Our score
8.6

Samsung Galaxy S24

จุดเด่น

  1. หน้าจอขนาดกำลังพอดี จอเรียบ จอสว่างมาก และสู้แสงแดดจ้าได้
  2. ชิป Exynos 2400 ใช้งานทั่วไปไม่ร้อนอย่างที่คิด จัดการความร้อนได้ดี
  3. แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มวันสบาย ๆ ไม่ต้องกังวล
  4. ดีไซน์ใหม่ขอบเหลี่ยมจับถนัดมือ
  5. กล้องหลัง และกล้องหน้ารูปภาพใช้งานต่อบนโซเชียลได้ทันที

จุดสังเกต

  1. เซนเซอร์กล้องไม่มีการปรับปรุง ใช้ของเดิมจากรุ่นก่อนหน้า
  2. ชาร์จไวยังให้ความเร็วเท่าเดิม 25W และความเร็วไม่เท่ารุ่นพี่ที่ 45W
  3. ไม่แถมหัวชาร์จให้ภายในกล่องตามยุคสมัย
  4. ราคาตัวเครื่องรุ่นเริ่มต้นแพงไปนิดนึง หาโปรโมชันค่ายมือถือคุ้มกว่าซื้อเครื่องเปล่า
  5. ซูมกล้องหลังยังสู้แบรนด์อื่น ๆ ในตลาดไม่ได้
  • หน้าจอ

    9.0

  • กล้อง

    8.5

  • แบตเตอรี่

    9.0

  • เสียง

    8.0

  • ประสิทธิภาพ

    8.7

  • ดีไซน์

    9.0

  • ความคุ้มค่า

    8.0

ยุคสมัยใหม่ของสมาร์ตโฟนที่มี AI อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใหม่มาก แต่หมุดหมายของ Galaxy AI จากทาง Samsung ที่เปิดตัวพร้อมกับ Samsung Galaxy S24 Series นั้นกำลังเปิดทางยุคใหม่ให้กับสมาร์ตโฟน

และในวันนี้ผู้เขียนจะมารีวิว Samsung Galaxy S24 ตัวเล็กน้องสุดในซีรีส์แบบใช้งานจริงชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้เขียนของสปอยไว้ก่อนเลยว่า! รุ่นเล็กสุดนี้ของจริงน่าใช้สุด ๆ แบบไม่แพ้ตัวพี่อย่าง S24+ และ S24 Ultra เลยล่ะ

สเปกตัวเครื่อง Samsung Galaxy S24

  • หน้าจอ : Dynamic AMOLED 2X รีเฟรชเรต 120Hz ความละเอียด 2340 × 1080 (FHD+) ขนาด 6.2 นิ้ว
  • ชิปเซต Samsung Exynos 2400 รองรับ 5G + การ์ดจอ Samsung Xclipse 940
  • หน่วยความจำขนาด 256/512GB
  • RAM : 8GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (f/1.8)
    • กล้องเลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (f/2.2)
    • กล้องถ่ายภาพซูม (Telephoto) ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล 3x Optical Zoom, 30x Digital Zoom (f/2.4)
    • กล้องหน้าขนาด 12 ล้านพิกเซล (f/2.2)
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh พร้อมชาร์จไว 25W (PPS)
  • ซอฟต์แวร์ OneUI 6.1 (Based on Android 14) มาพร้อมกับฟีเจอร์ Galaxy AI
  • การเชื่อมต่อ : รองรับ 5G ,WIFI 6 ,Bluetooth 5.3 และ USB-C 3.2 Gen 1
  • ขนาดตัวเครื่อง 140.5 x 70.6 x 7.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 167 กรัม
  • วัสดุรอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียม (Aluminium Armor 2.0) ครอบทับด้านหน้าและหลังด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2
  • สีตัวเครื่อง 4 สี ได้แก่ Onyx Black, Marble Gray, Cobalt Violet, Amber Yellow และ Cobalt Violet (พร้อมสีเฉพาะสั่งออนไลน์ : Sapphire Blue, Jade Green, Sandstone Orange)

ดีไซน์ตัวเครื่อง

เริ่มต้นกันที่ดีไซน์ของตัวเครื่อง ขอเกริ่นก่อนว่าผู้เขียนใช้เครื่อง Google Pixel 7 Pro และ iPhone 12 Mini เป็นหลัก สัมผัสแรกได้จับ Samsung Galaxy S24 ก็บอกได้เลยว่า นี่มัน iPhone ชัด ๆ เลย…. ขอบเครื่องเหลี่ยม สันขอบคม แต่ตัวเครื่องยังคงมีเอกลักษณ์ของ Samsung Galaxy S เอาไว้อยู่พอในโดยรวม ด้านหลังของตัวเครื่อง ก็มีโมดูลกล้องอันเป็นเอกลักษณ์ที่มองจากไกล ๆ ก็รู้ว่านี่คือ Samsung แน่นอน

ในรอบนี้ Samsung เลือกที่จะเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งไลน์อัปของ S24 เลย โดยในรุ่นธรรมดาตัวเครื่องเหลี่ยมขึ้น สัมผัสการจับถือดีขึ้น จับกระชับมือมั่นคง ด้านของวัสดุเฟรมตัวเครื่องอะลูมิเนียม (Armor Aluminum) ขอบด้าน โดยสีของขอบตัวเครื่องจะเป็นตามสีของฝาหลังทุกประการ

ฝาหลังตัวเครื่อง Samsung Galaxy S24 ใช้วัสดุกระจกผิวสัมผัสแบบด้าน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass Victus 2 และข้อดีที่ตามมาของฝาหลังแบบด้านคือ ไม่เก็บลายนิ้วมือ และสัมผัสตัวเครื่องดูแพงกว่าแบบเงา ในเรื่องของการวางปุ่มควบคุมตัวเครื่องยังมีการวางปุ่มทางด้านขวามือทั้งหมดเช่นเดิม และปุ่มกดทำน้ำหนักได้ดีคลิ๊กง่ายทำได้ตามมาตรฐานของบอดี้ตัวเครื่องเรือธง และยังมาพร้อมกับมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP68 ที่กันการตกน้ำได้ลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาทีด้วย

สำหรับตัวเครื่องที่รีวิวอยู่นี้คือ สีเหลือง Amber Yellow จากที่วางจำหน่ายทั้งหมด 4 สีได้แก่ Cobalt Violet, Amber Yellow, Onyx Black, Marble Gray นอกจากนี้ยังมีสีพิเศษที่วางขายใน Samsung Online Store เท่านั้นทั้งหมด 3 สีได้แก่ Sapphire Blue, Jade Green และ Sandstone Orange

หน้าจอแสดงผล

หน้าจอน่าจะเป็นพาร์ตที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดของเครื่อง Samsung Galaxy S24 เลย เพราะ “หน้าจอสีสดใส คมชัด จอสว่างมาก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อของ Samsung Display เลยก็ว่าได้ ถึงแม้ตัวจอจะยังใช้ Dynamic AMOLED ไม่เหมือนรุ่นพี่ใหญ่สองตัวที่ขยับไปใช้ LTPO แล้ว แต่คุณภาพของจอ S24 ตัวเล็กก็ถือว่าสวยงามไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าตัวใหญ่เลย และจากการทดลองใช้งานในชีวิตประจำวันด้านของความสว่างหน้าจอก็ทำได้ดีมาก ทั้งในพื้นที่แสงน้อย และพื้นที่กลางแจ้งที่สว่างขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็มาจากการที่ S24 มีความสว่างจอสูงสุดที่ 2400 nits มากกว่า S23 ที่ 1750 nits

ในส่วนของฟีเจอร์ Always On Display บน Samsung Galaxy S24 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงผลแบบใหม่ที่จะมีการแสดงวอลเปเปอร์ล็อกหน้าจอแบบมืดลงซึ่งคล้าย ๆ กับฟีเจอร์ Always On Display ของ iPhone 14 Pro และ iPhone 15 Pro

กล้องถ่ายรูป

สเปกกล้องของ Samsung Galaxy S24 ในปีนี้ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้า Samsung Galaxy S23 ที่มาพร้อมกับเลนส์กล้อง 3 ระยะทั้ง Ultra-Wide, Wide และ Telephoto

จากที่บอกไว้ก่อนตอนต้น ว่าผู้เขียนใช้สมาร์ตโฟนเครื่องหลักเป็น Google Pixel 7 Pro ที่สไตล์รูปภาพนั้นจะออกมาในโทนสีจืด และ White Balance ที่ตรงกับสภาพแวดล้อมจริง ๆ ซึ่งหลังจากการถ่ายภาพ Samsung Galaxy S24 นั้นก็พบว่าชอบเลยทีเดียว รูปภาพสามารถนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้ทันที และการโพสต์ลง Instagram Story ภาพมีความคมชัดมาก ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ Samsung และ Instagram จูนเรื่องคุณภาพภาพที่ลงใน Story ด้วยกันนั่นเอง ก็ถือว่าปิดจุดบอดคนที่ชอบบ่นว่ามือถือ Android ลง Story ไม่ชัดไปได้

ด้านไฟล์ภาพ Samsung Galaxy S24 แม้ว่าเซนเซอร์ของกล้องหลังทั้ง 3 ตัวนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยสักนิดเดียว แต่ในปีนี้ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ต Exynos 2400 ก็ทำให้การประมวลผลภาพโดยรวมนั้นเปลี่ยนไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโทนสีของภาพนั้นไม่ได้ฉูดฉาด และคมจนเกินไป

การถ่ายภาพซูม

แม้ว่าในปีนี้ ตัวเครื่องไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเซนเซอร์กล้องเทเลโฟโต้แต่อย่างใด แต่ทางซัมซุงได้มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ Post Processing ที่ช่วยให้การซูมภาพนั้นดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า สำหรับระยะหวังผลที่ใช้งานได้ดีก็คือระยะ 10x ที่มีการครอปซูมจากเซนเซอร์กล้องเทเลโฟโต้ และซูมได้สูงสุดที่ 30 เท่า

การถ่ายภาพกลางคืน

ในพาร์ตของการถ่ายกลางคืนก็เรียกว่าทำได้ดีเลยทีเดียว แม้ว่าจะใช้เซนเซอร์กล้องหลังตัวเดิม แต่ใช้ตัวประมวลผลภาพใหม่ และชิปเซตใหม่ทำให้มีการดึงประสิทธิภาพของเซนเซอร์ออกมาทั้งหมด

เซลฟีกล้องหน้า

แม้ว่าเรื่องของงานภาพกล้องหน้าทางผู้เขียนจะไม่ได้หยิบมาใช้ถ่ายภาพกล้องหน้าสักเท่าไหร่ แต่หลังจากการทดลองถ่ายรูปกล้องหน้าก็พบว่า รูปภาพทำออกมาได้ดีงาม สมราคาของเรือธงประจำปี มีการโฟกัสเข้าใบหน้าได้เร็ว แต่ถึงแม้ว่าจะสามารถปรับมุมมองให้กว้างขึ้นอีกได้ ก็ยังรู้สึกว่ามุมมองกล้องอาจจะยังแคบไปนิดหน่อย

วิดีโอ

ด้านของตัวเลือกความละเอียดวิดีโอก็ถือว่าจัดเต็มสำหรับเรือธง โดยสามารถถ่ายได้สูงสุดที่ความละเอียด 8K 30FPS แต่อย่างไรก็ตาม ความละเอียด 4K 60FPS ก็เหลือใช้แล้วสำหรับคนทั่วไป ใช้ถ่ายวิดีโอในชีวิตประจำวันได้สบาย ๆ และเอาไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram Story หรืออัดฟุตเทจไปตัดต่อลง YouTube อะไรได้สบายเลย

