Tags
| รัฐบาล
26/09/2025
รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 107 days ago
ปิดปากคนเห็นต่าง ? เปิด 7 ประเทศที่รัฐบาลควบคุมอินเทอร์เน็ต เพราะคิดว่าโซเชียลมีเดียคือภัยคุกคาม
โลกของการสื่อสารที่ถูกพัฒนาไปตามยุคทำให้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ จนโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นสื่อสังคมที่มีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนนับพันล้าน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญกับครอบครัว-เพื่อน การติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่การใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลก การเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้กลับถูกจำกัดและควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐบาล รัฐบาลในบางประเทศมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ศีลธรรม หรือความสงบเรียบร้อย เพื่อควบคุมพื้นที่ดิจิทัล ทำให้ข้อมูลไม่ถูกส่งอย่างตรงไปตรงมา เกิดการแทรกแซง และกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คน และ 7 ประเทศเหล่านี้ คือประเทศที่โซเชียลมีเดียถูกแบนหรือถูกจำกัดการเข้าถึงในปี 2025 จีนขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมอินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดที่สุดในโลก ภายใต้นโยบาย "กำแพงดิจิทัล" (Great Firewall) รัฐบาลได้แบนแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Facebook, X (Twitter), Instagram และ YouTube มานานแล้ว ทำให้ชาวจีนต้องใช้แอปพลิเคชันภายในประเทศอย่าง WeChat และ Weibo ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การเซนเซอร์ของรัฐบาล นอกจากนี้การใช้ VPN เพื่อหลบหนีการบล็อกถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีโทษร้ายแรง เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ถูกหลายประเทศทั่วโลกสื่อสารในหน้าข่าวจนหลายคนรู้ดีว่า เป็นประเทศที่ถูกปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และถูกตัดขาดจากข่าวสารและข้อมูลต่างประเทศ มีเพียงเครือข่ายอินทราเน็ตภายในประเทศที่เรียกว่า "กวังมยอง" (Kwangmyong) เป็นเครือข่ายปิด แยกจากระบบอินเทอร์เน็ตโลก ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์และบริการต่าง ๆ ภายในเครือข่ายนี้เท่านั้น เช่น เว็บไซต์รัฐบาล…25/08/2023
ได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท รัศมี 4 กม. ใช้ได้ถึงไหน เช็กง่าย ๆ ด้วยเว็บนี้เลย
อย่างที่หลาย ๆ คนทราบกันอยู่แล้วว่าเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ล่าสุด คนที่ 30 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีนโยบายไฮไลต์ที่เป็นนโยบายที่หลาย ๆ คนจับตามองกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ นั่นคือ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท สำหรับประชาชนอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปศุภกานต์ เหล่ารัตนกุล | 870 days ago
Read More11/08/2023
เปิด 5 ข้อเสนอแก้ปัญหาค่าไฟแพงและเป็นธรรมจากภาคประชาสังคมและเอกชนถึงรัฐบาลใหม่
กิจการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยกําลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งหลักการและเป้าหมายที่สําคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมในการลดและเลิกการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่การผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นทรัพยากรภายในประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้บรรลุเป้าหมายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามข้อตกลงและความร่วมมือในระดับนานาชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)สรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์ | 884 days ago
Read More24/04/2023
รัฐบาลปลื้ม!! เกาหลีใต้นำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยเพิ่มขึ้น 57.1% เพราะมีรสชาติที่หลากหลาย
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีแนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยที่เพิ่มมากขึ้น จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้ง รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ สินค้าไทยประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดเกาหลีใต้ โฆษกประจำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกระแสความนิยมของอาหารไทยที่แผ่ขยายไปยังทั่วโลก โดยจากการจัดอับดับทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม ในปีที่ผ่านมา มีทั้งเมนูอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมของไทย ติดอันดับความนิยมอยู่เสมอ ส่งผลถึงความนิยมอาหารไทยในรูปแบบอาหารแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย ได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ เนื่องจากมีความหลากหลายของรูปแบบผลิตภัณฑ์ มีรสชาติของอาหารไทยที่หลากหลาย เช่น รสต้มยำกุ้ง รสผัดไทย รสปูผัดผงกะหรี่ และ รสชาติเผ็ด ส่งผลให้ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 เกาหลีใต้นำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทย มูลค่า ประมาณ 66 ล้านบาท (1.92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 57.1% และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความนิยมอาหารไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยในทวีปเอเชีย…พนิตา สืบสมุทร | 993 days ago
Read More23/07/2021
ฮ่องกงรวบ 5 ผู้ต้องหา ฐานปลูกฝังเด็กให้เกลียดชังรัฐบาลผ่านหนังสือ
ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน 5 คน ในข้อหาก่อความไม่สงบ โดยถูกกล่าวหาว่าหนังสือสำหรับเด็กที่พวกเขาเขียนและตีพิมพ์ออกมานั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกระดมให้เด็ก ๆ หรือผู้อ่านเกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาล โดยเหล่าผู้ที่ถูกจับกุมเป็นสมาชิกของสหภาพนักบำบัดการพูดที่ผลิตหนังสือสำหรับเด็กออกมา ซึ่งพวกเขาถูกจับกุมภายใต้กฎหมายที่มุ่งเป้าไปที่การปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งกฎหมายนี้ไม่ค่อยได้มีการใช้มาก่อน จนเมื่อไม่นานมานี้ที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง โดยความผิดดังกล่าวจะมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ในการบรรยายสรุปเมื่อวานนี้ระบุว่า ตำรวจได้โชว์หนังสือบางส่วนที่ยึดมาได้ ซึ่งหนึ่งในหนังสือที่มาแสดงให้ดูนั้นมีชื่อว่า "ผู้พิทักษ์แห่งหมู่บ้านแกะ" เป็นการเล่าเรื่องราวของหมาป่าที่ต้องการเข้ายึดหมู่บ้านและกินแกะ ซึ่งตำรวจกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับการประท้วงปี 2019 นอกจากนี้ ยังมีหนังสืออีก 2 เล่มที่สร้างความวิตกให้กับทางตำรวจ เช่นหนังสือที่เล่าเรื่องราวของแกะประมาณ 12 ตัวที่ถูกหมาป่านำตัวไปที่บ้านแล้วปรุงเป็นอาหาร ซึ่งตำรวจกล่าวว่านั่นอาจเป็นการพาดพิงถึงชาวฮ่องกง 12 คนที่ถูกจีนจับได้ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ขณะที่พวกเขาพยายามหลบหนีออกจากเมืองทางเรือ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีพื้นฐานมาจากหลักฐาน และไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืน ภูมิหลัง หรืออาชีพทางการเมืองของบุคคลนั้น ๆ เลยแม้แต่น้อย อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสสรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์ | 1633 days ago
Read More13/04/2021
‘BTS เปิดฉากทวงหนี้ภาครัฐ’ การเมืองบนเกมธุรกิจที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเผยแพร่คลิปของ ‘สุรพงษ์ เลาหะอัญญา’ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบีทีเอสทวงถามหนี้ค้างชำระจากกรุงเทพมหานครราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าจ้างเดินรถตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นเงิน 9.6 พันล้านบาทและค่าซื้อระบบการเดินรถไฟฟ้าและเครื่องกลอีกเกือบ 2.08 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการทวงหนี้ผ่านสื่อให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างของสาธารณะชนที่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันสักเท่าไหร่ เรื่องนี้ไม่ปกติแน่ ๆ ถ้ายังจำกันได้ รถไฟฟ้าบีทีเอส (สายสุขุมวิทและสายสีลม) คือจุดเริ่มต้นของรถไฟฟ้าในประเทศไทยโดยกลุ่มบีทีเอสตั้งแต่ปี 2542 และก่อสร้างส่วนต่อขยายเรื่อยมา นับเป็นระยะเวลา 22 ปีแล้วที่คนกรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าใช้ เดินทางสะดวกและเป็นทางเลือกให้กับประชาชน เมื่อขยายเส้นทางออกไปถึงสถานีสำโรงและคูคต ก็เป็นการเชื่อม 3 จังหวัดอย่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และปทุมธานีเข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่ทำให้การสัญจรคล่องตัวเท่านั้น ยังสร้างอานิสงห์ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผุดโครงการคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าจำนวนมากด้วย จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งบการเงินไตรมาส 3 ปีบัญชี 2564 ของบีทีเอส (1 เมษายน - 31 ธันวาคม 2563) มีสินทรัพย์กว่า…มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล | 1734 days ago
Read More20/01/2021
ดูเตอร์เตยัน ‘วัคซีนโควิด-19’ ของจีน ปลอดภัย ไร้ผู้เสียชีวิต
'วัคซีนโควิด-19' ที่ผลิตโดยจีน นับว่าเป็นอีกประเด็นที่ผู้คนกำลังในบ้านเราให้ความสนใจ และล่าสุด (19 มกราคม 2564 สำนักข่าวซินหัวในมะนิลาก็รายงานว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เอง ก็ได้ออกมาพูดถึงวัคซีนตัวนี้เช่นกัน เมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา โรดริโก โรอา ดูเตอร์เต (Rodrigo Roa Duterte) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ของจีน ซึ่งรวมถึงวัคซีนจากซิโนวัค (Sinovac) และซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ที่กำลังใช้อยู่ในอินโดนีเซีย ตุรกี อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจนถึงตอนนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ดูแตร์เตก็ออกมากล่าวถึงวัคซีนของจีนว่า “คนจีนไม่ได้ไร้สมอง ... ชาวจีนนั้นฉลาด พวกเขาจะไม่ร่วมลงทุน (ในการผลิตวัคซีน) ถ้าหากมันไม่ปลอดภัย แน่นอน และมั่นใจได้” นอกจากการออกมาพูดถึงความปลอดภัยของวัคซีนจากจีน ดูเตอร์เตยังปกป้องการตัดสินใจของรัฐบาล ที่จัดซื้อวัคซีนจากจีนด้วย โดยกล่าวว่า วัคซีนเหล่านี้มีคุณภาพทัดเทียมวัคซีนที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาพัฒนาขึ้น คำกล่าวของดูเตอร์เตมีที่มาจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของวัคซีนว่าสามารถป้องกันโรคได้ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นักวิจัยชาวบราซิลได้เปิดเผยข้อมูลทางคลินิกในขั้นสุดท้ายของวัคซีนดังกล่าว ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรก นำมาสู่การเรียกร้องของวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1817 days ago
Read More22/10/2020
สรุปสั้น! 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ “ช้อปดีมีคืน-คนละครึ่ง” ลดภาษีได้แค่ไหน ?
[su_dropcap style="flat" size="4"]คณะ[/su_dropcap]รัฐมนตรี โดยคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (ศบศ.) มีมติเห็นชอบหลักการมาตรการ 'ช้อปดีมีคืน - คนละครึ่ง' เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ กระตุ้นการผลิต การจ้างงาน และกระตุ้นให้เกิดการขายสำหรับเจ้าของสินค้า ผู้ผลิต เจ้าของร้านค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยทั้งสองโครงการมีระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2563 โดยทั้งสองมาตรการมีความแตกต่างกันในรายละเอียด และจุดสำคัญที่ควรทราบก็คือ ทั้ง 2 มาตรการมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และเมื่อเราเลือกใช้มาตรการใดมาตรการหนึ่งแล้ว ก็จะไม่สามารถใช้อีกมาตรการได้นะครับ และในแต่ละมาตรการก็มีวิธีการ-ข้อแม้-ข้อห้ามที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย #beartai เลยขอสรุปรวบทั้ง 2 โครงการแบบสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกใช้แต่ละมาตรการให้เหมาะกับกำลังซื้อของแต่ละคนกันครับ ช้อปดีมีคืน อธิบายโดยสรุปก็คือ เป็นการ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปีภาษี 2563 ให้แก่ผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับปานกลาง และรายได้ปานกลางระดับสูง ที่ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ซื้อ และนำไปคิดตาม "เงินได้สุทธิ"…ประภาส อยู่เย็น | 1907 days ago
Read More09/08/2020
ลือ! Qualcomm ล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขายชิปให้กับโทรศัพท์ Huawei
แหล่งข่าว The Wall Street Journal รายงานว่า Qualcomm กำลังวิ่งล็อบบี้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยถอนคำสั่งการห้ามขายชิ้นส่วนให้กับ Huawei หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการตัดการส่งมอบชิปที่ใช้เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ให้กับ Huawei ยกเว้นจะได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาล การสั่งห้ามครั้งนี้ไม่อาจปิดกั้น Huawei ได้และมีโอกาสส่งผลในการเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ผลิตชิปคู่แข่งของสหรัฐฯ เช่น MediaTek และ Samsung ในมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และส่วนแบ่งตลาดชิปเซ็ต 5G อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากรัฐบาลช่วยยกเลิกคำสั่งห้ามนี้ก็เท่ากับช่วยให้ผู้ผลิตชิปของสหรัฐฯ สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา Qualcomm กับ Huawei ก็เพิ่งได้จบปัญหาข้อพิพาทระหว่างกัน โดย Huawei ตกลงที่จะจ่ายเงิน 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่ Qualcomm เพื่อยุติข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรและได้ทำข้อตกลงในใบอนุญาตใหม่ ที่มา : reuters และ engadget ภาพจาก : commons.wikimedia.org โดย SrDoritos พิสูจน์อักษร : สุชยา…ศิลา วงศ์เจริญ | 1981 days ago
Read More04/07/2020
รัฐบาลอังกฤษลงทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบริษัทดาวเทียม OneWeb
อังกฤษใช้เงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยร่วมกับ Bharti Global ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของอินเดียอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เสนอราคาชนะการประมูลซื้อบริษัทดาวเทียม OneWeb ด้วยเงินทุนทั้งหมด 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ OneWeb ไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้จนต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์โดยเข้าไปอยู่ในความคุ้มครองการล้มละลายในสหรัฐฯ ตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการ (Chapter 11 bankruptcy protection) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา OneWeb เป็นบริษัททำโครงการดาวเทียมบรอดแบนด์ที่วงโคจรต่ำ (เช่นเดียวกับ Starlink ของ SpaceX) โดยมีเป้าหมายจะปล่อยดาวเทียม 650 ดวงเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่ของอาร์กติก ซึ่งขณะนี้ได้ปล่อยดาวเทียมแล้ว 74 ดวงเท่านั้น ข้อตกลงเมื่อวันศุกร์อังกฤษจะมีสัดส่วนผู้ถือหุ้น 20% ซึ่งจะช่วยให้ OneWeb สร้างกลุ่มดาวเทียมให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อเชื่อมโยงผู้คนนับล้าน และเพิ่มขีดความสามารถด้านอวกาศให้กับอังกฤษ ที่สำคัญ OneWeb สามารถให้บริการตำแหน่ง การนำทางและกำหนดเวลาที่แม่นยำหรือที่เรียกว่า sat-nav แทนดาวเทียมกาลิเลโอของสหภาพยุโรป ซึ่งอังกฤษต้องสูญเสียการเข้าถึงในเดือนมกราคม เนื่องจากการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แม้ว่าอังกฤษจะมีแผนสร้างดาวเทียมระบบนำทางของตัวเองแต่ก็ต้องถูกระงับไปเพราะอาจใช้เงินทุนสูงถึง 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วน Bharti…ศิลา วงศ์เจริญ | 2017 days ago
Read More09/02/2020
ทำเนียบขาวปฏิเสธรัฐบาลซื้อหุ้น Nokia, Ericsson แข่งขัน Huawei แต่บริษัทซื้อได้
6 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าว Reuters รายงานว่านาย William Barr อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ได้กล่าวเน้นถึงภัยคุกคามทางเทคโนโลยีจาก Huawei ว่าสหรัฐและพันธมิตรควรจะเข้าไปลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจตัดสินใจใน Nokia ของฟินแลนด์และ Ericsson ของสวีเดนเพื่อต่อต้าน Huawei ในเครือข่าย 5G หลังจากนั้นก็ทำให้หุ้นของ Ericsson ขึ้น 4% และหุ้น Nokia ขึ้น 6% ตามรายงานของ AFP อัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวเกี่ยวกับประเทศจีนเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจว่ามีเพียงสองบริษัทที่สามารถแข่งกับ Huawei ได้ในตอนนี้ และการวางหนึ่งหรือสองบริษัทในตลาดขนาดใหญ่ของเราและมีกำลังเงินคอยหนุนหลังจะทำให้เป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามมากขึ้นและขจัดความกังวลเรื่องอำนาจที่มีอยู่ สรุปว่าจะดันหนึ่งหรือสองบริษัทในพันธมิตรมาสู้คู่แข่งอย่าง Huawei 7 กุมภาพันธ์ Michael Richard Pence รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทำเนียบขาวกล่าวปฏิเสธต่อข้อเสนอแนะที่ผิดปกติวิสัยของนาย William Barr อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ที่ให้พิจารณาเข้าไปถือหุ้นสองบริษัทคู่แข่งของ Huawei และกล่าวเพิ่มเติมต่อในภายหลังอีกว่าสหรัฐฯ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Nokia และ Ericsson ซึ่งจะใช้อุปกรณ์ของบริษัททั้งสองเป็นหลักในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 5G รองประธานาธิบดีกล่าวอีกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในธุรกิจการซื้อบริษัท ไม่ว่าจะในประเทศหรือนอกประเทศ…ศิลา วงศ์เจริญ | 2163 days ago
Read More25/10/2019
Yandex หารือรัฐบาลรัสเซียเรื่องร่างกฎหมายจำกัดต่างชาติถือหุ้นไอทีสร้างความเสียหาย
ศุกร์ที่ 25 ตุลาคม Arkady Volozh ซีอีโอบริษัท Yandex ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดของรัฐเซีย ได้ออกมาเปิดเผยว่าบริษัทได้มีส่วนร่วมในการหารือเรื่องร่างกฎหมายที่จำกัดต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเป็นเจ้าของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ได้เพียงไม่ถึง 50% ข้อเสนอเดิม คือให้ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวรัสเซียเป็นเจ้าของได้ 20% แต่ซีอีโอกล่าวว่ารัฐบาลดูเหมือนจะมีความกังวลเกี่ยวกับความอ่อนไหวของการลงทุนในตลาดหุ้น ซีอีโอกล่าวอีกว่าร่างกฎหมายในรูปแบบเดิมจะสร้างความเสียได้มากไม่เพียงเฉพาะกับ Yandex เท่านั้น แต่จะส่งผลต่อเซกเตอร์ของธุรกิจเทคโนโลยีทั้งหมดและอาจจะเกินกว่านั้น 21 ตุลาคมที่ผ่านมา นักลงทุนในตลาดหุ้น NASDAQ คาดว่าจะมีการผ่อนปรนร่างกฎหมายฉบับนี้ จากที่เคยให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 20 % เปลี่ยนเป็นไม่ถึง 50% จึงทำให้วันนั้นหุ้น YNDX ของ Yandex + 9.1% อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสศิลา วงศ์เจริญ | 2270 days ago
Read More26/07/2018
กระทรวงพาณิชย์ มุ่งเน้นนโยบายรัฐฯ ดึง “Big Data” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจฐานราก คือ ระบบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ที่เน้นพึ่งตนเองเป็นหลัก มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีคุณธรรมและเป็นระบบเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในพื้นทีชุมชนของตนเอง ทั้งผู้คน สังคมในชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติให้เข้มแข็งและยั่งยืน เลยทำให้เกิดเป็นนโยบายของภาครัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นไปในทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการค้าระหว่างประเทศ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยวิสัยทัศน์ของการดึง "Big Data" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทุกระดับให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า "เราเริ่มตั้งแต่การสร้างกำลังการซื้อให้กับประชาชนในระดับฐานราก พร้อมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับประชาชนผู้ประกอบการ SMEs ทั่วทุกพื้นที่ มุ่งเน้นให้ประชาชนผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการฝึกอบรมที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับระดับความสามารถของประชาชนผู้ประกอบการ SMEs แต่ละรายอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจเพื่อให้รองรับเศรษฐกิจ 4.0 รวมไปถึงการยกระดับธุรกิจสู่การค้าระหว่างประเทศ "Big Data" ยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการยกระดับการทำงานของกระทรวง ผ่านการเช่อมโยงข้อมูลที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เพื่อผลักดันการค้าของไทย สร้างรายได้จากการส่งออกให้บรรลุเป้าหมาย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลมาจากการดึงเอา "Big Data" เข้ามาพัฒนาในทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลในด้านเศรษฐกิจ มุ่งหวังให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในยุคดิจิทัลให้ยั่งยืนในระยะยาว โดยใช้ประโยชน์จากการใช้งาน "Big Data"เพื่อนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการนำข้อมูล "Big Data" มาประมวณผลเพื่อ "สร้าง" อาชีพ และ "สนับสนุน" ให้เกิดองค์ความรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs โดยจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศตามศักยภาพของรายบุคคล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการข้อมูลและหลักสูตรการฝึกอบรมของทุกหน่วยงานในกระทรวงให้เข้าใจง่ายสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านขั้นตอนการบูรณาการข้อมูลทั้งจากภายในกระทรวงฯ…salinee tintumrong | 2726 days ago
Read More15/03/2018
ครม. เห็นชอบเล็งเก็บภาษีทรัพย์สินดิจิตอล “Cryptocurrency”
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี เริ่มใช้มาตรการนี้เพื่อป้องกันการโกงและฟอกเงิน เนื่องจากไม่เคยมีกฎหมายออกมารองรับ ซึ่งในสัปดาห์หน้าน่าจะมีความชัดเจนเรื่องของอัตราการเก็บภาษี วิธีการ เนื่องจากมีการนำทรัพย์สินดิจิตอลมาใช้ในการประกอบธุรกิจและการกระทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศแล้ว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก จึงต้องเร่งด่วนในการดำเนินการ ซึ่งต้องมีการออกกฎหมายภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยเบื้องต้นจัดให้มีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิตอล เช่นเดียวกันกับผู้มีเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินอื่นๆ และผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับทรัพย์สินอื่นๆ การกำหนดนิยามของทรัพย์สินดิจิตอลในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้ ทรัพย์สินดิจิตอล หมายความว่า คริปโทเคอร์เรนซี "Cryptocurrency" โทเคนดิจิตอล ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด ส่วนเพิ่มประเภทย่อยของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) แห่งประมวลรัษฎากรอีก 