ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| มะเร็ง
Read More

วิจัยพบ ‘ยาฉีดมะเร็งเฉพาะจุด’ ฉีดแล้วยุบทั่วร่างกาย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rockefeller ได้พัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ที่เรียกว่า "การฉีดยาเพื่อลบมะเร็ง" โดยเป็นการฉีดแอนติบอดี (Antibody)​ หรือสารภูมิคุ้มกัน เข้าไปในก้อนเนื้องอกเพียงจุดเดียว แต่กลับสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ทั่วร่างกาย แอนติบอดี 2141-V11 รักษาโรคมะเร็ง แอนติบอดี 2141-V11 คือแอนติบอดีที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการรักษามะเร็ง ซึ่งแอนติบอดีชนิดนี้สามารถจับกับ CD40 ที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ฉีดตรงเข้าสู่ก้อนเนื้อที่มีเซลล์มะเร็งเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังเซลล์ปกติ โดยทีมนักวิจัยได้ทดสอบยาตัวนี้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามกว่า 12 คน ในการทดลองระยะแรก และได้พบกับผลลัพธ์ที่อาจเป็นความหวังในการผลิตยาหรือสร้างการรักษาใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง หลังจากผู้ป่วยในการทดลองได้ฉีดยาชนิดนี้เข้าไปพบว่า แล้วที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือการฉีดยาในก้อนเนื้องอกเพียงจุดเดียว กลับกระตุ้นให้เนื้องอกที่อยู่บริเวณอื่นในร่างกายหายไปและลดลงด้วย โดยการศึกษานี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2018 ซึ่งพัฒนามาจากงานวิจัยชิ้นก่อนที่เคยทดสอบในลักษณะเดียวกัน คือการกระตุ้นการทำงานของ CD40 แต่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ และยังพบผลข้างเคียงที่รุนแรงเมื่อนำไปทดลองกับมนุษย์ ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ราเวตช์ (Jeffrey V. Ravetch) จากมหาวิทยาลัย Rockefeller และทีมวิจัยจึงกลับไปทบทวนแนวคิดเดิม และพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักการทำงาน แต่เป็นวิธีการออกแบบและส่งยาเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งทีมวิจัยได้ลองทดสอบด้วยการเปลี่ยนวิธีให้ยา จากเดิมที่ฉีดเข้ากระแสเลือดเพื่อให้ยาไหลเวียนทั่วร่างกาย มาเป็นการฉีดตรงเข้าสู่ก้อนเนื้องอกหรือบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งแทน และออกแบบยาใหม่ให้จับ CD40 ได้ดีขึ้น กลไกการทำงานคือการสร้าง 'ศูนย์บัญชาการ' ของภูมิคุ้มกัน หลังการฉีดยา…
10/03/2025

เก่งจริง ๆ เลยนะเม็ดแค่นี้…นักวิจัยพบว่ายาแอสไพรินอาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งได้

แม้ว่าในไทยแอสไพริน (Aspirin) จะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่าพาราเซตามอล แต่ก็เป็นยาที่หาง่าย ราคาถูก ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นแค่ยาแก้ปวด แต่จริง ๆ แล้ว ยาแอสไพรินยังใช้ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือใช้รักษาโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ด้วย และในตอนนี้แอสไพรินอาจกลายเป็นกุญแจดอกใหม่ในการยับยั้งมะเร็ง เพราะการศึกษาใหม่ของทีมนักวิจัยระดับนานาชาติ พบว่ายาแอสไพรินปลดล็อกภูมิคุ้มกันของร่างกายในหนูทดลองที่เป็นมะเร็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง (Metastasis) ยาแอสไพรินออกฤทธิ์กับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการปวด บวม อักเสบ ซึ่งกลไกนี้นี่แหละ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจช่วยให้ร่างกายทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะยาจะไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เลือดเกาะตัวกัน (Thromboxane A2: TXA2) สารตัวนี้นอกจากจะทำให้เลือดเกาะตัวกันแล้ว ยังกดการทำงานของ “T-Cell” ที่มีหน้าที่ในการทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อ TXA2 ลดลงเลยทำให้ T-Cell และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยโจมตีและทำลายเซลล์ผิดปกติในร่างกายอย่างเซลล์มะเร็ง เหมือนกับการทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเซลล์มะเร็งนั่นเอง หากนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกทั้งหมดอาจนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจาย เพื่อช่วยให้ยับยั้งการแพร่ของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่า ลำพังยาแอสไพรินไม่สามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยตัวมันเอง ยังคงต้องอาศัยการรักษาด้วยการรักษาหลัก อย่างยา และการบำบัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับระยะของโรค และบอกอีกครั้งว่าเป็นการค้นพบในงานวิจัยและการทดลองในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีการยืนยันว่าแอสไพรินช่วยในการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้นไม่ควรซื้อมาใช้เพื่อหวังผลในเรื่องนี้ หรือแม้แต่การใช้เพื่อรักษาอาการปวด บวม…
13/01/2025

