึ่งในท้ายที่สุด ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ดังกล่าวจะต้องได้รับการรับรองผ่านข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ข้อตกลงทั้งหมดทรัมป์ได้เซ็นไปแล้วขณะที่เข้าร่วมงานสัมนา G7 ณ เอวีย็อง-เล-แบ็ง ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งยังถือเป็นแบบ Perfomance-based หมายความว่าผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายจะได้ ผูกติดกับหน้าที่ของอีกฝ่าย เช่น สหรัฐฯ จะยอมลดการปิดล้อมทางเรือ (ข้อ 4) และคืนเงินที่อายัด (ข้อ 11) ก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ข้อ 5) และยอมจำนนเรื่องนิวเคลียร์ (ข้อ 8)
ทีนี้ประเด็นที่ต้องจับตามองคือประเด็นข้อ 5 ที่ตกลงว่าอิหร่านจะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ ประเทศก็เริ่มได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลงมาบ้างแล้วตั้งแต่ที่ทรัมป์ประกาศว่าจะมีการเซ็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายเมื่อ 4 วันที่แล้ว
ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent Crude และ WTI Crude ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดย Brent ลดลง 18% จาก 95–100 เหลือ 78–81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ WTI ลดลง 19% จาก 92–93 เหลือ 75–77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสอดคล้องกับราคาน้ำมันขายปลีกในเยอรมนี (ยุโรป) ที่ลดลง 8% จากประมาณ 3.05 เหลือ 2.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร
ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันขายปลีกในนิวยอร์ก (สหรัฐฯ) สวนทางกับตลาดโลก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 9% จากประมาณ 1.08 เป็น 1.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร
ส่วนราคาน้ำมันในแถบเอเชีย อย่างโตเกียวและสิงคโปร์ ราคาน้ำมันปรับลงเล็กน้อย รวมถึงประเทศไทยซึ่งก่อนหน้านี้มีความผันผวนค่อนข้างสูงแต่ถือว่าลดลงมา เทียบกับช่วงวันที่ 11/06/2026 จนถึงวันที่ 17/06/2026 ดีเซล B20 และ แก๊สโซฮอล์ E85S มีการปรับราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของรอบนี้ในวันที่ 11/06/2026 (B20 อยู่ที่ 35.80 บาท และ E85S อยู่ที่ 34.04 บาท) หลังจากนั้นราคาทั้งสองชนิดทยอยปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17/06/2026 (B20 อยู่ที่ 33.80 บาท และ E85S อยู่ที่ 31.29 บาท)
ไฮพรีเมียม 98+ เป็นกลุ่มที่ไม่ปรับราคาขึ้นเลยในช่วงเวลานี้ โดยราคาทรงตัวอยู่ที่ 53.44 ตั้งแต่วันที่ 30/05/2026 เป็นต้นมา หากเทียบจากสองเดือนก่อนถือว่ามีแนวโน้มในการปรับลงไม่มีการปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม ฝั่งเราอาจจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป อาจจะได้เห็นราคาน้ำมันลดลงเรื่อย ๆ ก็เป็นไปได้













