Connect with us

บทความ

[บทความพิเศษ] จุดกำเนิดของความรุนแรงในเกม และเรตเกมที่คุณควรรู้ !!

มาดูการจัด เรตเกม ในญี่ปุ่นและ อเมริกา กันว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน

Published

on

วงการเกมในยุคนี้พัฒนาขึ้นเกมสมจริงและมีหลากหลายแนวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน วีดีโอเกมจึงไม่ได้เหมาะสมกับเด็กเท่านั้น โดยเฉพาะเกมที่มีความรุนแรงที่แทบจะกลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว ซึ่งความจริงก็มีเกมแนวนี้มานานแต่ด้วยกราฟิกในอดีตที่ไม่สามารถจำลองภาพได้เหมือนคนจริงๆ ความรุนแรงก็เลยดูไม่ได้น่ากลัวเท่าเกมในยุคนี้ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเรตเพื่อควบคุม เหมือนกับภาพยนตร์ ซึ่งที่ต่างประเทศมีการทำมายาวนานตั้งยุค 90 แล้ว บทความนี้เลยอยากจะแนะนำ ให้คอเกมรู้จัก เรต เกมเพื่อที่จะได้เล่นเกมให้เหมาะสม

โดยองค์กรแรกที่จะแนะนำคือ ESRB ที่จัดเรตเกมในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีประวัติยาวนาน มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อตั้งในปี 1994 ซึ่งมีชื่อเต็มๆว่า Entertainment Software Rating Board หรือเรียกย่อๆว่า ESRB มีหน้าที่จัดเรตเกม ทั้ง PC และคอนโซล ซึ่งโลโก้ที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยบนกล่องเกมจะเป็นรูปตัวอักษร ภาษาอังกฤษ บนกล่องเกม แต่เชื่อว่ามีหลายคนอาจสงสัยว่ามันหมายถึงอะไร และเรตเกมที่กำหนดมีอะไรบ้าง

แต่ก่อนอื่น ขอย้อนไปพูดถึงจุดกำเนิดของการจัดเรตเกม โดยความรุนแรงเริ่มขึ้นในช่วยต้นยุค 90 และเกมอื้อฉาวเกมแรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเกมต่อสู้สุดโหดเลือดสาด Mortal kombat ที่มีความโดดเด่นที่ การต่อสู้ที่ถึงตาย โดยเฉพาะท่า Fatality ที่เป็นท่าทำให้คู่ต่อสู้ตายอย่างสยอง แม้กราฟิกในยุคนั้นจะไม่ได้มีความสมจริงนัก แต่ความรุนแรงถือว่าสูงมากเรียกว่าโหดไม่เกรงใจใคร จนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีท่าไม้ตายของตัวละครในเกมอย่าง Sub Zero ที่เป็นการกระชากหัวของคู่ต่อสู้ ออกมาพร้อมกับกระดูกสันหลัง ที่กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในอเมริกา ซึ่งสำหรับยุค 90 อย่างรุนแรงจนเป็นที่มาของการจัดเรตเกมกันอย่างจริงจังเกิดขึ้น

โดย เรต เกม ESRB แบ่งระดับออกเป็น

 

EC – Early Childhood (เด็กเล็ก)

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เกมที่ได้รับเรตนี้มักจะเป็นเกมที่เน้นการเล่นที่เรียบง่าย และไม่มีเนื้อหารุนแรง การควบคุมง่าย เชื่อได้ว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับเกมที่ได้เรตนี้นัก เพราะเกมที่ได้ส่วนใหญ่เป็นเกมเพื่อการศึกษา หรือเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเกมประเภทนี้ห้ามมีความรุนแรงอยู่เลยแม้แต่น้อย และรูปแบบการเล่นต้องเล่นง่าย ไม่ซับซ้อน

E – Everyone (ทุกวัย)

คอเกมคงจะคุ้นเคยกับเรตเกมนี้ เพราะเกมดังๆ หลายเกมที่ไม่มีความรุนแรง มักจะได้เรตนี้ แต่ความจริงแม้ชื่อมันจะบอกว่าสำหรับทุกวัย แต่ความเป็นจริงแล้วตัวเกมกำหนดให้เด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไปเล่น เพราะว่ามีการวิจัยออกมาแล้วว่า ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีเล่นเกมผ่านจอทีวี ส่วนเรต E จะมีความรุนแรงเล็กๆแบบภาพการ์ตูน เด็ก ไม่มีการใช้อาวุธที่ดูสมจริง ไม่มีเลือด ไม่มีเรื่องเพศ ห้ามไม่ให้มียาเสพติด อีกทั้งเกมที่เป็นการจำลองการเล่นกีฬา เช่นเกมฟุตบอล ก็ได้เรตนี้ ส่วนเกมแอ็คชั่นก็เป็นแนวน่ารักอย่าง  มาริโอ

E10+ (10 ปีขึ้นไป)

เป็นเรตเกมใหม่ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 ซึ่งผู้ที่ได้รับ อนุญาตให้เล่นต้องมีอายุ 10 ปีขึ้นไป โดยเกมที่ได้เรทนี้ เป็นเกมที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จากการใช้อาวุธ มีการใช้ภาษาที่รุนแรงขึ้น แต่ไม่มีคำหยาบ ไม่มียาเสพติด เรตเกมนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเกมที่มีความรุนแรงแบบการ์ตูนที่มีมากขึ้น แต่ต้องไม่มีภาพที่รุนแรงแบบสมจริง แต่เกมน่ารักบางเกมก็ได้เรตนี้เช่นเกม เคอร์บี้

T – Teen (13 ปีขึ้นไป)