ย้อน ‘เซลล์มะเร็ง’ ให้กลับเป็น ‘เซลล์ปกติ’ นักวิจัยเกาหลีคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษามะเร็ง

โรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดยังคงครองอันดับต้น ๆ ของโรคที่คร่าชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเรารู้จักกับมะเร็งมากขึ้น ทั้งองค์ความรู้ การตรวจคัดกรอง และเทคโนโลยีในการรักษาก็ก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด และลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต ล่าสุดทีมวิจัยสถาบัน KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology) ประเทศเกาหลีใต้ได้ค้นพบเทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้กลับมาเป็นเซลล์สุขภาพดี บทความนี้เราจะมาแบไต๋กัน รู้จักกับโรคมะเร็ง และการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ก่อนจะไปรู้จักแนวทางการรักษาใหม่ที่ว่านี้ มาทำความเข้าใจกันคร่าว ๆ ก่อนว่า ‘เซลล์มะเร็ง’ เกิดได้อย่างไร ? โรคมะเร็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่กลไกเกิดในภาพรวมคือ DNA ของเซลล์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเสื่อมของ DNA ที่มาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และการที่เซลล์เสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างบุหรี่ แสงแดด การติดเชื้อ สารก่อมะเร็ง หรือแม้แต่พันธุกรรม ผลลัพธ์ คือ ทำให้เซลล์นั้นเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกมะเร็งนั่นเอง การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง หรือเคมีบำบัดที่เรียกกันว่าคีโม ซึ่งบางเคสอาจเจอกับการดื้อยาของเซลล์มะเร็ง การกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงผลข้างเคียงรุนแรงที่เกิดจากการทำลายเซลล์ปกติไปพร้อมกัน ปัจจุบันเราเลยจึงอาจเห็นวิธีรักษามะเร็งแบบใหม่ อย่างยามุ่งเป้า…
16/12/2024

นักวิทย์ ค้นพบ ‘สารเคมีในกาวน้ำ’ ช่วยรักษามะเร็งได้ดีกว่าเดิม

ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ค้นพบแนวทางใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษามะเร็งแบบ BNCT (Boron Neutron Capture Therapy) ให้ได้ผลมากขึ้น ด้วยการใช้ส่วนผสมที่อยู่ใน 'กาวน้ำ' อย่าง โพลีไวนิลแอลกอฮอล์ (PVA) การรักษาแบบ BNCT คืออะไร ? BNCT (Boron Neutron Capture Therapy) เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งเฉพาะจุดที่มีศักยภาพสูง มักใช้กับการรักษาบริเวณศีรษะและลำคอ โดยจะฉีดสารโบรอน (Boron) เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เซลล์มะเร็งดูดซึมเข้าไปเก็บสะสมไว้ จากนั้นก็ฉายรังสีนิวตรอน เพื่อทำให้โบรอนเกิดปฏิกิริยาทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ปกติน้อย แต่ถึงอย่างนั้นการพัฒนายาที่มีโบรอนมักใช้โมเลกุลซับซ้อนและมีราคาสูง ทำให้การเอาไปใช้รักษาจริง ๆ ยังเป็นเรื่องยาก เพราะต้นทุนแพงเกินไปและเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ โพลีไวนิลแอลกอฮอล์ (PVA) ช่วยให้รักษามะเร็งได้ดีขึ้นยังไง ? ทีมวิจัยที่นำโดย ดร. ทาคาฮิโระ โนโมโต (Takahiro Nomoto) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่าการผสม โพลีไวนิลแอลกอฮอล์ (PVA) ที่อยู่ในกาวน้ำ ลงในสูตรยาที่ใช้สาร D-BPA (D-4-boronophenylalanine) จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการสะสมโบรอนในเซลล์มะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ…
17/01/2023

สุดช็อก! ‘สูดดมควันธูป’ เสี่ยงปัญหาสุขภาพและมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่

ธูป เครื่องมือสื่อสารทางจิตวิญญาณและความเชื่อที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยและชาวเอเชียมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะพิธีไหน ๆ ไทย จีน หรือแขก ธูปก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้ในยุคที่คนหันมาศรัทธาวิทยาศาสตร์มากขึ้น ธูปก็ยังคงอยู่ในวิถีชีวิต แต่คุณรู้รึเปล่าว่า ควันของเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่าที่คิด ในบทความนี้ เราจะพาคุณมารู้จักผลกระทบจากควันธูปที่มากกว่าความรู้สึกแสบตาและฉุนจมูกเวลาไปวัดหรือศาลเจ้ามาให้ได้อ่านกัน ควันธูปกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวลของโลกในปัจจุบัน คือ ปัญหาโลกร้อน ที่สร้างให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ และหากในสเกลที่เล็กลงมาที่พบเห็นในเมืองใหญ่ คงจะหนีไม่พ้น PM2.5 ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบอื่นของร่างกาย ควันธูปเป็นมลพิษที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น คุณเคยสงสัยไหมว่าภายใน 1 ปี คุณจุดธูปไปกี่ดอก ประเพณีไทยมีกี่เทศกาล วันสำคัญทางความเชื่อมีกี่วัน แต่ละวันเราไหว้อะไรบ้าง ไหว้กี่ครั้ง ครั้งละกี่ดอก ซึ่งยังไม่รวมการสักการบูชาในวันทั่วไปหรือการเผากระดาษเงินกระดาษในช่วงวันตรุษจีน หากลองนึกภาพตามในแต่ละปีคนไทยอาจสร้างมลพิษทางอากาศปริมาณไม่น้อยเลยทีเดียว การจุดธูปเพื่อพิธีกรรมทางความเชื่อที่ทำให้เกิดมลพิษจึงเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่คนไทยควรกังวลและหาทางออกร่วมกัน เพื่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควันธูป เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพ ข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า การยืนอยู่ท่ามกลางควันธูปแห่งความศรัทธา เราได้สูดดมสารก่อมะเร็งหลายชนิด ทั้งเบนซีน (Benzene) พีเอเอช (PAHs) บิวทาไดอีน และโลหะหนัก (ตะกั่ว โครเมียม นิกเกิล แมงกานีส)…
29/12/2022

เอาใจสายดื่ม ‘ไวน์แดง’ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (ถ้าดื่มแต่พอดี)

