ถ้าพูดถึง Walkman เจน Z อาจร้อง “ห๊ะ ?” ส่วนเจน X และ Y อาจร้อง “ว้าว !” แต่สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้อาจทำให้สาวก Walkman อาจต้องร้องไห้
เพราะแม้ว่าปัจจุบัน SONY ยังคงมีการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่ม Walkman อยู่ แต่จะเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาแบบดิจิทัล แต่สำหรับเครื่องเล่น Walkman แบบคลาสสิก อย่างเทปคาสเซ็ตต์ได้ยุติการจำหน่ายไปตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ปี 2010 หลังจากทำตลาดมากว่า 30 ปี ตามมาด้วย MiniDisc และ CD ที่ค่อย ๆ ยุติการจำหน่ายตามไป

ถึงอย่างนั้นในตลาดมือสองและคนรัก Walkman ก็ยังคงมีการแลกเปลี่ยนกันอยู่เนือง ๆ แต่สำหรับการสร้างหรือกลับมาผลิต Walkman แบบคลาสสิก นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกับ Walkman ในยุคก่อน นั่นทำให้เครื่องเล่นเพลงในความทรงจำของใครหลายคนอาจกำลังจะหายไปตลอดกาล
อะกิระ ทานากะ (Akira Tanaka) อดีตวิศวกรเครื่องกลของ Sony ที่เพิ่งเกษียณไปเมื่อปี 2025 เขาระบุว่าเป็นผู้ร่วมพัฒนา Walkman มากว่า 25 รุ่น รวมถึงเครื่องเล่น MiniDisc รุ่นสุดท้ายอย่าง MZ-RH1 ด้วย เขาได้ออกมาเผยถึงเหตุผลหลายข้อที่ทำให้ Walkman แบบคลาสสิกไม่มีทางหวนกลับมาอีกครั้งได้ ผ่าน X ของเขา

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Headphonesty ได้หยิบเอา 6 เหตุผลของทานากะที่ให้ไว้เหล่านั้นมาวิเคราะห์ในอีกมุมหนึ่ง
1. ชิ้นส่วนสำคัญที่เคยใช้ผลิต Walkman แทบไม่เหลือแล้ว
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือโรงงานและซัปพลายเออร์ที่เคยผลิตชิ้นส่วนเฉพาะทาง เช่น มอเตอร์ขนาดเล็ก หัวอ่านแม่เหล็ก และชุดกลไกขับเคลื่อนเทป ต่างทยอยปิดสายการผลิตไปแล้ว โดยเฉพาะบริษัท Tanashin ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายชิ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Walkman ได้หยุดผลิตชิ้นส่วนสำหรับ Walkman แบบเทปคาสเซ็ตต์ไปในปี 2009
ชิ้นส่วนที่หาได้ในหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันจะเป็นอะไหล่ที่ผลิตจากจีน เนื่องจากสิทธิบัตรเดิมหมดอายุไปแล้ว ทั้งยังมีผู้ผลิตรายใหม่ ทำให้การสร้าง Walkman ที่เหมือนต้นฉบับแทบทุกประการทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Headphonesty มองว่านี่ไม่ใช่อุปสรรคที่แก้ไม่ได้เสียทีเดียว เพราะผู้ผลิตรายใหม่ อย่าง FiiO ก็สามารถออกแบบเครื่องเล่นเทปยุคใหม่โดยพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์และกลไกร่วมกับชิ้นส่วนที่ยังหาได้ในปัจจุบัน ดังนั้น แม้ Sony จะไม่สามารถสร้างสายการผลิตขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังใช้ชิ้นส่วนจากเจ้าอื่นเพื่อผลิตได้ เพียงแต่ไม่สามารถสร้าง Walkman ที่เล็กและบางได้อีกแล้ว เพราะไม่มีชิ้นส่วนแบบนั้นอีกต่อไป
2. ความรู้ในการผลิต Walkman ค่อย ๆ หายไปพร้อมวิศวกรรุ่นเก่า
Walkman แบบคลาสสิกไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะใช้ชิ้นส่วนคุณภาพสูง แต่ยังอาศัยการประกอบและการปรับแต่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดอย่างหนึ่งที่ทานากะเล่าไว้ คือองค์ความรู้จำนวนไม่น้อยในการสร้าง Walkman ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นเอกสารทั้งหมด ซึ่งดูจะผิดจากขนบการทำงานของญี่ปุ่นที่มีระเบียบและความละเอียดสูง แต่เป็นการถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของวิศวกรที่ทำงานกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยตรง และเมื่อบุคลากรเหล่านั้นทยอยเกษียณ ความรู้เชิงลึกเหล่านั้นก็ค่อย ๆ จางหายไปด้วย
ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างอุปกรณ์ที่มีเทคนิคการประกอบสูงขึ้นมาใหม่ พร้อมการสร้างสายการผลิตขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีคู่มือต้องลงทุนทั้งเวลา บุคลากร และงบประมาณจำนวนมาก
3. Sony เลิกผลิต MiniDisc แบบบันทึกได้
ทานากะบอกว่า Sony ได้ยุติการผลิต MiniDisc แบบบันทึกได้ไปช่วงต้นปี 2025 แต่ถึงอย่างนั้น ทาง Headphonesty ก็มองว่า Walkman แบบคลาสสิกไม่ได้มีเฉพาะ MiniDisc เท่านั้น แต่เทปคาสเซ็ตต์และแผ่น CD ยังมีผู้ผลิตรายอื่นจำหน่ายอยู่ในตลาด แม้จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มก็ตาม

