Tags
| ติดมือถือ
28/08/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 354 days ago
[บทความ] เมื่อรัฐพยายาม Offline ประชาชน กฎคุมเวลาใช้สมาร์ตโฟนในญี่ปุ่น หวังดีหรือก้าวก่าย ?
ข่าวเล็ก ๆ จากเมืองโทะโยอะเกะ (Toyoake) ในจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ที่เสนอร่างเทศบัญญัติ (กฎหมายหรือข้อกำหนดที่ใช้ในพื้นที่) แนะนำให้ประชาชนจำกัดเวลาการใช้สมาร์ตโฟนเหลือเพียง 2 ชั่วโมงต่อวัน ไม่รวมกับการใช้เพื่อทำงานและเรียนหนังสือ กฎข้อนี้ หากอ่านดูเผิน ๆ อาจให้ความรู้สึกของพ่อแม่ที่ห้ามลูกเล่นมือถือ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นในสเกลของเมืองที่มีความหลากหลายทางการใช้ชีวิต และผู้ดูแลขอก้าวขาเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญจะส่งผลอย่างไร แม้เทศบัญญัตินี้จะไม่มีบทลงโทษ แต่ก็ได้จุดประเด็นคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่าง "ความหวังดี" ของรัฐในการดูแลสุขภาวะของประชาชน กับ "การก้าวก่าย" สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล BT beartai ในฐานะสื่อเทคโนโลยี เราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงกฎหมายท้องถิ่น แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และสังคมได้อย่างลึกซึ้ง มาอ่านมุมมองของเรากัน ห้ามใช้สมาร์ตโฟน ในวันที่มนุษย์เชื่อมกับเทคฯ เวิร์กไหม ? ร่างเทศบัญญัตินี้ ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์กำลังต่อสู้กับเทคโนโลยีที่ตนเองสร้างขึ้น โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจแห่งความสนใจ (Attention Economy) ที่แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในเชิงการสื่อสาร แต่อาจถูกออกแบบมาเพื่อให้เราเสพติด พ่วงมาด้วยมิติของผลกระทบการตลาด การเงิน สุขภาพจิต และอีกมากมาย อัลกอริทึมที่คอยป้อนเนื้อหาไม่รู้จบ การแจ้งเตือนที่กระตุ้นให้เราหยิบมือถือขึ้นมาดูทุก…05/08/2025
EF (Executive Function) ทักษะสมองจำเป็นของเด็กเจนใหม่
ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส การเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพกลายเป็นความท้าทายอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะทรัพยากรเงิน เวลา จิตใจ และความรู้ พ่อแม่ยุคปัจจุบันอาจกำลังเผชิญกับภาพชินตาของลูกที่ร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้นเมื่อถูกยึดแท็บเล็ต หรือปัญหาลูกรอคอยไม่เป็น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และขาดความยืดหยุ่นเมื่อเจอกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ หรือการยืนอยู่บนเส้นแบ่งของความเคารพนับถือในตัวเองกับเพิกเฉยความรู้สึกของผู้อื่น จนเกิดเป็นคำถามและปัญหามากมายในระดับสังคมหรือแม้แต่ประเทศถึงแนวทางการเลี้ยงดูเด็กในโลกยุคใหม่ ปัญหาเหล่านี้มีหลายคำตอบที่ซ่อนอยู่ในคำว่า Executive Function (EF) หรือ "ทักษะสมองส่วนหน้า" ที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก เกี่ยวกับวิธีคิด และพฤติกรรมที่ส่งผลต่อตัวเด็กในระยะยาว เพื่อให้เด็กที่เกิดมากับเทคโนโลยีพร้อมเผชิญโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว EF คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ ? Executive Function (EF) คือทักษะของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เหมือน "ผู้บริหาร" คอยกำกับดูแลให้เราสามารถ ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อให้คนคนหนึ่งสามารถไปเป้าหมายได้สำเร็จ เช่น: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าช่วงเวลาทองในการพัฒนา EF ที่ดีที่สุดคือ วัย 0-7 ปี หากเด็กมี EF ที่แข็งแกร่ง เขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความคิด ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคมในอนาคต แต่ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ทำให้ทุกอย่างง่ายและรวดเร็วทันใจ กำลังบั่นทอนทักษะการรอคอยและความอดทนของเด็กลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะมันลดโอกาสที่สมองจะได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้นั่นเอง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 377 days ago
Read More26/06/2024
Hurry Sickness: รู้ทันอาการหัวร้อน…ทนไม่ไหว รอไม่ได้
เคยไหม? รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา รอคิวอะไรสักอย่างก็รู้สึกหงุดหงิด อยากจะตะโกนใส่คนข้างหน้าว่า "เร็ว ๆ หน่อยสิ !" หรือทำงานอะไรก็รู้สึกเหมือนเวลาไม่พอ รอดู YouTube ก็ต้องกดข้ามโฆษณา พอมาอ่านหนังสือหรือดูหนัง ดูละคร ก็ทนดูทีละตอนจนจบไม่ไหว ต้องแอบเปิดดูตอนจบ หรือไปหาสปอยล์มาอ่านก่อน อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "Hurry Sickness" หรือ "โรคทนรอไม่ได้" เป็นสภาวะผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในยุคปัจจุบัน และหลายคนอาจกำลังเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว ยิ่งใช้คอมฯ ยิ่งเป็น Hurry Sickness “ยิ่งคุณใช้คอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ คุณยิ่งเป็น Hurry Sickness มากเท่านั้น” อ. ธาม เชื้อสถาปนศิริ โรค “ทนรอไม่ได้” หรือ “Hurry Sickness" หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า "หัวร้อน" เป็นภาวะผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในยุคที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นเวลานาน ไม่ใช่โรคทางจิตเวช อาการคล้าย “โรคสมาธิสั้น” แต่ไม่ใช่สมาธิสั้น โดยบุคคลที่เป็น Hurry Sickness นั้น มักจะมีอาการใจร้อน หงุดหงิด…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 782 days ago
Read More23/05/2024
Digital Wellbeing: สมดุลชีวิตดิจิทัลเพื่อสุขภาวะที่ดีของวัยทำงาน
“ทุกวันนี้ เรากำลังควบคุมเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีกำลังควบคุมเรา ?” ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร การหาข้อมูลความรู้ และความบันเทิงต่าง ๆ จนบางครั้งเราอาจละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า การใช้เทคโนโลยีที่มากจนเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาพร่ามัว นอนหลับยาก เครียด วิตกกังวล เป็นต้น การมี Digital Wellbeing หรือ สุขภาวะดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับวัยทำงาน รวมไปถึงพลเมืองดิจิทัลทุกคน บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อให้วัยทำงานสามารถสร้างสมดุลชีวิตดิจิทัลแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และแนะนำการใช้แอปพลิเคชันเพื่อสร้าง Digital Wellbeing ผ่านอุปกรณ์ที่คุณมี Digital Wellbeing หรือ สุขภาวะดิจิทัล หมายถึง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในเชิงบวก เพื่อส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ให้ส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวันและมีสุขภาพที่ดี ทำไม Digital Wellbeing จึงสำคัญสำหรับวัยทำงาน? วิธีสร้าง Digital Wellbeing การใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งร่างกายและจิตใจ จึงควรจำกัดเวลาการใช้หน้าจอ โดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 8…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 815 days ago
Read More08/05/2024
Screen Time กับเครื่องมือช่วยป้องกันอาการติดจอ
Screen Time คือเวลาในแต่ละวันที่ผู้คนใช้ไปกับหน้าจอสมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่ง Screen Time ที่เพิ่มสูงขึ้นสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพได้ด้วยนะ เคยสำรวจตัวเองกันไหมว่า ทุกวันนี้คุณใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละกี่ชั่วโมง ? จากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในปี 2566 โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) พบว่า เมื่อสื่อออนไลน์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวันของคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเพื่อการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูล การดูข่าวสาร หรือการพักผ่อนหย่อนใจ ผ่านอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ ซึ่งการใช้สื่อออนไลน์อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ดี แต่หากใช้หรือ 'ติดจอ' มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจได้ อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังติดจอ ได้แก่ ห้ามใจจากจอไม่ได้ เรามีเครื่องมือง่าย ๆ มาช่วยจัดการ เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ช่วยจัดสรรเวลาในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบของการใช้เทคโนโลยีมีมากมาย เรามีเทคนิคที่ช่วยจัดการเวลาหน้าจอของคุณ ดังต่อไปนี้ To-Do List Apps การใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยจัดทำรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) เป็นวิธีที่ดีในการจัดการเวลา โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถลิสต์งานที่ต้องทำ กำหนดเวลา และติดตามความคืบหน้าได้อย่างง่ายดาย เช่น Todoist, Microsoft…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 831 days ago
Read More11/04/2023
เล่นมือถือก่อนนอนอย่างไรให้กระทบการนอนน้อยที่สุด?
มือถือหรือสมาร์ตโฟนเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้คนในยุคดิจิทัล สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่หยิบจับในตอนเช้าและสิ่งสุดท้ายก่อนนอนคือสมาร์ตโฟน ซึ่งข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันยืนยันแล้วว่าการเล่นหรือใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพได้หลายด้าน แต่ถึงอย่างนั้นการเล่นมือถือก่อนนอนก็ยังคงเป็นเหมือนพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนซึ่งศรัทธาในการเล่นมือถือยังคงทำอยู่ทุกคืน การใช้มือถือก่อนนอนสามารถนำไปสู่พฤติกรรมและปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น นอนน้อย นอนไม่พอ หลับไม่สนิท พัฒนาเป็นโรคนอนไม่หลับ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในตอนกลางวัน ปัญหาเรื่องสายตา ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนพบว่าการใช้สมาร์ตโฟนยังสัมพันธ์กับโรคทางอารมณ์ อย่างโรคเครียดและภาวะซึมเศร้าได้ด้วย แต่ Hack for Health รู้ว่าคุณคงไม่อยากเลิกเล่นมือถือก่อนนอนเป็นแน่ เพราะบางครั้งการใช้สมาร์ตโฟนก็เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่จะผ่อนคลายความเหนื่อยล้าให้กับสมองของคุณ เพราะฉะนั้น เราจึงมีเทคนิคดี ๆ ในการเล่นมือถือก่อนนอนที่อาจช่วยเซฟสุขภาพและลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจตามมา วิธีเล่นมือถือก่อนนอนแบบความเสี่ยงต่ำ แม้ว่าการใช้สมาร์ตโฟนก่อนนอนจะไม่ได้ทำให้คุณเจ็บป่วยได้โดยตรง แต่ผลลัพธ์ทางอ้อมก็สามารถเกิดได้ ซึ่งวิธีเหล่านี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของพฤติกรรมนี้ได้ 1. ใช้โหมดกลางคืน Night Mode / Night Shift / Anti Blue Light เป็นฟังก์ชันที่มาพร้อมกับสมาร์ตโฟนแทบทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ซึ่งโหมดนี้จะช่วยเปลี่ยนคลื่นของแสงหน้าจอที่ส่งออกมาให้เหมาะกับการใช้งานในตอนกลางคืนมากขึ้นโดยจะช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาตลอดการใช้งานมือถือขณะที่ไม่ได้เปิดโหมดกลางคืน จากข้อมูลพบว่าแสงสีฟ้าจากจอมือถืออาจทำให้สมองตื่นตัวและนอนหลับได้ยากหรือหลับไม่สนิท เพราะแสงสีฟ้าเป็นแสงที่มีอยู่ในแสงแดด ซึ่งช่วยให้สมองเรารับรู้ว่าเป็นตอนกลางวันที่เป็นช่วงเวลาทำงาน โดยเชื่อกันว่าการได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอในเวลากลางคืนส่งผลให้สมองเข้าใจผิดว่าเป็นตอนกลางวันและทำงานเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง การเปลี่ยนมาใช้โหมดกลางคืนในช่วงก่อนนอนจึงอาจช่วยลดปัญหาการนอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท หรืออาจช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้นได้ 2. เล่นมือถือได้ แต่ต้องไม่กระทบตารางการนอน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1224 days ago
Read More16/01/2023
เด็กติดมือถือ… เรื่องใหญ่กว่าที่คิด
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ไม่ว่าใครก็เข้าถึงสมาร์ตโฟนได้ แม้แต่เด็ก ๆ การให้ลูกเล่นมือถือคงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายบ้านเคยทำ อาจเพื่อความสนุกของเด็ก บ้างก็เปิดวิดีโอสอนภาษาให้เด็กดู แต่หลายครั้งที่เราเห็นผู้ปกครองใช้สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องทุ่นแรงในการเลี้ยงเด็ก จนเด็กติดมือถือ โดยขาดความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ปัญหาเด็กติดมือถือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของเด็กเห็นตรงกันว่าพฤติกรรมติดมือถือนำไปสู่ปัญหาพัฒนาการในเด็ก มากแค่ไหนถึงเรียกติดมือถือ? จากสถิติปัจจุบันพบว่าเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับมือถือเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/วัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กไม่ควรใช้เวลาไปกับหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมง/วัน หรือมากสุดไม่เกิน 2 ชั่วโมง/วัน หากเกินกว่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการใช้มือถือมากเกินไป นอกจากเรื่องเวลาแล้ว หากเด็กเริ่มไม่สนใจเรียน ทำกิจกรรมอื่นน้อยลง ใช้เวลากับมือถือมากขึ้น โมโหหรืองอแงเมื่อไม่ให้เล่นมือถือ ปวดหัว ปวดคอ หรือมีปัญหาด้านการนอนหลับก็เรียกว่าติดมือถือได้แล้ว เกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กติดมือถือ? การให้เด็กเล่นมือถือเพียงครั้งคราวไม่ได้ส่งผลเสียที่น่ากังวลใจ แต่เมื่อเด็กเริ่มมีพฤติกรรมติดมือถือและใช้เวลาอยู่กับมือถือมากขึ้นอาจส่งผลกระทบในด้านต่อไปนี้ได้ พัฒนาการช้า การให้เด็กใช้เวลาอยู่กับมือถือวันละหลายชั่วโมงเป็นการปิดกั้นเด็กจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาควรได้ทำตามช่วงวัย อย่างการออกไปวิ่งเล่น พูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน และการเสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการของเด็ก โดยผลลัพธ์ของพัฒนาการที่ช้าลงพบได้ดังนี้ อาการสมาธิสั้น เราได้ยินกันมานานว่าพฤติกรรมติดมือถือทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ซึ่งเป็นเรื่องจริง แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมติดมือถือยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น ใจร้อน หงุดหงิดง่าย แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่อาจทำให้เรายับยั้งชั่งใจได้ แต่หากสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังจนเป็นความเคยชินอาจส่งผลเสียที่รุนแรงให้กับตัวเด็กตั้งแต่ช่วงอายุนั้นดังกล่าวจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากการสำรวจในโรงเรียนมัธยมปลาย 2,500…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1309 days ago
Read More21/03/2022
Digtial Detox คืออะไร? ทำไมถึงมีประโยชน์? และทำยังไงถึงจะได้ผล?
Digital Detox (ดิจิทัลดีท็อกซ์) เป็นการบำบัดการเสพติดเทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดีย โดยการงดเว้นการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน สมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตต่าง ๆ ซึ่งการบำบัดนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อให้เราสามารถกลับมาโฟกัสที่การปฎิสัมพันธ์กับคนและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวโดยไม่ถูกเทคโนโลยีเหล่านี้รบกวน การหยุดใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้ (แม้จะแค่ในระยะสั้น) จะทำให้ความเครียดที่ต้นเหตุมาจากการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา (Contant Connectivity) นั้นลดลง แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่าดิจิทัลดีท็อกซ์นั้นเหมาะกับคุณหรือไม่ ลองมาดูถึงประโยชน์ของมันและขั้นตอนการทำดิจิทัลดีท็อกว่าต้องทำยังไงบ้างกันก่อน เหตุผลในการทำ Digital Detox การเชื่อมต่อออนไลน์นั้นกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของหลายคน ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานให้ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จากงานวิจัยของ Nielsen Company บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสัญชาติอเมริกันบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันในวัยทำงานนั้นจะใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงต่อวันในการ ฟัง ดู อ่าน และมีปฏิสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับมีเดีย ส่วนในเมืองไทยเองสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า - ETDA) ก็ได้สรุปข้อมูลว่าคนไทยนั้นเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยประมาณ 11 ชั่วโมงกับ 25 นาทีต่อวันในปี 2021 (เพิ่มจากปี 2013 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 36 นาที…โสภณ ศุภมั่งมี | 1610 days ago
Read MorePR Partners
See All14/08/2026
ทีมคอนเทนต์ BT | 3 days ago
TrueVisions NOW จับมือ Viu เปิดตัว Branded Zone ส่งออริจินัลซีรีส์ไทยลุยตลาด OTT อาเซียน 3 ประเทศ
TrueVisions NOW แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ วิว (Viu) ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ระดับภูมิภาคในเครือ PCCW Media Group เปิดตัว "TrueVisions NOW Branded Zone" บนแพลตฟอร์ม Viu เพื่อนำเสนอซีรีส์ไทยออริจินัลแก่ผู้ชมใน 3 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยเตรียมเริ่มออกอากาศชุดแรกจำนวน 6 เรื่อง จากแผนทั้งหมด10/08/2026
ทรู จับมือ มูลนิธิถันยรักษ์ฯ ชวน “โอปอล สุชาตา” ควงคุณแม่ส่งต่อแคมเปญ “เต้าต้องตรวจ” เติมเต็มความหมายวันแม่ปีนี้
ความรักและความห่วงใยที่มีต่อกันในครอบครัวไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำบอกรัก แต่เริ่มต้นจากการลงมือดูแลสุขภาพของคนที่เรารักอย่างแท้จริง เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกันจัดแคมเปญ “เต้า ต้อง ตรวจ” เพื่อชวนทุกครอบครัวเปลี่ยนความห่วงใยให้เป็นความใส่ใจในสุขภาพเต้านมของผู้หญิงไทยทุกคน ในแคมเปญนี้ ได้รับเกียรติจาก “โอปอล–สุชาตา ช่วงศรี” พร้อมด้วยคุณแม่สุพัตรา ช่วงศรี มาร่วมเป็นพลังเสียงสำคัญในการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้ ให้คุณแม่และผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ช่วยปกป้องสุขภาพ ให้ผู้หญิงทุกคนได้อยู่สร้างความทรงจำอันมีค่ากับครอบครัวและคนที่รักไปได้ยาวนานยิ่งขึ้น ช่องทางบริการและแหล่งเรียนรู้การตรวจคัดกรองเต้านม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิงไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพเต้านมได้อย่างทั่วถึง แคมเปญได้เปิดช่องทางให้บริการและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ พลังแห่งการให้ ส่งต่อโอกาสทางสุขภาพสู่ผู้หญิงไทย นางบุษดี เจียรวนนท์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิถันยรักษ์ฯ กล่าวถึงความสำคัญของแคมเปญนี้ว่า “วันแม่คือช่วงเวลาแห่งความรักความผูกพันและความห่วงใยที่อยากส่งต่อถึงกันมูลนิธิถันยรักษ์ฯจึงอยากชวนทุกครอบครัวแสดงความรักต่อคุณแม่และคนที่รักด้วยการพาเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพราะยิ่งพบความผิดปกติได้เร็วก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาและช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นขณะเดียวกันทุกคนยังสามารถร่วมส่งต่อโอกาสของสุขภาพที่ดีไปยังผู้หญิงไทยอีกจำนวนมากผ่านการบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยให้ผู้หญิงเข้าถึงการตรวจได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องเพราะโอกาสในการตรวจวันนี้อาจหมายถึงโอกาสที่จะได้มีวันพรุ่งนี้และช่วงเวลาอันมีค่ากับคนที่รักต่อไปอีกยาวนาน” การร่วมบริจาคและการติดต่อ ทุกท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสุขภาพที่ดีแก่ผู้หญิงไทย ด้วยการบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างทั่วถึง โดยใบเสร็จจากการบริจาคสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: ศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 7 days ago
Read More07/08/2026
อายิโนะโมะโต๊ะ เผยยุทธศาสตร์ Food Technology ชูเทคโนโลยี “AminoScience” เจาะอินไซต์ผู้บริโภคและ B2B
บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน The Heartbeat by “AminoScience” ร่วมเปิดเผยแนวคิดการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีทางอาหาร และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ท่ามกลางการเติบโตของตลาด Health & Wellness ในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและองค์ความรู้หลักรูปแบบผลิตภัณฑ์ / โซลูชันกลุ่มเป้าหมายหลักNutrition & Well-beingAminoScience (การใช้ประโยชน์จากกรดอะมิโน)aminoVITAL, AminoNITE, Quick Meal, UMAIผู้รักสุขภาพ, ผู้มีปัญหาการนอน, ผู้มีเวลาจำกัดHousehold BusinessConsumer Moment Analysis (การวิเคราะห์ช่วงเวลาใช้ชีวิต)รสดีเมนู, รสดีซุปก้อน, Birdyผู้บริโภคทั่วไปที่ประกอบอาหารเองFood Vendor BusinessOperational Efficiency Solution (นวัตกรรมลดขั้นตอนปรุง)อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน (ผงหมักย่าง, ผงพะโล้)ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กและสตรีทฟู้ด การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ AminoScience และ Consumer Insight ข้อมูลจาก…ทีมคอนเทนต์ BT | 9 days ago
Read More07/08/2026
หัวเว่ยเดินหน้าปฏิวัติวงการสาธารณสุขไทยด้วย AI เปิดตัว 4 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเร่งเครื่อง AI เพื่อการแพทย์ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ, 7 สิงหาคม 2569 — หัวเว่ย จัดงาน “Huawei AI+ Healthcare Summit” ภายใต้งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 รวมผู้นำด้านนโยบายสาธารณสุข ผู้บริหารโรงพยาบาลชั้นนำ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจากไทยและจีน ร่วมขับเคลื่อนอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยด้วยนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับ Healthcare Ecosystem ของประเทศอย่างเป็นทางการ นายปีเตอร์ จาง ประธานกลุ่มธุรกิจการศึกษาและสาธารณสุขต่างประเทศ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของระบบสาธารณสุขไทย และบทบาทของเทคโนโลยี AI ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “AI for Health, Health for All” “วันนี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสาธารณสุขอย่างรวดเร็ว หัวเว่ยมีประสบการณ์ตรงจากการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติงไปจนถึงโซลูชัน AI สำหรับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริหารโรงพยาบาล ซึ่งได้พิสูจน์ผลสำเร็จแล้วในโรงพยาบาลชั้นนำอย่างโรงพยาบาลหลายแห่งในจีน เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างหัวเว่ยกับพันธมิตรไทยในวันนี้จะช่วยผลักดันวิสัยทัศน์…ทีมคอนเทนต์ BT | 10 days ago
Read More




















