หลังจากที่ได้ลองเล่นเกมไปแล้ว ก็ถึงเวลาเปิดอินไซต์บทสัมภาษณ์สุดพิเศษกับโปรดิวเซอร์เกม Ace Combat 8: Wing Of Theve คัตสึโทกิ โคโนะ (Kazutoki Kono) จากโปรเจกต์ Aces team Bandai Namco
- ทีมงานพัฒนาเกมเพลย์แนว Arcade Flight Action มายังไงให้ถูกใจแฟน ๆ ตลอด 30 ปี
โคโนะเล่าว่า จริง ๆ แล้วตั้งแต่สมัยเกมตู้ Air Combat 22 จนกระทั่งขยับมาเป็นซีรีส์ Ace Combat บนคอนโซลที่บินในพื้นที่ 3 มิติได้อย่างอิสระ แกนหลักของการบังคับแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา แม้แต่ละภาคผู้เล่นอาจจะรู้สึกว่าเครื่องหนักขึ้นหรือเบาลงบ้าง แต่สิ่งที่ทีมงานตั้งใจเปลี่ยนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวแอ็กชันของเครื่องบิน แต่เป็นสภาพแวดล้อมรอบตัวเครื่องบิน ที่เราต้องเข้าไปบินต่างหาก
- ในภาค Ace Combat 8: Wings of Theve มีการดึงลูกเล่นจากภาคเก่าอย่าง Dogfight Mode กลับมาใช้ในฉากเนื้อเรื่องสำคัญ ทีมงานไม่กังวลเหรอ เพราะสมัยภาค Assault Horizon แฟน ๆ หลายคนไม่ค่อยชอบระบบนี้ ?
โคโนะบอกว่า ตอนทำภาค Assault Horizon กระแสมันก้ำกึ่งมาก มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ทีมงานเลยเอาทั้งข้อดีและข้อเสียมาวิเคราะห์กันอย่างละเอียด จนตกผลึกว่าจริง ๆ ระบบนี้เป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่ง ถ้าเรารู้จักเลือกใช้ให้ถูกจังหวะและมีเป้าหมายที่ชัดเจน มันจะทรงพลังมาก ในภาค 8 นี้ทีมงานเลยคัดมาใส่เฉพาะซีนที่จำเป็นและช่วยขับเน้นอารมณ์ร่วมจริง ๆ เท่านั้น ทำให้ทีมพัฒนาทุกคนเห็นพ้องต้องกันโดยไม่มีใครคัดค้านเลย
- เคยคิดไหมว่า Kate Evans จะกลายเป็นขวัญใจแฟน ๆ ขนาดนี้ ?
คำตอบคือ “ทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ” เพราะตั้งแต่ก่อนเกมวางขาย เวลามีคนถามว่าชอบใครมากกว่ากันระหว่างทาช่ากับเคท แกจะตอบว่าเคทตลอด (เพราะรู้เนื้อเรื่องข้างในดีอยู่แล้ว) คุณโคโนะอธิบายว่า ทาช่าถูกออกแบบมาให้สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นเปิดตัวปุ๊บคนจำได้ปั๊บ ส่วนเคทจะมาแนวตรงกันข้าม คือตอนแรกดูเรียบ ๆ ไม่โดดเด่นอะไรเลย แต่พอเล่นไปเรื่อย ๆ ความดราม่าของเนื้อเรื่องและมิติของตัวละครจะค่อย ๆ ตกคนเล่นให้หลงรักเธอเอง ซึ่งแกดีใจมากที่ตอนนี้ไถโซเชียลมีเดียแล้วเห็นคนทั่วโลกแห่คอสเพลย์เป็นทั้งทาช่าและเคทกันเต็มไปหมด เพราะปกติซีรีส์ Ace Combat ไม่ค่อยมีตัวละครคนไหนแมสในระดับนี้มาก่อน
- ทำไมคัตซีนบนเรือบรรทุกเครื่องบิน Endurance ถึงเปลี่ยนมาใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่ง ?