เหมาะสำหรับอายุ 13 ปีขึ้นไป โดยเรต T นับเป็นเรตที่มีเกมอยู่ในระดับปานกลาง เพราะด้วยเนื้อหาที่มีความสมจริงได้ อนุญาตให้มีเลือดได้ แต่ต้องไม่มาก รวมทั้งอาวุธที่มีได้ทุกชนิด แต่ลักษณะต้องไม่ดูรุนแรงเกินไป ภาษาก็พูดได้แรงขึ้น แต่ห้ามมีคำหยาบคายแบบแรงๆ รวมทั้งมียาเสพติดได้แต่ต้องเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่นเหล้าหรือบุหรี่ ซึ่งเรตเกมนี้ถือว่าเป็นกลางๆ เช่นเกม เซลด้าภาคหลังๆที่มีความรุนแรงจากการใช้ดาบ แต่ไม่มีเลือด หรือถ้าจะมีเลือดก็ต้องมีน้อยมาก อีกตัวอย่างคือเกม Uncharted ที่มีฉากใช้อาวุธที่รุนแรงแต่ด้วยภาษาที่ไม่หยาบมากและเลือดที่มีไม่มากทำให้เกมได้เรต T ไป

M – Mature (สำหรับผู้ที่อายุ 17 ปีขึ้นไป)

โดยผู้ที่เหมาะสมจะเล่นเกมเกมที่ได้รับเรต นี้ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และนับเป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในยุคนี้แล้ว เพราะยิงมุมมองบุคคลที่ 1 ดังๆในยุคนี้ส่วนใหญ่ได้เรตนี้กันหมด เพราะด้วยเนื้อหาเกมที่สมจริง มาก สามารถพูดคำหยาบได้ มีการใช้อาวุธรุนแรงได้หลากหลาย มีเลือด มีการใช้ยาเสพย์ติดในเกม ได้ทุกชนิด และมีเรื่องเพศเข้ามาในเกมอย่างเด่นชัด เช่นการมีฉากเปลือยอย่างเด่นชัด เพียงแต่ห้ามให้เห็นการร่วมเพศแบบชัดๆ ส่วนมากเกมที่ได้เรตนี้จะเป็นเกมแอ็คชั่น และเกมยิง เช่น Call Of Duty หรือเกมโหดอย่าง God Of war

AO – Adults Only (สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น)

ซึ่งผู้คนที่เล่นเกมเรตนี้ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยเกมที่ได้เรตนี้ จะถือว่าเป็นเกมที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งก็ไม่ค่อยมีเกมที่ได้เรต AO เพราะว่าทาง ค่ายเกมคอนโซล ทุกค่ายต่างประกาศว่าจะแบนเกมที่ได้เรตนี้ ทำให้ปัจจุบันเกม AO จึงแทบไม่มีให้เห็น  ซึ่งเกมที่ได้รับเรตนี้จะนอกจากจะเกี่ยวกับความรุนแรงสูง และฉากเกี่ยวกับเพศที่มากขึ้น สามารถเห็นการร่วมเพศกันได้เต็มที่ เรตนี้จึงเหมือนหนังที่ได้เรท X หรือ NC-17 ที่เป็นเรตต้องห้าม เกมที่ได้เรตนี้ส่วนมากจะเป็นเกมโป๊ สำหรับผู้ใหญ่บน PC เสียมากกว่า แต่เกมดังที่เคยได้เรต AO ก็มี เช่นเกม GTA ภาค San Andreas ก็เคยเป็นเกมที่ได้เรตนี้ เพราะเรื่องอื้อฉาว ด้วยการค้นพบฉาก ร่วมเพศในเกม ที่ถูกซ่อนอยู่ และมีผู้เล่นเขียน code เพื่อปลดล็อกมันออกมา ส่วนอีกเกมคือ Manhunt 2 ที่มีการออก uncut version มาที่เพิ่มความรุนแรงแบบสุดขั้ว

และการจัดเรตเกมนั้นไม่ได้มีแค่เฉพาะในอเมริกา แต่จากฝั่งญี่ปุ่นก็มีการจัดเรตเช่นกัน ซึ่งตลาดเกมญี่ปุ่นมีความแตกต่าง และมีรายละเอียดมากกว่า เพราะด้วยวัฒนธรรม ที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่า เกมก็แตกต่างกัน ทำให้การแบ่งเรตใส่ระดับอายุไว้มากกว่า และแม้จะเป็นเกมที่จัดเรตในญี่ปุ่น แต่ก็มีการแบ่งเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ดูง่าย ซึ่งจัดโดย องค์กร Computer Entertainment Rating Organization หรือเรียกย่อๆว่า CERO

CERO เรต แบ่งออกเป็น

A (ทุกเพศทุกวัย)

เรต A จะเหมือนเรต E ของทางตะวันตก โดยเกมที่ได้เรตนี้จะมีความรุนแรงต่ำ หรือเป็นความรุนแรงแบบการ์ตูน เล่นได้ทุกเพศทุกวัย เกมที่ได้ก็จะเป็นเกมอย่าง Super Mario และเป็นเกมที่มีการเล่นที่ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย แต่ก็มีหลายเกมที่ได้เรตนี้ทั้งๆที่เกมมีความซับซ้อน เช่นเกม Dragon Quest ที่ได้เรต A ในทุกๆภาคที่วางจำหน่าย

B (เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป)

ส่วนเรต B นี่เหมือนอยู่ระหว่าง E10+ กับ T ที่เกมจะมีความรุนแรงขึ้นทั้งภาพ การใช้ภาษา แต่จะไม่เห็นเลือดมากนัก หรือเนื้อหาที่จะดูเป็นผู้ใหญ่ หรือความซับซ้อนในเกมที่มากเกินกว่าเด็กเล็กๆจะเล่นได้ อย่างเช่นเกม Final Fantasy หรือ Zelda ภาคหลังๆที่มีภาพที่สมจริงมากขึ้น

C (เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป)

โดยเรต C ส่วนมากจะมีความรุนแรงและพูดถึงเรื่องเพศมากขึ้น แต่ต้องไม่มีฉากโหดๆมากนัก ส่วนมากเรตนี้จะเป็นเกม จีบสาว หรือเกมที่มีฉากหวือหวา และมีการฉาก Sexy บ้างแต่ต้องไม่อนาจารจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีเกมที่มีเรื่องราวที่เป็นผู้ใหญ่หรือมีเกมเพลย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นแต่ไม่ใช่เกมที่มีความรุนแรงก็จะได้เรตนี้เช่นกัน

D (เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 17 ปีขึ้นไป)

ส่วนเรตนี้เทียบได้กับ เรต M ของโซนอเมริกา ที่ส่วนมากเกมจะเป็นเกมแอ็คชั่นที่มีความรุนแรงสูงมาก  อย่างพวก Resident Evil , Metal Gear หรือเกมยิงแนวสงคราม โดยมีการใช้ภาษาหยาบคาย เรื่องเพศ แต่จะไม่มีความรุนแรงแบบชัดเจนโจงแจ้ง แต่ต้องไม่มีฉากร่วมเพศที่เห็นอย่างชัดเจน

Z (เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป)

เรตสุดท้าย อาจจะเทียบได้กับเรต AO ของ อเมริกา เรตนี้เรียกว่าจัดหนักจัดเต็ม ทั้งความรุนแรง ที่ใส่มาแบบเต็มที่แบบเห็นชัดเจน รวมทั้งคำหยาบคาย หรือฉากเปลือยของตัวละครในเกม แต่ก็มีเกมดังๆที่ได้เรต M ในอเมริกา แต่ได้เรต Z ในญี่ปุ่นเช่นเกม Dead rising , Gear of war , God of war  เรตนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบางเกมจะมีการสร้างเวอร์ชั่นเรต Z ออกมาวางขาย ที่จะจัดเต็มเรื่องความรุนแรงเช่นล่าสุดกับเกม Resident Evil 7 ที่นอกจากเรต D แบบปรกติแล้วยังมีการออกวางขาย เรต Z ที่มีความรุนแรงสูงกว่ามาให้เล่นด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

5 เหตุผลที่เรา ”อาจจะได้เห็น Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC”

Published

on

นับตั้งแต่วันที่เปิดเผยว่ากำลังพัฒนาอยู่ ประกาศวันวางจำหน่ายไปจนถึงพร้อมให้เข้าเล่น ก็ได้มีข่าวลือออกมามากมายที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่า Red Dead Redemption 2 ภาคต่อของซีรีส์เกมคาวบอยโอเพ่นเวิลด์จากค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายระดับพระกาฬอย่าง Rockstar Games นี้ “อาจจะได้ลงให้กับแพลตฟอร์ม PC” แต่ใครที่รู้จักกิตติศัพท์ซีรีส์นี้ดี ก็น่าจะพอทราบกันว่าเครื่องเล่นคอนโซลคือแพลตฟอร์มเดียวที่เกมซีรีส์นี้จงรักษ์ภักดีลงให้

ซึ่งถึงแม้อดีตจนถึงปัจจุบันจะยังคงเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนกลับมีลางสังหรณ์ว่า Red Dead Redemption 2 อาจมีแนวโน้มที่จะลงให้กับ PC ด้วย 5 เหตุผลใหญ่ๆ เอาละ มันจะมีอะไรกันบ้างเชิญตามอ่านต่อกันได้เลยครับ


1. ค่ายพัฒนาเกมอิสระ (3rd Party) เริ่มไม่ทำเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่องเล่นแล้ว

ไม่ว่ายุคสมัยไหน เกมเอ็กซ์คลูซีฟก็ยังเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดในการเลือกซื้อเครื่องเล่นเกมนั่นแหละ และค่ายพัฒนาเกมที่ขึ้นตรงกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน (Naughty Dog ก็ Sony, PlayStation ส่วน Xbox ก็ Microsoft Studios ฯลฯ) จะมีก็แต่เพียงค่ายพัฒนาอิสระทั้งหลายที่อาจจะเคยลงผลงานให้กับเฉพาะเครื่องเล่นเกม (อาทิ Capcom ที่เคยให้ Resident Evil 4 เป็นเกมเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่อง GameCube ฯลฯ)

แต่ในปัจจุบันก็แทบจะไม่มีค่ายพัฒนาอิสระเจ้าไหนผูกขาดกับเครื่องเล่นเกมแล้วละ แต่ถ้าทำ ก็มักจะออกมาในรูปแบบของไทม์เอ็กซ์คลูซีฟ (Time Exclusive) ล็อคเวลาให้เกมนั้นลงเฉพาะเครื่องเล่นตามระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่ง Rockstar Games ที่ก็เป็นค่ายพัฒนาอิสระเช่นเดียวกันนี้ ในผลงานระยะหลังๆ มาก็แทบจะออกมาในรูปแบบของมัลติแพลตฟอร์มหรือว่าลงให้กับทุกเครื่อง ฉะนั้นแล้วไม่แน่ว่าภาคต่อเกมคาวบอยสุดอีปีกอย่าง Red Dead Redemption 2 ก็อาจจะลงให้กับ PC ด้วยก็เป็นได้นะ

2. Take-Two (บริษัทแม่ Rockstar) เกลี้ยกล่อมให้ Rockstar Game พอร์ตเกมนี้ลง PC

เหนือขั้นตอนการพัฒนาเกมหรือเชิงเทคนิคทั้งหลาย ก็ยังมีอีกสิ่งที่มีผลต่อเกมๆ หนึ่งไม่มากก็น้อย นั่นคือเรื่องของทิศทางที่ผู้ใหญ่หรือผู้กุมบังเหียนจากทางค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายต้องการ โดย Take-Two Interactive หรือบริษัทแม่ของทาง Rockstar Games นั้น พวกเขาได้พยายามเกลี้ยกล่อมกับทางค่ายลูกของตนให้ทำการพอร์ต Red Dead Redemption 2 ลงเวอร์ชั่น PC

แต่ทั้งนี้ทาง Rockstar ก็ไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะนำผลงานล่าสุดชิ้นโบว์แดงนี้ลงให้กับแพลตฟอร์มดังกล่าวหรือไม่ บอกเพียงแต่ว่าพวกเขาจะพิจารณาดูเท่านั้น แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งเสียใจกันไป เพราะ Rockstar ค่อนข้างที่จะเก่งด้านการเซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่แน่ว่าบางที Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC อาจจะมีการประกาศออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

3. รายได้จากการพอร์ตผลงานเกมก่อนหน้านี้ลง PC เป็นที่น่าพอใจ

GTA V มียอดขายมากถึง 90 ล้านก๊อปปี้เลยนะ (แผ่น+ดิจิทัลดาวน์โหลด) แถมใน 11% ของยอดขายที่ตีออกมาเป็นตัวเลขกว่า 12 ล้านก๊อปปี้นั้น ก็มาจากการซื้อในรูปแบบดิจิตัลดาวน์โหลดผ่าน Steam แพลตฟอร์มขายเกมและคอมมิวนิตี้ยักษ์ใหญ่บน PC อีกทั้งนี่ยังไม่ได้รวมยอดขายจากช่องทางอื่นๆ (เว็บไซต์ร้านค้าปลีก, ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ)

ซึ่งก็แน่นอนละว่ามันคือตัวเลขที่ Rockstar Games พึงพอใจ ไม่สิ ต้องบอกว่าประทับใจเอามากๆ และ Red Dead Redemption 2 ก็เป็นซีรีส์เกมที่เหล่าพีซีมาสเตอร์เรซเรียกร้องมาแรมทศวรรษให้ลงแพลตฟอร์มของพวกเขากันเถอะตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ไม่แน่ว่า Rockstar อาจเห็นโอกาสตรงนี้ในการริ่เริ่มพอร์ตเข้ามาที่อาจจะไม่ใช่แค่ภาคล่าสุดแต่อาจจะมาทั้งเซ็ตเลยก็เป็นได้

4. เครื่องเล่นเกมเกือบทุกแพลตฟอร์มในปัจจุบันใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันแล้ว

จริงๆ แล้วอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่เกมในอดีตมักผูกขาดเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเฉพาะเครื่องเล่นนั้น อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมภายในของฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน (วิธีการลำเรียงชุดข้อมูล, ชุดคำสั่ง, ฯลฯ) ที่การจะพัฒนาเกมลงให้กับหลายเครื่องนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากหรือเสียเวลาในการต้องมาศึกษาวิธีการใหม่ และเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก 

แต่ในปัจจุบัน ก็ไม่มีค่ายเครื่องเล่นเกมใดทำตัวอินดี้ปลีกวิเวิกห่างเพื่อนฝูงวงการอีกต่อไป หากแต่เลือกที่จะใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันเพื่อทั้งเอื้ออำนวยความสะดวก ความง่ายดาย และเพื่อลดเวลาให้การที่ผู้พัฒนาเกมค่ายอิสระทั้งหลายจะสามารถนำผลงานเกมของพวกเขามาทำการแก้ไขเพียงประมาณหนึ่งและกระจายไปยังเครื่องเล่นต่างๆ

ซึ่ง GTA V คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของพลังจากฮาร์ดแวร์แห่งยุคที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน โดยในบนเครื่อง PS4 และ Xbox One นั้นสามารถรันเฟรมเรตได้ที่ 30 เฟรมแบบนิ่งๆ ในขณะ PC สามารถรีดทั้งเฟรมเรตต่อวินาทีและกราฟิกได้มากกว่านั้น ซึ่งในสาเหตุข้อนี้ อาจมีความเป็นไปได้มากสุดที่ Red Dead Redemption 2 อาจถูกพอร์ตลง PC พร้อมการมาของประสิทธิภาพที่มากกว่าบนแพลตฟอร์มคอนโซล!

5. การพอร์ตลง PC ต้องใช้เวลา ซึ่งพวกเขาอาจกำลังพัฒนากันอยู่ก็ได้ (?)

ผลงานเกมระยะหลังๆ มานี้ของทาง Rockstar มักจะถูกพอร์ตลงให้กับแพลตฟอร์ม PC เพียงแต่ระยะเวลาที่ลงจะห่างจากเวอร์ชั่นแรกเริ่มอยู่ประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น GTA IV ที่ใช้เวลาถึง 7 เดือน กว่าจะพอร์ตลงให้กับทาง PC, LA Noire ใช้เวลา 6 เดือน และปิดท้ายด้วย GTA V ที่แม้จะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน แต่ในด้านประสิทธิภาพนั้น เวอร์ชั่น PC ของเกมภาคดังกล่าวกลับมีคุณภาพที่ดีกว่าแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยการรีดเร้นศักยภาพของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกทั้งทาง Rockstar Games ก็ได้ชื่อเรื่องการปิดเงียบไม่เผยข้อมูลใดๆ แต่หากผลงานของพวกเขายังไม่มีความพร้อมเกิน 70 – 80% ไม่แน่ว่า Red Dead Redemption 2 อาจจะกำลังพัฒนาเวอร์ชั่น PC อยู่ ซึ่งเมื่อดูจากระบบการเล่นที่สุดจะละเมียด ละเอียด และสมจริงขนาดนี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะต้องใช้เวลาในการพอร์ตลงเวอร์ชั่น PC มากกว่า 1 ปีก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูล: Wikipedia, PCGamer, Quora

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

Huawei Mate 20 Pro เจ๋งกว่าแค่ไหน! เราสรุปไว้ให้ในบทความนี้แล้ว!

Published

on

(Advertorial)

Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้ (ถ้าไม่นับตัวท็อปของท็อปของท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate 20 RS อ่านะ) มีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งไม่มี เราจึงเรียบเรียงให้อ่านกันว่าเรื่องอะไรที่หัวเว่ยเจ๋งกว่าบ้าง

กล้องของ Huawei Mate 20 Pro ดีกว่าคู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย

เรื่องกล้องของ Huawei นั้นดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมาสักพักแล้วนะครับ โดยเฉพาะการใช้ AI มาแยกซีนการถ่ายภาพเพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ แถมยังสามารถใช้ทำ AIS หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ถือกล้อง 4 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพกลางคืนได้ หรือการร่วมงานกับ Leica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งใน Huawei Mate 20 Pro ก็มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยตัดเลนส์ขาว-ดำที่เราอาจจะใช้น้อยออกไป แล้วเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปแทน ทำให้กล้องหลังของ Mate 20 Pro เป็นเลนส์ Leica 3 ตัว ครอบคลุมการซูม 3 ระยะคือ

  • เลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่า (16 mm) f/2.2 ความละเอียด 20 MP
  • เลนส์ปกติ (27 mm) f/1.8 ความละเอียด 40 MP
  • เลนส์ซูม 3 เท่า (80 mm) f/2.4 ความละเอียด 8 MP

ภาพมุมกว้างสุด 16 mm ของ Huawei Mate 20 Pro

ภาพซูมของ Huawei Mate 20 Pro

ถ่าย Macro ที่ระยะ 2.5 cm ก็ได้นะ

ซึ่งความเจ๋งของระบบ 3 กล้องของ Mate 20 อยู่ตรงที่เราสามารถถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ 16 mm ไปถึงมุมเทเลอ่อนๆ ที่ 80 mm และสามารถใช้ AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm และที่น่าสนใจคือ Mate 20 Pro นั้นไม่มีซูมด้วยเลนส์แบบ 2 เท่านะครับ เพราะเราสามารถใช้เลนส์ 40 ล้านพิกเซลมาซูมเป็น 2 เท่าโดยที่ภาพไม่แตกได้อยู่แล้ว (แบบเดียวกับ Huawei P20 Pro) ทำให้เราพก Huawei Mate 20 Pro ตัวเดียวเหมือนถือกล้องที่มีเลนส์ครอบจักรวาลเลย

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro

แล้วถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 9 ล่ะ

จริงๆ กล้องของ Galaxy Note 9 นั้นถือว่าเป็นกล้องที่ดีตัวหนึ่งเลย โหมดออโต้ทำงานได้ดี งานถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้สวยเนียนตา แต่เมื่อเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 20 Pro ที่ฟังก์ชั่นของแอปกล้องเยอะกว่า และมี AI ช่วยคิดให้มากกว่า ทำให้ภาพส่วนใหญ่จาก Mate 20 Pro จะชนะไปครับ แล้วเมื่อรวมว่า Mate 20 Pro มีช่วงซูมได้ครอบคลุมกว่า เก็บได้ทั้งภาพกว้างและภาพซูมในตัวเดียว ทำให้การถือ Huawei Mate 20 Pro น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน

เรื่องวิดีโอก็เก่ง

เรื่องวิดีโอใน Huawei Mate 20 Pro นั้นเก่งขึ้นมากครับ เราชอบที่มันกันสั่นได้อย่างเยี่ยม เดินถ่ายนี่นิ่มยังกับใส่ Gimbal แถมยังซูมไปมาระหว่างถ่ายได้แบบในวิดีโอของน้อง Anne-Marie ข้างล่างนี้ครับ (ช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

และความสามารถใหม่ของ Mate 20 Series ที่ยังไม่มีในสมาร์ทโฟนตระกูลอื่นคือระบบ AI ที่ได้การประมวลผลจากชิป Kirin 980 นั้นทำให้มันสามารถแยกตัวคนออกจากฉากหลัง และสามารถทำวิดีโอที่มีหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่ามันยังไม่เนียนนัก แต่ของแบบนี้มันสามารถปรับปรุงได้เรื่อยๆ ผ่านการอัปเดทซอฟต์แวร์ครับ ลองดูวิดีโอนักดนตรีหนุ่มจากอังกฤษตัวนี้ก็ได้ จะเห็นว่าเราเบลอฉากหลัง และสามารถตัดซูมไปมา พร้อมกับการย้อมสีวิดีโอได้ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน!

Huawei เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จริงจังกับเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ เรื่องระบบพลังงานนี้ถ้าเทียบกับ Apple iPhone คงต้องบอกเลยว่าห่างชั้นกว่ามาก เพราะในขณะที่ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว แต่ iPhone XS รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในราคาแพงหูฉีก กลับได้หัวชาร์จแบบ 5W ที่ชาร์จช้าที่สุดใน 3 โลก แบบที่โลก Android ส่วนใหญ่เค้าเลิกแถมหัวแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งทำให้ iPhone ใช้เวลาชาร์จแบตนานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม ทั้งๆ ที่ความจุแบตเตอรี่มีแค่ราวครึ่งเดียวของ Huawei Mate 20 Pro เท่านั้น

Huawei Mate 20 Pro สามารถชาร์จไร้สายให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ได้ด้วย

และหนึ่งในจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro คือนอกจากมันจะสามารถชาร์จไร้สายได้แล้ว มันยังสามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ความจุสูงของมันเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging นอกจากแบตจุแล้วยังใจดีชาร์จเครื่องอื่นได้อีก

สารพัดความสามารถสนับสนุนการทำงาน

Huawei PC Mode แบบไร้สาย

ใน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกหลายความสามารถที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นไม่มีครับ อย่าง PC Mode รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานไร้สายได้ ซึ่งไม่ใช่การส่งภาพออกจอแบบไร้สายที่สมาร์ทโฟนทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำงานในโหมด PC ที่แอปต่างๆ จะเรียกเป็นหน้าต่างแล้วเรียกใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ เลย

Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถวัดระยะความลึกของใบหน้าได้ ทำให้การปลดล็อกด้วยใบหน้าทำได้ปลอดภัยกว่าการสแกนใบหน้าด้วยกล้องแบบ 2 มิติอย่างเดิม ซึ่งจุดเด่นของเซนเซอร์สแกน 3 มิติตัวนี้คือหัวเว่ยนำไปต่อยอดเพื่อใช้สแกนวัตถุแบบ 3 มิติได้ เช่นเอาไปสแกนตุ๊กตา แล้วนำมาใช้ในโหมด AR ที่เปลี่ยนตุ๊กตาให้มีชีวิต มาถ่ายร่วมซีนกับคนได้ แต่ต้องรออัปเดทเปิดความสามารถนี้อีกครั้งในช่วงปลายปีนะครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่เคยขาดการสแกนนิ้วได้นะครับ แม้ว่าเราจะสามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกเครื่องได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่แอปหลายๆ ตัวของ Android ก็ยังไม่รองรับการใช้ใบหน้าเพื่อปลดล็อกการเข้าแอปอยู่ดี (เช่นแอปของธนาคาร) ซึ่ง Android บางตัวที่มีแต่สแกนใบหน้าอย่างเดียว ตัดการสแกนนิ้วออกไป ทำให้การเข้าใช้แอปพวกนี้ต้องป้อนรหัสผ่านเหมือนเดิม แต่สำหรับ Huawei Mate 20 Pro นั้นไม่มีปัญหานี้ เพราะมาพร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นล่าสุดที่อ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รวดเร็ว แถมยังดูดีเมื่อใช้งานอีกด้วย

เรื่องของ GPS หัวเว่ยประกาศบนเวทีเลยว่าการใช้ GPS 2 คลื่นควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยการใช้ Mate 20 นำทางขับรถรอบกรุงเทพ ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้สมูทตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ

สรุปเลยแล้วกัน Huawei Mate 20 Pro คือตัวท็อปของหัวเว่ยที่อัดเทคโนโลยีมาเต็ม เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในหลายๆ ด้าน ทั้งกล้องที่คมชัดแถมได้ช่วงซูมที่กว้างมาก แบตเตอรี่ที่ใหญ่ ชาร์จได้เร็ว แถมชาร์จไร้สายให้เครื่องอื่นได้ เครื่องแรงระดับท็อปของโลก Android กล้องหน้าที่มาพร้อมการสแกน 3 มิติ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ รวมถึงระบบ GPS ที่แม่นยำครับ ใครมองหาสมาร์ทโฟนที่ความสามารถท็อปๆ ดู Huawei Mate 20 Pro ไม่น่าจะผิดหวัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

พาทัวร์งานเกม “PAX AUS 2018” มหกรรมเกมที่ไม่ธรรมดาของชาวออสซี่

Published

on

เนื่องจากช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระผมถูกจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ไปร่วมงานมหกรรมเกม PAX AUS ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์ Melbourne Games Week ประจำปี 2018 ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบเจอหลายสิ่งเด็ด ๆ ที่ทั้งเซอร์ไพรส์และน่าประทับใจในวงการเกมบ้านเค้า โดยเฉพาะความหลากหลายของสายพันธุ์ “เกมเมอร์” ออสซี่ การจัดงานที่แสดงให้เห็นถึงการคิดมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญคือความรู้ความเข้าใจในตัวเกมเมอร์ของภาครัฐเมืองเมลเบิร์นที่เข้าใจจริงอะไรจริงจนน่าทึ่ง สาธยายยืดยาวน่าเบื่อแค่นี้ก็พอเนอะ ว่าแล้วก็ออกไปทัวร์งานกันเลยดีกว่า!

เทศกาลโชว์ของใหญ่ของทีมพัฒนาบิ๊กเบ้ง

ก่อนอื่นเลย เกมเมอร์คนไหนที่อยากจะเข้างาน PAX AUS จะต้องจองบัตรล่วงหน้ากันเสียก่อน ที่ต้องใช้คำว่าจองล่วงหน้าเพราะการไปต่อแถวซื้อบัตรหน้างานเป็นอะไรที่ค่อนข้างสิ้นคิดเลยทีเดียว เนื่องจากแถวซื้อบัตรยาวเป็นงูอนาคอนด้ากันตั้งแต่วันแรก แถมผู้จัดงานยังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าผู้ที่หวังมาตายเอาดาบหน้าจะมีโอกาสยืนตายอยู่หน้างานสูง ที่น่าแปลกใจคือบัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูก ๆ (แบบเข้าได้วันเดียวเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท) แต่ทำไมชาวออสเตรเลียถึงแห่กันมาอยู่ได้แม้ในวันธรรมดา ข้าพเจ้าได้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เยื้องย่างผ่านประตูงานเข้าไป… แม่เจ้าโว้ย! บริษัทเกมชื่อก้องโลกแห่กันมาเพียบเลยนี่หว่า! ไล่ตั้งแต่ Bethesda, Sony, Nintendo, Ubisoft, IO Interactive ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายก็เล่นใหญ่รัชดาลัยมากมายและพวกเขายังได้เตรียมกิจกรรมสนุก ๆ มาให้เกมเมอร์ได้เล่นกันอย่างพร้อมเพรียง

เริ่มจาก Bethesda Softworks กันก่อน รายนี้ไม่ได้จัดบู้ธเว่อร์วังภายในตัวงานแต่สถิตตัวเองอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า จัดเป็นซุ้มถ่ายรูปน่ารัก ๆ ขนาดกระทัดรัดให้เกมเมอร์มาเลือกพร็อพถ่ายกับฉากหลังสวย ๆ จากเกม Fallout 76, The Elder Scroll Online และ Rage 2 นอกจากนี้พวกเขายังให้นาย Pip Boy ตัวเท่าคนเดินลอยชายไปหาผู้ร่วมงานเป็นระยะ ๆ

หมัดเด็ดของพวกเขาอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม เนื่องจากพวกเขาไปตั้งซุ้มลูกโป่งเป็นตัวละครจากเกมของ Bethesda ตามหน้าร้านเบียร์ริมแม่น้ำแล้วตั้งชื่อว่า Bethesda Lane มันซะเลย เอาใจเกมเมอร์สายเมามายกันแบบนี้เลยทีเดียว

เดินเข้ามาด้านในงานทั้ง Sony, Nintendo และ Ubisoft ต่างไม่ยอมน้อยหน้ากันในเรื่อง “ขนาด” แต่ถ้าให้เรียงตามความแจ่มก็คงต้องยกให้บู๊ธของ Nintendo ที่ขนทั้ง Pokemon Let’s Go และ Super Smash Bros Ultimate มาให้ลองเล่น

ต่อแถวรอเพียงไม่นานข้าพเจ้าก็ได้สิทธิ์เดินเนียนเข้าไป Smash ในฐานะ Solid Snake ในกับเกมเมอร์ออสซี่อีกสองสามคน หลังจากนั้นก็โดน Bowser ถีบตกหน้าผาโดยเร็วพลันจนต้องรีบหนีไปบูธอื่น

สำหรับอันดับสองเห็นจะเป็นบู๊ธของ Ubisoft เพราะมี The Division 2 มาให้เกมเมอร์ต่อแถวลองบู๊ไปด้วยกัน จากที่เห็นมากับตาต้องขอบอกว่าเกมภาพงามงดและลื่นไหลดีเลยทีเดียวสำหรับเครื่อง PS4 แต่ระดับความยากของภาคนี้คาดว่าน่าจะโหดไม่น้อย เพราะเห็นคนไหนเข้ามาคว้าจอยก็ลงไปนอนคุกเข่าคลานหนีศัตรูกันเป็นแถบ มีบ้างที่เป่าศัตรูได้ตัวสองตัวแล้วเต้นท่า Emote ระบำโชว์ แต่สุดท้ายก็โดนบอสบี้ลงไปดับคาเท้าอยู่ดี ซึ่งนอกจาก Division 2 ทาง Ubisoft ก็ใช้พื้นที่เหลือภายในบู๊ธโปรโมทเกมดังที่เพิ่งวางตลาดอย่าง Assassin’s Creed Odyssey หากใครยอมต่อแถวลองเล่นก็จะได้หมวกสปาร์ตันกลับไปสวมเล่น (ส่งผลให้ให้มีเหล่าสปาร์ตันเดินกันสลอนเต็มไปหมดในงาน) นอกจากนี้ใครที่อยากรู้ว่ายานอวกาศในเกม Starlink ถอดประกอบกับจอยยังไงก็สามารถมาลองแกะ ๆ ต่อ ๆ เล่นได้

ส่วนบู๊ธ Sony แม้จะใหญ่แต่ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ เพราะเกมที่เอามาโชว์ทั้งหมดเหมือนกับในงาน Sony Experience 2018 ที่เพิ่งจัดไปในไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเกม RE2 ก็ยังคิวยาวจนต่อไปก็ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม

เล็กพริกขี้หนู (พันธุ์ออสซี่)

ทางฝั่งทีมพัฒนาเกมรายย่อยก็ไม่ได้น้อยหน้ารายใหญ่ในงาน แม้พวกเขาจะสู้เรื่อง “ขนาด” ไม่ได้แต่ก็ขอใช้ “ลวดลาย” เข้าประชัน อย่างเช่น ทีมพัฒนา IO Interactive ที่จัดบู๊ธปิดขนาดกำลังดีให้แฟน ๆ มาลองเกม Hitman 2 กัน ทีเด็ดอยู่ตรงที่ทางทีมงานเล่นจ้างช่างตัดผมมารับโกนหัวให้แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องการเป็น Agent 47 มันตรงนั้นเลย! ตัดเสร็จแล้วยังแถมสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดเอาไว้แปะที่หลังหัวด้วยนะ

นอกจากนี้บู๊ธของเกม Fortnite ก็จัดเวทีให้เกมเมอร์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นไปประชันท่าเต้น Emote กันแบบสุดสวิงริงโก้ ใครเต้นได้ไม่อายสายตาชาวบ้านก็รับพร็อพ Pick Axe นุ่ม ๆ เป็นของที่ระทึก เช่นเดียวกับเกม Just Dance 2019 ที่จัดเวทีให้คนขึ้นไปเต้นเอามันส์เป็นหมู่คณะตรงโซนก่อนเข้างาน ซึ่งก็มีทั้งผู้เข้ามาร่วมงานทั่วไปและคอสเพลเยอร์ทยอยขึ้นไปเต้นอย่างไม่ขาดสาย

ทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น

จุดที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมาก ๆ ก็คือทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น เพื่อให้ทีมพัฒนาหน้าใหม่หรือทีมพัฒนาหน้าเก๋าสัญชาติออสซี่มีโซนโชว์ของของตัวเองแบบไม่ต้องกลัวว่าจะโดนบริษัทเกมยักษ์ใหญ่แย่งซีนไปหมด แม้เกมส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นเกมบล็อคบัสเตอร์กราฟิกอลังการแต่พวกเขาก็สู้ด้วยความหลากหลายที่เรียกได้ว่าจัดมาทุกแนวสำหรับเกมเมอร์ทุกสาย ทั้ง 8 bits, FPS, Adventure, Action, VR มากันให้ครบ รับประกันว่าได้เลยว่าท่านจะได้หันไปเจอเกมแนวที่ตัวเองอยากเล่นอย่างน้อยก็ซักเกมนึงล่ะเหวย

นอกจากนี้เกมบ้านเขายังไม่ได้มีแต่ปริมาณ หลายเกมอินดี้จากเมืองเมิลเบิร์นคือเกมดังระดับโลกที่เกมเมอร์ต้องเคยผ่านตามาบ้างแล้ว อย่างเช่น ดิจิตอลบอร์ดเกมนามว่า Armello ของทีม League of Geeks และ Fruit Ninja จากทีม Halfbrick ซึ่งทำนั่นทำให้กระผมประจักษ์ว่าทีมพัฒนาเกมอินดี้บ้านเค้าแม้จะจิ๋วแต่ก็คุณภาพคับแก้วเสียจริง

โลกของเกมเมอร์ช่างกว้างใหญ่

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของงาน PAX ในสายตาของข้าพเจ้าก็คือผู้จัดงานเขาไม่ได้จำกัดคำว่า “เกมเมอร์” ให้ยึดติดอยู่แค่สื่อวิดีโอเกม แต่เขามองว่าเกมเมอร์คือเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ไม่ว่าเกมนั้นจะอยู่ในรูปแบบใด จะเก่าจะใหม่แค่ไหนก็ตาม นั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นพื้นที่ยืนของ “บอร์ดเกม” ในงาน PAX ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โซนวิดีโอเกมด้านหน้า

บรรรดาแฟรนไชส์ร้านบอร์ดเกมในเมืองเมลเบิร์นทั้งหมดต่างพร้อมกันมาจัดบู๊ธอย่างพร้อมเพรียง ขนมากันให้ครบทั้งการ์ดเกม (Magic the Gathering, Coup, Dragon Ball) เกมกระดาน (Monopoly, Pandemic, Fallout The Board Game) และเกมแนวยกทัพหุ่นฟิกเกอร์มาตีกัน (Warhammer, X-Wing)

นอกจากตัวบอร์ดเกม อุปกรณ์ประกอบฉากและอุปกรณ์ทาสีก็มีมาขาย และทางทีมผู้จัดงานยังเอื้อเฟื้อเตรียมโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้นั่งเล่นบอร์ดเกมเป็น 100 ตัว จัดคอร์สสอนทาสีเบื้องต้น และจัดโซนสอนวิธีเล่นบอร์ดเกมใหม่ ๆ จากผู้พัฒนาเกมรายใหญ่รายย่อยเพื่อโปรโมทผลงานของตัวเองสู่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ประมาณว่าใครใคร่ซื้อบอร์ดเกมซื้อ ใครใคร่ขายบอร์ดเกมขาย ใครใคร่เล่นบอร์ดเกมเล่น และยังมีสีสันเป็นบอร์ดเกมแปลก ๆ ตลก ๆ อย่างโปรเจ็คเกมแข่งกระดกเหล้าที่ดูหน้าทีมพัฒนาก็รู้แล้วว่าคงเล่นมาเป็น 100 รอบ หรือบอร์ดเกมที่ใช้คั้พเค้กและบ้านขนมปังเล่นกันไปกินกันไปก็มีด้วยนะเออ

นอกจากโซนบอร์ดเกมก็ยังมีโซนเฉพาะสำหรับเกมเมอร์สายพินบอล สายเรโทร และสายเกมพีซีในวงแลนด้วยครับทั่น โดยเครื่องเกมรุ่นเก่าสำหรับเกมเมอร์รุ่นเก๋าได้รับการจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่อยากรำลึกความหลังมาโจ้ได้เลย ข้าง ๆ เครื่องเกมเหล่านี้เรียงรายไปด้วยตู้พินบอลสารพัดธีมให้แฟน ๆ มากดกระแทกลูกเหล็กเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ

ห่างออกไปไม่ถึง 20 ก้าวก็จะเป็นพื้นที่สำหรับเกมพีซีมัลติเพลเยอร์สุดคลาสสิกทั้งหลาย ใหม่หน่อยก็พวก CS GO, DotA, LoL คลาสสิกหน่อยก็พวก Quake, Unreal Tournament, CS 1.7 ซึ่งใครเป็นเกมเมอร์แนวชอบไฝ้กับชาวบ้านก็สามารถดูตารางเวลาแข่งแล้วลงชื่อเข้าไปเล่นได้เลย

ส่วนเกมเมอร์สายกล้าแสดงออกแต่ไม่ได้อยากมาเล่นเกมใดเกมหนึ่งเป็นพิเศษก็เชิญจัดเต็มกับชุดคอสเพลย์ได้เลย แห่มากันตรึม ทั้งสายเล่นเล็ก เล่นใหญ่ เอาฮา เห็นกันได้เกลื่อนไปหมด ที่สนุกก็คือแต่ละคนจัดเต็มกับบทบาทของตัวเองด้วย (อีคอสเพลย์แรพเตอร์ก็จะชอบย่องไปหลอกให้คนสะดุ้งจากข้างหลัง ส่วนนาย Brotherhood of Steel ก็ชอบสาธยายให้ฟังว่าปืนของตัวเองหล่นหายไปตอนทำสงครามกับมิวแต้นท์นะ เคยไปบู๊ในสงคราม The Great War มาแล้วนะ บลา บลา บลา)

ไอเท็มพิเศษแห่งวงการเกมออสเตรเลีย

หลังจากข้าพเจ้าได้เดินวนแล้ววนอีกในงาน PAX AUS ตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันเก้าโมงเย็น นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ได้รับมาแบบเต็ม ๆ แล้ว มันยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าเมืองเมลเบิร์นเปิดใจและทุ่มเททำความเข้าใจกับสื่อเกมมากขนาดไหน ทีมพัฒนาเกมชาวออสเตรเลียคงไม่สามารถพัฒนาเกมเจ๋ง ๆ ออกได้ถ้าพวกเขาไม่มีภาครัฐคอยช่วยหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อพัฒนาเกมเสร็จแล้วเขาก็คงไม่มีพื้นที่โชว์ผลงานหากรัฐบาลปล่อยให้มีแต่บริษัทเกมข้ามชาติรายยักษ์มาซื้อพื้นที่ในงาน PAX ทั้งหมด ส่วนเกมเมอร์ก็จะไม่มีโซนสีสันสนุก ๆ ในงานอย่างโซนบอร์ดเกม โซนเรโทรเกม หรือโซนแข่งเกมหากรัฐไม่เข้าใจเกมเมอร์ดีพอ

หากขาดปัจจัยเหล่านี้ไป งาน PAX AUS ก็คงกลายเป็นงานเกมดาษดื่นทั่วไปที่มีแต่การโฆษณาขายของ และคงไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้วงการเกมบ้านเค้าเติบโตอย่างมีคุณภาพแบบทุกวันนี้ การได้เห็นจะจะกับตาว่าหน่วยงานรัฐบาลของรัฐ ๆ หนึ่งมองอุตสาหกรรมเกมอย่างมีความเข้าในว่านี่คือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับรัฐหรือประเทศของเขาได้ ไม่ได้มองว่าเกมเป็นแค่งานอดิเรกไร้สาระของเด็ก ๆ แบบที่เราได้ยินกันจนเบื่อในประเทศไทย แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดสำหรับข้าพเจ้าแล้วครับผม กระผมก็ได้แต่หวังว่าซักวันหนึ่งบ้านเราคงก้าวไปไกลถึงระดับนั้นได้บ้างนะ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!