Connect with us

บทความ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 2 : โลกของเหล่ามอนสเตอร์

Published

on

บทสรุปเนื้อเรื่องนี้จะเขียนให้รูปแบบ Chronologically คือเรียงตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากลำดับการเล่นในเกมหรือสิ่งที่ตัวละครรับรู้นะครับ เนื่องจากเชื่อว่าการเขียนลักษณะนี้จะครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดได้มากกว่า

Undertale เป็นเกมอินดี้สองมิติซึ่งถูกพัฒนาโดย โทบี้ ฟ็อกส์ วางจำหน่ายบน Steam เมื่อปี 2015 และได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ให้กับวงการเกม ด้วยชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ที่สอดประสานเกมเพลย์และเนื้อเรื่องเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ บทประพันธ์เพลงที่ไพเราะและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ Undertale ได้รับการยกย่องยอมรับจากทั้งผู้เล่นและสำนักรีวิวจำนวน และในปีนี้ Undertale ก็จะได้รับการพอร์ตลงจำหน่ายบนเครื่อง Playstation 4

สำหรับสรุปนี้จะเป็นตอนที่ 2 ของซีรี่ส์ สรุปเนื้อเรื่องเกม Undetale โดยจะเล่าถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเกม จนถึงจุดแยกของเส้นทางสาย Pacifist Route และ Genocide Route  ใครที่สนใจอยากอ่านประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปของโลกใน Undertale สามารถย้อนไปอ่านได้ที่ลิ้งก์ต่อไปนี้เลยครับ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 1 : กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว…

หรือใครที่อยากข้ามไปจุดจบของเรื่องราวทั้งสองเส้นทาง สามารถข้ามไปอ่านได้ที่ลิ้งก์ต่อไปนี้เลยครับ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 3 : ราตรีสวัสดิ์

เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

หลังจากที่เราเดินทางออกจาก The Ruin มาแล้ว เราก็จะเข้าสู่พื้นที่หนาวเย็นอันเป็นแอเรียถัดมา

เริ่มต้นการผจญภัย

ทีนี่คือป่าหิมะตกซึ่งเป็นชายแดนของเมือง Snowdin หากเราสำรวจพุ่มไม้ข้างๆประตูจาก The Ruin เราจะพบว่ามีกล้องซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นกล้องที่อัลฟิส นักวิทยาศาสตร์ประจำพระองค์ติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆทั่วโลกใต้พิภพเพื่อจับตามองเรา ซึ่งตลอดการเดินทางเราจะมีโอกาสได้เจอกล้องพวกนี้ต่างจุดสำรวจต่างๆ เมื่อเดินทางต่อไปได้สักพักเราก็จะได้พบกับ แซนส์ (Sans) ที่กำลังทำงานเฝ้าระวังและสอดส่องมนุษย์อยู่ เมื่อพบกับเรา แซนส์ก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทอเรียลด้วยการช่วยเหลือเราแทนที่จะจับตัวเราให้ไปแอสกอร์

นอกจากนั้นแล้ว เราจะยังได้พบพาไพรัสที่ก็พยายามตามหามนุษย์อยู่เช่นกัน เมื่อได้พบกับเราแล้ว พาไพรัสก็จะดีใจมากๆที่ในที่สุดเขาก็จะได้จับเราไปให้อันไดน์และได้แต่งตั้งเป็นคณะองครักษ์สักที พาไพรัสพยายามใช้พัซเซิ่ลสารพัดที่เป็นเหมือนกับดักติดตั้งตลอดทางเพื่อขวางทางเรา แต่เพราะทั้งความซื้อบื้อและใจดีของพาไพรัสและการช่วยเหลือของแซนส์ ทำให้เราผ่านพัซเซิ่ลเหล่านั้นมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นแง่มุมที่อ่อนโยนของสองพี่น้องโครงกระดูก ที่คอยช่วยเหลือและลุ้นให้เราผ่านด่านที่ตัวเองเป็นคนจัดทำขึ้น

ในขณะที่หากเราเลือกเส้นทาง Genocide Route เราจะไม่สนใจแซนส์และพาไพรัสเลย แล้วเดินตัดผ่านพัซเซิ่ลที่พวกเขาทำขึ้นอย่างไม่ไยดี เพราะสำหรับวิญญาณที่กำลังเติบโตขึ้นของคาร่านั้น พัซเซิ่ลของแซนส์และพาไพรัสก็เป็นสิ่งของไร้สาระน่าคาญเท่านั้นเอง และในตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน Snowdin แซนส์จะเตือนเราว่า “หากนายจะยังคงเดินบนเส้นทางนี้ต่อไปล่ะก็…นายจะต้องไม่ชอบมันแน่ๆ”

ปะทะพาไพรัส

จากนั้นจะเราเดินทางมาถึงหมู่บ้าน Snowdin มอนสเตอร์ที่นี่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์จึงสามารถเข้าพูดคุยได้ หากเราพูดคุยกับมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกใต้พิภพมากขึ้น รวมทั้งเรายังสามารถหาซื้ออาวุธชุดเกราะและของเติมพลังต่างๆ ได้เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อ

ในทางกลับกัน หากเราเล่นมาแบบ Genocide Route การที่เราฆ่าล้างมอนสเตอร์ทั้งหมดที่เราเจอ จะทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน Snowdin ต่างพากันอพยพไปจนหมดแล้วเพื่อหนีจากการฆ่าล้างของเรา ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีมอนสเตอร์หลงเหลือเลยแม้แต้ตัวเดียว ยกเว้นมอนสเตอร์เด็กน้อยตัวหนึ่งที่ไม่รู้ประสาอะไร

ขณะที่เรากำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าสู่พื้นที่ Waterfall อันเป็นแอเรียต่อไป พาไพรัสจะเข้ามาต่อสู้กับเราเพื่อจับตัวเราให้ได้ ตรงนี้ หากเราเล่นใน Pacifist เราสามารถขอพาไพรัสออกเดทได้ และหากเราสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีของเขาไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ตอบโต้กลับ ถึงจุดหนึ่งเขาก็ยอมล้มเลิกที่จะต่อสู้กับเราไปเอง ในขณะที่แม้เราจะถูกเขาโจมตีจนเขาเอาชนะเราได้จะไม่เกมโอเวอร์ แต่พาไพรัสจะพาเราไปขังไว้ในบ้านที่ไม่ได้ล๊อคประตู จากนั้นหากเราจะออกมาสู้กับพาไพรัสใหม่ได้ โดยหากเราปล่อยให้เขาเอาชนะได้ครบสามครั้ง ครั้งที่สี่ เขาก็ล้มเลิกไปเองเช่นกัน

ที่พาไพรัสล้มเลิกการจับตัวเราก็เพราะพาไพรัสอยากเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า เพราะที่ผ่านมาพาไพรัสคิดว่าตัวเองไม่มีเพื่อนเลย ตรงนี้ไม่ว่าเราจะตอบพาไพรัสอย่างไรเราก็จะได้เป็นเพื่อนกับเขาอยู่ดี และพาไพรัสจะชวนเราไปเดทที่บ้านของเขาเพราะคิดว่าเราแอบชอบเขาอยู่นั่นเอง ซึ่งหากจะทำฉากจบแบบ Pacifist Route ก็ต้องไปเดทกับเขาด้วย โดยการเดทกับพาไพรัสนั้นจะเน้นไปที่มุกตลกซะเยอะ แต่ก็จะทำให้ได้เห็นความจริงใจและแคร์ในมิตรภาพของพาไพรัสมากๆ และเราจะได้รับเบอร์โทรของพาไพรัสมา ทำให้เราสามารถโทรหาเราได้เมื่อเราไปเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เขาก็จะมีคอมเมนต์ต่อสถานที่นั้นๆ ต่างๆ กันไป

ในขณะที่หากเราเล่นในเส้นทาง Genocide Route พาไพรัสจะไม่คิดสู้กับเราแต่แรกด้วยซ้ำ เขาจะบอกว่าเขามองเห็นความชั่วร้ายที่รุนแรงของเรา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าภายในใจเรายังคงมีความดีเหลืออยู่ และเขาจะได้โอกาสเรากลับตัวกลับใจอีกครั้ง ซึ่งหากเราเลือกที่จะไว้ชีวิตพาไพรัส เกมก็จะเข้าสู่ Neutral ending ทันที แต่หากเราเลือกโจมตีเขา เพียงครั้งเดียวก็จะสามารถฆ่าพาไพรัสได้เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับทอเรียล สุดท้ายก่อนที่พาไพรัสจะตาย เขาก็ยังไม่สิ้นความหวังในตัวเราอยู่ดี

ต่อไปเราก็จะเดินทางไปสู่ Waterfall อันเป็นแอเรียถัดไป แต่ระหว่างทางเราจะได้พบกับแซนส์ซึ่งจะชวนเราไปทานข้าวข้าวที่ร้าน Grillby’s ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน Snowdin ด้วยกัน ซึ่งในอีเวนท์นี้ แซนส์ก็จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่พาไพรัสมุ่งมั่นจะเป็นคณะองครักษ์มากๆ กับเรื่องของ Echo Flower ดอกไม้เรืองแสงที่จะคอยสะท้อนคำพูดที่มันได้ยินมา แซนส์เล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งพาไพรัสได้ยินเสียงกระซิบจาก Echo Flower เป็นการให้กำลังใจต่างๆซึ่งผิดปกติของ Echo Flower จึงอยากให้เราระวังตัวไว้ ตรงนี้อาจเป็นการบอกใบ้ว่าสิ่งที่กระซิบพาไพรัสนั้นไม่ใช่ Echo Flower แต่เป็นฟลาววี่ในช่วงที่ฟลาววี่ทดลองใช้พลังในการ Save และ Load ทำตัวเป็นมิตรกับทุกคนก็ได้ แต่ตรงนี้ก็ยังไม่มีอะไรยืนยันชัดเจน

หลบหนี

เมื่องเรากลับมาเดินทางต่อที่ Waterfall อีกครั้ง เราจะได้เห็นฉากการพูดคุยระหว่างพาไพรัสและอันไดน์ ซึ่งพาไพรัสจะพยายามขอร้องให้อันไดน์ไม่จับตัวเรา แต่อันไดน์ก็ไม่สนใจ จากนั้นเองที่เราได้เจอกับเด็กน้อยมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่เราเรียกกันว่า มอนสเตอร์คิด (เนื่องจากเขาไม่มีชื่ออื่นเป็นทางการ) เขาเป็นแฟนคลับของอันไดน์และอยากดูอันไดน์ปราบเหล่าร้าย จึงหนีออกจากบ้านมาที่ Waterfall แห่งนี้

