พูดถึงแทร็กเกอร์จิ๋วที่เป็นตัวช่วยให้เราหาของเจอได้ง่ายขึ้น เรามักนึกถึง AirTag เพราะนี่คือสินค้าที่ตอบโจทย์คนขี้ลืมเป็นที่สุด แต่ปัญหาคือมันใช้กับ Android ไม่ได้ ก็ต้องไปใช้อุปกรณ์แบรนด์อื่น ๆ แทน ซึ่งก็ผ่านมา 5 ปีตั้งแต่ Apple ขาย AirTag ในที่สุด Google ก็ทำผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันออกมาสักทีในชื่อ Pixel Tag แทร็กเกอร์จิ๋ว ไซซ์เล็ก ๆ ใหญ่กว่าเหรียญนิดหนึ่งที่ตอบโจทย์คุณมากกว่าที่คิด
ฟีเจอร์เด่น ๆ
ตัว Pixel Tag มาพร้อมเทคโนโลยี Ultra-Wideband (UWB) และฟีเจอร์ Precision Finding คือค้นหาตำแหน่งได้แม่นยำในระยะห่างสูงสุด 50 เมตรจากสมาร์ตโฟน แต่ต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่มีฮาร์ดแวร์รองรับ UWB และใช้ระบบปฏิบัติการ Android 9 ขึ้นไปเท่านั้นนะ
ตัวเครื่องใช้เทคโนโลยี Bluetooth Channel Sounding ที่ออกแบบมาเพื่อวัดระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ได้แม่นยำกว่าระบบบลูทูททั่วไป (ต้องใช้งานบน Android 16 ขึ้นไป และเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 6.0 เท่านั้น) หลักการคือแทนที่จะแจ้งเตือนแค่ว่ามีอุปกรณ์อยู่ใกล้ ๆ สมาร์ตโฟนจะระบุระยะห่างที่ชัดเจนได้เลย ตัวแทร็กยังมีลำโพงในตัวเพื่อส่งเสียง ช่วยให้ค้นหาสิ่งของเจอได้ง่ายขึ้นคล้ายตัว AirTag
ในส่วนของแบตเตอรี่ ใช้ถ่านกระดุม CR2032 แบบเดียวกับ AirTag คือสามารถใช้งานได้นานได้ยาว ๆ 1 ปี และสามารถถอดเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่
เซตอัปก่อนใช้งาน
สำหรับการเซตอัปก่อนใช้งานน้อง Pixel Tag ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เริ่มจากดึงแท็บแบตเตอรี่ออก แล้วเอาสมาร์ตโฟนไปวางใกล้ ๆ มันจะจับคู่ให้เองอัตโนมัติ เราแค่รอว่าจะมีอะไรเด้งขึ้นมาในหน้าจอ แล้วทำตามคำแนะนำ เข้าไปตั้งชื่อ และ Customize ได้เลยผ่านแอปฯ Find Hub ซึ่งความเจ๋งคือสมมติมันเป็นของสำคัญของทุกคนในครอบครัว เราสามารถแชร์สิทธิ์ให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนช่วยกันค้นหาสิ่งของชิ้นเดียวกันได้สูงสุดถึง 10 คน !
ต่างจากเจ้าอื่นยังไง ?
แทร็กเกอร์แต่ละแบรนด์ในตลาดตอนนี้แยกการใช้งานเครือข่ายกันค่อนข้างชัดเจน เช่น AirTag และ Chipolo จะใช้เครือข่าย Apple Find My ส่วนผู้ใช้ฝั่ง Android จะมี Motorola (Moto Tag) เป็นคู่แข่งสายตรงที่ใกล้เคียงกับ Pixel Tag เพราะทั้งคู่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย Find Hub เหมือนกัน
แม้ทั้งสองจะดีไซน์มาเพื่อ Android โดยเฉพาะ แต่ความต่างคือ Pixel Tag มีดีไซน์ที่เพรียวบาง น้ำหนักเบา ลำโพงที่ดังกว่า (ถ้าโดนทับก็ได้ยินเสียง) และที่สำคัญคือ Pixel tag จะทำงานร่วมกับ Ecosystem ของ Google ได้ลื่นไหลกว่า เช่นเวลาใช้คำสั่งกับ Google Assitant หรือ Gemini จะสมูทมากกว่า Moto Tag
สมมติเราต้องการหาของ สามารถดูพิกัดบนแผนที่ในแอปฯ Find Hub ได้ทันที ถ้าของอยู่ใกล้ในระยะบลูทูทก็สั่งให้ส่งเสียงร้องได้ เพราะเขาออกแบบมาให้มันผสานเทคโนโลยี Ultra-Wideband กับ Bluetooth Channel Sounding ที่ช่วยบอกทั้งระยะห่างและทิศทางอย่างละเอียด ต่อให้ของชิ้นนั้นจะซุกอยู่ในซอกโซฟา หรือโดนกองผ้าทับก็ตามหาเจอได้ไม่ยาก
ตัวแทร็กเกอร์มีระบบแจ้งเตือนกันลืมเพื่อทักท้วงก่อนที่คุณจะเดินทิ้งของสำคัญไว้เบื้องหลัง แต่หากของหายไปจนอยู่นอกระยะสัญญาณ ระบบจะพึ่งพาเครือข่าย Find Hub ซึ่งดึงพลังจากอุปกรณ์ Android กว่าพันล้านเครื่องทั่วโลกมาช่วยระบุตำแหน่ง โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ถูกเข้ารหัสแบบ End-to-End เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเราด้วย
อีกหนึ่งจุดที่ดีมาก ๆ คือเขามีการป้องกันการถูกติดตาม (Anti stalk) เอาง่าย ๆ คือสมมติมีคนไม่หวังดีแอบใส่แทร็กเกอร์ให้ติดตามเราโดยไม่รู้ตัว สมาร์ตโฟนจะแจ้งเตือนทันทีว่ามีแทร็กเกอร์ใกล้ตัวแต่ไม่ใช่ของเรา พร้อมทั้งแนะนำวิธีสั่งให้แท็กนั้นส่งเสียงร้อง และบอกขั้นตอนรับมือที่เหมาะสมต่อไป
ใช้กับสมาร์ตโฟนที่ไม่ใช่ android ได้ไหม ?
สำหรับสมาร์ตโฟน Android สามารถใช้ได้กับ Android 9 ขึ้นไป และต้องอัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการ Android 16 ขึ้นไปเพื่อรองรับ Blutooth 6.0 แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์ Precision Finding อาจจะต้องใช้สมาร์ตโฟนที่รองรับฮาร์ดแวร์ที่รองรับเทคโนโลยี UWB
กรณีที่ใช้ iOS หรือ iPhone อาจจะต้องหันไปพิง AirTag ต่อไป เพราะ Pixel Tag เป็นอุปกรณ์ First-party ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับเครือข่าย Find Hub และระบบปฏิบัติการฝั่ง Android โดยเฉพาะ แนะนำว่าถ้าไม่ได้ใช้ Android อุปกรณ์อย่าง Apple AirTag จะยังคงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์และตรงกับระบบมากกว่า
สำหรับราคา ตอนนี้ Pixel Tag มีให้เลือกเพียงสีเดียวคือ สีเทาอ่อนวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริการาคา 29 เหรียญสหรัฐฯ โดยจะเริ่มขายวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ (ไม่มีพรีออร์เดอร์)









