ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| โรคซึมเศร้า
Read More

ความสิ้นหวัง ก้นบึ้งแห่งจิตใจที่ ‘เวลา’ ช่วยเยียวยาได้

“ความสิ้นหวัง” คือความรู้สึกและอารมณ์ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ “ความหวัง”  ความสิ้นหวัง คือ การขาดความหวัง มีความรู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่จะไม่มีทางดีขึ้นไปมากกว่านี้ได้แล้ว เป็นความรู้สึกที่บั่นทอนพลังใจมาก และถ้าหากบุคคลใดพบกับความสิ้นหวังรุนแรง อาจนำไปสู่ความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง หรืออยากลาจากโลกนี้ไปได้ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังได้เสมอไป เช่น  แต่อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถหาวิธีการจัดการกับความรู้สึกสิ้นหวังได้ ในยามที่คุณเผชิญกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก ลองทำตามคำแนะนำนี้  สุดท้ายคือการปล่อยให้เวลาได้เข้าไปเยียวยาหัวใจของคุณ ไม่มีความสุขไหนที่จะคงอยู่ตลอดไป และก็ไม่มีความทุกข์ไหนที่จะคงอยู่ตลอดกาล ขอให้คุณค่อย ๆ ปรับใจของตัวเองให้ดีขึ้นในแต่ละวัน วันละเล็ก วันละน้อย หัวใจของคุณก็จะกลับมาสดใสได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
20/02/2024

คำถาม 7 สเต็ปที่ใช้ถามเมื่อคนใกล้ตัวมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย

โรคซึมเศร้า และโรคทางจิตใจหลายโรคสามารถเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความคิดทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้ แม้ว่าทุกวันนี้คนรู้จักกับอาการของโรคซึมเศร้ามากขึ้น แต่ยังไม่เข้าใจถึงกลไกเบื้องลึกของโรคนี้ ที่เหมือนกับการไหลไปในแม่น้ำแห่งความคิด ที่มีแต่ความโศกเศร้า ว่างเปล่า ความรู้สึกผิด ไร้ค่า และไร้ซึ่งความสุข เรามักจะถกเถียง และสงสัยว่าจะทำอย่างไรดีเมื่อพบเจอคนที่จะฆ่าตัวตาย หรือมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะด้วยจากโรคทางจิตใจ หรือสาเหตุอะไรก็ตาม ซึ่งผศ.นพ.พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้แนะนำชุดคำถามแบบขั้นบันไดเพื่อใช้ถามคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย โดยก่อนจะเข้าสู่คำถาม เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องเริ่มจากการมีสติ ไม่ตัดสิน ไม่คิดเอง และรับฟังคำพูดของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย อย่างตั้งใจ และจริงใจ จากนั้นให้ใช้คำถามต่อไปนี้ในการถามเขาคนนั้น โดยคุณไม่ต้องถามห้วน ๆ ตามแบบนี้เป๊ะ แต่ปรับให้เป็นคำพูดของคุณ และใช้น้ำเสียงที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจในระดับที่เหมาะสม คำถาม 7 สเต็ปจะช่วยให้คนที่กำลังมีความคิดฆ่าตัวตายได้ค่อย ๆ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจความคิด ความรู้สึกของตนเอง และดึงความสนใจจากห้วงอารมณ์ ณ ขณะนั้นได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการพยายามฆ่าตัวตาย การพูดคุยโดยไม่ตัดสิน และรับฟังอย่างจริงใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้า และโรคทางอารมณ์อื่น ๆ สามารถก้าวต่อไป และตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย คือ การเข้ารับการตรวจ…
27/07/2023

การออกกำลังกายช่วยให้หายเศร้า นักวิจัยพบการออกกำลังกายรักษาโรคซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลมากกว่าการใช้ยา

โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นโรคความผิดปกติทางอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบที่รุนแรง โดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ กลไกของโรคนี้เป็นผลมาจากสารเคมีในสมองมีผลต่ออารมณ์ผิดปกติไปจนเกิดเป็นอาการทางอารมณ์ และนำไปสู่อาการทางด้านร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของคนป่วยด้วย ซึ่งปัจจัยหลายอย่างส่งผลร่วมกัน โดยประชากรโลกกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้ยาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยแต่ละคนอาจถูกกับยาคนละชนิด ยาบางชนิดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย นอกเหนือจากยาแล้ว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายให้มากขึ้นก็เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำ ล่าสุดมีการศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาแบบรีวิว 97 ชิ้นที่มาจากงานวิจัยกว่า 1,039 งาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างถึง 128,119 คน แก่นของการศึกษาที่ได้หยิบมาคือประสิทธิภาพของการออกกำลังกายต่อสุขภาพและการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ ซึ่งงานวิจัยเป็นพันชิ้นที่ผ่านการรีวิวนั้นมีตั้งแต่คนทั่วไปที่ไม่มีโรค คนสุขภาพดี คนที่มีโรคซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อีกมากมาย การศึกษาชิ้นนี้พบว่าการออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุดหรือส่งผลดีอย่างมากในกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคซึมเศร้า ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคไต คนท้อง ผู้หญิงหลังคลอด และคนทั่วไป การศึกษาชิ้นนี้ยังบอกด้วยว่าการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงหรือหนักขึ้นให้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นด้วย สำหรับโรคซึมเศร้า ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่าการออกกำลังกายอาจส่งผลดีต่ออาการของโรคถึง 43 เปอร์เซ็นต์ โดยระยะเวลาออกกำลังกายที่ดีที่สุดอยู่ที่ 150 นาที/สัปดาห์ ครั้งละ 30…
14/06/2023

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า: สัญญาณ อาการ และทางเลือกในการรักษา

ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยตั้งแต่ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยทางจิตวิทยา ไปจนถึงปัจจัยทางสังคมที่อาศัยอยู่ แต่หากมองในมุมของการแพทย์ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน ที่มีปริมาณลดลงจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้น เช่น สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความเสี่ยงทางด้านพันธุกรรม การสูญเสียครั้งใหญ่ หรือความเครียดสะสม แต่ลักษณะอาการและสัญญาณเตือนจะเป็นยังไงหรือมีแนวทางรักษาอย่างไรไปดู สัญญาณบ่งบอกอาการ หากคิดว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่แน่ใจลองเช็กอาการต่อไปนี้เบื้องต้นดู อย่างไรก็ตามหากพบสัญญาณข้างต้นถือว่าเข้าข่ายการเป็นโรคซึมเศร้าแต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แบบ 100% ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ ดังนั้นไปดูอาการเพิ่มเติมที่พบเห็นได้ ดังนี้ โดยผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการดังกล่าวมากจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม รู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ กลัวการอยู่กับคนเยอะ ๆ เป็นต้น แนวทางการรักษา สำหรับแนวทางในการรักษาภาวะซึมเศร้านั้นมีหลายวิธี คนไข้แต่ละคนจำเป็นต้องปรับการรักษาให้เหมาะสมกับระยะอาการ ดังนี้ 1. จิตบำบัด มีหลายรูปแบบ ดังนี้ 2. รักษาโดยใช้ยา ส่วนใหญ่การรักษาภาวะซึมเศร้าจะรักษาด้วยยา 2 กลุ่ม ดังนี้ 3. การรักษาด้วยไฟฟ้า TMS  ใช้รักษาผู้มีภาวะซึมเศร้าที่มีอาการเรื้อรังมานาน รักษาไม่หาย และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่น ๆ วิธีการรักษา คือ ผู้ป่วยต้องได้รับการกระตุ้นด้วย TMS…
27/04/2023

“วันนี้ลองพูดคุยกับใครสักคนนะ” ฟีเจอร์บน YouTube เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเอง

การทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาในสังคมที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งในไทยและทั่วโลก ซึ่งแพลตฟอร์มของสื่อและแอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพจิตของผู้คนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ล่าสุดแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง YouTube ก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยกรองเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตาย ฟีเจอร์นี้เป็นโครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงตายต่อการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและ YouTube ซึ่ง Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักฟีเจอร์นี้ให้มากขึ้น รวมถึงวิธีใช้งานฟีเจอร์เบื้องต้น Trigger Warning “เนื้อหาที่อาจมีหัวข้อเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเอง” ตัวผู้เขียนเองไปบังเอิญเจอกับฟีเจอร์นี้เวลาเข้าไปฟัง Podcast หรือชมวิดีโอที่อยู่ในหมวดสืบสวนสอบสวน ซึ่งหากเนื้อหาในสื่อที่คุณกำลังจะดูมีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง อย่างการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเอง แอปพลิเคชันจะป๊อปอัปข้อความเพื่อเตือนคุณก่อนวิดีโอจะเริ่มเล่น ซึ่งมีให้กดยกเลิกและยอมรับ หากเป็นบนเว็บไซต์จะขึ้นคำเตือนและมีปุ่ม “ฉันเข้าใจและต้องการดำเนินการต่อ” หากคุณกด “ยกเลิก” วิดีโอจะไม่เล่นและย้อนกลับไปหน้าก่อนหน้า หากคุณกดคำว่า “ยอมรับ” วิดีโอจะเริ่มเล่น โดยที่บริเวณใต้คำอธิบายวิดีโอจะปรากฏหน้าต่างดังภาพนี้ ซึ่งหากคุณกดปุ่มโทร แอปพลิเคชันจะขึ้นเบอร์ 1323 ที่เป็นเบอร์สายด่วนกรมสุขภาพจิตที่สามารถโทรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ ประโยชน์ของฟีเจอร์ Trigger Warning เกี่ยวกับเนื้อหาที่มีการฆ่าตัวตาย อินเทอร์เน็ตเป็นโลกกว้างที่มีข้อมูลต่าง ๆ ให้คุณสืบค้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งข้อมูลที่มีทั้งขาว เทา และดำ ในแต่ละปีมีคนค้นหาวิธีในการฆ่าตัวตายหลายล้านครั้ง แน่นอนว่าคลังวิดีโอของโลกอย่าง YouTube ก็เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้…
30/03/2023

ทำความเข้าใจใหม่ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ไม่ใช่ไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ชนิดหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิด โดยคนที่มีบุคลิกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์เสียง่าย สองบุคลิก หรือเปลี่ยนใจบ่อย ๆ มักถูกคนเข้าใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ ทั้งในเชิงเสียดสีและในความหมายโดยตรง แต่การเหวี่ยงวีนหรืออารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่ใช่อาการของโรคไบโพลาร์เสียทีเดียว Hack for Health เลยจะมาอธิบายว่าจริง ๆ แล้วโรคไบโพลาร์เป็นอย่างไร เพราะข้อมูลล่าสุด คนไทยป่วยด้วยโรคไบโพลาร์ถึง 500,000 คนและมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อโรคไบโพลาร์ไม่ได้รับการรักษามักรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตของผู้ป่วย และอาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นด้วย ทำความเข้าใจโรคไบโพลาร์ อาการของโรคไบโพลาร์เป็นผลมาจากการหลั่งของสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ อย่างหลั่งออกมามากหรือน้อยกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการขึ้น ปัจจัยอาจมาจากอารมณ์ด้านลบที่ยาวนานและต่อเนื่อง เหตุการณ์ในชีวิต สุขภาพร่างกายที่ไม่ดี สภาพแวดล้อมในชีวิต รวมไปถึงพันธุกรรม โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้และต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง มักแสดงอาการครั้งแรกตั้งแต่อายุ 15–24 ปี โรคไบโพลาร์มีชื่อเรียกในภาษาไทยว่าโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งเป็นชื่อที่ทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนไปต่าง ๆ นานา ว่าต้องมีด้านหนึ่งดี ด้านหนึ่งร้าย ต่อหน้าเป็นอีกคน อยู่คนเดียวกลับมีนิสัยอีกแบบ ในความเป็นจริงคำว่า อารมณ์สองขั้ว ของโรคไบโพลาร์หมายถึงลักษณะของภาวะอารมณ์ของผู้ป่วยที่มึด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ ขั้วซึมเศร้า…
23/03/2023

เหนื่อย เครียด คิดงานไม่ออก! คุณอาจกำลังเป็น ‘ภาวะสมองล้า’

หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อย เครียด คิดงานไม่ออก ไม่มีสมาธิกับงานที่ทำ คุณอาจกำลังเป็น ‘ภาวะสมองล้า’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งหมดนี้อาจเกิดด้วยกันหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักของภาวะสมองล้ามักมาจากความเครียด และความวิตกกังวล แม้อาการจะแสงออกเกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ แต่อาจนำไปสู่อาการทางร่างกายได้เช่นกัน เช่น อาการปวดท้อง เป็นต้น หากคุณรุ้ตัวว่าตนเองกำลังประสบอาการเหล่านี้อยู่ Hack for Health มีคำแนะนำวิธีการรักษามาให้คุณ 1.หาสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเครียดและวิตกกังวล ก่อนอื่นคุณอาจจะลองถามตนเองว่าอะไรที่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกเหนื่อย หรือเครียด เพราะจะทำให้คุณแก้ไขอาการเหล่านี้ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยบางคนอาจจะเกิดความเครียดในระยะสั้น เช่น เครียดกับบทบาทหน้าที่ในการทำงานที่เพิ่งได้รับมอบหมาย และสามารถนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจได้ ซึ่งคุณอาจจัดการความเครียดโดยการเรียนรู้งานหรือศึกษาข้อมูลมากขึ้น แต่หากคุณไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าอะไรทำให้เกิดความวิตกกังวลในใจ การไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจช่วยคุณได้ 2.นอนหลับให้มากขึ้น การอดนอนอาจทำให้การคิดงานตลอดทั้งวันของคุณยากขึ้น การนอนน้อยกว่า 1-2 คืน อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ถ้าคุณนอนหลับไม่เพียงพอเป็นประจำ คุณจะเริ่มสังเกตเห็นผลเสียบางอย่าง เช่น หงุดหงิดง่าย ง่วงนอนตอนกลางวัน และขาดสมาธิ แม้ว่าคาเฟอีนจะสามารถช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี การนอนหลับให้เพียงพอเป็นการเริ่มต้นที่ดี และทำให้คุณใช้ชีวิตระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.หาเวลาทำในสิ่งที่ชอบ ความเครียดมักเกิดขึ้นเมื่อชีวิตวุ่นวายกว่าปกติ และหากคุณมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายจนไม่รู้จะจัดการอย่างไร การหาเวลาในการพักผ่อน หรือสนุกกับงานอดิเรกที่ชื่นชอบเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าจะเป็นไปได้ยากที่คุณจะหาเวลาให้ตนเอง แต่หากคุณไม่มีเวลาดูแลตนเองและพักผ่อน คุณก็จะยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก…
21/02/2023

คิดว่าตัวเองไม่หล่อ-ไม่สวย คุณอาจเป็น ‘โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง’

เคยไหม ? รู้สึกว่าตัวเองไม่หล่อ ไม่สวย ต้องคอยแต่งหน้าเข้ม ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง หรือบางคนถึงกับศัลยกรรมความงามให้เป็นในแบบที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากคุณทำแล้วเกิดความมั่นใจขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงไม่ชอบหน้าตาตนเองอยู่ คิดซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าข่ายหมกมุ่น คุณอาจกำลังเป็น ‘โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง’ โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง (Body Dysmorphic Disorder) เป็นโรคที่จัดอยู่ในภาวะสุขภาพจิตที่คุณรู้สึกว่ารูปร่าง หน้าตา ของตนเองมีความผิดปกติ และไม่สามารถหยุดนึกถึงข้อบกพร่องนั้น ๆ ได้ โดยจุดบกพร่องนี้อาจจะเกิดขึ้นบนหน้าตาของคุณแม้จะเป็นสิ่งที่คนรอบข้างไม่ได้สังเกตเห็น แต่สำหรับคุณแล้วมันคือเรื่องใหญ่ และน่าอับอาย สร้างความไม่มั่นใจให้กับคุณ เช่น ไม่ชอบตาชั้นเดียวของตนเอง ไม่ชอบคิ้วที่แหว่งเล็กน้อย ไม่ชอบริมฝีปากที่รู้สึกว่าใหญ่หรือบางเกินไป ฯลฯ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้อาจทำให้คุณต้องส่องกระจกซ้ำไปมาวันละหลาย ๆ รอบ หรือกลับกันอาจทำให้คุณไม่กล้าส่องกระจกเพราะไม่ชอบหน้าตาของตนเองจนกระทบต่อการใช้ชีวิต แม้คุณจะพยายามหาหนทางในการกลบข้อบกพร่องของตนเองด้วยการแต่งหน้า แต่ความสบายใจนี้ก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น ไม่นานคุณก็จะรู้สึกกังวลและเริ่มส่องกระจกเช็กหน้าตาของตนเองอีกครั้ง อาการของโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง สำหรับบางคนที่ไม่ได้ชอบหน้าตาของตนเอง และก็หาวิธีแก้ไขโดยการแต่งหน้าหรือเข้าคลินิกเสริมความงาม อาจกำลังสงสัยอยู่ว่าอาการหรือความกังวลใจที่ตนเองเป็นอยู่เข้าข่าย ‘โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเอง’ หรือไม่ มาดูลองเช็กสัญญาณของโรคนี้กัน หากคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ และคิดกังวลเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน คุณอาจเข้าข่ายเป็นโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง ซึ่งโรคนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อจิตใจคุณเท่านั้น แต่อาจสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเรียน…
15/02/2023

นอนน้อยไม่ดี แต่นอนมากไปก็ไม่ดีเหมือนกัน!

ทุกคนทราบดีว่าการนอนหลับเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้ทั้งวันคุณเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหนวิธีการพักผ่อนที่ดีที่สุดนั่นก็คือการนอนหลับยามค่ำคืน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะซ่อมแซมอวัยวะต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ดังนั้น เราจึงควรนอนหลับให้เพียงพอในแต่ละคืนเพื่อให้วันรุ่งขึ้นตื่นมาอย่างสดชื่นและมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่สำหรับใครที่ไม่มีปัญหาเรื่องนอนน้อย เพราะตนเองมีเวลาในการนอนหลายชั่วโมงต่อคืนก็อย่าชะล่าใจไปว่าเป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะอะไรที่น้อยหรือมากเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีอย่างแน่นอน อีกทั้งอาการง่วงนอนตลอดเวลาอาจจะเป็นสัญญาณเตือนโรคบางประเภทได้! แบบไหนถึงเรียกว่านอนมากเกินไป ความต้องการในการนอนหลับของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำว่าสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง และพักผ่อนเพียงพอควรจะนอนหลับโดยเฉลี่ย 7-9 ชั่วโมงต่อคืน แต่หากว่าคุณต้องการนอนมากกว่า 8 หรือ 9 ชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำทุกคืนเพราะรู้สึกว่าหากนอนน้อยกว่านี้จะไม่สดชื่น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนปัญหาด้านสุขภาพของคุณได้ ทำไมคุณถึงรู้สึกง่วงและนอนเยอะผิดปกติ อาการนอนเยอะมาจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าคุณยังคงรู้สึกเหนื่อยและต้องการการพักผ่อนอยู่ ซึ่งอาการเหนื่อยต่าง ๆ มาจากหลายสภาวะด้วยกัน เช่น เหตุผลที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกหลายสาเหตุที่อาจทำให้คุณรู้สึกต้องการนอนหลับมากกว่า 8 ชั่วโมง ให้คุณลองหมั่นสังเกตตนเองดูว่ารู้สึกเหนื่อย หรือเพลียอย่างไรบ้างเมื่อต้องตื่นในตอนเช้า นอกจากนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าคุณอาจกำลังมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า ได้ด้วย เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคเหล่านี้มักเกิดอาการเพลียและอยากนอนอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ผลข้างเคียงของการนอนมากเกินไป นอกจากการนอนมากเกินไปจะเป็นสัญญาณของโรคบางชนิดแล้ว ยังส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายของคุณ เช่น เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ สำหรับบางคนที่มีความต้องการช่วงเวลานอนที่มากกว่าปกติ แต่จะเป็นเฉพาะในช่วงที่คุณเหนื่อยจากการทำงาน หรือป่วยต้องการพักผ่อนก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณมีอาการง่วงนอนและนอนไม่เต็มอิ่มติดต่อกันนาน ๆ หรือนอนหลายชั่วโมงในวันหยุดติดต่อกันหลายวันแนะนำให้คุณไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป เพราะบางทีคุณอาจจะเป็นโรคบางชนิดที่ส่งผลให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย…
20/01/2023

เที่ยวพิพิธภัณฑ์ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต?

พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นสถานที่ที่น่าเบื่อเสมอไปและการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด เพราะข้อมูลบางส่วนพบว่าการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์อาจส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต มาดูกันว่าการไปเดินชมของโบราณ งานศิลปะ หรือการอ่านเรื่องราวบนป้ายข้างตู้จัดแสดงจะดีกับคุณอย่างไรบ้าง ประโยชน์จากการไปพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่คุณจะได้เมื่อไปพิพิธภัณฑ์คือความรู้และประสบการณ์ใหม่ที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน หรือถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือหรือมักจะจินตนาการภาพตามไม่ออก การไปพิพิธภัณฑ์นี่แหละ เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมือนการพาคุณเดินทางไปบนหน้าหนังสือ โดยที่คุณสามารถเห็นภาพตามได้อย่างชัดเจน เป็นการบันทึกข้อมูลลงสู่สมองของคุณทั้งในรูปแบบตัวอักษร ภาพ และสัมผัส ซึ่งการซึมซับสิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อชีวิตและสุขภาพของคุณโดยไม่รู้ตัว เช่น แรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ สมองและความจำเป็นระบบที่แสนพิเศษและน่าฉงนที่เปรียบเหมือนกับหอสมุดยักษ์ ทุกสิ่งที่คุณจดจำได้ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวจะถูกจัดเรียงอยู่บนชั้นหนังสือ ทุกครั้งที่คุณต้องการไอเดียหรือต้องแก้โจทย์บางอย่างข้อมูลเหล่านี้จะถูกปัดฝุ่นและหยิบออกมาจากชั้นวางโดยอัตโนมัติ ผสมผสานระหว่างชุดความรู้และประสบการณ์เฉพาะตัวจนเกิดข้อมูลใหม่ที่เรียกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ช่วยต่อยอดงานหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้ได้ในหลายมิติและหลายรูปแบบ จึงไม่แปลกที่หลังจากกลับพิพิธภัณฑ์คุณจะเกิดปิ๊งไอเดียอะไรบางอย่างขึ้น หรือจินตนาการเรื่องราวและภาพที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์นั้นในแบบของคุณเอง สุขภาพจิตที่ดียิ่งขึ้น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ส่งผลดีต่ออารมณ์และสุขภาพจิตในแบบที่คุณคาดไม่ถึง มีการศึกษาที่พบว่าการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เพียงครึ่งชั่วโมงช่วยลดระดับ “คอร์ติซอล” (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดที่ส่งผลต่อสมองและความดันโลหิตได้ ซึ่งการปลดปล่อยสมองและดวงตาให้เพลิดเพลินไปกับสิ่งใหม่ในพิพิธภัณฑ์อย่างสม่ำเสมออาจส่งผลดีต่ออารมณ์ในด้านต่อไปนี้ได้ หากคุณกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าในชีวิต ความรู้สึกหมดไฟ ความเครียดจากการทำงาน หรือกำลังรับมือกับภาวะทางอารมณ์ลองหาเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่คุณสนใจอาจช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ คุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้น ใครจะไปคิดว่าการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ เริ่มจากการมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นก็ย่อมหมายถึงคุณภาพชีวิตในด้านของสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ส่วนสังคมที่ดีก็มาจากการที่ผู้คนได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ หากคุณไปพบเห็นภาพที่แสดงถึงการกดขี่ผู้หญิง คุณอาจตระหนักรู้เรื่องสิทธิสตรีมากขึ้น หรือหากคุณได้ไปอ่านเรื่องราวของชนวนที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็คงไม่แปลกที่คุณจะให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น การเรียนรู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และงานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้คนได้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่สังคมและคุณภาพชีวิตของคนในสังคมที่ดีขึ้น นอกจากประโยชน์เหล่านี้แล้ว ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่บอกว่าการไปพิพิธภัณฑ์ให้อะไรได้มากกว่าที่คุณคิด เช่น ลดอัตราการถูกวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมและบรรเทาอาการด้านความจำของผู้ป่วยสมองเสื่อม อย่างไรก็ตาม…
The-Good-Nurse
31/10/2022

เรื่องจริงของ ‘The Good Nurse’ บุรุษพยาบาลแสนดี ที่แอบฆาตกรรมผู้ป่วยกว่า 29 ราย

จะเป็นเช่นไรเมื่อบุรุษพยาบาลคนหนึ่งสวมบทเป็น 'เทวดาแห่งความตาย' ตัดสินใจแอบปลิดชีวิตของผู้ป่วยไปนับสิบ เพื่อที่ว่าผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน แม้ผู้ป่วยและญาติจะไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม กลายเป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดของวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้ก่อเหตุคือบุคลากรทางการแพทย์ จนทาง Netflix ได้หยิบเรื่องราวนี้มานำเสนอในหนังเรื่อง 'The Good Nurse' เขาคนนี้เป็นใครกัน ทำไมถึงตัดสินใจทำเช่นนั้น ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันได้เลย ประวัติโดยย่อของฆาตกร ฆาตกรคนนี้ชื่อว่า ชาร์ลส์ คันเลน (Charles Cullen) เป็นลูกคนที่ 8 ของครอบครัว เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1960 เมืองเวสต์ออเรนจ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐ ฯ ครอบครัวเขามีสถานะทางการเงินที่ขัดสน เมื่อเกิดได้ 7 เดือน คุณพ่อก็เสียชีวิตลง ชีวิตตอนเด็กคันเลนนั้นค่อนข้างมีปัญหา เพราะพี่ ๆ นั้นนิสัยไม่ดีชอบทำร้ายเขา รวมถึงถูกเพื่อนบูลลี่ ในที่สุดด้วยวัย 9 ปี เขาดื่มสารเคมีหลายชนิดในห้องทดลองของโรงเรียนเพื่อฆ่าตัวตายแต่ก็ถูกช่วยไว้ ผ่านไปอีก 7 ปี คุณแม่ก็จากไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาลาออกก่อนจะจบ ม.ปลายอีกแค่ปีเดียว ไปเป็นช่างเทคนิคขีปนาวุธในกองทัพเรือ เขาทำงานได้ดีเลื่อนยศเป็นผู้ช่วยผู้บังคับการแต่ด้วยบุคคลิกภาพที่ผิดแปลกจากคนทั่วไป…
10/10/2022

แปลกใจดีมั้ย? นักวิจัยพบว่าการเล่นโซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

ผลวิจัยใหม่ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารรายงานความผิดปกติทางอารมณ์ (Journal of Affective Disorders Reports) เปิดเผยว่าคนหนุ่มสาวที่ใช้โซเชียลมีเดียเกินห้าชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มอย่างมากที่จะพัฒนาภาวะซึมเศร้าขึ้นมา ถึงแม้ว่าการใช้งานโซเชียลมีเดียแบบนี้แทบจะเป็นเรื่องปกติในสมัยนี้ก็ตาม
24/06/2022

UrboyTJ ประกาศพักงานเพลง ขอรักษาตัว หลังต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้า

UrboyTJ หรือ เต๋า-จิรายุทธ ผโลประการ นักร้องเจ้าของเพลงฮิต “วายร้าย” โพสต์ข้อความลงอินสตาแกรมส่วนตัว โดยมีเนื้อหาว่า ขอหยุดพักจากการเป็นนักร้อง เพื่อรักษาตัวหลังต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ “สวัสดีครับ ผมชื่อ เต๋า ทีเจ จิรายุทธ ผโลประการ ผมมีเรื่องจะมาบอกครับ เพราะผมคิดว่ามันถึงวิกฤตแล้ว ผมเป็นซึมเศร้า, ไบโพลาร์ ผมรู้สึกหมดไฟในการใช้ชีวิตมาหลายเดือนมากแล้ว แต่ไม่มีใครฟังผมเลย ในสิ่งที่ผมพูด ในสิ่งที่ผมแสดงออกไป เมื่อคืนผมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ทำไม่สำเร็จ และผมคิดว่าผมคงไม่สามารถทำงาน เอนเตอร์เทนเมนต์ คนดูได้ ถ้าชีวิตผมยังมืดดำอยู่แบบนี้ “ผมจึงขออนุญาตเข้ารับการรักษาตัวโดย 1.โรงพยาบาลตรวจร่างกายทั้งหมด 2. พบ psychotherapist และทำการเปลี่ยนยาเคมีในสมอง และหาทางแก้ปัญหา ผมไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน ผมอาจจะหายหรือไม่หายก็ได้ แต่ตอนนี้ผมขอหายไปก่อนเพื่อรักษาตัวครับ ขอโทษทุกคนครับ ถ้าผมยังรักตัวเองไม่ได้ ผมก็รักคนอื่นไม่ได้หรอกครับ”  TJ โพสต์ข้อความ สำหรับ TJ ถือเป็นนักร้อง ที่มีผลงานฮิตหลายต่อหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็น "เค้าก่อน", "วายร้าย", "คิดดัง", "รังเกียจกันไหม", และ "ช่วยไม่ได้”…
ภาวะโลกร้อน
18/11/2021

วิจัยพบ ยิ่งโลกร้อน อากาศยิ่งชื้น อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งมากขึ้น (ประเทศไทยติดอันดับด้วย)

ภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพทางกายและการเจ็บป่วยของผู้คนทั่วโลกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอีกด้วย การศึกษาวิจัยล่าสุดที่ทำการศึกษาข้อมูลจาก 60 ประเทศตลอดกว่า 37 ปี พบรายงานความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความชื้นในอากาศ ที่เป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนนั้นทำให้สุขภาพจิตของประชากรมีแนวโน้มแย่ลง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงและความถี่ในการฆ่าตัวตายของกลุ่มคนหนุ่มสาว โดยในการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่า ประเทศไทยติดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่พบความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความชื้นในอากาศกับการฆ่าตัวตายด้วย
'โรคซึมเศร้าในวงการ K-pop' ไวรัสอันตรายที่ซ่อนอยู่ในใจศิลปินมายาวนาน
25/11/2019

‘โรคซึมเศร้าในวงการ K-pop’ ไวรัสอันตรายที่ซ่อนอยู่ในใจศิลปินมายาวนาน

"เป็นไอดอลเกาหลีต้องเจอกับอะไรบ้าง? มาถอดบทเรียนและตีแผ่ความทุกข์ที่คนมอบความสุขต้องเผชิญ กับวงการที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้าของจริง!" คงไม่มีใครคาดคิดว่าวงการเพลง K-pop ที่แสนจะคึกคักสนุกสนานและเป็นสีสันให้กับวงการบันเทิงโลกมาเป็นระยะเวลายาวนาน แถมยังมีทีท่าว่าจะมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปีจนทำให้เราได้เห็นเหล่าบรรดาศิลปินไอดอลหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายทุกวัน แต่ในขณะเดียวกันก็แทบไม่น่าเชื่อว่าในทุก ๆ ปีนั้น เราจะต้องเจอกับเหตุการณ์อันน่าเศร้าของเหล่าศิลปินมากความสามารถ ที่ค่อย ๆ ปลิดปลิวดั่งใบไม้ที่ร่วงโรยก่อนเวลา และจากเราไปด้วย 'ภาวะความเครียดและโรคซึมเศร้า' ทีละคนอย่างน่าใจหายเช่นนี้ เช่นเดียวกันเหตุการณ์กับเมื่อต้นปี 2558 เด็กสาวผู้เป็นศิลปินฝึกหัดจากค่ายดัง DSP Entertainment อย่าง 'โซจิน' ต้องจบชีวิตตัวเองลงในวัยเพียง 23 ปี ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตายจากชั้น 10 ของอพาร์ตเมนต์ที่เธอพักอาศัย ซึ่งการเสียชีวิตของโซจินนั้นถือว่าเป็นข่าวช็อกแฟน ๆ K-pop อยุู่ไม่น้อย เพราะเธอเองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ Kara Project รายการที่กำลังเฟ้นหาสมาชิกคนต่อไปของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง 'KARA' โดยภายหลังผลการชันสูตรนั้นออกมาว่า "โซจินป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้" เหตุการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามมากมายในใจของคนทั่วไป ว่าเพราะอะไรเด็กสาวที่กำลังจะมีอนาคตที่ดี และกำลังจะไปได้ไกลในวงการนี้จึงเลือกจบชีวิตตัวเองลงแบบกะทันหัน แต่ ณ ขณะนั้นทุกอย่างมันก็เป็นเพียงการเริ่มต้นตั้งคำถามเพียงเท่านั้น เพราะก่อนที่สังคมจะหาคำตอบเจอ... 18…
โรคซึมเศร้า
17/10/2019

บอกเล่าประสบการณ์! คนที่ฆ่าตัวตายพวกเขาไม่ได้อยากตาย พวกเขาแค่อยากหลบหนีจากความเจ็บปวด

ช่วงนี้ข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้า กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับคนที่เข้าใจ หรือเคยมีอาการดังกล่าว วันนี้เราอยากจะยกส่วนหนึ่งของบทความใน Thought Catalog ที่เขียนโดย Bria Barrows หนึ่งในผู้ที่เคยผ่านภาวะซึมเศร้าและเอาชนะมันได้มาบอกเล่าให้ชาวแบไต๋ฟัง คุณรู้หรือไม่ว่า 1 ใน 5 ของคนส่วนมากเคยมีปัญหาสุขภาพจิต และนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อการดำเนินชีวิตของเราก้าวผ่านเข้ามายังจุด ๆ หนึ่งความคิดฆ่าตัวตายจะโผล่เข้ามาในหัวของพวกเขา สำหรับคนที่ไม่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายเลย คงจะไม่เข้าใจ บางทีก็หัวเราะกับความคิดบ้า ๆ เช่นนี้ คุณอาจจะบอกพวกเขาว่า เห้ย! พรุ่งนี้ยังมีหวัง นึกถึงแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้สิ อาหารเช้ามื้ออร่อยในวันถัดไป หรือแม้แต่ความสนุกที่รอคอยอยู่ในวันข้างหน้า แต่สำหรับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายสิ่งเหล่านั้นไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย พวกเขาจะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดภายในจิตใจที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ หากจะอธิบายให้ชัดเจนอีกสักหน่อยก็คือ ความเครียดความกดดันต่างๆ สามารถฆ่าคุณได้ ในแต่ละวันคุณต้องใช้สมองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสังคม การกินอาหาร การเรียนรู้ การทำงาน คุณต้องใช้สมองของคุณในการประมวลความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อแสงแดดยามเช้าสัมผัสร่างกาย หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการจูบเช่นเดียวกัน แต่คนที่เค้ามีความเครียด หรือมีสภาวะซึมเศร้าเค้าจะไม่รู้สึกถึงสัมผัสเหล่านั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะที่มีความโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับงานปาร์ตี้ งานง่าย…
Natnaree TK | 2278 days ago
Read More
08/05/2019

รู้หรือไม่! ทำไมคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักชอบฟังเพลงเศร้า  

ในทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่าดนตรีนั้นส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราอย่างแน่นอน อย่างเช่นในเวลาที่เรากำลังขับรถฟังเพลงในวิทยุไปเพลินๆ ในยามเช้ากับเพลงเบาๆสบายๆอารมณ์ก็พลอยแจ่มใสไปด้วย แต่ทันใดนั้นพี่ดีเจก็ตัดอารมณ์ด้วยการปล่อยเพลงเศร้าออกมาเป็นเพลงต่อไป ทันใดใจก็หวนไปคิดถึงเรื่องเก่าๆ และก็พาลเศร้าขึ้นมาซะอย่างนั้น สำหรับคนทั่วไปเรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่นานอารมณ์ทั้งหลายก็จะแปรเปลี่ยนไป เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าหากเราคือคนที่กำลังเป็นโรคซึมเศร้า (Depression) อยู่ล่ะ การจัดการกับอารมณ์ที่ผุดขึ้นมานั้นคงไม่ง่ายแน่นอน จากงานวิจัยที่เคยตีพิมพ์เอาไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่มีการเผยว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะเลือกหาสิ่งที่เศร้ามาเร้าอารมณ์มากกว่าจะหาอะไรที่สุขสนุกสนาน ในตอนนั้นเราเข้าใจกันไปว่าพวกเขาคงอยากจะหาอะไรที่มาดำรงรักษาเอาไว้ซึ่งอารมณ์เศร้าเหล่านั้น ทำไม ? เพื่ออะไร ? เราได้แต่สงสัย และในวันนี้เราก็ได้รับคำตอบใหม่ ที่อาจทำให้เราเข้าใจคนที่เป็นโรคซึมเศร้าดีขึ้นกว่าเดิม จากงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Emotion ได้พาเราไปไกลกว่าข้อสรุปเดิมที่ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามักเลือกฟังเพลงเศร้าเพราะว่าอยากรักษาอารมณ์เศร้านั้นไว้ ด้วยการชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วคนที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้อยากเก็บอารมณ์เศร้านั้นไว้  หากแต่รู้สึกว่าเพลงเศร้าเหล่านั้นทำให้พวกเขาสงบลงและรู้สึกดีขึ้นต่างหาก !!! ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา นำทีมโดย Sunkyung Yoon ได้ทำการวิจัยกับนักศึกษาปริญญาตรีเพศหญิงจำนวน 76 คน ในจำนวนนี้มีคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวน 38 คน และ ไม่ได้เป็นโรคจำนวน 38 คนเท่ากัน โดยแบ่งการวิจัยออกเป็นสองขั้นตอน ในขั้นตอนแรกได้ดำเนินตามกรอบของข้อสมมติฐานจากงานวิจัยเดิมที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ที่ว่าคนเป็นโรคซึมเศร้ามักชอบฟังเพลงเศร้า ด้วยการให้ผู้ถูกทดสอบฟังคลิปเสียงความยาว 30 วินาทีโดยตัดจากเพลงเศร้า (ซึ่งมีเพลง “Rakavot” ของ Avi Balili…
12/10/2018

ยาต้านซึมเศร้าสามารถหยุดได้ด้วยตนเองจริงหรือ?

ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดหลังจากที่ซีรีย์ ’This is us’ ปล่อย SS2 ออกมา และมีช่วงหนึ่งที่ตัวเอกในเรื่องนำยาแก้โรคซึมเศร้าไปทิ้งเพราะการเลิกยาโดยฉับพลันเช่นนี้มีผลอันตรายร้ายแรง จนถึงตายได้ ยาซึมเศร้านั้นมีหน้าที่ในการเข้าไปปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการวิตกกังวล และ ความเครียดของผู้ป่วยลดลง และมันอันตรายมากหากคุณหยุดยาเอง เป้าหมายของการรับประทานยาคือควรรับประทานต่อเนื่อง 4-6 เดือน และค่อยๆ ลดปริมานยาลงเมื่อเวลาผ่านไป จึงจะเป็นการหยุดยาที่ดี มากกว่าครึ่งของคนที่เคยหยุดยาซึมเศร้าต้องเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ และพวกเขาส่วนมากบอกว่าอาการมัน ’รุนแรง’ “บางคนเมื่อหยุดยาต้านซึมเศร้า หรือยาลดความวิตกกังวลแล้ว พวกเขามักจะมีอาการทางร่างกาย และ จิตใจร่วมกันโดยยังไม่รวมถึงอาการ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย อึดอัด กระวนกระวายใจ กังวลมากขึ้น เหน็บชา เป็นต้น” Dr. Ravi N. Shah ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวชและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของสถาบันฝึกอบรมจิตเวชศาสตร์จิตเวชที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์กกล่าว และ ในบางรายอาจเกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตาย การเลิกยาซึมเศร้าที่เหมาะสม อย่างแรกสุดเลยคือคุณควรเข้าปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์จะช่วยคุณวางแผนการในการรักษาเพื่อที่จะหยุดยาได้อย่างปลอดภัย การหยุดยาแบบนี้อาจจะยากแต่มันเป็นการหยุดยาที่ได้ผลในระยะยาว โดยปกติเมื่อคุณจะหยุดยา แพทย์จะค่อยๆ ลดปริมาณยาให้คุณ เพื่อให้สมองคุณค่อยๆ ปรับสมดุลกับสารเคมีในสมองของคุณเอง และ เพื่อให้คุณค่อยๆ รับมือกับอาการข้างเคียงทีละน้อยๆ  การลดยาแบบทีละก้าว…
Natnaree TK | 2648 days ago
Read More
30/10/2016

เข้าใจอายุรกรรมทางจิตเวชด้วยมังงะ: การ์ตูนเรียนรู้โรคซึมเศร้า แบบเบาสมอง

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา ผมสะดุดตาเข้ากับการ์ตูนเรื่องหนึ่งในบู้ทของสำนักพิมพ์ Dexpress เข้าครับ เพราะในช่วงเวลาที่สังคมหดหู่ด้วยสถานการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น และเราก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคนี้เกิดขึ้นมากมายในหน้าข่าวต่างๆ โรคซึมเศร้า ที่แปะอยู่บนหน้าปกการ์ตูนเล่มนี้ เลยดูน่าสนใจขึ้นมากทีเดียวครับ เข้าใจอายุรกรรมทางจิตเวชด้วยมังงะ (MANGA DE WAKARU SHINRYOUNAIKA) เป็นการ์ตูนแนวให้ความรู้เฉพาะเรื่อง โดยค่าย Beyond Manga นำมาแปลเป็นฉบับภาษาไทย คล้ายๆพวกการ์ตูนสอนวิทยาศาสตร์ที่สมัยก่อนฮิตๆกัน แต่งโดย ยูกิ ยู ที่มีเครดิตเป็นจิตแพทย์ และนักวิจัยด้านจิตวิทยาด้วย ตรงนี้รับรองเรื่องข้อมูลว่าไม่ได้มั่วๆจับมาจากหนังสือตำราเอาเท่านั้นแน่ๆ ซึ่งคุณหมอยูนี่ก็มีแรงบันดาลใจในการจะสอนคนอย่างเข้าถึงง่ายและเล็งไปที่รูปแบบมังงะมาแต่ไหนแต่ไร พอได้ โซ มาวาดเป็นมังงะก็เลยกำเนิดมาเป็นหนังสือเกี่ยวกับโรคทางจิตที่อ่านง่ายและเพลินมาก แถมมียอดขายรวมที่ญี่ปุ่นเกิน 3 ล้านฉบับ ยิ่งเล่มแรกก็มีการตีพิมพ์ซํ้ามากกว่า 35 ครั้งเป็นการรันตีเล่มนี้ด้วยครับ โดยจะเล่าเรื่องผ่าน หมอหนุ่ม กับผู้ช่วยแสนสวย(??) ที่จะมาตบมุก เอ๊ย มาอธิบายถึงแง่มุมต่างๆของอายุรกรรมทางจิตเวช ตรงนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะน่าเบื่อหรือศัพท์แสงวิชาการเยอะไป เพราะมีการแบ่งตอนแต่ละเรื่องไว้พอดีๆ ไม่แน่นเกินไป ทั้งยังมีพื้นที่เหลือให้ใส่มุกห้าบาทสิบบาทเต็มไปหมดครับ (ฮา) โดยเฉพาะคุณผู้ช่วยสาวนี่ เล่นมุกหื่นๆได้น่าตาเฉยมากๆ ตรงนี้คงต้องบอกก่อนว่าไม่ได้มีมุกหยาบระคายเยาวชนใดๆครับ แถมยิงมุกกันแทบทุกบรรทัดเลยทีเดียว แต่ออกจะเป็นเซ้นส์ความตลกแบบผู้ชายๆหน่อย รวมถึงเนื้อหาบางตอนก็ดูจะเอาใจฝั่งผู้ชายมากกว่าด้วย อย่างตอน โลลิคอนเป็นโรคที่มาจากไหน (????) อาจด้วยว่าคนแต่งเป็นผู้ชายด้วยล่ะนะ ตรงนี้ใครไม่แน่ใจว่าตัวเองจัดเป็นโลลิคอนหรือเปล่าก็มีเกณฑ์สำรวจตัวเองให้ด้วยนะ (ฮา) ตอนที่น่าสนใจและเหมาะกับทุกเพศทุกวัย…

PR Partners

See All
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)