อยู่ไทยของก็แพงไม่ไหว จะไปเที่ยวไหนก็ไม่รอด ทุกอย่างปรับขึ้นหมดยกเว้นค่าแรงขั้นต่ำ หลังกรมสรรพากรชงเก็บภาษีขาออก ที่จะทำให้การเดินทางไปต่างประเทศต้องจ่ายแพงขึ้นมากกว่าเดิม แม้กดได้โปรถูก ตั๋วราคาดี แต่ภาษีขาออกโดนหัวละพันใครจะไหว ?
และทันทีที่มีข่าวการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องดังกล่าว ฟีดแบ็กส่วนใหญ่จากฝั่งประชาชนและสังคมออนไลน์ค่อนข้างไม่เห็นด้วย และเสียงแตกเป็นลบอย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้เรื่องประเด็นการเก็บภาษีขาออก 1,000 บาท เคยถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่ไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2566 ซึ่งสรรพากรปฏิเสธข่าวการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยระบุว่าเป็นเพียงการสำรวจและเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น ยังไม่มีนโยบายหรือมติอนุมัติให้จัดเก็บจริงในตอนนั้น ทำให้เรื่องเงียบหายไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นให้ต้องตระหนกอีกครั้ง เมื่อมีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็น ที่รอบนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือหรือการศึกษาภายในเหมือนรอบก่อน ๆ แต่เป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ที่ยกระดับมาสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยจะเริ่มต้นจัดเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง มีเพดานกรอบกฎหมายสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง ตามที่จะออกกฎกระทรวงในอนาคต
ซึ่งเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีสรรพากร ยืนยันผ่านสื่อเมื่อวานนี้ (7 ต.ค. 2569) ว่าสรรพากรกำลังศึกษาเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศอยู่จริง
ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างพระราชบัญญัติภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. …. ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเอง ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 29 ตุลาคม 2569 ประชาชนที่ต้องการลงความเห็นสามารถกดผ่านฟอร์มนี้ได้เลย https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdrTYtWt5xN0d_nXN36W8W7oWSSke89IFEroGgUx6xZO-Xkuw/viewform?usp=send_form
หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.rd.go.th/68716.html
หากผ่านกระบวนการนิติบัญญัติและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศ
ที่หลายคนกังวลกัน คือจะมีการเรียกเก็บภาษีขาออกย้อนหลังหรือไม่นั้น สรรพากรระบุว่าจะไม่เก็บย้อนหลังกับผู้ที่ซื้อตั๋วโดยสารไว้ก่อนวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นเงื่อนไขที่ระบุไว้ชัดเจนในหลักการของร่างกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่ซื้อตั๋วเครื่องบินและวางแผนเดินทางไว้ล่วงหน้าแล้ว จะไม่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีส่วนนี้เพิ่ม แม้ว่าตัววันเดินทางจริงจะตรงกับวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้วก็ตาม
ถามว่าข้อดีคืออะไรในมุมมองของนโยบายรัฐ รัฐมุ่งหวังให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศ (ไทยเที่ยวไทย) มากขึ้น เพื่อช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ช่วยรักษาเงินทุนและเม็ดเงินภายในประเทศไม่ให้รั่วไหลออกไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศในปริมาณที่สูงเกินไป เป็นการปรับปรุงกฎหมายเก่าให้เข้ากับบริบทเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน และเพิ่มเครื่องมือรองรับวินัยการเงินการคลังในยามฉุกเฉิน
แต่แน่นอนว่าในภาคของประชาชนและภาคธุรกิจกลับมีความเห็นในมุมมองที่ต่างออกไป โดยส่วนใหญ่เล็งเห็นถึงข้อเสียมากกว่า หลัก ๆ เลยมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชน ทำให้ต้นทุนการเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยว ศึกษาต่อ ดูงาน หรือติดต่อธุรกิจ มีราคาแพงขึ้นทันทีอย่างน้อย 1,000 บาทต่อหัว หรืออาจจะมากกว่านั้น
นอกจากนี้ สายการบิน, บริษัททัวร์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณการเดินทางที่อาจชะลอตัวลง รวมทั้งประชาชนบางส่วนมองว่าปัจจุบันตั๋วเครื่องบินมีภาระค่าธรรมเนียมสนามบินอยู่แล้ว (1,120 บาท) การมีภาษีตัวนี้เพิ่มเข้ามาอีกอาจสร้างความรู้สึกว่าเป็นการซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่าย
การที่ประชาชนมองว่าเป็นการรีดภาษี หรือซ้ำเติมภาระค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้วก็ไม่ผิด จากที่ bt beartai ได้ มอนิเตอร์ความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องนี้ พบประเด็นที่น่าสนใจหลังมีการตั้งคำถามว่า การแก้ปัญหาการท่องเที่ยวในประเทศซบเซา ควรใช้วิธีพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การคมนาคม หรือลดค่าใช้จ่ายในประเทศให้ดึงดูดใจมากกว่าการใช้มาตรการบังคับทางภาษี หรือผลักภาระให้ประชาชนเลือกเที่ยวเองไม่ได้
ท้ายที่สุดการเก็บภาษีขาออกยังเป็นเรื่องสำคัญที่เราเองยังคงจะต้องตามกันต่ออย่างใกล้ชิด และอยากเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงความคิดเห็นเพื่อส่งเสียง แสดงออกถึงจุดยืนที่มีต่อการรีดภาษีในครั้งนี้ ที่อาจจะกำหนดภาระในกระเป๋าตังค์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต













