ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| Antarctica
24/05/2020
Vinijphat Kanyapong | 2067 days ago
Read More

แอนตาร์กติกา “ขั้วโลกใต้” กำลังกลายเป็นสีเขียวเพราะสาหร่าย เมื่อโลกร้อนและน้ำแข็งละลายไปเกือบหมดแล้ว

มีรายงานล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า คาบสมุทรแอนตาร์กติกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 ที่ผ่านมา ปรากฎผลร้ายให้เห็นเด่นชัดบริเวณขั้วโลกใต้ นั่นคือ การเพิ่มจำนวนขึ้นของสาหร่ายขนาดเล็กที่กำลังเติบโต ขยายพื้นที่บนพื้นผิวของหิมะที่ละลายหายไป ทำให้พื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะสีขาวกลายเป็นสีเขียว และจะกลายเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์บางสายพันธุ์ต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบในทางที่ไม่ดีเท่าไรนักกับระบบนิเวศของบริเวณนั้น ทีมนักวิจัยของประเทศอังกฤษที่อยู่เบื้องหลังผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้เปิดเผยผ่านวารสาร Nature Communication เล่าว่า อุณหภูมิที่สูงกว่า 0 องศาเซลเซียสซึ่งร้อนมากพอจะทำให้น้ำแข็งละลายนั้น ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสาหร่าย ในบางพื้นที่สาหร่ายพวกนี้มีความหนาแน่นมากจนทำให้หิมะกลายเป็นสีเขียวสว่างและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากการสำรวจโดยภาพถ่ายจากอวกาศราว ๆ 1,700 จุดบริเวณแอนตาร์กติก จากการสำรวจในปัจจุบันพื้นที่ของสาหร่ายสีเขียวที่สำรวจพบ กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 1.9 ตารางกิโลเมตร โดยนักวิทยาศาสตร์ค้นพบสาหร่ายสีเขียวครั้งแรกในพื้นที่แถบนี้ตั้งแต่ยุค 1950s-1960s ตอนที่ปริมาณยังไม่เยอะมาก สาหร่ายถูกสำรวจพบเป็นพื้นที่เล็ก ๆ และพบในเกาะที่เป็นพื้นที่ราบรอบ ๆ คาบสมุทรแอนตาร์กติก โดยเกือบสองในสามของสาหร่ายเป็นสีเขียว พบได้ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนค่อนข้างหนักหน่วง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้สังเกตการปรากฎขึ้นของตระไคร่น้ำและมอสบ้าง แต่พวกนี้จะมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่ามากเมื่อเทียบกับสาหร่ายสีเขียว ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะวัดสาหร่ายสีแดงและสีส้ม รวมถึงคาดการณ์ผลกระทบของสาหร่ายจำพวกสีสันอกเหนือจากสีเขียวที่เกิดขึ้นว่า จะสามารถสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ ในรายงานข่าวยังบอกอีกว่า Matt Davey นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Cambridge ได้ใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี ในการรวบรวมข้อมูล ลงพื้นที่สำรวจและวัดพื้นที่ของสาหร่ายหิมะสีเขียว โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและการสังเกตการณ์จากภาคพื้นดิน เขาพบว่า อีกไม่นานทวีปแอนตาร์กติกาจะปลกคลุมด้วยสีเขียวมากขึ้นไปอีก…
Arctic Ozone Closed
Arctic Ozone Closed
30/04/2020

ข่าวดีใหม่ล่าสุด! รูโหว่โอโซนที่ขั้วโลกเหนือปิดสนิทแล้วในรอบ 10 ปี

Beartai ได้เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความน่ายินดีในการฟื้นตัวของธรรมชาติจากกรณีรูโหว่ของโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ลดขนาดลงอย่างมากในรอบ 30 ปีที่เกิดในช่วงไม่กี่เดือนของปี 2020 นี้ ตามความเห็นของฝ่ายที่เชื่อว่า เกิดจากความร่วมมือปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันมาอย่างยาวนานของมนุษย์ (แม้ว่าจะมีมนุษย์กลุ่มที่ร่วมมือทำลายโลกอยู่ด้วยเช่นกัน) หรือจะเป็นเพราะช่วงนี้โลก "ชัตดาวน์" กิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เพราะสถานการณ์ Covid-19 ก็ตาม ล่าสุดมีรายงานเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2020 ที่ผ่านมาว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากองค์กร Copernicus’ Atmospheric Monitoring Service (CAMS) ซึ่งทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบช่องโหว่ในชั้นโอโซนของของโลกได้พบว่ารูโหว่โอโซนบริเวณขั้วโลกเหนือได้ปิดลงโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานข่าวว่า รูโหว่รูนี้ได้เพิ่มขนาดขึ้นอย่างน่ากังวล (รูโหว่นี่ก็ผันผวนเล็กใหญ่พอสมควรเหมือนกัน) ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อระบบภูมิอากาศของโลกอย่างมาก ทั้งในด้านทิศทางลมและการป้องกันรังสีรังสีอัลตราไวโอเล็ต (UV) โดยรูของชั้นโอโซนที่ขั้วโลกเหนือปิดตัวลงอย่างครบทั้งวงเมื่อวันที่ 23 เมษายน   อย่างไรก็ตาม CAMS ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รูโหว่ของโอโซนที่ปิดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการหยุดกิจกรรมของมนุษย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้มลพิษทางอากาศลดลงแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นเพราะกระแสลมวนอาร์กติก (Polar Vortex) ที่แข็งแรงขึ้นจนประสานรูโหว่ให้ปิดสนิทต่างหาก (ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอะไร ก็ถือเป็นเรื่องดี ๆ ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้) CAMS เผยว่า การปิดตัวของรูโหว่ขนาดใหญ่ในชั้นโอโซนครั้งล่าสุดคือเมื่อเกือบ 10 ที่แล้ว…
Ozone Hole Open Arctic
Ozone Hole Open Arctic
11/04/2020

อย่าเพิ่งดีใจไป! เมื่อรูโหว่โอโซนขั้วโลกเหนือเกิดมีขนาดใหญ่ขึ้น หลังจากขั้วโลกใต้ลดลงไปแล้ว

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เปิดเผยออกมาว่า รูโหว่ของโอโซนที่ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากรังสีนอกโลกบริเวณแอนตาร์กติกาแถบดินแดนขั้วโลกใต้มีขนาดเล็กลงในรอบ 30 ปีหลังมนุษย์พยายามร่วมมือสร้างความตกลงร่วมกันปล่อยสาร CFCs หรือก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง และการหยุดกิจการการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกในช่วงนี้ก็อาจจะมีส่วนเสริมด้วยอีกทางหนึ่ง แต่จากรายงานล่าสุดพบว่า รูโหว่ในชั้นโอโซนรูใหม่แถบอาร์กติกทางฝั่งขั้วโลกเหนือกลับเพิ่มขนาดขึ้นอย่างน่ากังวล https://www.youtube.com/watch?v=1G2maRlIEaU รายงานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพอากาศนี้เปิดเผยว่า Polar Vortex หรือกระแสลมวนบริเวณขั้วโลกได้ทำให้ชั้นโอโซนบริเวณอาร์กติกเปิดขึ้น ซึ่งเป็นกรณีที่สร้างความประหลาดใจมากกับนักวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร กระแสลมวนชนิดนี้จะพัดเอาความเย็นเข้ามาหยุดอยู่ที่บริเวณอาร์กติก ทำให้เกิดรูบนชั้นโอโซน ซึ่งการที่กระแสน้ำวนหยุดอยู่ที่อาร์กติกก็เป็นเหตุให้ปีนี้ประเทศสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่สภาพอากาศอุ่นขึ้น โดยปกติแล้วปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีต่าง ๆ อากาศที่หนาวเย็น และแสงอาทิตย์ต่างส่งผลให้ชั้นโอโซนของโลกบางขึ้นได้ อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาทางเคมีแบบนี้ไม่ค่อยพบในขั้วโลกเหนือ ซึ่งแถบแอนตาร์กติกนั้นหนาวกว่าแถบอาร์กติก แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการสำรวจจากดาวเทียมพบว่า ชั้นโอโซนบริเวณอาร์กติกได้หายไปกว่า 30% ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา The Copernicus Atmosphere Monitoring Service เผยว่าการพบแบบนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติ https://twitter.com/Atmospheric_SAF/status/1240250644403032064 https://twitter.com/AntjeInness/status/1244215133812989957 สำหรับการเกิดรูในชั้นโอโซนบริเวณซีกโลกเหนือถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก เพราะสภาพอากาศมีความแตกต่างจากแถบแอนตาร์กติกพอสมควร ในช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นแถบอาร์กติกจะมีอากาศอบอุ่น และร่วมกับอิทธิพลของมหาสมุทรอาร์กติก ทำให้สารเคมีทำลายชั้นโอโซนได้ยากขึ้น การลดลงของชั้นโอโซนจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และปฏิกิริยาทางเคมีในชั้นสตราโทสเฟียร์ด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออุณภูมิต่ำกว่า -80 องศาเซลเซียส โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาอุณหภูมิได้เกิดลดต่ำลงไปถึง -75 องศาเซลเซียส ถึงแม้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแถบอาร์กติกจะน้อยกว่าในแถบแอนตาร์กติกอยู่มาก แต่การเกิดขึ้นของรูบนชั้นโอโซนในบริเวณนี้นับเป็นเรื่องที่แปลก…
ice
01/10/2019

หิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีใน Antarctica แตกตัว!

สำนักข่าว BBC รายงานว่าชิ้นส่วนของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่บริเวณขั้วโลกใต้ (Antarctica) ที่ถูกเรียกว่า The Amery แตกตัวออกมาเป็นภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาที่ถูเรียกว่า D28 และมันก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เจ้าภูเขาน้ำแข็ง D28 นี้มีพื้นที่กว่า 1,636 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่เล็กกว่าเกาะ Skye (Isle of Skye) ในสกอตแลนด์เพียงนิดเดียวเท่านั้น ทำให้ D28 กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ด้วยขนาดที่ใหญ่ของภูเขาน้ำแข็งนี้จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพราะในอนาคตมันอาจส่งผลกระทบต่อการขนส่ง และการเดินเรือได้ Amery เป็นหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่เป็นอันดับสามในทวีปแอนตาร์กติกาและเป็นช่องทางระบายน้ำที่สำคัญทางตะวันออกของทวีป ในช่วงต้นปี 1960 หิ้งน้ำแข็ง Amery เคยแตกตัวเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่กว่า 9,000 ตารางกิโลเมตร ถึงแม้ว่า D28 จะไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดที่เคยแตกตัวออกมาจากหิ้ง แต่ด้วยขนาดของมันต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะละลายหายไปในทะเลจนหมด แล้วหิ้งน้ำแข็งคืออะไร? หิ้งน้ำแข็งคือ ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่แผ่ขยายตัวออกมาจากแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนพื้นทวีปลงมาอยู่ในทะเลอีกที หิ้งน้ำแข็งจะพบได้ตามชายฝั่งทะเลบริเวณขั้วโลกที่มีชั้นน้ำแข็งปกคลุม ประโยชน์สำคัญของหิ้งน้ำแข็งก็คือการเป็นตัวเก็บน้ำจืดบนโลกนี้ รวมถึงป้องกันไม่ให้ธารน้ำแข็งจากพื้นทวีปไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น "กันชน" คอยหยุดไม่ให้ธารน้ำแข็ง (Glacier) ไหลลงสู่ทะเล หากไม่มีหิ้งน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งจะเลื่อนออกจากแผ่นทวีปลงไปและละลายในมหาสมุทรส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น…
Natnaree TK | 2303 days ago
Read More

PR Partners

See All
Read More

มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ

ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True
15/01/2026

ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน

ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…
15/01/2026

ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…
13/01/2026

ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”

Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…