Tags
| science
05/10/2023
วัชรกุล พัฒนาประทีป | 839 days ago
คลายคำถามในใจ พืชรู้จักความเจ็บปวดหรือไม่?
พืชเป็นสิ่งมีชีวิต หรือพวกเขามีการเติบโต ต้องการอาหาร มีการเคลื่อนไหว และมีการสืบพันธ์เช่นเดียวกันกับมนุษย์และสัตว์ แต่มีความแตกต่างในแง่การอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อม รวมถึงวิธีสัมผัสและตอบสนองต่อความเจ็บปวดด้วย30/05/2021
‘มวนเพชฌฆาต’ มือสังหารโหด ตัดหัวมดมาติดตามตัวเพื่อเป็นเกราะกำบัง
มวนเพชฌฆาต (Assassin bug) เป็นกลุ่มแมลงชนิดหนึ่งที่มักเรียกว่า “มวน” หรือ “Bugs” เป็นกลุ่มแมลงที่มีมากเป็นอันดับที่ 6 ของแมลงทั้งหมด มีจำนวนถึง 44 วงศ์ (Family) มีทั้งเป็นแมลงที่อาศัยอยู่บนบกและหลายชนิดอาศัยในน้ำ จัดเป็นแมลงขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีสีดำหรือน้ำตาล แมลงในวงศ์นี้ส่วนใหญ่เป็นตัวห้ำ ดูดกินของเหลวในตัวแมลงอื่นเป็นอาหาร และบางชนิดดูดกินเลือดสัตว์ แต่ก็มีหลายชนิดที่ชอบดูดเลือดสัตว์ใหญ่ที่เป็นสัตว์เลือดอุ่น รวมทั้งคนเราด้วย เมื่อเราถูกมันต่อย จะทำให้เกิดเป็นแผลผื่นแดง และเจ็บปวด ตัวมวนเพชฌฆาตนี้พบได้ในประเทศมาเลเซีย มันมีขนาดตัวที่เล็กมาก เพียงแค่ครึ่งนิ้วเท่านั้น แต่เหตุที่มันได้ฉายาว่า "เพชฌฆาต" ที่ฟังดูน่ากลัวนั้น ก็เพราะลักษณะนิสัยของมันนี่ล่ะ อาหารหลักของมวนเพชฌฆาตก็คือ "มด" วิธีการบริโภคของมันก็ช่างน่าขยะแขยง เมื่อมันจับตัวเหยื่อได้ มันจะใช้ปากแหลมเจาะเข้าไปแล้วฉีดสารเอนไซม์ สารนี้จะมีฤทธิ์รุนแรงไปทำลายอวัยวะภายในให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นเจ้ามวนเพชฌฆาตก็จะดูดกินด้วยความเอร็ดอร่อย แต่หลังจากดูดกินแล้ว ภารกิจของมวนเพชฌฆาตยังไม่จบแค่นั้น เมื่อร่างเหยื่อถูกดูดกินของเหลวภายในจนหมดสิ้นแล้ว ก็เหลือแค่โครงแข็งด้านนอกเท่านั้น มวนเพชฌฆาตจะตัดหัวของมดแล้วนำมาติดไว้บนด้านหลังตัวเองด้วยสารเหนียวพิเศษที่หลั่งออกมาเพื่อการนี้ ด้วยพฤติกรรมที่น่าขนลุกของเจ้ามวนเพชฌฆาตนี้เป็นที่ดังกระฉ่อนในหมู่นักวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยแคนเทอร์บูรี จากนิวซีแลนด์เลยขอทำการทดลองหาคำตอบว่าเจ้ามวนเพชฌฆาตจะเอาหัวของเหยื่อติดตามตัวไปเพื่ออะไรกัน ในการทดลองนี้ เจ้ามวนเพชฌฆาตต้องเจอเรื่องซวยแล้วล่ะ เพราะนักวิทยาศาสตร์จับพวกมันมาใส่ตู้กระจกสังเกตการณ์ที่มีแมงมุมกระโดด (Jumping spiders) ศัตรูคู่อาฆาตที่มองเห็นมวนเพชฌฆาตเป็นอาหารโปรด ในตู้นี้มีมวนเพชฌฆาตหลายตัว บางตัวก็สวมเกราะหัวมด…กองบรรณาธิการ BT | 1696 days ago
Read More28/05/2021
สงสัยมั้ย? ความสูงเท่าไหร่ที่แมวตกลงมาแล้วยังรอดชีวิต
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยลองเล่นกับเหมียวที่บ้าน หรือว่าเคยแกล้งน้องเหมียวนั่นแหละ ไม่ว่าจะปล่อยเหมียวในระยะใกล้พื้นเท่าไหร่ เหมียวก็จะพลิกตัวเอาขามายืนได้ทันทุกครั้งไป หรือบางครั้งเราเห็นเหมียวกระโดดลงจากที่สูง ๆ แล้วก็สามารถแลนดิ้งได้อย่างสวยงามแถมเงียบสนิท จึงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเหมียวน่าจะเป็นสัตว์ชนิดเดียวเลยมั้ง ที่สามารถกระโดดลงจากที่ซู้งสูงได้ หรือพลาดหล่นลงมาบนพื้นได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะความสูงเท่าไหร่ก็ตาม แต่ความสามารถพิเศษของเหมียวนี้ก็สร้างความฉงนสงสัยคาใจเสมอมา ว่าที่จริงแล้วเหมียวสามารถตกจากความสูงที่สุดได้เท่าไหร่กัน ที่จะลงพื้นได้อย่างปลอดภัย คนเราสงสัยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อใดที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยนั่นคือความซวยของเหมียว เป็นข่าวร้ายสำหรับทาสแมว ถ้าจะบอกว่ามีนักวิทยาศาสตร์ทดลองเรื่องนี้แล้วจริง ๆ เมื่อปี 1987 แล้วเผยแพร่ผลการทดลองนี้ลงในวารสารของสมาคมสัตววิทยาอเมริกัน มีแมวซวยถึง 132 ตัว ที่ถูกนำมาใช้ทดลองครั้งนั้น พวกเขาเอาแมวปล่อยลงมาจากตึกสูงที่ 2 ชั้น แล้วก็ 3 ชั้น 4 ชั้น สูงไปเรื่อย ๆ พอแมวลงมาแลนดิ้งบนพื้น นักวิทยาศาสตร์ก็จับพวกมันมาตรวจสภาพร่างกายว่าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนไหม แล้วก็จดบันทึกเป็นสถิติไปในทุกระยะความสูง ผลสรุปคือระยะความสูงที่สุดที่แมวจะสามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัยไม่บาดเจ็บใด ๆ เลยคือที่ระยะ 16.5 เมตรโดยประมาณ หรือเทียบเท่าตึก 5 ชั้นครึ่ง ในการทดลองนี้ยังพบสถิติที่น่าประหลาดใจว่า ช่วงความสูงที่แมวบาดเจ็บจากการตกกระแทกพื้นมากสุดอยู่ที่ระยะต่ำกว่า 7 ชั้นลงมา แต่ที่แปลกคือที่ระยะสูงกว่า 7 ชั้นขึ้นไป แมวจะบาดเจ็บน้อยกว่า นักวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลมาแบบนี้ว่า ขณะที่แมวตกลงมาในช่วงระยะที่ 5.5 - 7 ชั้นนั้น ความเร็วในการตกจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น แมวยังปรับตัวรับแรงกระแทกได้ไม่ทัน แต่ในระดับที่สูงกว่า 7 ชั้นขึ้นไปนั้น แมวจะผ่านระดับความเร็วที่เรียกว่า "ความเร็วปลาย" หรือ "ความเร็วสุดท้าย" (Terminal Velocity) ประมาณ 97 กม./ชม. แต่ถ้าน้ำหนักคนจะมากกว่า 200 กม./ชม. พอความเร็วในการตกเริ่มคงที่แล้ว แมวจะตั้งสติได้แล้วเริ่มพร้อมรับแรงกระแทกด้วยการกางขาออกไป เมื่อสัมผัสพื้นก็จะอยู่ท่าในที่กระจายแรงกระแทกไปได้ทั่วตัวทำให้อัตราการบาดเจ็บน้อยลง แต่ถึงอย่างนั้นในการทดลองนี้ก็มีแมวตายไปถึง 1 ใน 3 ในบันทึกยังระบุอีกว่าไม่มีการรักษาเยียวยาแมวในการทดลองนี้ในสนามทดลอง สถิติสูงสุดที่เคยมีบันทึกไว้ว่าเคยมีแมวตกจากตึกระฟ้าในนิวยอร์กที่ความสูง 32 ชั้นแล้วรอดตาย แต่ก็บาดเจ็บพอสมควร อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสกองบรรณาธิการ BT | 1698 days ago
Read More22/12/2019
เมื่อเด็กไม่ยอมล้างมือ ครูสาวจึงโชว์ความสกปรกของมือผ่านขนมปัง!
จริง ๆ การล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือก่อนหยิบจับอะไรเข้าปากนั้นนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่รู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราจับหรือสัมผัสมาก่อนหน้านี้มีอะไรเจือปนอยู่บ้าง และนั่นอาจทำให้เกิดอันตรายกับตัวเราเองด้วย Jaralee Annice Metcalf ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมจากไอดาโฮได้เข้าสอนนักเรียนในโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หกพร้อมกับเพื่อนร่วมงานชื่อ Dayna Robertson ได้ทดลองให้เด็กจับแผ่นขนมปังโดยไม่ล้างมือเพื่อดูว่ามือของเด็ก ๆ นั้นมีเชื้อโรคมากมายขนาดไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับขนมปัง การทดลอง Jaralee Annice Metcalf ทดลองโดยการเตรียมขนมปังไว้ทั้งหมด 5 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะถูกปฏิบัติดังนี้ แผ่นที่ 1: เป็นแผ่นที่นำไปถูกับ Chromebook เลย แผ่นที่ 2: เป็นแผ่นที่ไม่ถูกสัมผัสจากมือเลย แผ่นที่ 3 เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่สกปรก แผ่นที่ 4: เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่ผ่านการล้างด้วยสบู่มาแล้ว แผ่นที่ 5: เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่ผ่านการใช้เจลล้างมือ หลังจากเก็บใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว Jaralee ใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ในการรอผล เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว เธอจึงพานักเรียนของเธอมาดูผลการทดลอง ดังภาพด้านล่างนี้ ขนมปังแผ่นที่ 1 แผ่นที่นำไปถูก Chromebook มา เชื้อราขึ้นเต็มแผ่น คิดถึงคอมตัวเองที่กำลังใช้อยู่ทุกวันเลยครับ…วัชรกุล พัฒนาประทีป | 2221 days ago
Read More03/12/2019
นักวิทยาศาสตร์เผยวิธีการตรวจสุขภาพแบบใหม่ด้วยเลือดเพียงหลอดเดียว!
