ณ ตอนนี้ แซ็ก สไนเดอร์ (Zack Snyder) ผู้กำกับสาย Epic Dark Hell กำลังขมักเขม้นกับการสร้าง ‘Rebel Moon’ หนังไซไฟอวกาศที่ถือเป็นงานออริจินัลของเขาเองในรอบหลายปี แม้ภาคแรก ‘A Child of Fire’ หรือ ‘บุตรแห่งเปลวไฟ’ จะเข้าฉายทาง Netflix แล้ว และได้เสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เรื่องราวก็ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะยังมีภาค 2 ‘The Scargiver’ หรือ ‘นักรบผู้ตีตรา’ ที่จะเข้าฉายวันที่ 19 เมษายน 2024 รวมทั้งเวอร์ชัน Director’s Cut ที่เป็นเรต R ของทั้ง 2 ภาค และวางแผนสปินออฟจักรวาล ‘Rebel Moon’ ในรูปแบบอื่น ๆ เอาไว้อีกเพียบ

แต่ถ้าย้อนความทรงจำกลับไปอีกนิด สไนเดอร์ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างจักรวาลมาก่อน ซึ่งนั่นก็คือการสร้างจักรวาลของสไนเดอร์ (Snyderverse) ที่อยู่ภายใต้ร่มของจักรวาล DCEU (DC Extended Universe) ที่ปิดฉากลงแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถ้ายังจำกันได้ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน สไนเดอร์ถือเป็นผู้กำกับที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ในฐานะโปรดิวเซอร์ ไว้วางใจให้เขามาสานต่อโปรเจกต์ ‘Man of Steel’ (2013) หนังเดี่ยวบุรุษเหล็กเรื่องแรกของ DCEU ที่โนแลนร่วมพัฒนาบทกับ เดวิด เอส โกเยอร์ (David S. Goyer)

Justice League

แน่นอนว่าแม้เอกลักษณ์ความ Epic Dark Hell ของสไนเดอร์ ทั้งภาพสโลว์โมชัน ฉากแอ็กชันแรง ๆ ภาพสไตล์ชัดตื้นจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแฟน ๆ และสไนเดอร์ก็นับว่าเป็นผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลของยุคนี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระแสของแฟน ๆ ที่มีต่อผลงานของสไนเดอร์ก็มักจะออกมาเสียงแตก แม้แต่ ‘Rebel Moon’ ภาคแรกที่นักวิจารณ์ชัง แต่ผู้ชมชอบ แต่ไม่ว่าจะเสียงแตกขนาดไหน ในส่วนหนึ่งของบทความโปรไฟล์ของสไนเดอร์ของเว็บไซต์ The Atlantic มีถ้อยความของโนแลน ที่กล่าวยกย่องว่า หนังซูเปอร์ฮีโรของยุคสมัยนี้ ล้วนแต่มีอิทธิพลจากผลงานของสไนเดอร์แทบทั้งนั้น

“ทุกวันนี้ ไม่มีภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโรไซไฟเรื่องไหนที่เข้าฉาย แล้วผมจะไม่เห็นอิทธิพลของแซ็กเลย เมื่อคุณดูภาพยนตร์ของแซ็ก สไนเดอร์ คุณจะได้เห็นและรู้สึกถึงความรัก ที่เขามีต่อศักยภาพของภาพยนตร์ ศักยภาพที่จะกลายมาเป็นสิ่งอันมหัศจรรย์ กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกขยับขยายออกไปมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ยังคงทำให้คุณรู้สึกประทับใจ และทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นได้”

หลังจากที่โนแลนและโกเยอร์ประสบความสำเร็จอย่างมากกับไตรภาค ‘The Dark Knight’ โกเยอร์ได้เสนอไอเดียในการรีบูตหนัง Superman เรื่องใหม่ หลังจากที่ล้มเหลวด้านรายได้จาก ‘Superman Returns’ (2006) ซึ่ง Warner Bros. เองก็เห็นดีด้วย ทำให้โนแลน ได้เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังเรื่องนี้

โดยได้ เฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavil) นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษมารับบทเป็นบุรุษเหล็กซูเปอร์แมน และได้สไนเดอร์มากำกับ ซึ่งแม้จะได้คำวิจารณ์แบบเสียงแตก แต่ก็ทำรายได้ไปไม่น้อยถึง 668 ล้านเหรียญ และเป็นจุดกำเนิดให้สไนเดอร์เข้ามาสานต่อจนกลายเป็นจักรวาล Snyderverse ที่เปรียบเสมือนเสาเอกของบ้าน DCEU ในเวลาต่อมา

Henry Cavil Man of Steel DC

แต่ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งความล้มเหลวด้านคำวิจารณ์ใน ‘Batman v Superman: Dawn of Justice’ (2016) ทำให้แผนการสร้างหนังครอสโอเวอร์อย่าง ‘Justice League’ 2 ภาค ต้องถูกยุบลงเหลือเพียงภาคเดียว แถมในเวลานั้น สไนเดอร์เองก็ถูกสตูดิโอเข้าแทรกแซงจนเกือบจะไล่เขาออก กลายเป็นรอยร้าวที่ต่อไม่ติด และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สไนเดอร์ถอนตัวจากการกำกับหนัง ‘Justice League’ (2017) และกลับมาแก้มืออีกครั้งใน ‘Zack Snyder’s Justice League’ (2021) ซึ่งถือเป็นผลงานสุดท้ายของเขาใน Snyderverse และ DCEU

ก่อนหน้านี้ โนแลนก็เคยชื่นชมหนังอีกเรื่องของสไนเดอร์กับทาง The Hollywood Reporter ซึ่งหนังเรื่องนั้นก็คือ ‘Watchmen’ (2009) หนังแอนตี้ฮีโร (เสียงแตกอืกเรื่อง) ของสไนเดอร์ และยกให้เป็นหนังที่มาก่อนกาล “ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า ‘Watchmen’ นั้นล้ำหน้ายุคสมัย แนวคิดเรื่องทีมซูเปอร์ฮีโรที่พลิกสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องไหน มันคงจะเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ หากหนังเรื่องนี้ออกฉายหลังจาก ‘Avengers'”


ที่มา: Variety, The Atlantic

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส