ตลอดหลายวันที่ฝนตกน้ำท่วมสูงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากข่าวสารการรับมือของรัฐบาลและประชาชนมากมาย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากเช่นเดียวกันคือเหล่ารถยนต์ทั้งหลายที่โดนน้ำท่วม
ก่อนหน้านี้มีคลิปไวรัลที่รถยุโรปคันหนึ่งกำลังจอดทิ้งไว้กลางถนน เพราะน้ำขึ้นสูงเกินไป คาดว่าเครื่องยนต์น่าจะดับตุยไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ดันมีรถยนต์อีกคันที่ขับฝ่าน้ำมาแบบสบาย ๆ นอกจากไม่ดับแล้วยังขับได้ลื่นเหมือนน้ำไม่ท่วม (ทั้ง ๆ ที่ระดับน้ำสูงเกือบถึงฝากระโปรงหน้า) โดยมารู้ภายหลังว่ารถคันนี้คือรถแบรนด์ญี่ปุ่นที่อยู่คู่คนไทยมาหลายสิบปีแล้ว bt beartai เห็นว่าประเด็นนี้น่าสนใจมาก ว่าทำไมรถยุโรปถึงจอดดับคาถนน ในขณะที่รถยนต์ราคากลาง ๆ แต่ผลิตในเอเชียถึงขับผ่านฉลุยกันนะ
ข้อสังเกตรถยุโรปบางรุ่นติดท่อไอดีต่ำ นิยมใช้เทอร์โบ ไม่เหมาะกับน้ำลึก
เริ่มต้นจากสาเหตุที่ทำให้รถดับเมื่อเจอน้ำท่วมก่อน เกิดเพราะน้ำสามารถลอดเข้าไปในรถยนต์ได้ เมื่อน้ำถูกดูดเข้าห้องเผาไหม้ จะเกิด Hydrolock (ลูกสูบอัดน้ำไม่ได้) จนอาจทำให้ก้านสูบงอหรือเครื่องพังได้ หรือเกิดปัญหากับระบบไฟของรถ
รถยุโรปออกแบบเน้นสมรรถนะ ความแม่นยำและการขับขี่บนถนน ‘ดี’ และมาตรฐานสำหรับยุโรป ยกเว้นพวกรถลุยน้ำลุยป่าอย่างสายออฟโรดอย่าง Land Rover Defender, Mercedes G-Class

รถยุโรปโดยเฉพาะรถซีดานลุยน้ำท่วมได้น้อยกว่ารถญี่ปุ่น เพราะตำแหน่งท่อไอดี (Air Intake) มักอยู่ต่ำ ชิ้นส่วนนี้มักถูกติดตั้งไว้บริเวณหลังกันชนหน้า โดยข้างล่างของท่อไอดีของรถยุโรปมักจะติดเทอร์โบและมีอินเตอร์คูลเลอร์ (Intercooler) เพื่อระบายความร้อนจากเทอร์โบที่มักติดในรถยุโรปอยู่ตรงนั้น ซึ่งก็ถือว่าต่ำ
ทีนี้เวลาขับลุยน้ำส่วนนี้จึงปะทะกับน้ำได้ง่ายมาก ๆ เขาเลยเตือนกันว่าควรขับช้า ๆ เพราะถ้าขับเร็ว น้ำมันจะเกิดคลื่น ทำให้คลื่นสูงและไปเข้าตรงส่วนนั้นได้ง่าย ๆ ส่วนถ้าน้ำท่วมสูงเลยจุดนี้ขึ้นไป ก็ไม่ต้องหวังเลยว่ารถจะขับผ่านไปได้
น้ำเข้าท่อไอดี (ตรงเทอร์โบ และอินเตอร์คูลเลอร์) → เครื่องยนต์สูบน้ำแทนอากาศ → เครื่องพัง (Hydrolock)
เพราะฉะนั้นเวลาขับรถเจอแอ่งน้ำท่วมขัง อย่าไปกะด้วยสายตาว่าน้ำสูงแค่ขอบประตูแค่นี้ ขับลุยได้สบาย เพราะสิ่งที่ต้องโฟกัสจริง ๆ คือช่องท่อไอดีของรถเราต่างหากว่ามันอยู่ตรงไหน ซึ่งเอาเข้าจริงคนขับส่วนใหญ่ก็ไม่รู้หรอก ต้องไปดูข้อมูลหรือกางคู่มือว่าค่ายรถแนะนำว่ารถของเราสู้น้ำได้ลึกแค่ไหน หรือถ้าเอาชัวร์อาจจะวัดว่าน้ำไม่ควรเกินประตู

รถญี่ปุ่นออกแบบเน้นสู้สภาพแวดล้อมเอเชีย
มาในฝั่งของรถโซนเอเชีย การออกแบบเขาจะเน้นให้ใช้งานหนักได้ ทนทานในสภาพอากาศหลากหลาย รวมถึงน้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าในโซนบ้านเรา รถญี่ปุ่นหลายรุ่นมักใช้เครื่องยนต์แบบหายใจเองธรรมชาติ (Naturally Aspirated) คือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่อาศัยแรงดูดอากาศภายนอกเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วยแรงดันบรรยากาศปกติ โดยไม่มีระบบอัดอากาศใด ๆ มาช่วยส่งอากาศเข้าไป หรือถ้าเป็นเครื่องเทอร์โบ ก็จะออกแบบให้ป้องกันน้ำเข้าได้ค่อนข้างดี ตำแหน่งของท่อไอดีมักจะอยู่สูงพอสมควร ช่วยให้น้ำไม่ถูกสูบเข้าไปทำลายเครื่องยนต์เวลาขับลุยน้ำ
อย่าง Mitsubishi Motors แบรนด์รถจากญี่ปุ่นก็เคยระบุไว้ว่า บริษัทเก็บข้อมูลสภาพการใช้งานและสภาพถนนจากทั่วโลก และมีสนามทดสอบที่จำลองสภาพแวดล้อมรุนแรง เช่น ถนนโคลน ถนนขรุขระ หิมะ อากาศหนาว และถนนที่มีน้ำท่วมขัง เพื่อนำผลไปใช้ในการออกแบบและเพิ่มความทนทานของรถ
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการขับผ่านน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติของรถหรือการเป็นเครื่องยนต์ Naturally Aspirated หรือเทอร์โบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบของรถแต่ละรุ่นด้วย โดยเฉพาะตำแหน่งช่องรับอากาศ ความสูงจากพื้น และการป้องกันน้ำกระเซ็น
ประเด็นที่ว่ารถญี่ปุ่นลุยน้ำได้ดีกว่ารถยุโรป อาจเป็นการเหมารวมเกินไป จุดที่ควรคิดคือคนขับควรรู้ศักยภาพของรถตัวเองเพื่อประเมินว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ จะทำให้ผ่านฤดูฝนในประเทศไทยไปได้ เพราะถ้าดูข่าวแล้วคิดไปเองว่ารถตัวเองก็ลุยน้ำได้สูง ความจริงอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ คิดเห็นอย่างไรลองคอมเมนต์มาคุยกัน













