ช่วงที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลก หลายคนอาจนึกถึงแค่ ChatGPT, Gemini หรือเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอ แต่เบื้องหลัง AI เหล่านี้ยังมีสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ Data Center หรือศูนย์ข้อมูลที่ทำหน้าที่เก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล
และตอนนี้ Data Center ในไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลต้องเข้ามาวางกติกาดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะ
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 เพื่อจัดตั้ง “บอร์ด Data Center” ขึ้นมากำหนดทิศทางและแนวทางกำกับดูแลธุรกิจนี้ โดยระเบียบ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
เหตุผลสำคัญคือ แม้ Data Center จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่โดยรอบ
นอกจากนี้ ระเบียบยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้าน อัคคีภัย มลพิษ อธิปไตยด้านข้อมูล และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่กระทบต่อประชาชนและทรัพยากรของประเทศ
รัฐบาลจึงไม่ได้มองแค่ว่า จะทำอย่างไรให้บริษัทเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่ต้องดูด้วยว่า ประเทศมีไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะรองรับการเติบโตนี้หรือไม่
แล้วบอร์ด Data Center จะเข้ามาทำอะไร ?
หน้าที่หลักคือช่วยกำหนดนโยบายและมาตรฐานสำหรับ Data Center รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ
คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีแค่หน่วยงานด้านดิจิทัล แต่รวมตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้ง กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม BOI หน่วยงานกำกับพลังงาน การนิคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านน้ำ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 3 คน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน
หนึ่งในเรื่องสำคัญคือการดูว่า Data Center แต่ละแห่งจะใช้ ไฟฟ้าและน้ำมากแค่ไหน และจะจัดการอย่างไรให้การลงทุนขนาดใหญ่ไม่กลายเป็นภาระต่อระบบสาธารณูปโภคหรือประชาชน
เพราะตอนนี้เงินลงทุนในธุรกิจนี้กำลังเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงปี 2567–2569 ไทยมีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือ เงินกำลังไหลเข้ามา แต่ยิ่งมี Data Center มาก ประเทศก็ยิ่งต้องเตรียมไฟฟ้าและทรัพยากรไว้รองรับมากขึ้น
และรัฐบาลก็ต้องการให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่าแค่การเอาเซิร์ฟเวอร์มาตั้งไว้ เช่น การสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย รวมถึงการเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยและ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้
เพราะยิ่ง AI และ Cloud เติบโต ความต้องการ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น การตั้งบอร์ด Data Center จึงไม่ได้แปลว่าไทยกำลังจะ “เบรก” การลงทุน แต่เป็นการพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง การดึงบริษัทเทคโนโลยีและเงินลงทุนเข้าประเทศ กับการดูแลว่าไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมของไทยจะยังรองรับการเติบโตนี้ได้
พูดง่าย ๆ คือ AI จะโต ก็ต้องมี Data Center แต่ Data Center ก็ต้องโตโดยที่ประเทศรับไหวด้วย
และนี่จะเป็นโจทย์สำคัญของไทย หากต้องการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค เพราะสุดท้ายแล้ว การเป็น Digital Hub ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ดึงเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่ต้องดูด้วยว่าเรารองรับการเติบโตนั้นได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน













