Connect with us

งมแอปในมหาสมุทร

ฝึกภาษาอังกฤษแบบเอนจอยกับเสียงเพลงด้วยแอป “LyricsTraining”

Published

on

การฝึกภาษาอังกฤษแต่ในตำราอาจทำให้เรารู้สึกเบื่อได้ง่ายๆ อ่านหนังสือไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็พาลให้เบื่อแล้ว แต่หากมีวิธีฝึกภาษาอังกฤษเสริมวิธีอื่นๆ ที่สนุกสนานเพลิดเพลินไปด้วย ก็จะทำให้คุณสนุกไปกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ วันนี้แบไต๋เลยจะมาแนะนำแอปฝึกภาษาอังกฤษดีๆ ที่จะทำให้คุณได้ฝึกทักษะการฟังอย่างแอป “LyricsTraining” หรือแอปฝึกภาษาอังกฤษจากการเติมเนื้อเพลงนั่นเอง

 มาเริ่มกันเลยดีกว่า!

หลังจากกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ประเทศ และภาษาที่ต้องการฝึกแล้ว ก็จะเข้าสู่หน้าจอของการเลือกเนื้อเพลงที่เราต้องการเล่นเกม

ตัวแอปก็มี MV ให้เราเลือกเล่นอย่างหลากหลายเลยทีเดียว ทั้งเพลงเก่า เพลงใหม่ รวมถึง Trailer หนังด้วย

จะเลือกตามชนิดของเพลงก็ได้ ใครอยากเล่นแบบฮาร์ดคอร์สุดๆ แนะนำเป็นเพลง Hip-Hop เลย

หลังจากเลือกเพลงที่เราอยากเล่นได้แล้ว เราก็สามารถเข้า Karaoke เพื่อฟังและดูเนื้อเพลงก่อนได้ อย่าลืมฟังไป ร้องไปสัก 2-3 รอบ จะได้พัฒนาหลายๆ ทักษะไปพร้อมๆ กันค่ะ

หลังจากนั้นก็กดเข้าเล่นเกม ด้วย Multiple choice ได้เลย

ซึ่งก็จะมีระดับความยากง่ายให้เราเลือก แนะนำว่าเพิ่งหัดเล่นก็เริ่มจาก Beginner ไปก่อน จากนั้นค่อยไปที่ Intermediate และเพิ่มความยากไปเรื่อยๆ ตามลำดับ

แอปจะให้เราเลือกตัวเลือกที่ถูกต้องของคำที่หายไป เราก็เล่นไปเรื่อยๆ

ระดับ Beginner

ระดับ Expert

เมื่อจบเกมก็จะสรุปคะแนน พร้อมลำดับคะแนนของผู้เล่นคนอื่นๆ

ดาวน์โหลด

ใครที่อยากฝึกทักษะการฟัง รวมถึงเรียนรู้คำศัพท์แบบเอนจอยชีวิต ก็ลองโหลดเกมนี้มาเล่นดู เล่นทุกวัน วันละเพลง สองเพลง.. ไม่นานเกินรอ ภาษาอังกฤษของคุณต้องพัฒนาขึ้นแน่ๆ และถ้าจะให้ดีอย่าลืมดูซีรีส์ภาษาอังกฤษบ่อยๆ ด้วยล่ะ!

แสดงความคิดเห็น

งมแอปในมหาสมุทร

ตื่นถูกเวลา ตื่นมาแล้วไม่งัวเงีย ด้วยแอป “Sleep cycle”

Published

on

เพราะการนอนหลับเป็นเรื่องสำคัญ!

มาจัดเวลาการนอนหลับให้ถูกต้องกันเถอะ

หลายครั้งที่เราตื่นมาแล้วพบว่าเรายังงัวเงียและอยากนอนต่อ แม้ว่าเราจะนอนมา 8 ชั่วโมงเต็มๆ แล้วก็ตาม ซึ่งนั่นก็ทำให้การตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นและทำกิจวัตรประจำวันได้เต็มที่เป็นเรื่องยากมากขึ้น ซึ่งหลายครั้งเราก็ได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมกันนะ? ทำไมฉันยังรู้สึกง่วงอีก ขนาดนอนทั้งวันทั้งคืนแบบนี้แล้ว! แท้จริงแล้วในทางวิทยาศาสตร์ได้มีคำอธิบายไว้ว่า การนอนของคนเราแบ่งเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือช่วง REM (Rapid Eye Movement) และช่วง NON REM (Non Rapid Eye Movement)

NON REM

เป็นช่วงของการนอนตั้งแต่เริ่มหลับ โดยทั่วไปจะไม่ค่อยฝัน หรือหากฝันมักจะเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยแบ่งออกเป็น 3 ลำดับขั้น คือ

  1. ช่วงที่เราเพิ่งเริ่มหลับหรือประมาณ 5-10 นาทีแรกหลังหลับตาลง ช่วงนี้สมองจะเริ่มทำงานช้าลง แต่ถ้าถูกปลุกให้ตื่นในช่วงนี้ จะไม่ค่อยงัวเงีย
  2. ช่วงรอยต่อระหว่างการเริ่มหลับไปยังหลับลึก ช่วงนี้หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง อุณหภูมิในร่างกายจะเริ่มลดลงเล็กน้อย โดยช่วงนี้จะกินเวลาประมาณ 20 นาที การนอนมาถึงช่วงนี้จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มความจำระยะสั้นและการเพิ่มสมาธิ การตื่นในช่วงนี้ยังทำให้เราไม่รู้สึกงัวเงียด้วย นั่นหมายความว่าหากเรานอน 30-40 นาที สมองในส่วนของการเก็บข้อมูลก็จะได้รับการกระตุ้นการทำงานแล้ว
  3. มาถึงช่วงที่หลับลึกแล้ว ช่วงนี้หากเราถูกปลุกขึ้นมาจะทำให้เรารู้สึกงัวเงียได้ ช่วงนี้ร่างกายจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ มีการหลั่ง Growth Hormone ออกมา ทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซม การนอนมาถึงช่วงนี้จึงเป็นการชาร์จแบตร่างกายแบบเต็มพลัง

RTBF.be

REM

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สมองจะทำงานใกล้เคียงกับตอนที่เราตื่น ช่วงนี้ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนจากช่วงหลับ ไปยังช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่นได้ การนอนหลับช่วง REM จะช่วยเรื่องการเรียนรู้ถาวร และการสร้างจินตนาการ

เหตุผลที่เรานอนมาหลายชั่วโมง แต่ตื่นมายังรู้สึกงัวเงีย

เรื่องนี้ได้ถูกอธิบายไว้ว่า เกิดจากการที่เราถูกปลุกอยู่เรื่อยๆ ในการนอนระดับตื้นๆ หรือถูกปลุกให้ตื่นในช่วง Non REM ช่วง 3 นั่นเอง

ดังนั้นเราจึงจะเห็นว่าการตื่นให้ถูกช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ จนมีเรื่องของกฎ 90 นาทีเกิดขึ้น นั่นคือ NON REM ประมาณ 80 นาที และ REM อีก 10 นาที และเข้าสู่ระยะ REM โดยจะวนในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ หากเราตื่นในช่วงหลับลึกก็จะทำให้เรารู้สึกงัวเงียเมื่อเราตื่นขึ้น ตรงกันข้ามหากเราตื่นในช่วงหลับตื้น (ช่วงที่จบวงจรพอดี) เราก็จะตื่นมาแบบสดใสสุดๆ

ซึ่งก็มีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณเวลาในการนอนหลับ-ตื่นนอนให้เราอยู่ นั่นคือ https://sleepyti.me ซึ่งมีวิธีการใช้งานง่ายๆ คือ กรอกเวลาที่เราต้องการตื่นนอนลงไป แล้วโปรแกรมจะบอกเวลาที่เราควรเข้านอน ซึ่งเราก็ควรแพลนดีๆ เนื่องจากต้องเผื่อเวลาสำหรับการง่วงนอนและหลับไปในที่สุด (โดยมีค่าเฉลี่ยการเริ่มง่วงจนถึงนอนหลับประมาณ 14 นาที)

หรือกดเลือกฟีเจอร์นอนตอนนี้ ตัวโปรแกรมก็จะบอกเวลาที่เราควรตื่นนอน

นอกจากนี้หากเราต้องการความแม่นยำมากอีกขั้น ก็สามารถใช้แอปที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการนอนหลับ เช่น “Sleep cycle” ได้
โดยหลังจากที่เราได้เวลาการตื่นนอนจาก https://sleepyti.me แล้ว ก็นำมาตั้งต่อที่ sleep cycle โดยวิธีใช้งานก็คือให้เรานำโทรศัพท์มาไว้ใกล้ตัวเราตอนนอน (อย่าลืมชาร์จแบตไปด้วย) จากนั้นแอปจะทำการจับการเคลื่อนไหวเรา แล้วประมวลผลว่าช่วงที่เราหลับตื้น สมควรโดนปลุกคือช่วงไหน ซึ่งเวลาที่เราตั้งไว้ ก็อาจไม่ตรงกับที่เราโดนปลุก แต่จะเป็นเวลาประมาณ เช่น เราตั้งไว้ 11.30 แอปอาจจะปลุกเราได้ตั้งแต่ 11.00-11.30 เป็นต้น

ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้ว่าอยากให้ปลุกเร็วที่สุดได้กี่นาที

เลือกเสียง เลือกการตั้งสั่น และระยะเวลาในการปลุกได้ด้วย

ตั้งค่าได้ว่าเราต้องการให้ปลุกในวันใดบ้าง

ดาวน์โหลด

จากผลการทดสอบก็พบว่าตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดใส ตื่นง่าย ไม่งัวเงียจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวที่คิดไปเองหรือเปล่า คุณผู้อ่านท่านไหนใช้แล้วรู้สึกว่ามันช่วยในเรื่องการตื่นนอนจริงๆ มาบอกฟีดแบคให้ฟังด้วยนะ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ ที่น่าสนใจสามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่ bangkokhealth.com

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

งมแอปในมหาสมุทร

สร้าง Intro ให้คลิปวิดีโอง่ายๆ ด้วยแอป “Vlogit” แอปที่ YouTuber ต้องมี!

Published

on

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็น YouTuber ทำ Intro เจ๋งๆ ก่อนคลิปวิดีโอกันมามาก และก็คงอยากจะทำตามบ้าง แต่มันช่างไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะ YouTuber มือใหม่ ที่เพิ่งเปิดช่องได้ไม่นาน ครั้นจะลงทุนจ้างทำ ก็ดูเหมือนว่าราคาจะสูงลิ่วเกินไป! แบไต๋เข้าใจดี วันนี้เลยไปสรรหาแอปฟรีที่ใช้งานได้ดีมาฝากกัน นั่นคือแอป “Vlogit” นั่นเอง

Vlogit เป็นแอปตัดวิดีโอคุณภาพอีกแอปหนึ่ง ที่ใช้งานง่าย มีลูกเล่นเยอะ และที่สำคัญคือฟรี!

เดี๋ยวเรามาสร้าง Intro

ด้วย Vlogit กันเลยดีกว่า

เมื่อเปิดแอปแล้ว เราสามารถเลือกได้ว่าจะสร้างวิดีโอจากรูปภาพหรือคลิปวิดีโอที่เรามีอยู่แล้ว หรือจะเลือกจาก Title สำเร็จรูปที่มีมาให้แล้วดัดแปลงเอาก็ได้ แต่ถ้าใครอยากให้มันเก๋ไก๋ด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ ก็เลือก color ได้เลย

Title สำเร็จรูป

สามารถดัดแปลง Title ได้เลย

เลือก Color เพื่อสร้างพื้นหลังของตนเอง

หลังจากเลือกสีเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาสร้างตัวอักษร เราอาจเลือกจากแพทเทิร์นพื้นฐานที่มีมาให้เลย หรือจะดัดแปลง หรือสร้างใหม่ทั้งหมดก็ได้ ซึ่งแม้ว่าฟ้อนท์จะค่อนข้างมีจำนวนน้อย และเฉดสีจำกัด แต่ถ้าใช้ฝีมือศิลป์ๆ หน่อย ก็ทำออกมาได้สวยงามอย่างมืออาชีพได้

แพทเทิร์นสำเร็จรูป

ฟ้อนท์ตัวอักษร

ข้อดีคือมีตัวอักษรแบบ Animation ด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันจะทำให้ Intro ขอเราสวยงามอย่างกับจ้างทำเลยทีเดียว

เมื่อจัดการสร้างตัวอักษรเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาในการตกแต่งเพิ่ม ซึ่งตัวแอปก็มีลูกเล่นให้เยอะพอสมควรเลย

Sticker ตัวนี้ใช้ตกแต่ง Intro ให้น่าสนใจได้ขึ้นเยอะเลย และถ้าเราเข้า GIF เราจะสามารถโหลด GIF สวยๆ มาตกแต่งได้แบบไม่จำกัดเลย อยากได้อะไรก็กด search ได้เลย

เมื่อเลือก sticker ได้แล้ว เราก็สามารถตั้งเวลาได้ว่าจะให้แต่ละอันออกมาตอนไหน และหายไปตอนไหน

มาต่อกันที่ Audio หรือการใส่เสียงให้กับ Intro ของเรา ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ทั้งจากเพลงหรือ Effects ที่ตัวแอปมีมาให้ ซึ่งก็ถือว่ามีตัวเลือกเยอะพอสมควรหรือจะโหลดจาก iTunes ก็ได้

สามารถใส่ voiceover ได้ด้วย

หรือจะเพิ่มคลิปวิดีโอหรือรูปภาพมาใส่ก็ด้วย และหากเป็นวิดีโอสามารถเร่งความเร็วและกลับด้านได้ด้วย และสามารถใส่ Filter และตกแต่งสีได้ด้วย ซึ่ง Filter ก็มีให้เลือกเยอะพอสมควรแถมยังโหลดเพิ่มได้ด้วย

เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ให้กดเครื่องหมาย Export ด้านบนขวา เป็นอันเสร็จสิ้น

ดาวน์โหลด

ถือเป็นแอปที่ใช้งานง่ายและทำออกมาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ใครที่อยากมี Intro ที่ดูมืออาชีพต้องห้ามพลาดแอปนี้เด็ดขาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

งมแอปในมหาสมุทร

เทคนิคตัดสิ่งรบกวนในภาพ ด้วยแอปแต่งรูปพื้นฐานในโทรศัพท์!

Published

on

เชื่อว่าทุกคนต้องมีโมเม้นไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ แล้วทัศนียภาพไม่เอื้ออำนวยบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสายไฟโผล่มา ขยะปลิว คนเดินผ่านมาพอดี.. แทนที่อีกนิดภาพก็จะเพอเฟ็กต์แล้วเชียว มาเสียตรงนี้แหละ! ไม่ต้องนอยด์ไป เพราะวันนี้แบไต๋จะมาแนะเทคนิครีทัชลบจุดบกพร่องของภาพง่ายๆ ด้วย 3 แอปติดเครื่องที่คนส่วนใหญ่มีกันอยู่แล้ว นั่นคือ Meitu, PicsArt และ Snapseed

วันนี้เราจะมาลบวัตถุกลางทะเล

อันขัดทัศนียภาพออกไป

 “Meitu”

เมื่อเปิดแอปแล้วให้เลือก edit แล้วกด eraser จากนั้นก็ทำการลากลบจุดที่เราไม่ชอบได้เลย


ข้อดีคือเราสามารถปรับขนาดแปรงที่ใช้ลบได้ด้วย

ภาพที่ได้จากแอป Meitu

 “PicsArt”

ให้เราเข้าเมนู tools แล้วกดเลือก clone

ทำการเลือกหัวแปรงว่าต้องการขนาดเท่าไหร่ ต้องการความทึบและความเข้มจางของสีมากเพียงใด ก็ปรับตามที่เราต้องการได้เลย

จากนั้นทำการเลือกจุดที่เราจะคัดลอกเพื่อมาแปะในจุดบกพร่อง โดยแนะนำว่าควรเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับจุดบกพร่อง เนื่องจากจะมีโทนสีที่ใกล้เคียงกัน เมื่อนำมาแปะแล้วจึงดูกลมกลืน เสร็จแล้วให้กดทับจุดบกพร่องได้เลย

ภาพที่ได้จากแอป PicsArt

“Snapseed”

สำหรับ Snapseed ให้กดเลือกเมนู healings

ข้อดีของแอปนี้คือซูมได้ชัดมากๆ และเมื่อซูมเห็นจุดที่ต้องการแก้ไขแล้ว ให้ระบายทับจุดนั้น

ภาพที่ได้จากแอป Snapseed

จากการใช้งานพบว่าแต่ละแอปพลิเคชั่นมีความยากง่ายในการใช้งานต่างกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน รวมถึงบางแอปอาจทำภาพๆ หนึ่งได้ไม่เนียน แต่อีกแอปทำภาพนั้นได้ดีกว่า ดังนั้นการโหลดแอปแต่งรูปพื้นฐานเหล่านี้ไว้หลายๆ แอปก็ดีไม่น้อย ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาคุณภาพไล่ๆ กัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือผู้แต่งเองว่าจะมีความละเมียดละไมในการแต่งให้ภาพออกมาเนียนขนาดไหน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!