ไวน์แดง (Red Wine) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตมาจากการนำองุ่นไปหมักบ่ม ซึ่งองุ่นนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จากข้อมูลบางส่วนพบว่าการดื่มไวน์แดงอาจดีต่อสุขภาพของคุณ เครื่องดื่มชนิดนี้จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยในวันที่คุณอยากดื่ม แต่กังวลเรื่องสุขภาพ มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะงง เพราะไวน์แดงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะ จะดีต่อสุขภาพได้อย่างไร ในบทความนี้มีคำตอบ 2 ประโยชน์หลักของไวน์แดงต่อสุขภาพ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บางส่วนพบว่าไวน์แดงมีคุณสมบัติที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่ง HfH สรุปมาให้ 2 คุณประโยชน์ด้วยกัน 1. ไวน์แดงมี Resveratrol ที่ช่วยต้านการอักเสบ Resveratrol (เรส-เวอ-เร-ทรอล) เป็นสารอาหารอยู่ในพืชหลายชนิด แต่พบมากในเปลือกขององุ่นแดงที่เป็นวัตถุดิบหลักในการทำไวน์ สารชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เราขอขยายความสารต้านอนุมูลอิสระให้ได้อ่านกันสักนิด เดิมทีร่างกายของเราผลิตสารอนุมูลอิสระ (Free radicals) จากการกระบวนการเผาผลาญเป็นหลัก และปัจจัยภายนอก อย่างการเผชิญกับความเครียด พักผ่อนน้อย สัมผัสกับมลพิษ ควันบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ หากสารนี้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมร่างกายก็ไม่เกิดผลเสียอะไร แต่ถ้าสารอนุมูลอิสระเพิ่มสูงมากเกินไปก็จะนำไปสู่การอักเสบของเซลล์ และการอักเสบที่เรื้อรังของเซลล์ในส่วนใดส่วนหนึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคได้ ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคอื่น…
25/08/2022

Val Kilmer รับอยากกลับไปแสดงเป็น ‘แบทแมน’ อีกครั้ง

หลังจากที่นักแสดง วัล คิลเมอร์ (Val Kilmer) ตัดสินใจกลับมารับบทเป็น 'ไอซ์แมน' อีกครั้ง ในภาพยนตร์ 'Top Gun: Maverick' จนทำให้ผู้ชมหลายคนหายคิดถึงกันไปแล้ว ล่าสุด คิลเมอร์ก็มีความคิดอยากกลับไปสวมชุดอัศวินรัตติกาลอย่าง 'แบทแมน' อีกครั้ง หลังจากที่ตัวเองเคยแสดงไว้ เมื่อ 27 ปีก่อน ล่าสุดคิลเมอร์ได้สนทนาผ่านอีเมลกับ จิม เวชโวดา (Jim Vejvoda) จากสำนักข่าว IGN โดยเวชโวดาถามคิลเมอร์ว่า "ในตอนนี้เรามีหลายจักรวาลเกิดขึ้นมาในโลกภาพยนตร์และหนังสือการ์ตูน นักแสดงที่เคยเล่นเป็นแบทแมนหรือสไปเดอร์แมนในอดีตก็ได้กลับมาร่วมทีมกับคนที่เล่นบทนี้ในปัจจุบันแล้ว แล้วตัวคุณเองสนใจกลับไปเล่นเป็นแบทแมน อีกครั้งไหม?" ซึ่งคิลเมอร์ก็ตอบกลับมาว่า "แน่นอน ได้สิ" ตัวคิลเมอร์นั้นเคยรับบทเป็นแบทแมน ในภาค 'Batman Forever' ปี 1995 ต่อจาก ไมเคิล คีตัน (Michael Keaton) และ อดัม เวสต์ (Adam West) ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาได้แสดงบทบาทนี้เพียงแค่ภาคนี้เท่านั้น เวลาผ่านไป…
07/08/2022

งานวิจัยเผย: ความชราและการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดสำหรับการเกิดโรคมะเร็ง

อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society: ACS) พบว่า การมีอายุมากกว่า 50 ปีและสูบบุหรี่เป็น 2 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ในขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงนั้นได้แก่ ดัชนีมวลกาย (BMI) อาหาร การออกกำลังกาย และประวัติการเป็นโรคมะเร็งของคนในครอบครัว
26/06/2022

งานวิจัยชี้วิตามิน E และ Beta Carotene ไม่ช่วยป้องกันมะเร็ง แต่กลับเพิ่มความเสี่ยง!

คณะทำงานพิเศษเพื่อการป้องกันโรค (U.S. Preventive Services Task Force: USPSTF) ได้ระบุคำแนะนำที่อาจสร้างการสั่นสะเทือนในวงการอาหารเสริมว่า การทานวิตามินอี (Vitamin E) และเบต้าแคโรทีน (beta-carotene) นั้นไม่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease: CVD) หรือโรคมะเร็งได้ เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่เพียงพอ!
22/06/2021

BioNTech มุ่งเป้าผลิตยารักษาโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยี mRNA

ด้วยความสำเร็จของเทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่ไบโอเอ็นเทค (BioNTech) ใช้ในการต่อต้านโควิด-19 ทำให้บริษัทเริ่มมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายต่อไปอย่างการผลิตวัคซีนต่อต้านมะเร็ง ซึ่งไบโอเอ็นเทคเพิ่งเริ่มให้ยาผู้ป่วยในการทดลองระยะที่ 2 แล้ว โดยทดลองทำวัคซีนมะเร็งผิวหนัง ไบโอเอ็นเทคเรียกตัวเองว่าเป็น "บริษัทเจเนอเรชันใหม่ที่บุกเบิกการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่น ๆ" ซึ่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี mRNA มีส่วนทำให้เกิดเป้าหมายใหม่ขึ้นมาอย่างการรักษามะเร็ง โดยเรียกชื่อโปรเจกต์ว่า BNT111 เป็นการทดสอบวัคซีน mRNA ร่วมกับยาลิบตาโย (Libtayo) ที่เป็นตัวสร้างแอนติบอดีให้กับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง โดยการทดลองระยะที่ 2 ที่ไบโอเอ็นเทคบอกไว้ มีการรับสมัครผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด 120 ราย ทั้งจากสเปน เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินระยะเวลาการตอบสนองของวัคซีนและแอนติบอดีในผู้ป่วย BNT111 เป็นหนึ่งในวัคซีนมะเร็งที่ออกแบบโดยไบโอเอ็นเทค ภายใต้แพลตฟอร์มฟิกซ์แวค (FixVac) ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จออกมาจริง ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านโรคได้เอง ไม่ต้องอาศัยการรับประทานยาเพื่อบรรรเทาอาการแบบเดิมอีกต่อไป ออสเรม ตูเรซี (Ozlem Tureci) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของไบโอเอ็นเทคกล่าวว่า "การเริ่มต้นทดลองใช้ยาระยะที่ 2 ในครั้งนี้ เรายังคงเดินบนเส้นทางเดิมของเราในการตระหนักถึงศักยภาพของวัคซีน…
09/06/2021

อัตราการเป็นมะเร็งของ ‘สิงโตทะเล’ เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าการทิ้งสารเคมีในน่านน้ำแคลิฟอร์เนีย กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดมะเร็งในระดับสูงสุดแก่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด โดยเฉพาะสิงโตทะเล และนี่ก็เป็นอีกหนึ่เคส เมื่อเหล่าแพทย์จากเดอะ มารีน แมมอล เซนเตอร์ (The Marine Mammal Center) กำลังช่วยเหลือสิงโตทะเลเพศเมียตัวหนึ่งที่มาเกยตื้นบนฝั่งที่ชายหาดแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเจ้าหน้าที่รู้ได้ทันทีเลยว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่นอน สิงโตทะเลตัวนี้ได้รับยาระงับประสาทโดยศูนย์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลในซอซาลิโต เมื่อแพทย์ลองอัลตราซาวนด์ดูระบบภายในร่างกายพบว่ามันมีอาการที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากไตทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง สุดท้าย แพทย์วินิจฉัยว่าสิงโตทะเลตัวนี้ไม่น่าจะรอดชีวิตได้แน่นอน จึงตัดสินใจทำการการุณยฆาต ตามการศึกษาของฟรอนเทียร์ อิน มารีน ไซเอนซ์ (Frontier in Marine Science) ที่ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคมกล่าวไว้ว่าโรคที่ไม่สามารถรักษาได้และมักพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือโรคมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเกือบ 25% ของสิงโตทะเลแคลิฟอร์เนียที่โตเต็มวัยแล้ว มักจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้ จากการศึกษาที่รวมตัวอย่างจากสิงโตทะเลเกือบ 400 ตัว ในระยะเวลา 20 ปียังพบว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งดังกล่าวมาจากสารเคมี 2 ชนิดอย่างยาฆ่าแมลง และโพลีคลอริเนตไบฟีนิล ที่ถูกสั่งห้ามใช้งานมาเป็นเวลานานแล้ว นักวิจัยพบว่าสารเคมีดังกล่าวถูกพบในเนื้อเยื่อของสิงโตทะเลและเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง นักวิจัยกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก เพราะนับเป็นอัตราการเกิดมะเร็งในสัตว์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่สัตว์จะเป็นมะเร็งได้ แต่โดยปกติแล้วจะเป็นแบบตัวต่อตัวหรืออาจเป็นจำนวนน้อยมาก แต่ในแคลิฟอร์เนีย  พบว่าสิงโตทะเลเป็นมะเร็งที่ระบบทางเดินปัสสาวะค่อนข้างเยอะ เราไม่เคยเห็นตัวเลขที่เยอะขนาดนี้ มันไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ดังนั้น มลพิษในสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่เราต้องกังวลและย้ำเตือนว่าเราจะต้องใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรให้มากกว่านี้”…
31/03/2021

หุ่นยนต์จิ๋วระดับไมโคร ช่วยส่งยารักษาเนื้องอกในสมอง

นักวิจัยในประเทศจีนพัฒนาหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่เล็กจนถึงระดับไมโครที่สามารถส่งยาไปยังเนื้อเยื่อในสมองของหนูทดลอง เพื่อรักษาเนื้องอกได้ การวิจัยดังกล่าวอธิบายว่าหุ่นยนต์ขนาดเล็กถูกเคลือบด้วยแบคทีเรียอีโคไล ที่เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์ หากตัวหุ่นยนต์ถูกเคลือบด้วยแบคทีเรียตัวนี้ จะทำให้หุ่นยนต์สามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ได้ด้วยการหลอกระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ตรวจจับได้ จนสามารถเข้าไปรักษาเนื้องอกในสมองได้ โดยไม่ถูกขับไล่จากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั่นเอง อธิบายง่าย ๆ คือหากจะนำยาเข้าไปรักษาในสมองโดยตรงด้วยการใช้หุ่นยนต์ตัวนี้ ขั้นแรกคือจำเป็นต้องผ่านตัวกรองของสมองที่จะคอยสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าไปสู่สมองให้ได้ก่อน เพราะว่าสมองจะมีตัวกรองที่เป็นเยื่อ โดยจะอนุญาตให้เพียงแค่สารบางอย่างผ่านเข้าไปได้เท่านั้น ซึ่งพอหุ่นยนต์ไมโครตัวนี้เคลือบด้วยเยื่อของแบคทีเลียอีโคไลที่นับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งแปลกปลอม ทางเซลล์เม็ดเลือดขาวจะตรวจจับได้ทันทีและกลืนกินมันเข้าไป จนเมื่อถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวกลืนกิน มันก็จะเหมือนเป็นเกราะอีกชั้นหนึ่งที่สามารถพาหุ่นยนต์ตัวนี้แล่นผ่านเข้าไปยังเนื้อเยื่อสมองได้ โดยที่ไม่ถูกเยื่อสมองปฏิเสธนั่นเอง หุ่นยนต์จิ๋วไมโครดังกล่าวมีชื่อว่า ‘neutrobots’ (นิวโทรบอต) ถูกสร้างจากวัสดุที่เป็นแม่เหล็ก ทำให้สามารถทำการควบคุมจากระยะไกลด้วยสนามแม่เหล็กจากภายนอกได้ แม้ดูเหมือนยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้างในการใช้งานไมโครบอตตัวนี้ ซึ่งทางซีกวง วู (Zhiguang Wu) นักเคมีจากฮาร์บิน อินสทิทิวบ์ ฟอร์ เทคโนโลยี (Harbin Institute for Technology) ของประเทศจีนอธิบายว่า “อุปสรรคในเลือดและสมองไม่ได้เป็นอุปสรรคเพียงอย่างเดียวสำหรับไมโครบอตทางเรายังต้องหาวิธีที่เป็นไปได้ในการก้าวข้ามอุปสรรคส่วนใหญ่ในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อหนาแน่นทำให้เคลื่อนย้ายไมโครบอตในร่างกายได้ยาก” ซึ่งหลังจากความพยายามนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดทางทีมวิจัยก็สามารถพาหุ่นยนต์ไมโครเข้าสู่สมองได้สำเร็จด้วยวิธีการที่ได้เล่าไปแล้วและส่งยาต้านมะเร็งไปยังเนื้องอกที่เป็นเป้าหมายได้โดยตรง ผลการทดลองพบว่านิวโทรบอตสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มันส่งยาเข้าไปรักษาเซลล์เนื้องอกในสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางผู้วิจัยบอกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการฉีดยาเข้ากระแสเลือดแบบเดิม ๆ เสียอีก นับว่าเป็นความก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่งของทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งทางทีมวิจัยยังบอกอีกว่า นิวโทรบอตตัวนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถประยุกต์นำไปใช้รักษาโรคอื่น ๆ ได้ด้วย อาทิเช่น โรคทางสมองหลายชนิด…
Credit : JJ Harrison
09/02/2021

นักวิจัยไขปริศนา ‘อึทรงสี่เหลี่ยม’ ของวอมแบต ช่วยตรวจมะเร็งลำไส้ในมนุษย์

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นเพื่อนรักสัตว์โลก มีไม่น้อยที่ตกหลุมความน่ารักของเจ้า ‘วอมแบต (Wombat)’ สัตว์รูปร่างท้วมกลมหน้าตาคล้ายโคอาล่า แถมยังมีพื้นเพถิ่นฐานแถบออสเตรเลียเหมือนกัน แต่นอกจากรูปร่างหน้าตาน่ารักแล้ว เจ้าวอมแบตยังเป็นเจ้าของ ‘อึ’ หรืออุจจาระรูปร่างประหลาดแต่ดูแล้วน่ารักอย่าง ‘อึทรงสี่เหลี่ยมลูกบากศ์ (Cube-shape poo)’ ด้วย การตามล่าหาคำตอบ ความแปลกของรูปทรงนี้ เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักชีววิทยามานานแล้วว่ามันเป็นไปได้อย่างไร และในที่สุด  การศึกษาร่วมระหว่างประเทศ ก็ไขปริศนานี้ได้เสียที คำตอบนี้อยู่ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Soft Matter เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา โดยเป็นการขยายผลจากการค้นพบเบื้องต้นที่นำเสนอครั้งแรกในการประชุม American Physical Society’s fluid dynamics division ในจอร์เจียเมื่อปี 2018 ดร. สก็อตต์ คาร์เวอร์ (Dr. Scott Carver) นักนิเวศวิทยาสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย (University of Tasmania) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีสมมติฐานที่มีหลากหลายมากมาย แต่ไม่มีใครทดสอบได้ เดิมมีการคาดเดาว่า วอมแบตมีกล้ามเนื้อหูรูดของทวารหนักเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำให้อุจจาระถูกบีบระหว่างการเคลื่อนที่ผ่านกระดูกเชิงกราน หรือที่จริงแล้ว ที่เป็นรูปทรงแบบนี้ เป็นเพราะวอมแบตอุจจาระออกมาแล้วค่อย…
27/01/2021

“ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า” ข้อคิดดี ๆ จากหญิงที่โดนมะเร็งกระดูกคร่าชีวิตไปด้วยวัยเพียง 27 ปี

แม้เราจะตระหนักกันดีว่า "ความตาย" เป็นสัจธรรมที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนต้องเผชิญไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่กระนั้นสำหรับคนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวหรืออยู่ในสภาวะจิตที่ยังไม่พร้อมรับ ความตายก็ยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่เสมอ เช่นเดียวกับสาวคนนี้ ฮอลลี บุตเชอร์ เธอเป็นสาววัยเพียง 26 ปี อยู่ในเมืองเกรฟตัน รัฐนิวเซาธ์เวล ประเทศออสเตรเลีย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอก็ใช้ชีวิตปกติอย่างสาวรุ่นทั่วไป ทำงาน หาเงิน มีความสุขกับครอบครัว เพื่อนและคนรัก
Google AI LYNA Breast Cancer
15/10/2018

Google AI ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามได้ดีกว่านักพยาธิวิทยา ให้ความแม่นยำสูงถึง 99%

ทำ AI แข่งเกมโกะกับคนจริงๆ ก็ทำมาแล้ว คราวนี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีก็ได้โอกาสสร้าง AI เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์กันบ้าง โดยล่าสุด Google เผยว่า AI อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจจับเซลล์มะเร็ง โดยนักวิจัยของกูเกิลได้ออกแบบและพัฒนาระบบ Deep Learning ที่ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามในสไลด์ ได้แม่นยำกว่านักพยาธิวิทยาเสียอีก ซึ่งนักวิจัยได้พัฒนาอัลกอริทึมที่ชื่อว่า Lymph Node Assistant (LYNA) เพื่อจำแนกลักษณะของเนื้องอกจากสไลด์ตัวอย่างทั้งสองชุด จึงสามารถตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้อร้ายได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ AI ยังแยกแยะสไลด์ที่มีเซลล์มะเร็งกับสไลด์ที่ไม่มีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำถึง 99% (ในเงื่อนไขที่เหมาะสม) แม้ว่าจะเล็กมากจนนักพยาธิวิทยาอาจหาไม่เจอก็ตาม อัลกอริทึม LYNA จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วย : นักพยาธิวิทยาได้วินิจฉัยแบบจำลอง พบว่า เทคโนโลยี Deep Learning ช่วยทำให้งานของพวกเขา (นักพยาธิวิทยา) ง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่ลดอัตราการแพร่กระจายของเชื้อเท่านั้น แต่ยังลดระยะเวลาในการวินิจฉัยให้น้อยลงจาก 2 นาที เหลือแค่ 1 นาที อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นแค่งานวิจัย และยังไม่ได้นำมาใช้ร่วมกับการวินิจฉัยโรคจริงๆ…
31/07/2018

นักวิทย์เผยผลวิจัยกินมื้อเย็นเร็วขึ้นลดเสี่ยงมะเร็งแน่นอน

มีรายงานผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cancer ที่มีเนื้อหาระบุว่าพบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างช่วงเวลารับประทานอาหารเย็นกับอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก สองรูปแบบยอดฮิตที่เป็นกันมากในผู้หญิงและผู้ชาย คอนเซ็ปต์หลักของการวิจัยครั้งนี้โฟกัสไปที่ระยะห่างของเวลารับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของวันกับเวลาที่คนเราเข้านอน ซึ่งผลวิจัยจากการติดตามผู้เข้าร่วมทดสอบหลายพันคนทั้งพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการนอน พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารเย็นก่อน 3 ทุ่ม หรือกินก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่รับประทานอาหารเย็นหลัง 4 ทุ่มไปแล้ว หรือกินแล้วนอนทันทีถึง 20% ซึ่งน่าแปลกใจไม่น้อยว่าจากผลการทดสอบที่ปรากฏ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเพราะเหตุใดรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันสามารถส่งผลลัพธ์กับความเสี่ยงเรื่องมะเร็งได้เพียงนี้ bgr

PR Partners

See All
Read More

มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ

ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True
15/01/2026

ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน

ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…
15/01/2026

ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…
13/01/2026

ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”

Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…