4. ตลาดอาจเล็กเกินกว่าที่ Sony จะลงทุน
แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทปคาสเซ็ตต์จะกลับมาได้รับความนิยมในกลุ่มนักสะสมและคนรักเสียงเพลง รวมถึงมีการเติบโตในหลายประเทศ แต่เมื่อมองจากมุมของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Sony ตลาดดังกล่าวยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับต้นทุนการวิจัย พัฒนา และสร้างสายการผลิตใหม่
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรายเล็กที่มีต้นทุนต่ำกว่าและผลิตในปริมาณจำกัด กลับสามารถทำกำไรจากตลาดเฉพาะกลุ่มนี้ได้ง่ายกว่า
5. Sony เลือกเดินหน้ากับ Walkman แบบดิจิทัล
สำหรับคนที่ไม่ได้ตาม Walkman ไม่ได้หายไปจาก Sony เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทจากเครื่องเล่นเทปมาเป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลที่รองรับการสตรีมมิงและระบบ Android ทิศทางและทรัพยากรด้านวิศวกรรมของบริษัทเลยหันไปหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบันมากกว่า
อุปสรรคในข้อนี้จึงเป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญทางธุรกิจ มากกว่าข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี
6. เพราะทานากะเกษียณแล้ว
ข้อนี้เป็นเหตุผลที่น่าเอ็นดูเหมือนกัน เพราะจากข้อสองที่เราพูดถึงว่าองค์ความรู้และเทคนิคบางอย่างไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสาร แต่อยู่ในมันสมองของบรรดาวิศวกรเครื่องกลของ Sony อย่างทานากะและทีม โดยทานะกะเองก็ยังบอกด้วยว่า ฝากให้ความรักกับ Walkman ต่อไปด้วยนะ
ในข้อนี้ก็ต้องบอกว่า แม้วิศวกรรุ่นเก่าจะทยอยเกษียณ แต่สำหรับบริษัทระดับ Sony การสร้างทีมวิศวกรใหม่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่” แต่เป็น “คุ้มหรือไม่”
หากบริษัทมองว่าโครงการไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม การรื้อฟื้นผลิตภัณฑ์ในตำนานก็ย่อมไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
สิ่งที่กำลังหายไปอาจไม่ใช่ Walkman แต่คือ “ยุคสมัย” ของมัน
หากมองในภาพรวม เหตุผลหลายข้อของทานากะ อาจไม่ได้บอกว่า Sony “ไม่มีความสามารถ” ในการสร้าง Walkman อีกต่อไป แต่กำลังพูดถึงเงื่อนไขที่เคยทำให้ Walkman ประสบความสำเร็จได้เปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด
ในอดีต Sony ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การออกแบบชิ้นส่วน การผลิตฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงสื่อบันทึกอย่างเทปและ MiniDisc แต่ปัจจุบันโลกของการฟังเพลงเปลี่ยนจากการซื้อเทปหรือซีดีมาฟังเอง มาเป็นการเข้าถึงเพลงผ่านบริการสตรีมมิงแพลตฟอร์มแทบทั้งหมด และคนที่ยังซื้อเทป ซีดี หรือแม้แต่แผ่นเสียงก็เป็นการซื้อเพื่อลงทุนหรือสะสมมากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน
นั่นทำให้การลงทุนสร้างเครื่องเล่นที่มีความซับซ้อน อย่าง Walkman แบบคลาสสิกมีต้นทุนสูง เพื่อรองรับตลาดขนาดเล็ก กลายเป็นโจทย์ที่ตอบยากสำหรับบริษัทมหาชนระดับโลก แม้ว่าจะยังมีแฟน ๆ จำนวนมากเรียกร้องก็ตาม
ดังนั้น ประโยคที่ว่า “Walkman จะหายไปตลอดกาล” อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องทั้งหมด แต่หากหมายถึง Walkman คลาสสิกที่ Sony ผลิตเองในระดับอุตสาหกรรมเหมือนยุครุ่งเรือง โอกาสที่จะได้เห็นอีกครั้งก็นับว่ามีน้อยมาก เว้นแต่จะเกิดกระแสความต้องการของตลาดที่ใหญ่พอจะทำให้การลงทุนครั้งนั้นคุ้มค่าทางธุรกิจอีกครั้ง