วงการแพทย์ยังคงมีการพัฒนาต่ออยู่เรื่อย ๆ โดยวิธีการตรวจแบบใหม่นี้จะนำพลาสมา หรือน้ำเลือดของผู้ป่วยมาทำการตรวจสุขภาพ และทำนายความน่าจะเป็นของโรคที่อาจเกิดกับบุคคลนั้น ๆ ในอนาคตซึ่งวิธีการดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งานวิจัยดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจาก UC San Francisco, มหาวิทยาลัย Cambridge และ SomaLogic บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในโคโลราโด โดยใช้การสแกนพลาสม่าเพื่อหา Aptamers ที่สามารถจับกับโปรตีนเป้าหมายได้อย่างจำเพาะเจาะจง ดังนั้นการสแกนหาโปรตีนที่ต้องการด้วย Aptamers จึงทำให้นักวิจัยสามารถทราบประเภทและความเข้มข้นของโปรตีนที่ต้องการตรวจหาได้ หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้กับ Machine Learning เพื่อใช้ในการตรวจโรคในผู้ป่วย เช่นความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ เป็นต้นถึงแม้ว่านี้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของงานวิจัย แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะสามารถช่วยให้แพทย์ตรวจสอบแนวโน้มการเกิดโรคด้วยการใช้เลือดเพียงแค่หลอดเดียวได้ในอนาคต และพวกเขาเรียกมันว่า 'liquid health check' จริง ๆ มีวิธีการตรวจเลือดมากมายที่ใช้การตรวจโปรตีนในพลาสม่า ก่อนหน้านี้กลุ่มนักวิจัยของ IBM ใช้การวิจัยเลือดเพื่อหาสายโปรตีนที่เรียกว่า amyloid-beta ที่มีความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์และใช้เครื่องเรียนรู้เพื่อทำนายโอกาสที่โรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้วการใช้ Aptamers จะสามารถช่วยนักวิจัยในการตรวจทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ในการตรวจเลือดเพียงแค่หลอดเดียวเท่านั้น เพิ่มเติม: Aptamer คือ DNA หรือ RNA ที่มีคุณสมบัติในการจับโมเลกุลของสารต่าง ๆ ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและหลากหลาย…Natnaree TK | 2240 days ago
Read More09/11/2019
ไอเดียรักษ์โลกสุดเจ๋ง! สองหนุ่มเกาหลีใต้ออกแบบแผงโซลาร์เซลล์ขนาดพกพา ใช้งานง่ายดีไซน์เก๋
แผงโซลาร์เซลล์ที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้ ถูกจัดแสดงโชว์ในงาน Dubai Design Week เทศกาล ที่จะจัดแสดงผลงานการออกแบบจากนักออกแบบกว่า 26 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานนิทรรศการที่เรียกว่า Global Grad Show ที่จะจัดแสดงผลงานออกแบบโดยนักเรียน จากโรงเรียนออกแบบชั้นนำของโลก ตั้งแต่การเปิดตัวนิทรรศการนี้ในปี 2015 พื้นที่นี้ก็กลายเป็นเหมือนเวทีขนาดใหญ่ที่สุดในการแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษา และในปีนี้ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานของนักเรียน นักศึกษาจาก 50 สถาบันชั้นนำทั่วโลกกว่า 135 โครงการเลยทีเดียว ภายในงานมีผลงานที่น่าสนใจมากมาย แต่ผลงานที่เราจะพาไปดูในวันนี้เป็นแผงโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาที่ออกแบบโดย Kyuho Song และ Boa Oh นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากสถาบันศิลปะและการออกแบบ Samsung ในกรุงโซล ผลงานต้นแบบของพวกเขามีชื่อว่า solar-powered socket มันคือแผงโซลาร์เซลล์ที่ประยุกต์เข้ากับ Socket (ที่ดูดกระจก) ในขณะที่ด้านหนึ่งมีแผงโซลาร์เซลล์ แต่อีกด้านก็มีปลั๊กให้คุณเสียบใช้งานได้ทันที วิธีใช้งานก็ง่ายมาก คุณแค่เอาตัว Socket ไปติดกับกระจกในวันที่แดดจ้า เพียงเท่านี้คุณก็จะมีปลั๊กแบบพกพาแล้ว การชาร์จเจ้า solar-powered socket ใช้เวลาประมาณ 5-8…Natnaree TK | 2264 days ago
Read More05/11/2019
อันตรายครูโยคะ! แพทย์เตือนครูสอนโยคะมีโอกาสมีปัญหาข้อสะโพกมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่าตัว
หนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมทุกยุคทุกสมัยคงหนีไม่พ้น 'โยคะ' เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเกิดความยืดหยุ่นแล้ว การเล่นโยคะยังช่วยฝึกสมาธิ เชื่อมโยงการหายใจกับการเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อความต้องการมากขึ้น ย่อมต้องมีการตอบสนองเมื่อครูโยคะกลายเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ร่างกายของพวกเขาต้องรับภาระหนักขึ้นเช่นเดียวกัน Benoy Matthews นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสะโพกและหัวเข่าในสหรัฐเผยว่า ในปัจจุบันนี้มีครูสอนโยคะจำนวนมากมีปัญหาข้อสะโพกที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากการใช้งานมากเกินไป ในเดือนเดือนหนึ่งมีครูโยคะ 4-5 คนมารับการรักษาด้วยปัญหาดังกล่าว ส่วนมากเป็นเพราะพวกเขาต้องทำท่าทางซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อวันส่งผลให้ข้อต่อสะโพกรับภาระหนักจนเกิดอาการเจ็บป่วยในที่สุด บางคนที่มาพบอาจแก้ปัญหาได้โดยการปรับพฤติกรรม หรือลดระดับท่าโยคะลง แต่ในกรณีที่ร้ายแรงนั่นอาจทำให้พวกเขาต้องผ่าตัด และเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ทั้งหมด เขากล่าวเสริมอีกว่า ผู้ที่ฝึกโยคะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเกิดปัญหาตามข้อ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเกร็งหรือติดขัดบริเวณขาหนีบให้หยุดเล่น คุณควรรู้ถึงขีดจำกัดของร่า'กายตนเอง ก่อนการบาดเจ็บจะเกิดขึ้น ร่างกายคนเราแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวในท่าทางใดท่าทางหนึ่งคน ๆ หนึ่งอาจทำได้แต่อีกคนกลับทำไม่ได้ ผู้คนส่วนมากมักจะฝืนร่างกายเพื่อทำท่าทางให้ถูกต้อง มากกว่าที่จะสังเกตร่างกายตนเองซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บได้ Matthews ยังแนะนำอีกว่า การป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บดังกล่าวคือการออกกำลังกายอย่างหลากหลายและไม่หักโหม ครูโยคะส่วนมากมักคิดว่า การเล่นโยคะ 6 วัน/สัปดาห์นั้น เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราควรออกกำลังกายแบบอื่นเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายร่วมด้วย อย่างเช่น cardio เป็นต้น เราไม่ปฏิเสธว่าโยคะ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของการออกกำลังกาย แต่การจะออกกำลังกายในแต่ละครั้งเราควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย เพราะฉะนั้นอย่าฝืนร่างกายกันมากเกิดไปนะคะ อ้างอิง BBC News…Natnaree TK | 2268 days ago
Read More05/11/2019
Leonardo DiCaprio ชื่นชม Greta Thunberg พร้อมบอกว่า’เธอคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์!’