ตลอดการเดินทางใน Waterfall อันไดน์จะปรากฏตัวออกมาโจมตีเราเป็นระยะๆ ซึ่งเราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ สลับไปกับการได้เจอกับมอนสเตอร์คิดที่จะมาร่วมทางกับเราเป็นพักๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า เรานี่แหละคือมนุษย์ที่อันไดน์กำลังตามล่าอยู่

นอกจากนี้ ที่ Waterfall ยังมีแผ่นหินสลักที่บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของโลกใต้พิภพตามทางอีกด้วย ทั้งเรื่องที่มาที่ไปของสงครามระหว่างมนุษย์กับมอนสเตอร์ เงื่อนไขที่ต้องใช้วิญญาณที่แข็งแกร่งเทียบเท่าวิญญาณมนุษย์ 7 ดวงในการทำลายบาเรียร์ทางเข้าโลกใต้พิภพ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นการบอกใบ้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังต่างๆ ซึ่งเราก็ได้อธิบายกันไปหมดแล้วในช่วงต้น

ในที่แห่งนี้มีแอเรียลับคือ Temmie village ให้เราเข้าไปขายขี้หมาปั๊มเงินส่งเท็มมี่ไปเรียนมหาลัยเพื่อให้เขาสร้างเกราะ temmie armor ที่มีค่าการป้องกันสุดโกงมาขูดรีดเงินเราได้อีกด้วย

ในการหนีจากการจู่โจมของอันไดน์ครั้งหนึ่ง เราถูกไล่ต้อนจนตกลงมาในพื้นที่ทิ้งขยะ ที่นั่นเราได้เจอกับ Mad Dummy มอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ในตุ๊กตาสำหรับซ้อมต่อสู้ โดย Mad Dummy นั้นเป็นญาติกับมอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ในตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ใน The Ruin ตัวที่ทอเรียลให้เราซ้อมผูกมิตรด้วย ซึ่งไม่ว่าในตอนนั้นเราจะผูกมิตรกับตุ๊กตาตัวนั้นหรือเข้าโจมตี มอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ภายในก็จะกลัวจะหนีออกจากร่างไปอยู่ดี Mad Dummy จึงต้องการล้างแค้นที่เราทำให้ญาติเขากลัว เลยมาสู้กับเรา ซึ่งด้วยความที่ Mad Dummy เป็นผี เราจึงไม่สามารถต่อสู้เขากลับได้อยู่แล้ว สุดท้าย แนพสแต็บลุค มอนสเตอร์ผีที่เราเคยเจอที่ The Ruin จะมาช่วยเราไว้ Mad Dummy จึงจะหนีไป

แนพสแต็บลุคจะชวนให้เราไปเที่ยวบ้านของเขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านบน ที่นี่จะเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านอยู่สามหลัง ประกอบไปด้วยบ้านของแนพสแต็บลุค ข้างๆกันคือบ้านของแฮพสแต็บลุค มอนสเตอร์ผีที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเมททาทอนนี่เอง ซึ่งเราจะยังเข้าไม่ได้ ส่วนบ้านอีกหลังก็คือบ้านของอันไดน์ซึ่งเราก็ยังทำอะไรกับมันไม่ได้ในขณะนี้เช่นกัน โดยทางด้านขวาจะเป็นฟาร์มหอยทากซึ่งเป็นกิจการในตระกูลของแนพสแต็บลุค

สำหรับเรื่องราวของแนพสแต็บลุค และแฮพสแต็บลุคนั้น ต้องอธิบายก่อนว่า มอนสเตอร์ผีนั้นปกติแล้วจะอยากมีร่างของตน จึงจะคอยหาภาชนะสำหรับสิงสู่เหมาะๆ อย่าง Mad Dummy เองก็เป็นมอนสเตอร์ผีที่เลือกสิงสู่ในตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ โดยแนพสแต็บลุคและแฮพสแต็บลุคนั้นเป็นมอนสเตอร์ผีที่เป็นญาติกันมาก่อน ทั้งคู่อยากจะทำวงดนตรีร่วมกันโดยมีแนพสแต๊บลุคเป็นซาวด์มิกเซอร์ ทั้งสองเคยสัญญากันว่าจะไม่ทิ้งกันแล้วไปสิงสู่ในร่างไหนๆ ทว่าวันหนึ่ง แฮพสแต็บลุคก็ได้พบกับอัลฟิสที่งานมีทติ้งแฟนคลับของพวกมนุษย์ พวกเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกันและอัลฟิสก็ได้เสนอจะสร้างร่างที่เหมาะสมให้กับแฮพสแต็บลุค นั่นจึงทำให้เขาเปลี่ยนใจและตกลงที่จะสิงสู่ร่างที่อัลฟิสสร้างขึ้น ซึ่งนั่นก็คือหุ่นยนต์เมททาทอนนั่นเอง เขาได้ทิ้งแนพสแต็บลุคเอาไว้โดยที่แนพสแต็บลุคไม่น่าจะรู้ว่าเมททาทอนก็คือแฮพสแต็บลุค ญาติของเขาที่หายไป โดยเรื่องราวทั้งหมดนี่เราจะรู้ได้เมื่อเราได้ซื้อกุญแจปริศนาซึ่งเป็นกุญแจบ้านของแฮพสแต็บลุคที่ถูกเก็บได้โดยแม่ค้าขายขยะ แล้วนำมาเปิดบ้านของแฮพสแต็บลุค ภายในจะเป็นไดอารี่ของแฮพสแต็บลุคที่บันทึกเรื่องราวเหล่านี้

หากเราเล่นมาใน Genocide Route ตอนที่เราเจอกับ Mad Dummy เขาจะโกรธจนถึงขีดสุด อารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงของเขา ทำให้วิญญาณของ Mad Dummy รวมร่างเข้ากับตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ที่เขาสิงสู่อยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เขาดีใจมาก ความฝันของเขาที่จะมีร่างเป็นของตัวเองเป็นจริงแล้วและจะปล่อยเราไป ทว่าก็กลับทำให้เราสามารถฆ่าเขาได้จริงๆแล้วด้วย (เพราะวิญญาณของเขาเชื่อมต่อกับกายเนื้อของตุ๊กตาแล้ว) ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะฆ่าเขาอย่างไร้ปราณี

เมื่อเดินทางไปต่อ ในที่สุดเราก็โดนอันไดน์ไล่ต้อนจนมุม ที่นั่นเองที่มอนสเตอร์คิดปรากฏตัวขึ้นและได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเราเป็นมนุษย์นั่นเอง แล้วอันไดน์จะพามอนสเตอร์คิดออกไปและสั่งให้กลับบ้านเพราะกังวลว่าจะเป็นอันตราย ต่อมาเราจะได้พบกับมอนสเตอร์คิดอีกครั้งที่สะพานเชื่อมไปยังทางเข้าของ Hotland อันเป็นแอเรียถัดไป มอนสเตอร์คิดได้ตามเรามาเพื่อถามให้แน่ใจว่าเราคือมนุษย์ เมื่อแน่ใจแล้ว มอนสเตอร์คิดจะขอให้เราพูดจาไม่ดีใส่เขาเพื่อที่เขาจะได้เกลียดเรา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเพราะเขาอยากเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า ระหว่างที่เขากำลังจะวิ่งกลับบ้านเขาก็ดันสะดุดล้มและเกือบจะตกเหวแต่ก็เกาะไว้ได้ทัน มอนสเตอร์คิดตะโกนขอความช่วยเหลือ ตอนนั้นเองที่อันไดน์ปรากฏตัวขึ้นมาพอดี เธอจะทำเหมือนว่าเขาจะเข้ามาจับเรา ตรงนี้จะเป็นการทดสอบจิตใจของเราว่าจะวิ่งหนีหรือช่วยมอนสเตอร์คิด แน่นอนว่าหากเราเล่น Pacifist Route ก็ต้องช่วยมอนสเตอร์คิดก่อน เมื่อช่วยได้แล้ว มอนสเตอร์คิดจะขวางทางอันไดน์ไม่ให้มาทำร้ายเราที่เป็นเพื่อนของเขา ทำให้อันไดน์ต้องหลบฉากไปก่อน มอนสเตอร์คิดจึงจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งตรงนี้ แท้จริงแล้วถึงเราไม่ช่วยมอนสเตอร์คิด อันไดน์ก็จะเข้ามาช่วยเขาอยู่ดี เพราะอันไดนน์นั้นรักพวกพ้องมอนสเตอร์มากกว่าสิ่งใด

การต่อสู้ที่ไม่อาจหลักเลี่ยง

เมื่อเราเดินทางมาถึงปากทางเข้า Hotland จะพบกับอันไดน์ที่ดักรออยู่ อันไดน์จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เราคือมนุษย์คนที่ 7 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายในการที่แผนการของแอสกอร์จะลุล่วง และอยากให้เรายอมรับความตายแต่โดยดีเพื่อความสุขของประชาชนชาวมอนสเตอร์ และเพื่อไถ่บาปให้กับสิ่งที่พวกมนุษย์กระทำกับพวกเขา จากนั้นเราจะต้องปะทะกับอันไดน์

เราสามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับอันไดน์ได้ด้วยการเอาตัวรอดจากการโจมตีของเธอไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งเราจะสามารถใช้คำสั่งหนีได้ จากนั้นเราจะพยายามวิ่งหนีไปทาง Hotland และเมื่อเธอไล่ตามเราทันก็ทำแบบเดิม เอาตัวรอดแล้วหนี ซ้ำๆจนกว่าเราจะถึงพื้นที่ Hotland โดยระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่ พาไพรัสจะโทรมาชวนให้เราสามคนไปเที่ยวกันที่บ้านอันไดน์ เพราะพาไพรัสคิดว่าถ้าเรากับอันไดน์เป็นเพื่อนกัน อันไดน์ก็จะไม่ต้องไล่จับเราอีก 

เมื่อมาถึง Hotland อันไดน์ที่เป็นมอนสเตอร์ประเภทปลาจะทนรับความร้อนและขาดน้ำไม่ไหว ทำให้เธอสลบลง ตรงนี้เราจะสามารถกดน้ำจากตู้กดแสนสะดวกที่บังเอิญมาอยู่ตรงนั้นพอดี แล้วไปราดบนตัวเธอได้ หากทำแบบนั้น อันไดน์ก็จะได้สติกลับมา เมื่อเห็นว่าเราเป็นคนช่วยเธอไว้ เธอก็จะเสียหน้าและถอยจากไปอย่างเงียบๆ

ในขณะที่หากเราเล่นแบบ Genocide Route ตอนที่มอนสเตอร์คิดมาหาเราที่สะพาน เราจะเข้าทำร้ายมอนสเตอร์คิดทันที ตอนที่เรากำลังจะลงดาบนั่นเอง อันไดน์จะเข้ามาขวางและบอกให้มอนสเตอร์คิดหนีไป ทำให้เราโจมตีใส่อันไดน์ไปแทน โดยแท้จริงแล้วการโจมตีของเรานั้นแรงพอที่จะสังหารอันไดน์ให้สลายเป็นผุยผง แต่ทว่า อันไดน์กลับไม่ยังตาย และคืนร่างขึ้นมาใหม่ เป็น Undyne the Undying 

มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะจิตมุ่งมั่นของอันไดน์ที่จะปกป้องเหล่ามอนสเตอร์ได้ทำให้วิญญาณของเธอแข็งแกร่งขึ้นและสร้างปณิธานของตัวเองขึ้นมา ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ของอันไดน์และอัลฟิสอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปณิธานในตัวอันไดน์ โดยสงสัยว่าอัลฟิสอาจจะเป็นคนที่นำปณิธานเข้าไปในร่างของเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้อันไดน์กลายเป็นมอนสเตอร์เพียงตัวเดียวในเรื่องที่มีปณิธานเป็นของตัวเอง พลังของปณิธานทำให้อันไดน์ก้าวข้ามความตายมาได้และเข้าต่อสู้กับเราอีกครั้ง เมื่อเราเอาชนะเธอได้แล้ว ร่างของอันไดน์จะเริ่มหลอมละลายเหมือนกับพวก Amalgamates  นั่นก็เพราะปณิธานจะทำให้เธอทรงพลังขึ้น แต่ร่างมอนสเตอร์ของเธอก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังที่หนาแน่นขนาดนั้นได้อยู่ดี แต่ก่อนที่เธอจะตาย เธอจะบอกให้เรารู้ว่า อัลฟิสได้เฝ้ามองดูการต่อสู้นี้อยู่ หากเธอพ่ายแพ้ อัลฟิสก็จะพาประชาชนชาวมอนสเตอร์ทั้งหมดอพยพไปยังที่ๆเราไม่สามารถไล่ตามไปฆ่าได้ จากนั้นร่างของเธอก็จะสลายไป

ใน Pacifist route เมื่ออันไดน์ปล่อยเราไปแล้ว เราจะสามารถไปเยี่ยมอันไดน์ที่บ้านตามที่พาไพรัสชวนได้ เมื่อเราไปถึงหน้าบ้านอันไดน์ ก็จะเจอพาไพรัสรออยู่ เขาจะให้กระดูกแท่งหนึ่งกับเราไว้เป็นของขวัญให้อันไดน์ อันไดน์ที่เปิดประตูออกมาต้อนรับก็ต้องตกใจที่ได้เจอกับเรา แต่เธอก็พยายามรักษาหน้าในฐานะเจ้าของบ้านด้วยการเชิญเราและพาไพรัสเข้าบ้านอยู่ดี

เมื่อเข้ามาภายในเราจะมอบแท่งกระดูกให้กับอันไดน์ ก่อนจะพบว่าอันไดน์มีแท่งกระดูกแบบเดียวกันนี้เต็มไปหมด เป็นการบอกว่าพาไพรัสคิดเอาเองว่าอันไดน์ชอบและให้มันเป็นของขวัญแก่อันไดน์ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ก่อนที่พาไพรัสจะแสร้งว่าเขาต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เราอยู่กับอันไดน์แค่สองคนจะได้สนิทกัน แล้วจึงโดดตีลังกาทะลุหน้าต่างออกจากบ้านไป เมื่ออยู่กันสองคนอันไดน์ก็สงสัยว่าเรามาที่นี่เพื่อจะดูถูกเธอ ถ่มถุยเธอที่พ่ายแพ้ให้กับเราแถมยังได้เราช่วยเอาไว้อีกงั้นรึ ก่อนจะประกาศว่าไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่มีทางเป็นเพื่อนกับเราซึ่งขวางทางความสุขของประชาชนมอนสเตอร์เป็นอันขาด ตอนนั้นเองที่พาไพรัสแวะกลับเข้ามาเพื่อยั่วอันไดน์ว่าเขาประเมินเธอสูงเกินไปจริงๆ ดูเหมือนว่าการเป็นเพื่อนกับเราจะยากเกินไปสำหรับอันไดน์สินะ ก่อนที่พาไพรัสจะหนีไปอีกครั้ง ทำให้อันไดน์โมโหมากและจะพิสูจน์ให้พาไพรัสเห็นว่าเป็นเพื่อนกับเรานั้นง่ายนิดเดียว

ระหว่างที่พูดคุยกันนั่นเอง เธอจะเล่าเรื่องสมัยเด็กของเธอให้ฟัง ในตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กเกเรที่อยากเอาชนะทุกคน เลยบุกเข้าถึงวังและท้าสู้กับแอสกอร์ที่เป็นราชา แอสกอร์ไม่ตอบโต้เธอแต่อย่างใดแต่เธอก็ไม่สามารถโจมตีแอสกอร์โดนแม้แต่ครั้งเดียว แอสกอร์จึงเสนอที่จะสอนการต่อสู้ให้กับเธอ นับแต่นั้นมาเธอก็ฝึกการต่อสู้กับแอสกอร์จนแข็งแกร่ง จนในที่สุดเธอก็ล้มแอสกอร์ได้ แทนที่จะรู้สึกดีเธอกลับรู้สึกแย่ แต่แอสกอร์กลับดีใจและภูมิใจในตัวเธอมาก เธอพึ่งเคยเห็นคนที่แพ้แล้วมีความสุขขนาดนี้เป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมาเธอจึงรับหน้าที่เป็นหัวองครักษ์ให้กับแอสกอร์และเป็นผู้ฝึกสอนการรบให้กับสมาชิกคนอื่นๆ จากนั้นเธอจะพูดถึงพาไพรัส ซึ่งแท้จริงแล้ว แม้เธอจะเคยฝึกสอนการต่อสู้ให้พาไพรัส แต่พาไพรัสนั้นมีจิตใจที่อ่อนโยนเกินไป ถึงอันที่จริงพาไพรัสจะแข็งแกร่งแต่เธอก็ไม่อยากให้พาไพรัสต้องลงไปต่อสู้ เธอจึงเนียนๆ เปลี่ยนการฝึกสอนต่อสู้มาสอนทำอาหารแทน ตอนนั้นเองที่เธอนึกได้ว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่พาไพรัสต้องเรียนทำอาหารกับเธอนี่นา แล้วเธอจะบังคับให้เรามาเรียนแทนพาไพรัส เพราะสิ่งที่ทำให้เธอกับพาไพรัสสนิทกันที่สุด ก็คือการเรียนทำอาหารนี่แหละ

ด้วยการทำอาหารที่แสนร้อนแรงและเกรี้ยวกราดของอันไดน์ เธอใช้ไฟแรงเกินไปจนบ้านไฟไหม้ นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและคิดว่าตัวเองล้มเหลวในการเป็นเพื่อนที่ดีกับเราจนได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงคิดจะสู้กับเราอีกครั้งแทน ซึ่งเราจะต้องแสร้งทำเป็นโจมตีเธอเบาๆแทน การโจมตีนั้นทำให้เธอรู้ว่าเราไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายเธอเลยแม้แต่น้อย เป็นคนงี่เง่าที่ใจใหญ่ นั่นทำให้เธอนึกถึงแอสกอร์ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจว่าอยากจะเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า และเชื่อมั่นว่าหากเป็นเราล่ะก็ น่าจะสามารถพูดคุยกับแอสกอร์ และขอให้เขาปล่อยตัวเราผ่านบาเรียร์ออกไปยังโลกภายนอกได้

จากนั้นอันไดน์ก็จะไปอาศัยอยู่กับพาไพรัสที่ Snowdin แทนเพราะบ้านเธอไฟไหม้ไปแล้ว ซึ่งต่อจากนี้หากเราโทรหาพาไพรัส อันไดน์ก็จะเข้ามาคุยด้วย

ผู้สังเกตุการณ์

เมื่อเราเดินทางต่อมาที่ Hotland เราจะได้พบกับห้องแล็บของอัลฟิส ที่นั่น เราจะได้เห็นหน้าจอที่อัลฟิสใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของเรามาตลอดเกม เมื่ออัลฟิสพบเราเธอก็จะตกใจและตื่นเต้นมาก เธอบอกว่าทีแรกเธอเฝ้าดูเราก็เพื่อหาทางจะจับเราให้ได้ ทว่า เมื่อได้เห็นการผจญภัยของเราแล้ว ก็เกิดนึกอยากช่วยเหลือเราขึ้นมา นับแต่นี้ไปเธอจึงจะหันมาช่วยสนับสนุนเราในการเดินทางแทน แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ เมททาทอน หุ่นยนต์ที่เธอประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เป็นดาราของโลกใต้พิภพ ตอนนี้กลับรวนและกลายเป็นเครื่องจักรที่คิดแต่จะไล่สังหารมนุษย์ไปแล้ว ก่อนที่เมททาทอนที่ซ่อนอยู่ในผนังจะบุกเข้ามาและบังคับให้เราเล่นควิซโชว์โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

ในควิซโชว์นี้ หากเราตอบคำถามผิด เมททาทอนจะโจมตีเราจนเสียเลือด แต่เราสามารถรอดได้ง่ายๆ เพราะอัลฟิสจะคอยทำมือบอกใบ้คำตอบที่ถูกต้องให้เราตลอด เมื่อผ่านคำถามสุดท้ายไปได้ เมททาทอนก็จะจากไปเพราะรู้ว่าอัลฟิสคอยช่วยเราอยู่ จากนั้นอัลฟิสจะช่วยอัพเกรดมือถือของเราให้มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม ร่วมถึงสมัครเข้า Social Network ของโลกใต้พิภพ ทำให้ต่อจากนี้เราจะได้เห็นอัลฟิสอัพสเตตัสบ่นนี่นั่นตลอด แล้วเธอจะปล่อยให้เราเดินทางต่อไปเพื่อไปยัง The Core อันเป็นทางผ่านไปสู่ Capital โดยสัญญาว่าจะคอยช่วยเหลือสนับสนุนเราให้ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

ถ้าหากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เมื่อเรามาถึงห้องทดลองของอัลฟิสเราจะพบเพียงเมททาทอนที่รอเราอยู่แทน เขาจะบอกว่าอัลฟิสได้พาประชาชนที่อาศัยอยู่ใน Hotland และ Capital หนีไปซ่อนตัวจากเราหมดแล้ว เราในตอนนั้นจะเตรียมเดินเข้าไปหาเพื่อสังหารเมททาทอนทันที เมททาทอนเองที่รู้ดีว่าเราอันตรายเพียงใดจึงหนีออกไปก่อน

การเดินทางใน Hotland นั้นจะเต็มไปด้วยพัซเซิ่ลต่างๆ มากมายตลอดทาง ซึ่งพัซเซิ่ลเหล่านี้ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นตั้งแต่ตอนที่แอสกอร์ประกาศว่าจะรวบรวมวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่ตกลงมาในโลกใต้พิภพเพื่อใช้จับพวกเขาขณะกำลังเดินทางเพื่อหนีออกไปนั่นเอง นอกจากนี้เรายังจะต้องรับมือกับเมททาทอนที่เข้ามาไล่ฆ่าเราด้วยฉากหน้าที่เป็นรายการเกมโชว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการทำอาหาร (ให้เราไปหาส่วนผสม) รายการนำเสนอข่าว (ให้เรากู้ระเบิด) หรือแม้กระทั่งละครเวที(ให้เรายืนฟังเฉยๆ) ซึ่งไม่ว่าจะเจอกับพัซเซิ่ลหรือเมททาทอน อัลฟิสก็จะคอยช่วยเหลือทุกครั้ง ตั้งแต่การดัดแปลงฟังก์ชั่นใหม่ๆ ในมือถือของเราให้สู้เมททาทอนได้ ตลอดจนให้คำแนะนำในการแก้พัซเซิ่ล

ซึ่งทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วเป็นแผนการของอัลฟิส เมททาทอนนั้นไม่ได้ระบบรวนแต่อย่างใด เขายังปกติดีอยู่ทุกอย่าง ทั้งหมดเป็นการจัดฉากที่อัลฟิสไหว้วานให้เมททาทอนช่วยแสร้งทำเป็นพยายามจะฆ่าเราตลอดเวลา ซึ่งวิธีการของเมททาทอนก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่อัลฟิสและเมททาทอนตกลงกันไว้อยู่ก่อนแล้ว รวมถึงพัซเซิ่ลทั้งหมดอัลฟิสก็เป็นคนเปิดการทำงานของมันขึ้นมาเอง เพื่อที่ทุกครั้ง อัลฟิสจะได้เข้ามาช่วยเหลือเราได้ในทันท่วงทีและได้เครดิตในการช่วยเหลือเราไป (อารมณ์เหมือนจ้างเพื่อนมาแสดงทำเป็นนักเลงหาเรื่องสาวที่ชอบ แล้วเราก็ทำเป็นเข้าไปช่วยอะไรแบบนั้น)

ซึ่งสาเหตุที่อัลฟิสทำแบบนั้นก็เพราะอัลฟิสนั้นไม่มีความมั่นใจและรู้สึกด้อยค่าในตัวเองเป็นทุนเดิม บวกกับผลของการทดลองเรื่องวิญญาณที่ผิดพลาด ทำให้เธอโทษตัวเองมาตลอดและไม่กล้าจะสู้หน้าใครๆ พอได้เห็นการผจญภัยของเราผ่านกล้อง เธอจึงรู้สึกอยากมีส่วนร่วม อยากทำอะไรที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเธอมีประโยชน์ต่อใครซักคน จึงได้ขอร้องให้เมททาทอนเล่นตามแผนของเธอฉะนี้แล

ในทางกลับกัน หากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เราจะไม่เจอทั้งพัซเซิ่ลหรือต้องปะทะกับเมททาทอนเลยตลอดทาง

ระหว่างการเดินทางใน Hotland นี้ นอกจากเมททาทอนและพัซเซิ่ลต่างๆแล้ว ยังมีมอนสเตอร์อีกสามตัวที่ออกมาขัดขวางเรา คือ Royal Guard 01 & 02 และ Muffet

Royal Guard 01 และ 02 เป็นสมาชิกคณะองครักษ์และเป็นลูกน้องของอันไดน์ ทั้งคู่ออกมาตามล่าเราตามคำสั่งของอันไดน์ ซึ่งถึงแม้เราจะผูกมิตรกับอันไดน์ไว้ก่อนหน้า สองคนนี้ก็จะยังไม่รู้เรื่องและเข้าต่อสู้กับเราอยู่ดี ใน Pacifist Route เราสามารถยุติการต่อสู้อย่างสันติได้ หากเราสามารถโน้มน้าวให้หมายเลข 01 สารภาพรักกับหมายเลข 02 ซึ่งดูเหมือนหมายเลข 02 ก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน ทั้งคู่จะขอบคุณเราที่ช่วยให้ต่างก็เปิดเผยความจริงในใจออกมาแล้วปล่อยเราไป