คุณโคโนะเล่าว่า ซีรีส์ Ace Combat มีคอนเซปต์อยู่ 3 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ “การทำให้ผู้เล่นได้สวมบทเป็นยอดนักบิน และกลายเป็นฮีโร” พอโจทย์คือการย้ำความรู้สึกนี้ให้ชัดขึ้น ทีมงานเลยเปลี่ยนจากการนั่งดูคัตซีนแบบเดิม มาเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองได้ไปยืนอยู่บนพื้นเรือจริง ๆ มองเห็นเพื่อนร่วมทีมและทิวทัศน์เดียวกันในโลกหลังจอภาพ แต่ทีนี้ พอใช้มุมมองที่หนึ่งอย่างเดียว มันจะเล่าภาพรวมของสงครามในหลาย ๆ มุมมองได้ยาก (ซึ่งเป็นจุดเด่นของซีรีส์มาตลอด) ทีมงานเลยแก้โจทย์ด้วยการใส่ระบบที่ตัวละครสื่อสารเข้ามาในหัวของเรา เพื่อช่วยถ่ายทอดมุมมองของสงครามให้รอบด้านไปพร้อม ๆ กับการรักษาความอินในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง
- ถ้ามีงบและเทคโนโลยีไม่จำกัด อยากทำ Ace Combat เป็น Open World ไหม ?
โคโนะบอกว่า เราคงไม่เอาเงินไปทุ่มอัปเกรดความสมจริงของตัวเครื่องบินหรอก เพราะเราทำเกม Flight Shooting ไม่ใช่ Flight Simulator ดังนั้นถ้ามีงบไม่อั้น แกจะเอาไปทุ่มให้กับ “สภาพแวดล้อมและอิสระในการพิชิตภารกิจ” แทน เพราะเสน่ห์ของ Ace Combat คือการนั่งฟัง Briefing รับภารกิจที่ชัดเจน แล้วออกไปทำภารกิจนั้นให้สำเร็จเพื่อรับความรู้สึกภาคภูมิใจ การปล่อยให้บินเตร็ดเตร่ไปทั่วแล้วเจอศัตรูค่อยพุ่งเข้าไปตีเองมันไม่เข้ากับ DNA ของเกม ดังนั้นถ้าจะยกระดับเกมในอนาคต แกอยากเพิ่มอิสระในวิธีการวางแผนเคลียร์ภารกิจให้หลากหลายขึ้นมากกว่า
- ทำไมโลกสมมติ “Strangereal” ถึงเป็นบ้านที่ดีที่สุดของ Ace Combat
คุณโคโนะอธิบายว่า โลก Strangereal เปิดโอกาสให้ทีมงานใส่กลิ่นอาย Sci-Fi ลงไปเพื่อสร้างความสนุกในฐานะ “วิดีโอเกม” ได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าเราจำกัดตัวเองอยู่แค่เทคโนโลยีเครื่องบินรบในโลกความจริงยุคปัจจุบัน เกมเพลย์มันจะออกมาค่อนข้างจืดชืดและมีข้อจำกัดเยอะมาก แต่พอเป็นโลก Strangereal เราสามารถเสกบอสสุดอลังการอย่างเรือประจัญบานบกออกมาวิ่งสู้กับเครื่องบินได้ ซึ่งคุณโคโนะทิ้งท้ายว่า “ในโลกความจริง ต่อให้ผ่านไปอีก 50 ปี ผมก็นึกภาพไม่ออกหรอกครับว่าจะมีใครสร้างเรือรบมาวิ่งตะลุยอยู่บนบกได้ และนั่นแหละครับคือความยอดเยี่ยมของโลก Strangereal ล่ะนะ !
- มีหนังที่ดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจไหม ตอนสร้างเกม ?
คุณโคโนะหัวเราะแล้วตอบว่า คงหนีไม่พ้นคำตอบที่ทุกคนเดาได้อย่าง Top Gun: Maverick ที่ทีมงานดูกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่จริง ๆ ทีมงานได้แรงบันดาลใจจากหนังและซีรีส์ต่างประเทศเยอะมาก อย่างฉากในเกมที่มีฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดโผล่มาเยอะ ๆ อันนั้นก็ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์บน Apple TV+ (คุณโคโนะพยายามนึกชื่อเรื่องแต่ดันลืม – ซึ่งก็คือเรื่อง Masters of the Air) แถมแกยังแอบกระซิบความลับด้วยว่า ในพาร์ตการเล่าเรื่องของภาคนี้ จริง ๆ แล้วตัวแกแอบได้รับอิทธิพลมาจาก “ซีรีส์เกาหลี ” อยู่ส่วนหนึ่งด้วยนะ แต่กำชับทุกคนว่า ‘ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะครับ !’
ใครพอจะเดาออกบ้างว่าเรื่องไหน ลองคอมเมนต์มาคุยกันหน่อยนะ !













