Tags
| Scientists
23/10/2021
ภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1541 days ago
ก้าวข้ามขีดจำกัด! นักวิทยาศาสตร์ทำลายสถิติความเย็นที่สุดที่เคยวัดได้ในห้องทดลอง!
นักวิทยาศาสตร์เพิ่งทำลายสถิติใหม่สำหรับการทำอุณหภูมิที่เย็นที่สุดที่เคยมีการวัดในห้องแล็บ โดยสามารถวัดอุณหภูมิที่เรียกว่าหนาวไปถึงขั้วกระดูกได้ที่ 1 ส่วน 38,000 ล้านองศาเหนือ -273.15 เซลเซียส จากการปล่อย Magnetized gas ที่ความสูง 120 เมตรลงจากหอคอยขององค์การอวกาศยุโรป (Europe Space Agency)23/10/2020
นักฟิสิกส์พิสูจน์แล้วการเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์!
ในภาพยนตร์ Back to the Future การเดินทางไปยังอดีตและอนาคตเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนดูสนุกสนาน แต่ว่ามันเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ นักฟิสิกส์ในออสเตรเลียจึงพยายามศึกษาในเรื่องดังกล่าว และอ้างว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่าการเดินทางข้ามเวลามีความเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์ รวมทั้งแก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงตรรกะได้สำเร็จ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีหลายคนพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดการ ‘เดินทางข้ามเวลา’ เรื่องหนึ่งที่โต้แย้งกันเรื่อยมา คือความขัดแย้งระหว่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (Einstein’s theory of general relativity) และหลักพลศาสตร์ดั้งเดิม (classical dynamics) ที่เรียกว่า ‘grandfather paradox’ ในทฤษฎีของไอน์สไตน์นั้น ยินยอมให้เกิดเหตุการณ์ที่บุคคลหนึ่งใช้การย้อนเวลาเพื่อกลับไปเพื่อฆ่าปู่ของเขาเองได้ ในขณะที่หลักพลศาสตร์ดั้งเดิมกำหนดว่า หากทำเช่นนั้น การตายของปู่จะทำให้ผู้เดินทางย้อนเวลาไม่มีตัวตนตั้งแต่แรก (เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง Back to the future ที่ตัวเอกทำพฤติกรรมอย่างหนึ่งแล้วส่งผลต่อเหตุการณ์อื่น ๆ ตามมารวมถึงการจางหายไปของตนเองด้วย) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในทฤษฎีของไอน์สไตน์อธิบายว่า เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเฉกเช่นเดียวกับหลักพลศาสตร์ดั้งเดิม แต่หากเป็นเส้นโค้งปิดเสมือนเวลา (closed time-like curve: CTC) ที่เวลาหมุนวนเป็นวงกลมอย่างไม่สิ้นสุด ปริภูมิ-เวลา (space-time) สามารถบิดเบี้ยวโค้งงอจนพับมาทบกับเส้นเวลาเดิมได้ จึงสามารถเดินทางจากอดีตสู่ปัจจุบันและไปสู่อนาคต…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1906 days ago
Read More11/04/2020
วิทยาการก้าวไปอีกขั้นแล้วเมื่อระบบ AI สามารถแปลงการทำงานของสมองเป็นตัวหนังสือได้แล้ว
นักวิทยาศาสตร์ใกล้ที่จะประสบความสำเร็จในการใช้ระบบ AI แปลงการทำงานของสมองออกมาเป็นตัวหนังสือ ในตอนนี้มาถึงขั้นที่ว่า สามารถแปลงการทำงานของระบบประสาทออกมาเป็นตัวหนังสือได้แล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดว่าต้องให้อาสาสมัครพูดด้วยเสียงดังเท่านั้นถึงจะได้ผล ถ้าวิทยาการนี้เป็นผลสำเร็จเมื่อใด ก็จะพัฒนามาเป็นเครื่องที่ช่วยสื่อสารระหว่างผู้คนทั่วไปกับ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถพูด เขียน หรือพิมพ์ ให้สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ "แม้ว่าเราจะยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่เราคิดว่าหลักการพื้นฐานที่เราเจอในขณะนี้สามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องช่วยสื่อสารแทนการพูดได้" โจเซฟ เมกิน ผู้ร่วมค้นคว้า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซานฟรานซิสโก ในการทดลองขั้นต้นนั้น นักวิทยาศาสตร์ใช้อาสาสมัคร 4 รายที่เป็นผู้ป่วยลมชัก แล้วมีอุปกรณ์อิเล็กโทรดฝังอยู่ในสมองเพื่อติดตามผลอยู่แล้ว อาสาสมัครจะต้องอ่านข้อความประมาณ 50 ประโยค ด้วยการออกเสียงดัง ๆ หลาย ๆ ครั้ง ตัวอย่างประโยคเช่น “Tina Turner is a pop singer” and “Those thieves stole 30 jewels” นักวิทยาศาสตร์ก็จะเฝ้าติดตามรูปแบบการทำงานของระบบประสาทในขณะที่อาสาสมัครกำลังอ่านออกเสียง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้นี้ป้อนเข้าเครื่องอ่านอัลกอริธึม ในช่วงแรกนั้น ระบบอัลกอริธึมถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือที่อ่านไม่รู้เรื่อง นักวิทยาศาสตร์ก็เอาข้อความจากที่ระบบพิมพ์ออกมา มาเทียบกับข้อความที่อาสาสมัครอ่านออกเสียงจริง แล้วค่อย ๆ ปรับแก้ข้อความไปทีละหน่อย ผลลัพธ์ในช่วงหลัง…สุชยา เกษจำรัส | 2101 days ago
Read More18/03/2020
หลากหลายข่าวดีท่ามกลางวิกฤตการณ์ Covid-19
นักวิทยาศาสตร์คิดค้นสารสร้างภูมิต้านทานไวรัสโคโรนาได้แล้ว ผู้ป่วย Covid-19 รายแรกของอินเดีย ได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว ผู้ป่วยติดเชื้อ Covid-19 ที่อายุน้อยที่สุดในโลก อาการดีขึ้นแล้ว จีนปิดทำการโรงพยาบาลเฉพาะกิจแห่งสุดท้ายแล้ว อัตราผู้ติดเชื้อใหม่ในอิตาลีลดลงเป็นวันแรก หลากหลายข่าวดีเริ่มทยอยมาให้เราได้รับรู้กันบ้าง ท่ามกลางความเครียดจากมาตรการที่ออกมาบังคับใช้ ปิดธุรกิจห้างร้าน งดกิจกรรมการชุมนุม ระงับการเดินทางไกล รักษาระยะห่างระหว่างผู้คน เผื่อว่าข่าวดีเหล่านี้จะได้ช่วยให้มีกำลังใจในการฝ่าฟันวิกฤตนี้ให้รอดพ้นไปด้วยกันโดยเร็ววัน 1.กลุ่มนักวิจัยอเมริกัน คิดค้นวักซีน Covid-19 ได้แล้ว อยู่ในขั้นทดลองใช้กับอาสาสมัคร นักวิทยาศาสตร์จาก สถาบันวิจัย ไคเซอร์ เพอร์มาเนนเท รัฐซีแอตเทิล ได้ทำการทดสอบวัคซีนต้านไวรัสโคโรนารอบแรกกับอาสาสมัครจำนวน 12 คน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เจนนิเฟอร์ ฮาลเลอร์ อาสาสมัครวัย 43 ปี แม่ของลูกสาววัยรุ่น 2 คน ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "รู้สึกเยี่ยมมาก การได้เป็นอาสาสมัครนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับฉันที่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์" https://www.instagram.com/p/B9nNOovJXFS/?utm_source=ig_embed&utm_campaign=loading 2.บรรดาโรงกลั่นสุราในสหรัฐฯ ผลิตเจลทำความสะอาดมือเพื่อแจกให้ประชาชนใช้ฟรี ในสภาวะที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลนหน้ากากและเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ บรรดาโรงกลั่นสุราในหลาย ๆ รัฐ แอตแลนตา, พอร์ตแลนด์,…สุชยา เกษจำรัส | 2125 days ago
Read More18/02/2020
ทำไมเราอิ่มแล้วแต่ก็ยังกินของหวานได้อีก นักวิทยาศาสตร์มีเหตุผลมาอธิบาย
เคยสังเกตตัวเองมั้ย เวลาไปบุฟเฟต์กะเพื่อน จัดหนักจัดเต็มไปจนคิดว่า "อิ่มแล้วนะ" แต่พอเห็นเพื่อนตักของหวานน่าอร่อยมาก ก็อดใจไม่ได้แระ ถ้าไม่แย่งเเพื่อนกิน ก็ต้องลุกไปตักอีกจนได้ แต่ลองนึกภาพ เอ๊! กระเพาะเรามันก็น่าจะเต็ม ยืดสุดแล้วนี่นะ แล้วทำไมเราถึงใส่ของหวานไปได้เพิ่มอีกล่ะเนี่ย ถ้าเรามีข้อสงสัย นักวิทยาศาสตร์ก็สงสัยเช่นกัน แล้วก็มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ใจดี ที่ไม่รู้ว่าใครจ้างให้มาศึกษาเรื่องเหล่านี้ พวกท่านเหล่านี้ก็มีคำตอบมาให้เราด้วยครับ นักวิทยาศาสตร์อธิบายให้ฟังก่อนเลยว่า การที่เราสามารถกินของหวานได้อีก ถึงแม้จะอิ่มแปล้แล้วก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า "กระเพาะสำหรับของหวาน" (dessert stomach) แล้วผู้ที่มาอธิบายเรื่องราวนี้ก็คือ ศาสตราจารย์ รัสเซล คีสต์ ซึ่งเคยศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างจริงจัง และเผยแพร่ออกมาเป็นบทความอีกด้วย ท่านศาสตราจารย์อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ความรู้สึกอิ่ม มันขึ้นอยู่กับการรับรู้ของสมองเรา ถ้าเรากินอาหารเดิม ๆ ไปจนแน่นกระเพาะแล้ว เซนเซอร์ในสมองเราจะเริ่มทำงาน แล้วบอกเราว่า "กินอย่างอื่นบ้างสิ" ความรู้สึกแบบนี้มักจะมาตอนที่เรากินอาหารที่มีรสชาติเค็ม ร่างกายเราจะอยากได้ของหวานเข้าร่างกาย เซนเซอร์ในสมองก็จะบอกเราว่าอยากกินของหวาน เห็นไหมครับว่า "ความเบื่อ" มันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์เลย เวลาเราทำอะไรซ้ำซาก จำเจ เราจะรู้สึกเบื่อ ความอยากอาหารก็เช่นกัน ถ้าเรากินแต่ไก่ซ้ำ ๆ ไปหลายชิ้น…สุชยา เกษจำรัส | 2154 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago