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง

ถึงแม้หลายคนจะติดภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับชิปเซ็ตตระกูล Exynos และจากที่ทราบกัน Samsung เลือกที่จะใส่ชิป Eyxnos 2400 เข้ามาในสองรุ่นเล็กคือ S24 และ S24+ แต่ผู้เขียนกลับมองว่านี่เป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของเครื่องเลย เพราะว่าการกลับมาของ Eyxnos ในครั้งนี้ถือว่าทำการบ้านมาได้ดี สามารถจัดการความร้อนได้ดีขึ้นกว่าเดิม และมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับ Snapdragon ในระดับเดียวกันมาก

จากการใช้งานตัวเครื่อง S24 แบบใช้งานชีวิตประจำวันนั้นตัวเครื่องไม่มีความหน่วง ลื่นไหล จัดการเรื่องประมวลผลแอปภายหลังได้ดี ก็เริ่มทำให้ผู้เขียนแอบเสียดายที่ Google Tensor ที่ใช้ใน Pixel 7 Pro ก็สถาปัตยกรรมเดียวกัน โรงงานผลิตเดียวกัน แต่ทำไมมันไม่เย็นเหมือน S24 บ้าง!

โดยกองบรรณาธิการแบไต๋ก็ได้ทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องของ Samsung Galaxy S24 ด้วย Geekbench 6 คะแนนทำได้ Single-Core : 2,210 คะแนน และ Multi-Core : 6,219 ตัดภาพมาในรุ่นพี่เรือธง Samsung Galaxy S24 Ultra ชิปเช็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 For Galaxy ทำคะแนนได้ Single-Core : 2,245 คะแนน และ Multi-Core : 6,731 คะแนน ก็พบว่าคะแนนแตกต่างกันไม่มาก ซึ่งคะแนนระดับนี้ก็เหลือเฟือแล้ว สำหรับเรือธงตัวเริ่มต้นในตระกูล S24 Series

ผลทดสอบ Wild Life Stress Test ของ Samsung Galaxy S24 ทำคะแนนได้สูงสุดที่ 13,067 คะแนน ต่ำสุด 7,626 คะแนน มีความนิ่งของประสิทธิภาพอยู่ที่ 58.4% และทำอุณหภูมิสูงสุดที่ 47 องศาเซลเซียส

สำหรับการเล่นเกม Samsung Galaxy S24 นั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากรุ่นพี่ สามารถดูผลการทดสอบเล่นเกมได้ที่ รีวิว Samsung Galaxy S24+ ได้เลย

Galaxy AI

จากการทดลองใช้งานฟีเจอร์ Galaxy AI ที่อาจจะไม่ได้เล่าเยอะในพาร์ตนี้เพราะได้รีวิวการใช้งานเต็ม ๆ ไปแล้วในคลิป S24 Ultra (ชมได้ด้านล่าง) ซึ่งก็ถือว่าทำให้การใช้งานทั่วไปสะดวกขึ้นเยอะ และการมี AI ก็เข้ามาช่วยให้ทำงานง่าย ๆ อย่าง เช่น การปรับน้ำหนักของภาษา ให้ดูเป็นทางการ หรือติดเล่นก็ได้ หรือช่วยแต่งเติมรูปภาพ ก็ทำให้เราทำอะไรรวดเร็วได้มากขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานลงไปได้ โดยเฉพาะฟีเจอร์ Generative Photo Editing ที่ส่วนตัวผู้เขียนชอบมากที่สุด เป็นการปรับเอียงรูปภาพ และเติมส่วนที่ขาดเหลือให้อัตโนมัติ ตอบโจทย์สำหรับใครที่ชอบปรับแต่งภาพ ก็สามารถมาปรับให้ตรงในภายหลังได้

สำหรับฟีเจอร์ Galaxy AI เป็นจุดเด่นสำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้เลย และสำหรับใครที่คิดว่ารุ่นน้องจะมีฟีเจอร์ AI แตกต่างจากรุ่นพี่ S24 Ultra ไหม ก็บอกเลยว่าไม่แตกต่างกันแม้แต่น้อย ใช้งานได้ครบทุกฟีเจอร์แน่นอน เช่น Circle to Search, Live Translate, Note Assist, Photo Assist, Call Translate, Interpreter, Generative Fill และอื่น ๆ

แบตเตอรี่

สำหรับเรื่องแบตเตอรี่ก็เป็นพาร์ตที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องประสิทธิภาพ ซึ่งหลายคนส่วนใหญ่ก็ดูจะกังวลกันถึงเรื่องการกลับมาใช้ Exynos 2400 ว่าจะสามารถใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh ได้คุ้มค่าไหม กลับกลายเป็นว่าชิปรุ่นนี้ดันเก่งขึ้น จัดการประสิทธิภาพต่อพลังงานได้ดี บวกกับการเพิ่มขนาดแบตเตอรี่จากเดิมที่ 3,900 mAh มาเป็น 4,000 mAh ก็ทำให้แบตใช้ได้ยาวนานกว่าเดิมขึ้นไปอีก

หมายเหตุไว้ก่อนเลยว่า รีวิวการใช้งาน S24 ของผู้เขียนเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน โซเชียลทั่วไป เปิดแชร์ไวไฟฮอตสปอต (5G) ถ่ายรูปภาพ-วิดีโอ และไม่มีการเล่นเกมแต่อย่างใด ก็พบว่า สามารถใช้งานได้เหลือ ๆ จบวัน โดยผู้เขียนได้ทดลองใช้งานตั้งแต่ประมาณ 10 โมงเช้าจนถึง 2 ทุ่ม หรือราว ๆ 10 ชั่วโมง และมี Screen on time ประมาณ 4 ชั่วโมง แบตฯกลับบ้านยังเหลือ 12% ผลสรุปก็คือ “จิ๋วแต่แจ๋ว”

ด้านของการชาร์จแบตเตอรี่ตัวเครื่องรุ่นนี้ก็ให้ความเร็วในการชาร์จสูงสุดที่ 25W (PPS) ชาร์จไร้สาย 15W และชาร์จให้อุปกรณ์อื่น ๆ แบบไร้สายที่ 4.5W ซึ่งส่วนตัวคิดว่า 25W ในปีนี้นั้นเรียกได้ว่าน้อยเกินไปหากเท่ารุ่นพี่ที่ 45W แต่หากนำไปเทียบกับอีกค่ายอย่าง iPhone 15 ที่ราคาไล่เลี่ยกัน ก็ถือว่าเยอะกว่า (iPhone 15 มีความเร็วในการชาร์จสาย 20W)

สรุปผลการใช้งาน

Samsung Galaxy S24 ถือว่าเป็นเรือธงที่ดีเลยทีเดียว เหมาะสำหรับใครที่กำลังหาสมาร์ตโฟนเรือธงขนาดตัวเครื่องที่จับถนัดมือไม่ใหญ่จนเกินไป และใช้งานทั่วไปไม่หวือหวา แถมถ้าใครกำลังหาสมาร์ตโฟนเรือธงที่มีการการันตีการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบยาว ๆ และศูนย์บริการมีทั่วประเทศ เครื่องเสียหายก็สามารถส่งซ่อมได้ง่าย รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลย

ราคาของ Samsung Galaxy S24

Samsung Galaxy S24 วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่นแรม 8GB ความจุ 256GB ราคา 33,900 บาท
  • รุ่นแรม 8GB ความจุ 512GB ราคา 37,900 บาท

สีตัวเครื่อง 4 สี ได้แก่ Onyx Black, Marble Gray, Cobalt Violet, Amber Yellow และ Cobalt Violet (พร้อมสีเฉพาะสั่งออนไลน์ : Sapphire Blue, Jade Green, Sandstone Orange)