เมื่อไม่นานมานี้การเดินขบวนและกล่าวสุนทรพจน์ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักกิจกรรมวัย 16 ปี Greta Thunberg ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น การกระทำที่เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของเธอ ทำให้หลายภาคส่วนหันกลับมามองความสำคัญของธรรมชาติ และร่วมเป็นหนึ่งในการอนุรักษ์ไม่เว้นแม้แต่นักแสดงชื่อดัง Leonardo DiCaprio หลายคนอาจไม่ทราบว่า Leonardo DiCaprio เป็นนักแสดงที่มีความสนใจ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ทำให้หลายคนหันมาตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เขาใช้เวลาหลายปีในการผลักดัน และทำงานเพื่อการอนุรักษ์ภายใต้กองทุน Leonardo DiCaprio Foundation เมื่อไม่นานมานี้ Leonardo DiCaprio ได้โพสต์รูปภาพที่ถ่ายรูปคู่กับ Greta Thunberg บน Instagram พร้อมบรรยายว่า 'ฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตาม ชื่นชมการกระทำของเธอเป็นอย่างมากคนหนึ่ง นี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ไม่กี่ครั้งในประวัติศาตร์มนุษย์ที่เสียงเล็ก ๆ ได้ขยายอิทธิพล และส่งต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และในตอนนี้ @GretaThunberg ได้กลายเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนั้นในยุคของเรา อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าคนรุ่นหลังจะได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่น่าอยู่เช่นเดียวกับเรา ฉันหวังว่าเสียงเล็ก ๆ จากเธอจะสามารถทำให้ผู้นำหลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะเธอ และเยาวชนอีกหลายคนที่หวังจะรักษาโลกของเราให้น่าอยู่ นับเป็นเกียรติมากที่ได้ใช้เวลาพูดคุยกับเธอ เราได้ให้คำมั่นที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความหวังว่าจะได้รับอนาคตที่สดใสสำหรับโลกของเรา' https://www.instagram.com/p/B4VL7ZnFrjf/?utm_source=ig_embed นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของเธอในเดือนสิงหาคม 2018 ตอนนี้มันสร้างความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก เด็กหลายคนกลายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเข้าจัดการกับปัญหาโลกร้อน…Natnaree TK | 2268 days ago
Read More30/10/2019
ตรวจพบเชื้อ HIV ในเด็กกว่า 900 คนหลังแพทย์ในปากีสถานใช้เข็มฉีดยาซ้ำ!
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของเชื้อในเมือง Ratodero ปากีสถานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา กุมารแพทย์ในเมืองมีการใช้เข็มฉีดยาซ้ำจนทำให้ผลตรวจเลือดในเด็กกว่า 900 คน พบเชื้อ HIV ไม่เพียงเท่านั้นยังพบผู้ใหญ่อีก 200 คน มีผลตรวจติดเชื้อด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่าในความเป็นจริงน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่าที่รายงาน เพราะมีประชากรไม่ถึง 1 ใน 4 มารับการตรวจในวันนั้น นายแพทย์ Muzaffar Ghanghro กุมารแพทย์ที่คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดดังกล่าวถูกตั้งข้อหาฐานประมาท และและฆาตกรรมหลังจากผู้ป่วยรายงานว่าแพทย์ดังกล่าวใช้เข็มฉีดยาซ้ำ Imtiaz Jalban หนึ่งในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากับนายแพทย์ Muzaffar Ghanghro บอกกับ The New York Times ว่า ตัวเขาเองมีลูก 6 คน และทั้งหมดมารับการรักษากับ Ghanghro นายแพทย์คนนี้ทำการคุ้ยถังขยะเพื่อหาเข็มอันเก่ามาฉีดยาให้กับลูกชายวัย 6 ขวบของเขา เมื่อนาย Jalban เห็นก็คัดค้านการกระทำดังกล่าวแต่นายแพทย์กลับบอกว่า Jalban ยากจนเกินไปที่จะจ่ายค่าเข็มอันใหม่ หลังจากนั้นลูกชายวัย 6 ขวบของเขาถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV ทั้งนี้ ลูกทั้ง 4 ของเขาติดเชื้อ…Natnaree TK | 2274 days ago
Read More27/10/2019
ตอบคำถาม! อันตรายหรือไม่หากเรายืนอยู่หน้าไมโครเวฟขณะเปิดใช้งาน
ในปัจจุบันนี้ไมโครเวฟกลายเป็นหนึ่งในเครื่องครัวที่ทุกบ้านแทบจะต้องมี ด้วยความสะดวกสบายในการใช้งานทำให้มันเป็นที่นิยมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแต่ในขณะที่คุณกำลังอุ่นมื้ออาหารแสนอร่อยของคุณอยู่นั้น คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเราควรยืนอยู่ห่างจากไมโครเวฟหรือไม่ถึงจะไม่ได้รับอันตรายจากมัน? บางคนแทบไม่คิดมากกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่หลายคนตั้งคำถามและกังวลกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคลื่นไมโครเวฟต่าง ๆ นานา เราอยากจะบอกคุณว่า 'ไม่ต้องกังวล' อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อ้างอิงจากกรมอาหารและยาในอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าพอพูดแบบนี้แล้วคุณจะใช้ไมโครเวฟอย่างประมาทได้ อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อควรระวังเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะใช้ไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นอยู่ด้วย คลื่นไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีหลายรูปแบบเช่น คลื่นวิทยุ คลื่นแสง รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่า คลื่นไมโครเวฟก็เหมือนคลื่นวิทยุ มันเป็น non-ionizing radiation หรือหมายความว่ามันไม่สามารถดึงอิเล็กตรอนออกจากอะตอมได้ดังนั้นมันจึงไม่ส่งผลต่อ DNA ของมนุษย์ (อ้างอิงจาก American Cancer Society) ในขณะที่รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่าสามารถส่งผลต่อ DNA มนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าคลื่นไมโครเวฟไม่ได้อันตรายเหมือนรังสี X แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีความเสี่ยง ไมโครเวฟอุ่นอาหารได้ด้วยการสั่นสะเทือนโมเลกุลของน้ำในอาหารทำให้เกิดพลังงานความร้อน โดยทางทฤษฎีมันสามารถอุ่นเซลล์ของเราได้เหมือนกับที่มันอุ่นอาหารเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันอาจทำให้เกิดแผลไหม้ หรือต้อกระจกได้ในกรณีที่คลื่นไมโครเวฟเกิดการรั่วไหล (ในกรณีที่ยากมาก ๆ) แน่นอนว่าการผลิตค่อนข้างจะรัดกุมทำให้การรั่วไหลแทบไม่เกิดขึ้นเลย แต่ถึงอย่างนั้น FDA ก็ออกมาเตือนว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คุณไม่ควรยืนพิง หรือยืนอยู่หน้าไมโครเวฟเป็นเวลานานขณะที่มันถูกใช้งานอยู่…Natnaree TK | 2277 days ago
Read More27/10/2019
ทำไมการฟังเสียงดังถึงส่งผลเสียต่อการได้ยินของคุณ?
ถึงแม้ว่าความสามารถในการได้ยินเสียงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถดังกล่าวก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุ แต่รู้หรือไม่ ว่าการฟังเสียงดังตั้งแต่ที่คุณอายุยังน้อย จะบั่นทอนประสิทธิภาพการได้ยินเร็วยิ่งขึ้น ผู้คนส่วนมากมักจะใช้เวลาไปกับการฟังเพลงเสียงดังไม่ว่าจะเป็นในคอนเสิร์ต งานเลี้ยง เทศกาลดนตรี หรือแม้แต่หูฟัง หรือลำโพงที่ห้องของคุณ แน่นอนว่าการเปิดเพลงที่คุณชอบดัง ๆ แล้วร้องไปพร้อม ๆ กับมันป็นความสนุกที่หลายคนทำกัน แต่รู้ไหมการฟังเพลงที่ดังเกินไปอาจทำให้คุณหูตึงเร็วกว่าที่ควร ทำไมเสียงดังถึงส่งผลต่อการได้ยิน? อย่างแรกสิ่งที่ควรรู้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ตัวนำการสั่นสะเทือนของเสียงในหูเสียหาย ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเสีย สูญเสียการได้ยินแบบผสม ความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายของหู ซึ่งการฟังเสียงดังเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่ 2 การสูญเสียประสาทสัมผัสทางการได้ยิน จะเกิดขึ้นเมื่อหูชั้นในได้รับความเสียหาย ผลกระทบส่วนมากจะเกิดกับเซลล์ขนเส้นเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ในการรับประสาทสัมผัสในหูชั้นในของคุณ (stereocilia) เมื่อเซลล์เหล่านั้นเกิดความเสียหาย กระแสประสาทที่จะถูกส่งเข้าไปแปรผลในสมองของคุณก็จะเปลี่ยนไป การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังอาจเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว หรือส่งผลถาวรเลยก็ได้คุณอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวเวลาที่ได้ยินเสียงดัง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกอะไรก็ตามแต่ในขณะนั้นหูคุณดับไปแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้มักพบได้บ่อยเวลาไปร่วมคอนเสิร์ต บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงนั้นในระยะไกล ทั้ง ๆ ที่มันดังมาก หรือไม่ได้ยินอะไรเลยไปชั่วขณะ การได้รับผลกระทบเช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นการทำลายเซลล์ภายในหูโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่ฉันไม่ได้เปิดหูฟังเสียงดังขนาดนั้นนะ? หลายคนมีความคิดแบบนี้ ซึ่งคนเหล่านั้นมักไม่รู้ว่าผลกระทบจากหูฟังของพวกเค้าอาจให้ผลเช่นเดียวกับการฟังคอนเสิร์ตได้ ความดังที่เราได้จากหูฟังมากสุดอยู่ที่ 139…Natnaree TK | 2277 days ago
Read More26/10/2019
รู้จักหรือยัง! N.gretae ด้วงสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกตั้งชื่อตามนักรณรงค์ด้านสภาพอากาศตัวน้อย Greta Thunberg!
การรณรงค์เพื่อสภาพแวดล้อมเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้ Greta Thunberg นักกิจกรรมที่เดินหน้าเพื่อสภาพแวดล้อมตัวน้อยกลายเป็นที่รู้จัก และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนทั่วโลก รวมถึง Dr.Michael Darby นักวิทยาศาสตร์ที่นำเอาชื่อของเธอมาตั้งชื่อด้วงสายพันธุ์ใหม่ที่เค้าค้นพบอีกด้วย Nelloptodes gretae เป็นด้วงขนาดเล็กที่มีขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร ไม่มีตา ไม่มีปีก แต่มีเสาอากาศคล้ายผมเปียยาว ๆ สองเส้น N. gretae ถูกพบครั้งแรกใน Kenya ปี 1960 โดย William Block เขาได้ทำการบริจาคด้วงประหลาดนี้ให้แก่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอน ปี 1978 และมันก็ถูกจัดแสดงตั้งแต่นั้นมา หลังจากนั้น Dr.Darby ก็ได้เข้ามาศึกษางานจัดแสดงชุดนี้ และพบว่าด้วงสายพันธุ์นี้ยังไม่มีชื่อสปีชีส์ เขากล่าวว่า เขาต้องการนำชื่อของ Greta Thunberg มาตั้งเป็นชื่อด้วงตัวนี้เพราะอยากให้ใครหลายคนตระหนักถึงการกระทำที่ยิ่งใหญ่ของเธอในการลุกขึ้นมาตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม Dr.Max Barclay ภัณฑารักษ์อาวุโสของพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า ชื่อนี้เป็นที่ที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก เขาเกรงว่าอาจจะมีสปีชีส์อีกมากที่ต้องสูญพันธุ์ไปก่อนที่จะได้รับการค้นพบ และตั้งชื่อมัน การกระทำของ Greta เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ดังนั้นการนำชื่อของเธอมาตั้งชื่อสปีชีส์เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียง Greta Thunberg เท่านั้นที่ถูกนำชื่อไปตั้งตามสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ…Natnaree TK | 2278 days ago
Read More25/10/2019
นักวิจัยจาก Google พัฒนา AI ที่สามารถวิเคราะห์กลิ่นต่าง ๆ จากโครงสร้างโมเลกุล!
เป็นเวลาหลายสิบปีที่นักทำน้ำหอม และนักวิทยาศาสตร์ต้องเจอปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของโมเลกุลและกลิ่น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจดูความยาวของคลื่นแสงเพื่อระบุสีได้ แต่เมื่อมาเป็นเรื่องของกลิ่นนักวิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถตรวจดูเพียงแค่โมเลกุลแล้วระบุกลิ่นออกมาได้ แต่ตอนนี้นักวิจัยจาก Google Brain Team กำลังทำในสิ่งที่แตกต่าง! เมื่อพวกเขาคาดว่า พวกเขาสามารถสร้าง AI ที่แยกแยะกลิ่นได้ งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ใน Arxiv พวกเขาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบว่า ทีมวิจัยจะสร้างข้อมูลเซ็ตโมเลกุลกว่า 5,000 แบบที่ได้จากน้ำหอม และตั้งชื่อโมเลกุลเหล่านั้นตามกลิ่น เช่น buttery, tropical และ weedy เพื่อใช้ในการฝึก AI ทีมใช้ข้อมูลประมาณ 2-3 ชุดในการฝึกให้ AI เชื่อมโยงโมเลกุลกับกลิ่น หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบระบบและ AI ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว AI สามารถจับคู่โมเลกุลกลิ่น กับโครงสร้างได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงมีกลิ่นบางกลิ่นที่ยากต่อการแยก เช่น กลิ่น woody และ earthy หรือบางครั้งก็มีกลิ่นที่มีอะตอมเหมือนกัน มีพันธะเหมือนกัน แต่มีตำแหน่งการจัดเรียงที่เหมือนกระจก สะท้อนกันและกัน ทำให้ได้กลิ่นที่แตกต่าง พวกมันถูกเรียกว่า Chiral เป็นเหมือนคู่กลิ่นที่ยากต่อการแยก และมันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อกลิ่นต่าง ๆ ถูกรวมเข้าด้วยกัน…Natnaree TK | 2279 days ago
Read More25/10/2019
AI สามารถช่วยแพทย์ตรวจหาตำแหน่งที่เลือดออกในสมองได้เร็วขึ้น!
ในปัจจุบันความสามารถของ AI มีส่วนช่วยในการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก และในตอนนี้ระบบ AI ก็พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถช่วยแพทย์ระบุถึงตำแหน่งที่เกิดอาการเลือดออกภายในสมองของผู้ป่วยได้แล้ว สภาวะเลือดออกในสมอง เป็นอาการที่ท้าทายการตรวจวินิจฉัยของแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะหากเราตรวจเจอมันช้าไป หรือแม้แต่พลาดจุดเล็ก ๆ ไปเพียงแค่จุดเดียวนั่นอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยที่กำลังก้าวเข้าสู่ความตายอย่างช้า ๆ แต่ในตอนนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว นักวิจัยจาก UC Berkeley และ UCSF ได้ออกแบบระบบที่สามารถตรวจหาอาการเลือดออกในสมองได้แม่นยำไม่แพ้กับนักรังสีวิทยา จากการทดสอบมันทำงานได้ดีไม่แพ้นักรังสีวิทยา 2 ใน 4 คนเลยทีเดียว กระบวนการทำงานของ AI อาศัยการวิเคราะห์ CT Scans กว่า 4,396 ครั้งเพื่อเรียนรู้ ถึงจะเป็นจำนวนที่น้อย แต่นักวิจัยจาก UCSF กล่าวว่า ความผิดปกติที่มองเห็นอยู่ในระดับ Pixel การเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยมาก แต่ก็เหมือนกับระบบ AI อื่น ๆ มันไม่สามาถทำงานแทนที่แพทย์ได้ 100% เพียงแต่ว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะช่วยประหยัดเวลาในการตรวจหา และวินิจฉัยของแพทย์ในกรณีฉุกเฉินมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบนี้ยังคงถูกพัฒนาต่อไปแต่เชื่อว่าในอนาคตมันจะถูกนำเข้ามาประยุกต์ใช้กับวงการแพทย์ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น อ้างอิง Engadget พิสูจน์อักษร…Natnaree TK | 2279 days ago
Read More23/10/2019
นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์! มีไมโครพลาสติกทุกที่แม้แต่ในอาหารทะเลจานโปรดของคุณ
เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยพลาสติกจำนวนมาก พลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่แม้แต่ตาเปล่าก็มองไม่เห็น หรือในตอนนี้ทุกคนรู้จักมันในชื่อ ไมโครพลาสติก กำลังปะปนอยู่ทั่วไปในอากาศ ในเครื่องใช้ หรือแม้แต่ในของกินของเรา ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร บางชนิดสามารถล้างออกได้ง่ายด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้า หรือที่เช็ดเครื่องสำอางค์ ส่วนพลาสติกขนาดใหญ่จะต้องอาศัยระยะเวลา สายลม คลื่น และแสงแดดในการสลายตัว แต่สุดท้ายไม่ว่าพวกมันจะมาจากไหนไมโครพลาสติกส่วนมากก็จะไหลลงสู่ทะเล และถูกสิ่งมีชีวิตในทะเลกลืนเข้าไปอยู่ดี รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เรานำมาประกอบอาหารในอนาคต หลายคนอาจไม่เชื่อว่าสัตว์ทะเลนั้นเต็มไปด้วยไมโครพลาสติก The Verge จึงทำการพิสูจน์ว่ามีไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเลที่กำลังจะกลายมาเป็นอาหารมื้ออร่อยของเราจริง หรือไม่ พวกเขาทำการทดลองโดยการนำกุ้งสดมุ่งหน้าไปยังห้องแลบของมหาวิทยาลัย Columbia ที่ที่ Debra Magadini จะสามารถช่วยเราในการหาสิ่งปนเปื้อนที่มากับกุ้งด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ Debra Magadini ทำการทดลองโดยการนำกระเพาะกุ้งออกมาใส่หลอดทดลองและผสมสาร หลังจากนั้นจึงนำมาตรวจสอบด้วยการส่องใต้รังสี UV เราพบว่าในกระเพาะของกุ้งทุกตัวที่นำมาทดลองเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของหลอด ถุงพลาสติก หรือแม้แต่ขวดน้ำ นั่นหมายความว่าพลาสติกถูกปะปนอยู่ในสัตว์เหล่านี้จริงๆ https://youtu.be/r49fl59mFtU อ้างอิง The Verge พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสNatnaree TK | 2281 days ago
Read More22/10/2019
รู้หรือไม่! ผู้ชายและผู้หญิงได้รับผลกระทบจากการอยู่ในอวกาศไม่เหมือนกัน
ตลอดระยะเวลาแห่งการสำรวจอวกาศ มีมนุษย์กว่า 564 คน ขึ้นสู่ชั้นวงโคจร และ 65 คนในนั้นเป็นผู้หญิง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นไปบนอวกาศเป็นชาวรัสเซีย Valentina Tereshkova ในปี 1963 แต่ในอีก 20 ปี ต่อมา NASA ก็สามารถส่งนักบินอเมริกาหญิงคนแรกขึ้นไปได้เช่นกัน ในปี 1983, Sally Ride เป็นนักบินอเมริกาหญิงคนแรกได้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ (แต่เธอเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ได้ไปอวกาศ) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในวงการนักบิน ดร. Varsha Jain นรีแพทย์อวกาศ เธอเป็นหนึ่งในแพทย์วิชาการคนแรกที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ปัจจุบันเธอเป็นสมาชิกของการฝึกอบรมการวิจัยสตรีในปี 2562 ที่ศูนย์ MRC เพื่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh เธอให้สัมภาษณ์กับ BBC Radio 5 Live ถึงผลกระทบที่น่าสนใจบนอวกาศผ่านการถามตอบกับ Emma Barnett ผู้ดำเนินรายการไว้ว่า การปรับตัวในอวกาศของผู้ชาย และผู้หญิงต่างกันไหม? การปรับตัวเข้ากับพื้นที่ในอวกาศของทั้งผู้ชายและผู้หญิงค่อนข้างเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่อวกาศ…Natnaree TK | 2282 days ago
Read More21/10/2019
เตรียมพบส้วมอัจฉริยะ! ที่สามารถสแกนโรคภัยไข้เจ็บผ่านการขับถ่ายของคุณ
มันอาจฟังดูแปลกแต่ในอนาคตส้วมอาจกลายเป็นเหมือนหมอส่วนตัวของคุณ โดยบริษัท Micron กำลังพัฒนาส้วมอัจฉริยะที่ใช้ระบบ AI เข้าประมวลอาการเจ็บป่วยผ่านของเสีย เพื่อประเมิณความเสี่ยง และสภาวะสุขภาพของคุณ ส้วมอัจฉริยะนี้จริง ๆ แล้วมันถูกผลิตมาเพื่อประเมิณสภาวะความเจ็บป่วยในช่วงแรกเริ่มของร่างกาย นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเก็บเป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับอาการแรกเริ่มของโรคบางโรคเพื่อให้เราสามารถทำความเข้าใจอาการแสดงของโรคได้ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย หัวหน้าผู้บริหารของหน่วยความจำเทคโนโลยีชิปไมครอน Sanjay Mehrotra กล่าวว่า ในขณะที่แพทย์กำลังเดินหน้าเพื่อที่จะหาสาเหตุ และวิธีการป้องกันของโรคภัยต่าง ๆ ส้วมอัจฉริยะนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับคนทั่วไป พวกเขาสามารถตรวจเช็คสุขภาพของเขาได้วันต่อวันแทนที่จะต้องไปหาหมอทุก ๆ 6 เดือน คุณสามารถรับรู้สถานะสุขภาพของคุณได้ผ่านการตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ นั่นทำให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ถึงโรคภัยที่กำลังจะเกิดได้เร็วขึ้น และวางแผนการรักษาได้ทัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นส้วมอัจฉริยะนี้จะใช้การตรวจวิเคราะห์ผ่านปัสสาวะ และอุจาระ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่แพทย์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์สุขภาพของผู้ป่วยมากที่สุด การตรวจอุจจาระจะทำให้เราทราบถึงการทำงานของระบบย่อยอาหาร การทำงานของลำไส้ และการตรวจปัสสาวะจะทำให้เรารู้ถึงสุขภาพของไต ตับ และเบาหวาน ที่สำคัญผู้ผลิตเชื่อว่าส้วมอัจฉริยะนี้จะสามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ในอนาคต คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าในอุจจาระของเรานั้นมีแบคทีเรียเป็นส่วนประกอบมากกว่าอาหารเก่ามากถึง 50-80% เมื่ออุจจาระถูกขับออกมาแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ก็จะเคลื่อนผ่านออกมาด้วย และนั่นจะเป็นตัวบอกเราว่าตอนนี้ในร่างกายของคุณเป็นอย่างไร ผลการประเมิณจะถูกส่งเข้าไปยังมือถือ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วแต่บริษัทจะพัฒนาในอนาคต ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าที่เราจะได้เห็นส้วมอัจฉริยะนี้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์นี้จะถูกนำออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพแน่ ๆ อ้างอิง Techgrabyte พิสูจน์อักษร : สุชยา…Natnaree TK | 2283 days ago
Read More20/10/2019
นี่คือ ‘Blob’ สัตว์เซลล์เดียวที่ไม่มีสมอง แต่มี 720 เพศในตัวเดียว!
สวนสัตว์ในปารีสได้จัดแสดงสิ่งมีชีวิตน่าพิศวงที่ถูกเรียกว่า 'Blob' ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสีเหลืองที่ดูผ่าน ๆ เหมือนรา แต่มีกิจกรรมและการดำเนินชีวิตเหมือนสัตว์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Paris Zoological Park ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชม Blob อย่างเป็นทางการ Blob มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physarum Polycephalum จัดอยู่ในอาณาจักร Protista พบได้ตามป่าชื้น กินราและแบคทีเรียเป็นอาหาร เจ้าสัตว์ชนิดนี้ไม่มีปาก ไม่มีท้อง ไม่มีดวงตา แต่สามารถจับอาหารและย่อยอาหารได้ (ด้วยวิธี Phagocytosis : การยื่นส่วนหนึ่งของเซลล์ออกมาเพื่อโอบอาหารเข้าไป) ไม่เพียงเท่านั้น Blob ยังสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้ขาอีกด้วย ในความเป็นจริงแล้ว Blob เป็นสัตว์ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดเดียวกันเป็นจำนวนมาก ที่น่าประหลาดใจคือเพื่อความอยู่รอด และโอกาสในการผสมพันธุ์ Blob มีถึง 720 เพศในตัวเดียว ไม่เพียงเท่านั้น Blob ยังมีพลังฟื้นฟูตัวเองอันน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราตัดกลางตัวมันออกเป็น 2 ท่อน Blob สามารถซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเองให้หายได้ภายใน 2 นาที! Bruno David ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติแห่งกรุงปารีสกล่าวว่า Blob…Natnaree TK | 2284 days ago
Read More19/10/2019
บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย! ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 33 รายแล้ว
จากที่เคยมีข่าวผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่กี่รายก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเตือนประชาชนถึงโทษและผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงหาข้อสรุปที่แน่นอนถึงความอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตได้พุ่งสูงไปถึง 33 รายแล้วทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโรคปอดที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 33 คน จาก 26 คนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 17-75 ปี โดยเฉลี่ยแล้วผู้เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ย 44 ปี ยิ่งไปกว่านั้นการระบาดของโรคดังกล่าวยังคงเพิ่มสูงขึ้นจาก 1,300 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็น 1,479 รายในสัปดาห์นี้ และ 80% ของผู้ที่เป็นโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอายุต่ำกว่า 35 ปีทั้งนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดจากสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า แต่อย่างที่ทาง Livescience ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าทางทีมวิจัยยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีสารใดในบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดอาการ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ CDC ได้ออกมากล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ THC (สารที่พบได้ในกัญชา) ว่าอาจมีความสัมพันธ์กับอาการป่วย เพราะผู้ป่วย 3 ใน 4 ราย ยอมรับว่าพวกเขาใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มี THC เป็นส่วนประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ CDC ก็กำลังเร่งหาสาเหตุที่มาของอาการป่วยดังกล่าวให้แน่ชัดยิ่งขึ้นเพื่อทำการป้องกัน…Natnaree TK | 2285 days ago
Read MorePR Partners
See All17/01/2026
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ
ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True15/01/2026
ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน
ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 5 days ago
Read More15/01/2026
ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 5 days ago
Read More13/01/2026
ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”
Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 7 days ago
Read More






























