Connect with us

Games

[รีวิวเกม] Poochy & Yoshi’s Woolly World นี้คือต้นแบบเกม 2D ที่เกมอื่นควรเดินตาม

มาแล้ว Review Poochy & Yoshi’s Woolly World เกมสุดน่ารักจาก Nintendo

Published

on

Poochy & Yoshi’s Woolly World

Poochy & Yoshi’s Woolly World
7.7

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ 2 มิติที่สนุก
  • เกมยาวคุ้มค่า
  • มีความท้าทายในโหมดปรกติ

จุดสังเกต

  • ไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าที่ควร
  • หากคุณเล่น WiiU มาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเล่นอีก

ในยุคนี้เกม 2 มิติหากไม่ใช่ซีรีส์ดังๆก็จะไปออกบนเครื่องพกพาหรือสมาร์ทโฟนกันหมด ไม่ค่อยมีการลงทุนทำเกมฟอร์มยักษ์ มีเฉพาะค่าย Nintendo ที่ยังคงสานต่อเกม 2D อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมีการนำซีรีส์ Yoshi’s กลับมาทำใหม่อีกครั้งลงบน 3DS

โดย Poochy & Yoshi’s Woolly World ไม่ใช่เกมใหม่แต่เป็นการนำภาคบน WiiU มาสร้างใหม่บน 3DS โดยมันไม่ใช่การพอร์ทมาแบบตรงๆแต่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แน่นอนว่าอย่างแรกที่ได้สัมผัสกันคือกราฟิกที่ด้อยกว่าต้นฉบับมาก เพราะมันเป็นการย้ายบ้านจากบนโฮมคอนโซล WiiU มาสู่เครื่องพกพาอย่าง 3DS ทำให้ทุกอย่างโดนลดรายละเอียดหมด แต่ถ้าไม่คิดมากอะไรมันก็คือเกมบนเครื่องพกพาที่มีกราฟิกน่ารักและดูดีมากเมื่อมาอยู่หน้าจอขนาดเล็ก

โดยจุดเด่นของเกมนอกจากความน่ารักของตัวละครแล้ว โลกทั้งหมดของเกมยังจะถูกสร้างด้วย ผืนผ้า และเส้นด้าย นำมาเรียงร้อยกันเป็นทั้งฉาก และตัวละครที่ทำให้มันดูแปลกตามาก แม้ว่าการมาในครั้งนี้จะไม่ใช่แบบ HD ก็ยังคงดูดีเหมือนเดิม และการที่ฉากทำมาจากผ้าทั้งหมดทำให้เกิดไอเดียแปลกใหม่ในการเล่นเกมแอ็คชั่น เพราะผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยการใช้เส้นด้าย หรือจะทำลายเพื่อเปิดทางไปต่อด้วยการดึงเส้นด้ายที่ถูกผูกไว้เป็นปม แน่นอนว่าต้องมีทางลับซุกซ่อนอยู่ในฉากชนิดคุณคาดไม่ถึงแน่

รูปแบบการเล่นหลักๆแล้วมันยังคงเป็นแอ็คชั่น 2D มุมมองด้านข้าง แบบเกมซีรีส์ Yoshi ในอดีต แต่คราวนี้เราจะไม่ต้องคอยปกป้อง Baby Mario แล้วทำให้สบายตัวมากขึ้นโดย Yoshi ยังคงมีอาวุธเป็นไข่ที่นอกจากมีให้เก็บในฉาก หรือได้มาจากการกินศัตรู จุดเด่นอยู่ที่ความซับซ้อนของฉาก ที่มีสิ่งที่คุณคาดไม่ถึง และดึงเอาไอเดียหลักของเกมที่สร้างด้วยผ้ามาใช้เป็นด่านได้อย่างลงตัวมาก เพราะมันจำลองสิ่งต่างๆที่อยู่ในซีรีส์ Yoshi ออกมาได้ครบหมด ไม่ว่าจะเป็นทราย ที่จำลองมาจากผ้าสีเหลือง หรือผ้าสีแดงเพลิงที่ถูกใช้แทนลาวาจากภูเขาไฟ

สิ่งที่ต้องชมคือทีมงานสามารถทำโลก 2D ให้มีมิติที่หลากหลาย แต่ไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไป มีการเล่นสลับไปมาระหว่างฉากหลัง และในแต่ละจุดล้วนมีทางลับซ่อนอยู่แทบจะทุกจุด และวิธีการในการผ่านแต่ละจุดมีการคิดสิ่งใหม่ๆมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการแก้ปริศนาด้วยการใช้ไฟ หรือค้นหากุญแจในฉาก และยังมีอีกมากมายแทบจะไม่ซ้ำกัน ทำให้ทุกครั้งที่เล่นคุณจะพบกับสิ่งใหม่ๆเสมอ

นอกจากนี้ในบางฉากเราจะได้ไอเทมพิเศษทำให้ Yoshi ของเราแปลงร่างเป็นสิ่งของและยานพาหนะ เช่นเป็นร่มที่ใช้บินได้ , รถมอเตอร์ไซค์  หรือจะขยายให้ตัวใหญ่ยักษ์ที่ทำลายได้ทั้งฉาก ทำให้การเล่นยิ่งสนุกขึ้นหลายเท่า และจุดเด่นอันเป็นชื่อของภาคนี้คือการมาของ Poochy ที่เป็นผู้ช่วยของ Yoshi มาตลอด และในคราวนี้มันมีบทบาทมากกว่าเดิม โดยมันจะช่วยเปิดทางในส่วนที่เราไปไม่ได้ เช่น Poochy เดินบนพื้นหนามได้และเราก็ต้องขี่มันไป และยังมีอีกหลายสิ่งที่มันทำได้มากกว่าภาคต้นฉบับด้วย

และหากคุณกำลังมองว่ามันคือเกมง่ายๆสำหรับเด็กๆเพราะกราฟิกสุดน่ารัก บอกได้เลยว่าคิดผิด เพราะมันมีความท้าทายอยู่พอตัว ศัตรูในเกมก็มีหลากหลายรูปแบบที่อัพเกรดมาเพื่อให้อาวุธที่เป็นไข่ใช้งานลำบาก แถมกับดักในฉาก ก็โผล่มาแบบให้เราประหลาดใจมาก และแน่นอนว่าเราอาจพลาดตายได้ง่ายๆหากคุณไม่ได้เชี่ยวชาญเกม 2D ส่วนบอสก็เหมือนกับเกมแนวเดียวกันของ Nintendo ที่ผู้เล่นต้องหาวิธีกำจัด ด้วยรูปแบบที่ต้องค้นหาจุดอ่อนถึงจะกำจัดได้ แม้ไม่ได้แปลกใหม่แต่ทุกตัวก็มาในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน

อย่างไรก็ตามปู่นินก็ไม่ใจร้ายจนเกินไปได้ใส่โหมด Mellow ที่อัพเกรดพลังชีวิตให้เพิ่มเป็น 2 เท่า และตัว Yoshi ก็จะมีปีกทำให้ลอยตัวกลางอากาศได้แบบไม่มีเวลาจำกัด และยังมี Poochy ตัวจิ๋วที่เราใช้งานได้แทนไข่ ได้แบบไม่จำกัด รวมทั้งมันยังช่วนกำจัดศัตรู และบอกใบ้ทางลับในฉากด้วย เรียกว่าง่ายแบบสุดๆ ทำให้มือใหม่เล่นจบได้ไม่ยาก

ปิดท้ายกับการปรับแต่ง สีของตัว Yoshi ได้แบบละเอียดทำให้เราสร้างสรรค์ตัวละครของเราได้หลากหลายมากกว่าเดิม อีกทั้งเกมรองรับตุ๊กตา amiibo ที่มีทั้งตัวเก่าที่ออกมาแล้วและลายพิเศษที่ทำมาเฉพาะเกม Poochy & Yoshi’s Woolly World นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถนั่งเก็บเพชรในเกมเพื่อมาซื้อไอเทมพิเศษที่จะคอยช่วยอำนวยความสะดวกเราระหว่างเล่นเช่นช่วยไม่ให้เราตายเพราะตกเหว หรือทำให้ Yoshi เราปล่อยกระสุนที่ทำจากเมล็ดแตงโมได้

สำหรับการกลับมาอีกครั้งของ Yoshi ในเกม Poochy & Yoshi’s Woolly World ถือว่าทำออกมาได้ดีเกินคาด แม้ว่ากราฟิกในเกมจะถูกย่อลงตามสเปกของเครื่องเกม แต่ความสนุกของเกม 2 มิติถือว่ายังคงจัดเต็ม แถมยังเสริมเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆเข้ามาด้วย และถือว่าเป็นต้นแบบของแอ็คชั่น 2D ยุคใหม่ที่หลายเกมควรจะเดินรอยตาม

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Secret Of Mana ตำนานเกม RPG ฉบับภาษาไทย บน PS4

Review เกม Secret Of Mana บน PS4 , PSvita มาแล้ว

Published

on

Poochy & Yoshi’s Woolly World

Poochy & Yoshi’s Woolly World
7.7

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ 2 มิติที่สนุก
  • เกมยาวคุ้มค่า
  • มีความท้าทายในโหมดปรกติ

จุดสังเกต

  • ไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าที่ควร
  • หากคุณเล่น WiiU มาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเล่นอีก

ตามมาติดๆสำหรับเกมที่มี ซับภาษาไทย และคราวนี้เป็นการกลับมาของเกม RPG ในตำนานอย่าง Secret Of Mana ที่เคยออกวางขายบนเครื่อง Super Famicom ในยุค 90 มาคราวนี้ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นสร้างใหม่หมดแบบรีเมค ลง PS4 , PSvita และ PC แค่นี้แฟนเกมชาวไทยอยากเล่นแล้วเพราะมันคือตำนานของวงการเกม RPG ในยุค 90

โดยเกม Secret Of Mana ต้นฉบับออกบน Super Famicom นับเป็นภาคที่สองของซีรีส์ Mana (ภาคแรกออกบน Gameboy) โดยมีความโดดเด่นเพราะมันเป็นเกมที่ค่าย square enix หมายมั่นที่จะสร้างให้เป็นเกมแอ็คชั่น RPG ระดับเทพไม่แพ้ Zelda และอย่างที่บอกว่าการปัดฝุ่นทำใหม่ในครั้งนี้คือการรีเมคใหม่หมดแบบเหมือนคนละเกม ไม่ได้ยกมาขายใหม่เฉยๆ แบบเกมที่ออกบน Nintendo Switch

เนื่องจากมันเป็นการสร้างใหม่ขึ้นมาทั้งหมดทำให้กราฟิกในเกมอยู่ในระดับ HD ที่มีการสร้างด้วยโพลิกอน 3D ไม่ได้เป็นดอทพิกเซลเหมือนกับต้นฉบับ แต่ข้อจำกัดของเกมเพลย์แบบเดิม ทำให้มุมมองของเกมจะถูกจำกัดแค่ด้านบนตามแบบฉบับเกมแอ็คชั่น 2D แต่เชื่อเถอะว่ามันดูดีและมีความน่ารัก แบบการ์ตูน แม้ว่ารายละเอียดมันจะเหมือนเกมสมัย PS3 ก็ตาม ส่วนดนตรีก็มีมาให้เลือกทั้งแบบคลาสสิกและแบบปรับแต่งใหม่ อีกทั้งเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มแม้ว่าจะไม่มีการพากย์ไทยแต่ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว

ต่อเนื่องด้วยการแปลเป็นภาษาไทย ที่อยู่ในเกมแนวแฟนตาซีทำให้มีการใช้คำที่ดูจักรๆวงศ์ๆอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าแปลได้ดี ส่วน font ไทยในเกมตัวเล็กไปหน่อย บางครั้งจะดูกลืนไปกับฉากแต่ก็ยังอ่านรู้เรื่อง และที่ต้องชื่นชมคือเกม Secret Of Mana เป็นเกมแนว RPG ที่มีบทพูดมากมาย ทำให้การมีภาษาไทยจำเป็นอย่างมาก ที่ต่อให้ไม่ต้องอ่านบทสรุปเราก็รู้ได้ว่าต้องไปทำอะไรที่ไหนตลอด ต่างจากเกมภาษาไทยก่อนหน้านี้อย่าง Shadow of the Colossus ที่มีบทพูดน้อยกว่า อย่างไรก็ตามใครที่ต้องการบทสรุปก็ไปอ่านของต้นฉบับบน Super Famicom ได้เลยเพราะมันเหมือนเดิม

แม้กราฟิกจะเปลี่ยนไปแต่เกมเพลย์แทบจะเหมือนเดิม 100% ที่มาแนวแอ็คชั่น RPG มุมมองด้านบนที่เรียบง่ายมองภายนอกคล้ายกับเกม Zelda แต่พอได้สัมผัสเกมจะมีความแตกต่างพอสมควร ไล่ตั้งแต่การโจมตีที่จะต้องรอชาร์จพลังให้เต็ม 100% ถึงจะอัดแรงทำให้เราเข้าไปโจมตีรัวๆไม่ได้ ฟังดูไม่ดีแต่นั้นทำให้เกมแตกต่างและผู้เล่นจะสนุกกับการจับจังหวะเพื่อให้โจมตีได้รุนแรง

ตามด้วยการเล่นได้หลายคนตัวละคร เพราะเกมมี 3 ตัวละครหลักที่ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนเล่นได้ตามใจ และยังสามารถเล่นกับเพื่อนพร้อมกันได้ด้วย และยังโดดเด่นด้วยระบบอาวุธที่มีหลายประเภทให้เลือกเปลี่ยน และทุกตัวละครสามารถใช้ได้หมด และอาวุธยังมีเลเวลที่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆเราจะใช้ได้เชี่ยวชาญมากขึ้น และยังมีนำไปอัพเกรดด้วยการตีอาวุธได้เช่นกันถือว่าเป็นระบบที่เรียบง่ายไม่มีรายละเอียดมาก และอาวุธบางประเภทจะใช้งานมากกว่าโจมตี เช่นขวานใช้เปิดทางไปต่อ หรือแส้ที่ใช้ข้ามไปยังพื้นผิวที่แตกต่างได้ ส่วนพลังเวทก็มีให้ใช้ตามเทพที่ได้มา และก็มีหลากหลายประเภทที่ไว้โจมตี , เพิ่มพลัง และสายสนับสนุน ที่ช่วยแก้ปริศนาในเกมด้วย

ที่สำคัญการที่มีภาษาไทยให้อ่านทำให้เราสนุกไปกับการเล่าเรื่อง ที่บางครั้งอ่านแล้วอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ แต่ที่ต้องติเล็กน้อยคือฉากและดันเจี้ยนในเกมไม่ค่อยจะซับซ้อนเท่าที่ควร ปริศนาออกแบบมาให้แก้อย่างง่ายๆ บอสในเกมก็ไม้ได้มีวิธีจัดการที่ซับซ้อนอะไร แต่ก็สนุกและมีกลิ่นของความเป็นเกมในยุค 90 พอให้แฟนเก่าหายคิดถึงกันด้วย

สรุปแล้วการกลับมาของเกม Secret Of Mana ฉบับรีเมคบน PS4 , PSvita ถือว่าตอบสนองความต้องการของแฟนเกมต้นฉบับได้แบบไม่มีที่ติ เพราะมันคือเกมเดิมๆ ที่เปลี่ยนกราฟิกและไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกมเพลย์มากมายอะไร แต่หากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเล่นต้นฉบับแล้วอยากลองก็ไม่ผิดอะไร อย่างไรก็เกมเพลย์อาจจะดูเชยไปหน่อยเพราะในยุคนี้ที่รูปแบบการเล่นควรจะซับซ้อนกว่านี้ แต่หากมองโดยรวม Secret Of Mana ยังถือเป็นเกมที่คุ้มค่ายิ่งเทียบกับราคาขายที่ไม่แพงใครอยากได้เกม RPG ภาษาไทยไปเล่นแบบรู้เรื่องราวไม่ควรพลาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Aeternoblade อีกเกมน่าเล่นฝีมือคนไทยบน Nintendo Switch

มาแล้ว Review Aeternoblade บน Nintendo Switch

Published

on

Poochy & Yoshi’s Woolly World

Poochy & Yoshi’s Woolly World
7.7

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ 2 มิติที่สนุก
  • เกมยาวคุ้มค่า
  • มีความท้าทายในโหมดปรกติ

จุดสังเกต

  • ไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าที่ควร
  • หากคุณเล่น WiiU มาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเล่นอีก

ในทุกวันนี้นอกจากจะมีภาษาไทยออกมาให้เล่นแล้ว ยังเป็นยุคทองของนักสร้างเกมชาวไทยอีกด้วย เพราะมีเกมที่ถูกสร้างลงบนคอนโซลมากขึ้น และบางเกมยังสร้างออกมาได้ดีมากจนหากไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่าสร้างโดยชาวไทย และล่าสุดถึงคิว Aeternoblade เกมแอ็คชั่น RPG ที่เคยออกวางขายทั้งบน 3DS , PSvita รวมทั้ง PS4 มาแล้วคราวนี้ได้เวลาลงเครื่องเกมลูกผสมอย่าง Nintendo Switch กันอีกรอบ

และการที่ต้นฉบับเกมออกบน 3DS ทำให้กราฟิกโดยรวมไม่ได้ดูดีนัก เพราะตั้งแต่เวอร์ชั่น PS4 ที่แม้มีการปรับภาพให้ดีขึ้นแต่ก็ไม่มากพอเมื่อเทียบกับสเปกเครื่อง โดยรวมก็เหมือนกับเกมในยุค PS2 หรือต้นยุค PS3 แต่หากทำความเข้าใจว่ามันคือการนำเวอร์ชั่น 3DS มาอัพเกรดมันก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ และการเล่นในโหมดพกพาบน Nintendo Switch ทำให้กราฟิกดูดีขึ้นเพราะหน้าจอมีขนาดเล็กลงกว่าบนทีวี ส่วนการนำเสนอเกมมี CG คัทซีนที่ดูเหมือนลงทุนอยู่แต่โดยรวมก็ดูธรรมดาไปหน่อย เช่นเดียวกับเพลงประกอบที่เหมือนกับดนตรีในยุค 90 มาปรับแต่งแต่เมื่อคิดว่ามันคือเกมดาวน์โหลดราคาไม่แพงก็ถือว่าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

รูปแบบการเล่นจะเป็นเกมแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้าง โดยกราฟิกและฉากในเกมแม้จะดูเหมือนมีมิติแต่มันก็คือเกม 2D ที่เดินได้แค่ซ้ายกับขวา ที่หากคุณเล่นแค่ฉากแรกอาจจะไม่ได้ประทับใจอะไรนักเพราะมันแทบจะไม่ได้แตกต่างจากเกมแอ็คชั่นทั่วไป แต่เมื่อเล่นไปจนเราปลดล็อกความสามารถตัวละครหลักอย่าง Freyja โดยเฉพาะการย้อนเวลา เกมจะสนุกขึ้นมาก เพราะเกมจะเปลี่ยนมาเป็นแอ็คชั่น RPG ที่ผู้เล่นต้องแก้ปริศนาเพื่อหาทางไปต่อแบบเดียวกับเกมคลาสสิกในอดีตอย่าง Castlevania: Symphony of the Night และ Metroid ซึ่งในบางจุดถือว่ามีความซับซ้อนพอสมควร และถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะถึงตายได้ง่ายๆ เช่นการใช้ระบบย้อนเวลาเพื่อให้พื้นเลื่อนไปยังจุดที่ต้องการ หรือกด Switch แล้วใช้พลังย้อนกลับไปแล้วเปิดทางไปต่อ

นอกจากนี้เกมยังเสริมทัพด้วยระบบพัฒนาตัวละคร ทั้งค่าพลัง HP, MP และการใส่เครื่องป้องกันเครื่องประดับ และการอัปเดตสกิลท่าไม้ตายใหม่ๆมาให้ใช้ ทำให้เราสามารถอยู่กับเกมได้นานๆ เพื่อหาไอเทมที่ซ่อนอยู่และอัพเกรดตัวละครให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะตัวเกมไม่ได้ง่าย หากเราลุยไปแบบไม่ได้เพิ่มค่าพลังตัวละครก็คงจะไม่สามารถผ่านไปได้ เพราะทั้งฉาก ศัตรูและบอสในเกมก็มีความโหดพอสมควร แต่หากเตรียมตัวไปดีๆ และใช้ท่าย้อนเวลาให้ถูกจังหวะแล้วก็จะผ่านไปได้และบอกได้เลยว่าปริศนาและบอสของฉากท้ายๆของเกมนั้นโหดพอตัว

แต่สิ่งที่เกมอาจจะแตกต่างกับ Castlevania: Symphony of the Night คือมันมีการแบ่งออกเป็นฉาก แต่เราสามารถย้อนกลับไปเล่นได้ตลอดเพื่อปลดล็อคของที่ซ่อนอยู่ และเมื่อเราอัพเกรดตัวละครให้มีความสามารถมากขึ้นเช่นการกระโดดสองจังหวะ เราก็จะไปยังฉากที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถไปได้ ทำให้เกมมีความหลากหลายและเล่นได้นานกว่าที่คิดมาก

เกมมีความยาวพอสมควรและคุ้มค่าหากเทียบกับราคาดาวน์โหลดที่ไม่แพงมากนัก อย่างไรก็ตามมันคือเกมเดิมๆที่ออกมาหลายเวอร์ชั่นแล้วทั้งแบบพกพาอย่าง 3DS , PSvita และบนคอนโซล PS4 ซึ่งหากคุณเคยเล่นมาแล้วก็อาจจะไม่คุ้มค่า แต่ถ้ายังไม่เคยมีก็ถือว่าไม่ควรพลาดเพราะมันเป็นอีกก้าวของวงการเกมไทยที่ควรให้การสนับสนุน

เอาเข้าจริงๆหากมองแค่ภายนอก Aeternoblade อาจจะเป็นเกมแอ็คชั่นธรรมดาๆ แต่หากได้ลองเล่นแบบเต็มๆแล้วมันมีดีซ่อนอยู่ แต่อาจถูกกลบด้วยการนำเสนอดูธรรมดาเพราะต้นฉบับออกมาหลายปีแล้วทำให้กราฟิกดูเชยไปหน่อย แต่หากคุณชอบเกมแนว Castlevania แบบ 2D ที่ต้องสำรวจแก้ปริศนาก็ไม่ควรพลาด และหากคุณอยากเล่นแบบภาพที่ดูดีกว่านี้แนะนำให้รอเล่น Aeternoblade 2 เพราะเกมใช้อันเรียล 4 ในการสร้าง และจะออกทั้ง PS4 , XBoxone , Nintendo Switch และ PC

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[บทความพิเศษ] เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คุ้มค่าหรือไม่หากเล่นภาคหลักมาแล้ว !!

มาดูกันว่าเกม final fantasy 15 pocket edition จะคุ้มค่าแค่ไหน

Published

on

Poochy & Yoshi’s Woolly World

Poochy & Yoshi’s Woolly World
7.7

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความคุ้มค่า

8.0/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เกมเพลย์ 2 มิติที่สนุก
  • เกมยาวคุ้มค่า
  • มีความท้าทายในโหมดปรกติ

จุดสังเกต

  • ไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าที่ควร
  • หากคุณเล่น WiiU มาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเล่นอีก

เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition หรือไฟนอล 15 ฉบับย่อส่วน ถือว่าเป็นการมาที่สร้างความประหลาดใจเพราะมันคือเกมภาคหลักที่โดนไฟฉายย่อส่วนลงมา เพื่อให้เล่นบนสมาร์ทโฟนได้ และหลังจากรอกันมานานแสนนานในที่สุดค่ายก็ปล่อยออกมาให้เล่นบน ios และ android แต่มันก็มีข้อสงสัยว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่เพราะเกมแทบจะถอดมาจากต้นฉบับแต่จะแตกต่างที่กราฟิก วันนี้ทางทีมงาน Beartai จึงอยากบอกเล่ากันว่าภาคนี้จะคุ้มค่าหรือไม่

กราฟิกเปลี่ยนใหม่แต่เพลงเหมือนเดิม

สัมผัสแรกกราฟิกในเกมก็อย่างที่เห็นในตัวอย่าง เพราะมันทำออกมาแนวการ์ตูนหัวโตๆ ที่ดูน่ารักแต่ก็จำลองตัวละครในเกม Final Fantasy 15 ออกมาได้แบบที่รู้ในทันทีว่าคือตัวไหน และคุณภาพของกราฟิกอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับเกมมือถือด้วยกันเอง เพลงประกอบก็ยกเอาของเดิมมาทั้งหมด รวมทั้งเกมยังใส่เสียงพากย์แบบจัดเต็มมา แต่ก็มีข้อเสียเพราะเกมกินสเปกมือถือพอสมควร และยังต้องมีเนื้อที่มหาศาลเพื่อลงเกม แต่เกมจะไม่ได้โหลดมาในครั้งเดียว แต่จะค่อยๆทยอยโหลดซึ่งแต่ละครั้งก็กินความจุมหาศาล ซึ่งใครมีมือถือความจุน้อยๆอาจจะเล่นไม่ได้

และหากมองตรงกราฟิกแล้วคอเกม Final Fantasy ที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคอเกมที่ใส่ใจในกราฟิกอยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยถูกใจ เพราะแม้เกมจะพยายามถ่ายทอดฉากในคอนโซลมาสู่หน้าจอเล็กๆของมือถือได้ดีที่สุดแล้ว แต่กราฟิกแบบนี้น่าจะไม่ถูกใจแฟนเกมที่บ้ากราฟิกแน่นอน ดังนั้นหากมองว่ามันต้องเสียเงินปลดล็อกฉากเพื่อเล่นถือว่าอาจจะไม่คุ้มในจุดนี้ (เกมให้ลองเล่นฉากแรกฟรี)

รูปแบบการเล่นปรับให้เข้ากับมือถือ และใช้เนื้อเรื่องเดิม

แน่นอนว่าเมื่อมันมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ต้องมีการปรับเปลี่ยน และตามคาดที่เกมใช้การสัมผัสไปที่หน้าจอเพื่อบังคับให้ตัวละครเดินไป และเมนูก็ใช้การสัมผัสที่ย่อลงมาให้ดูง่ายมาก ส่วนการต่อสู้ก็จิ้มไปที่ศัตรูแล้วกดรัวๆได้เลย แต่หากเรากำลังจะโดนศัตรูโจมตีจะมีสัญลักษณ์ที่เมื่อจิ้มไปเราจะหลบหลีกและโจมตีสวนกลับได้ รวมทั้งประเภทอาวุธก็ยังคงมีโดยเราสามารถใส่ได้ 4 ชนิดเหมือนเดิม แต่ด้วยมุมกล้องที่นำเสนอด้านบน ทำให้ฉากในเกมดูแคบลงมาก แม้ว่าผู้สร้างจะพยายามจะทำให้เหมือนบนคอนโซลมากที่สุดแต่ยังไงก็ไม่เหมือน อีกทั้งฉาก แบ่งเป็นส่วนๆไม่ได้กว้างเท่ากับต้นฉบับ

แต่โดยรวมฉากต่อสู้ถือว่าทำได้สนุกดี และดูดีกว่าเกมบนมือถือทั่วๆไป มีระบบที่เหมือนกับภาคหลักบนคอนโซล แต่ย่อจนสามารถเล่นบนหน้าจอสัมผัสเล็กๆได้ อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นของเดิม แต่ย่อความยิ่งใหญ่จนแทบไม่มีความอลังการ ซึ่งหากคุณเล่นบนคอนโซลมาจนทะลุแล้วจะเห็นได้ว่าแต่ละฉากจะมีความเหมือนกัน แต่จะตัดออกไปหลายส่วน แถมการแสดงสีหน้าของตัวละครก็แทบจะไม่มีเรียกว่าเล่นไปผ่านๆพอขำๆเท่านั้น

คุ้มหรือไม่ ลองโหลดไปเล่นก่อนได้

อย่างที่บอกว่าเกมโหลดไปเล่นฟรีเฉพาะ Chapter แรก ตัวเกมเต็มๆจะขายในราคาเหมารวม 699 บาท หรือจะเลือกปลดล็อกเฉพาะตอน โดยมีราคาขายแยกที่แตกต่างกันโดย Chapter 2 และ 3 ในราคา 35 บาท แต่ตอนที่เหลือจะมีราคาตอนละ 139 บาท ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับเกมมือถือ (เกมมีทั้งหมด 10 Chapter)

บอกตรงๆว่าเกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คือภาคหลักที่สามารถเล่นได้จริงๆเหมือนกับต้นฉบับ มีการเพิ่มเกมเพลย์ใหม่ๆเข้าไปที่เหมาะกับการเล่นบนมือถือ แต่บอกตรงๆหากคุณรักความเป็น Final Fantasy ที่ความอลังการงานสร้างบอกได้เลยว่าข้ามไปเล่นเกมอื่นได้เลย เพราะมันเหมือนทำออกมาตอบสนองคนที่อยากเล่น Final 15 แต่ไม่มีเครื่องเกมคอนโซล หรืออยากเล่นในอีกรูปแบบที่ย่อส่วนลงมาแต่ยังคงเรื่องราวเดิม แต่ราคาขาย 699 บาทแบบเต็มๆเกมถือว่าแพงไปหน่อย และไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก

สเปกของสมาร์ทโฟน

iOS

  • ios 10.0 หรือสูงกว่า รองรับ iPhone, iPad และ  iPod touch

Android

  • Android 5.0 ขึ้นไป
  • CPU:1.5GHz
  • RAM:2GB
  • ต้องการเนื้อที่ 5GB และ 8GB เพื่อความละเอียดสูงกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!