2 ประเภทสำหรับเงินได้เนื่องมาจากทรัพย์สินดิจิตอลดังนี้ มาตรา 40(4)(ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิตอล มาตรา 40(4)(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินดิจิตอล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน จะมีการเก็บภาษีการซื้อขายหรือธุรกรรมทางทรัพย์สินดิจิตอล 15% ณ ที่จ่าย หากนักลงทุนมีรายได้จากการลงทุนในทรัพย์สินดิจิตอล ก็จะต้องนำมาคำนวนหักภาษี 15% และต้องนำไปรวมคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยว่าร่างกฎหมายที่ว่านี้จะถูกบังคับใช้เมื่อใด และยังมีสิ่งที่เป็นข้อสงสัยคือหากไม่ได้ซื้อ-ขาย ผ่านเว็บเทรด จะตรวจสอบและจัดเก็บภาษีได้อย่างไร และมีการยืนยันยืนยันจะไม่นำอำนาจ ม.44 มาใช้กับเรื่องนี้…ณัชธนัท จุโฬทก | 2859 days ago
Read More22/11/2017
ขอเชิญเข้าร่วมงาน “GovCamp Thailand” พูดคุยในประเด็น “สิทธิเสรีภาพออนไลน์”
เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ร่วมกับ มูลนิธิกองทุนไทย และ Social Technology Institute จัดกิจกรรมชุมนุมทางความคิดในรูปแบบ "open space" GovCamp ผู้เข้าร่วมทุกคนจะเขียนหัวข้อของตัวเองที่อยากนำเสนอให้คนอื่นได้ฟังไว้บนกระดานใหญ่ และลงคะแนนให้กับหัวข้อของคนอื่นที่ตัวเองอยากจะรับฟังแลกเปลี่ยน หัวข้อที่ได้รับคะแนนลำดับต้นๆ จะได้รับเลือกให้นำเสนอตามช่องเวลาที่มี ทุกคนที่เข้าร่วมสามารถเสนอหัวข้อได้ โดย GovCamp ครั้งนี้อยู่ในประเด็น "สิทธิเสรีภาพออนไลน์" เลือกประเด็นดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่คุณสนใจมาหนึ่งหัวข้อ แล้วเล่าให้คนอื่นฟังว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะจัดการประเด็นนั้นอย่างไร แต่ละช่วงจะมีเวลา 40 นาที คุณอาจจะเล่าความคิดของคุณสัก 20 นาที และใช้เวลาที่เหลือแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ที่ก็สนใจประเด็นนี้เหมือนกันก็ได้ ไม่จำกัดหัวข้อพูดคุย อยากจะนำเสนอแบบไหน เอาเลยเต็มที่ ขอให้เว้นเวลาเอาไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนกับคนอื่นบ้างก็พอ หัวข้อที่เป็นไปได้ เช่น การป้องกันอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะ การแสดงความคิดเห็นถึงการทำงานขององค์กรสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนในการป้องกันระบบสารสนเทศที่สำคัญ การกำกับดูแลเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายกับเด็กและเยาวชน การส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศให้กับประชาชนทั่วไป การสนับสนุนการสร้างเนื้อหาภาษาท้องถิ่น นโยบายการลงทะเบียนยืนยันตัวตนดิจิทัล ฯลฯ จะอยู่ด้วยกันอย่างไรในยุคดิจิทัล GovCamp Thailand ชุมนุมความคิด เสนอกติกาพื้นที่สิทธิเสรีภาพของพวกเรา เพื่อพวกเรา โดยพวกเรากันเอง เสาร์…ณัชธนัท จุโฬทก | 2972 days ago
Read More18/10/2017
ไม่อยากเป็นข่าว อยากมาส่วนตัว! Facebook ปัด “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ยังไม่มีแผนมาไทย
จากเดิมที่มีการรายงานข่าวจากสื่อหลายสำนัก รายงานว่า “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” แห่ง Facebook เตรียมเข้าพบ "นายกประยุทธ์" 30 ตุลานี้ แต่ล่าสุดมีรายงานจากมติชนว่าโฆษกของ Facebook ชี้แจงว่า "ในช่วงนี้ผู้นำระดับสูงของเฟซบุ๊กยังไม่มีแผนมาประเทศไทย" ฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องโอละพ่อจากฝ่ายไทย แต่หนุ่ย พงศ์สุขได้พูดคุยกับแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลก็ได้ความว่าเฟซบุ๊กกับรัฐบาลไทยนั้นร่วมงานกันมานานแล้ว และ Mark Zuckerberg ก็มีแผนมาประเทศไทยจริงๆ แต่เป็นการเดินทางเพื่อคุยกับผู้นำของไทยแบบส่วนตัว (ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว) ไม่ต้องการให้เป็นข่าวใหญ่โตจนสื่อมารอดักสัมภาษณ์ เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่โตทางมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กจึงยกเลิกการเยือนไทยในครั้งนี้ คาดว่า Mark Zuckerberg จะคุยกับรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) พื้นที่พิเศษที่รัฐบาลตั้งใจส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีในเมืองใหม่ และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ซึ่งเฟซบุ๊กก็น่าจะร่วมลงทุนในโครงการนี้เช่นกัน อ้างอิง: มติชนณัชธนัท จุโฬทก | 3007 days ago
Read More17/10/2017
“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” แห่ง Facebook เตรียมเข้าพบ “นายกประยุทธ์” 30 ตุลานี้
อัพเดตล่าสุด!: ไม่อยากเป็นข่าว อยากมาส่วนตัว! Facebook ปัด “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ยังไม่มีแผนมาไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งของ Facebook ซึ่งเป็น Social Network ระดับโลก และได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย จะเดินทางมายังประเทศไทยปลายเดือนนี้ และจะเข้าพบ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีด้วย โดยแหล่งข่าวระบุไว้ว่าจะมาพบในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ [su_quote cite="พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)"]โดยการเดินทางมาเยือนและพบกับตนนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นการเดินทางมาดำเนินการในส่วนของเขา แต่ว่าจะมีการขอเข้าพบนายกเพื่อหารือร่วมกันในการแสวงหาความร่วมมือในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาในเรื่องผลกระทบของอาชญากรรมข้ามชาติ [/su_quote] นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวทิ้งทายกับผู้สื่อข่าวว่า "ถือเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ก็ดีกว่าไม่ได้พูดกันเลย" นายสมคิด กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นโอกาสที่ดีที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ระดับโลกมาเยือนไทย หลังเจ้าของกลุ่มธุรกิจด้านออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ จีน ให้ความสำคัญต่อยอดทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือต่าง ๆ ในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเร็วๆ นี้ผู้บริหารของ…ณัชธนัท จุโฬทก | 3008 days ago
Read More21/08/2017
นายกนั่งประธาน “คณะกรรมการ Cyber Security” เฝ้าระวังความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์
เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานวันสื่อสารแห่งชาติว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)ณัชธนัท จุโฬทก | 3065 days ago
Read More04/07/2017
จัดหนัก! สปท. เสนอไอเดียควบคุม Social Media สุดโต่ง, ลงทะเบียนซิมใช้สแกนใบหน้า-นิ้วมือ
หลักจากที่เราเกาะข่าวเรื่อง "กสทช. จะกำกับ OTT" ที่เป็นประเด็นดราม่าพอสมควรมาระยะนึง ล่าสุดเจอจัดหนัก by สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีเอกสาร "รายงานกรรมาธิการ สปท. ด้านสื่อสารมวลชน" ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ความยาวกว่าหลายสิบหน้า ลงวันที่ "29 มิถุนายน 2560" โดยจากการสรุปคร่าวๆ จากหลายๆ แหล่งที่อ้างอิงจากเอกสารฉบับเดียวกัน ได้ใจความว่า (เป็นการสรุปตีความโดยผู้เขียนเท่านั้น) การลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ มีความรัดกุมมากขึ้น ต้องสแกนลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับบัตรประชาชนตอนลงทะเบียนซิม รวมศูนย์ข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโดยรัฐบาลที่เดียว จากเดิมเป็นของเอกชนแต่ละค่ายดูแลกันเอง เสนอให้รัฐบาลทำ Social Media ของตัวเองและให้ CDN (Content Delivery Network) และ Caching Server ของ Social Media ต่างชาติลงทะเบียนกับ กสทช. เพื่อเก็บ Log ติดตามและจัดการเรื่องการเก็บภาษี นอกจากนี้จะกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องยืนยันตัวตนอย่างรัดกุม ซึ่งเป็นแผนระยะยาว แต่ต้องรอสรุปจากรัฐบาลก่อน ต้องมีระบบกลางตรวจสอบว่าหมายเลขโทรศัพท์นี้ใครเป็นเจ้าของ…ณัชธนัท จุโฬทก | 3113 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago


























