เครือเจริญโภคภัณฑ์ผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำ “ไม้พังแหร” ซึ่งเป็นหนึ่งในไม้พี่เลี้ยงของต้นกาแฟในโครงการซีพีความดี “สบขุ่นโมเดล” จังหวัดน่าน มาต่อยอดสู่การพัฒนาเยื่อกระดาษและต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเนื้อไม้ส่วนที่เหลือจากการบริหารจัดการพื้นที่มาแปรรูปเป็นวัตถุดิบทางเลือก เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสีย และสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของเครือซีพีที่ผสานพลังของธุรกิจ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชนเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “สามประโยชน์” ที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรไปพร้อมกัน

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า
“ความยั่งยืนในมุมมองของเครือซีพีไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกจากการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน”
พร้อมระบุว่าสบขุ่นโมเดลไม่ได้เป็นเพียงโครงการปลูกป่าหรือส่งเสริมการปลูกกาแฟเท่านั้น แต่คือการวางระบบให้ผู้คนมีอาชีพและรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ผืนป่าเองก็ได้รับการฟื้นฟูควบคู่กันไป

การนำไม้พังแหรมาพัฒนาเป็นเยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นการต่อยอดสำคัญของสบขุ่นโมเดล จากเดิมที่เน้นการฟื้นฟูป่าและสร้างอาชีพ ขยับสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสะท้อนว่าองค์ความรู้จากพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยและศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมได้ นายจอมกิตติกล่าวว่า “นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ และนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนวัสดุที่เกิดจากการดูแลพื้นที่ให้กลายเป็นวัตถุดิบทางเลือก พร้อมเชื่อมคุณค่าของป่า ชุมชน งานวิจัย และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน”
ไม้พังแหรทำหน้าที่เป็นไม้พี่เลี้ยงที่ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกกาแฟในสบขุ่นโมเดล ด้วยการสร้างร่มเงาและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของต้นกาแฟ ต้นไม้ที่นำมาใช้ในงานวิจัยครั้งนี้มีอายุราว 3-5 ปี ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ให้ปริมาณเยื่อราว 50% และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยราว 190 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากบทบาทในการฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ไม้ชนิดนี้ยังช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อไม้พังแหรเติบโตจนสิ้นสุดบทบาทการเป็นไม้พี่เลี้ยง ส่วนที่เหลือจากการดูแลพื้นที่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ แทนที่จะถูกทิ้งเป็นเศษวัสดุไร้ค่า แนวทางนี้เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การสร้างอาชีพให้ชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะสะสมและลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่
สบขุ่นโมเดลเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำในจังหวัดน่านที่เคยเสื่อมโทรมจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ด้วยการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ป่า ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ หัวใจของโครงการคือการเชื่อมโยงการดูแลป่าเข้ากับคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อชุมชนมีรายได้จากการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่แนวทางที่ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” และส่งต่อคุณค่านี้ไปยังคนรุ่นหลัง
นายจอมกิตติยังกล่าวเสริมว่าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนได้นั้น ต้องสร้างทั้งคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนไปพร้อมกัน โดยภาคธุรกิจมีหน้าที่เชื่อมโยงตลาด เทคโนโลยี องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ทรัพยากรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างรับผิดชอบ พร้อมกล่าวว่า
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้ป่ากลับมาเขียวอีกครั้ง แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับป่าได้อย่างมั่นคง การต่อยอดไม้พังแหรเป็นบรรจุภัณฑ์จึงสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่มองทรัพยากรอย่างครบวงจร และแสดงให้เห็นว่างานอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบระบบอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ”
โครงการวิจัยนี้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2567 นำโดยทีมวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี ผศ.ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ และหัวหน้าห้องปฏิบัติการพฤกษเคมีและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้นำทีม ร่วมกับ ผศ.ดร.นวลกมล อำนวยสิน และ อ.ดร.มันทิรา สุขเสริฐ ตลอดจนนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยมี รศ.ดร.สุดาทิพย์ จันทร หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ
ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกับโครงการซีพีความดี สบขุ่นโมเดล ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาข้อมูล การลงพื้นที่สำรวจทรัพยากร การเก็บตัวอย่าง ไปจนถึงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินคุณสมบัติของไม้พังแหรและพัฒนากระบวนการผลิตเยื่อกระดาษที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐานการทดสอบเยื่อกระดาษจาก ดร.ปรียานุช สีโชละ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเทคโนโลยีชีวมวลและพลังงานชีวภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบและพัฒนาวัตถุดิบให้เหมาะสมกับการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

ผลงานวิจัยนี้ได้รับรางวัลเหรียญทอง สาขาสิ่งแวดล้อม จากงาน International Invention, Innovation and Technology Exhibition หรือ ITEX 2025 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับทรัพยากรและความต้องการของพื้นที่จริง จนกลายเป็นนวัตกรรมที่มีโอกาสสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
สำหรับก้าวต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เตรียมร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CPPC เพื่อศึกษาการผลิตในระดับนำร่อง พร้อมทดสอบความแข็งแรง ความปลอดภัย ความสามารถในการย่อยสลาย และความเหมาะสมในการใช้งานของบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภท ตลอดจนประเมินต้นทุนและความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตต่อไป
ทั้งนี้ การพัฒนาในระยะต่อไปจะครอบคลุมการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน พร้อมทั้งจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อยืนยันว่าวัตถุดิบมาจากการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงการเตรียมศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมและการกระจายผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน หากสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกเท่านั้น แต่เป็นอีกก้าวหนึ่งของยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ที่นำพื้นที่จริงมาเป็นจุดตั้งต้นของนวัตกรรม เชื่อมโยงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับงานวิจัยและศักยภาพของภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผืนป่าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และทรัพยากรทุกส่วนถูกนำไปใช้ให้เกิดคุณค่าสูงสุดอย่างมีความรับผิดชอบ