ส่วน Muffet นั้นเป็นมอนสเตอร์นางพญาแมงมุมผู้เป็นเจ้าของร้าน Spider Bake Sale ที่เคยเจอสาขาย่อยที่ The Ruin ตอนต้นเกม โดย Muffet จะเข้าตามล่าเราเพราะมีคนบอกเธอว่าเราเป็นมนุษย์ที่ใจร้ายกับแมงมุม โดยใน Pacifist Route หากเราไม่โจมตีเธอแล้วเอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจะมีโทรเลขจากแมงมุมใน The Ruin ส่งมาบอกเธอว่าจริงๆ แล้วเราเป็นมนุษย์ที่จิตใจดีนะ พวกเขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำร้ายใครเลยที่ The Ruin เมื่อได้อ่านโทรเลขนั้น Muffet ก็จะยอมปล่อยเราไป แต่หากระหว่างการต่อสู้ เรากินไอเทมที่ซื้อมาจาก Spider Bake Sell เมื่อต้นเกม Muffet จะรู้ว่าเราซื้อขนมที่พวกเธอทำ แล้วจะมีโทรเลขส่งมาจากแมงมุมใน The Ruin ยืนยันว่าเราได้ซื้อของจากร้าน Spider Bake Sale จริงๆ แล้ว Muffet จะปล่อยเราไปทันที ไม่ต้องสู้เลยแม้แต่น้อย

หากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เราก็ต้องปะทะกับทั้งสามเช่นกัน ซึ่งเราจะสามารถโจมตีทีเดียวแล้วฆ่าพวกเขาตายได้ในทันที โดย Royal Guard 01 และ 02 จะเข้าต่อสู้กับเราเพื่อแก้แค้นให้กับอันไดน์ ส่วน Muffet จะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นมนุษย์ที่โหดเหี้ยม

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง MTT Resort โรงแรมและภัตตาคารที่เมททาทอนเป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง Hotland และ The Core ซึ่งที่นี่จะมีลิฟท์ที่เชื่อมไปยัง Capital โดยตรงอยู่ ไม่ต้องเดินทางผ่าน The Core ที่เป็นเหมือนโรงงานผลิตไฟฟ้าให้กับ โลกใต้พิภพ ทว่าลิฟท์ตัวดังกล่าวกลับขัดข้องอยู่ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการณ์ของอัลฟิสและเมททาทอนนั่นเอง

ที่นี่เราจะได้พบแซนส์อีกครั้ง เขาจะชวนเราไปทานข้าวที่ภัตตาคารของ MTT resort และแซนส์จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องในอดีตตอนที่เขาได้เล่นมุกกับทอเรียลผ่านประตูของ The Ruin รวมถึงสัญญาที่เขาให้ไว้ว่าจะปกป้องมนุษย์คนใดก็ตามที่ผ่านประตูออกมา โดยแซนส์จะขู่เราว่า “ถ้าเราไม่ใช่เพราะสัญญานั่นล่ะก็ นายคงตายไปเรียบร้อยแล้ว” เป็นการบอกใบ้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแซนส์ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวตนที่แท้จริงของเขาที่เราจะพูดถึงต่อไปช่วงท้ายของเส้นทางสาย Genocide Route

หากเราเล่นมาในเส้นทางสาย Genocide Route ผู้คนที่ MTT report ก็จะอพยพออกไปหมดแล้วเช่นกัน เหลือเพียงพนักงานขายเบอร์เกอร์ร้าน Glamburger (ซึ่งเป็นแบรนด์ของเมททาทอนเช่นกัน) นามว่า Burgerpants ผู้สิ้นหวังในโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว เพราะในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุว่าเขาสามารถลางานได้ในวันนี้

คำหลอกลวงที่ถูกเปิดเผย

เมื่อลิฟท์ที่เชื่อมจาก MTT resort ไปยัง Capital ใช้การไม่ได้ เราก็เหลือทางเดียวคือต้องตะลุยผ่าน The Core เพื่อไปยัง Capital ซึ่งตามแผนการณ์เดิมของอัลฟิสนั้น เราจะต้องสามารถใช้งานลิฟท์ในThe Core เพื่อขึ้นไปถึงปากทางออกสู่ Capital ได้ ทว่า ลิฟท์กลับไม่ทำงาน จึงทำให้อัลฟิสตกใจมากที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น

อัลฟิสยังคงพยายามช่วยเหลือให้เราหาทางไปต่อได้ต่อไป ทว่าระหว่างทางกลับมีมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งปรากฏตัวออกมาเล่นงานเราเป็นระยะๆ แถมพัซเซิ่ลต่างๆ ที่เธอพยายามปิดการทำงานเพื่อช่วยเรากลับทำงานขึ้นมาเองซะเฉยๆ ทำให้เธอเสียความมั่นใจและตัดการติดต่อกับเราไป ก่อนที่เราจะหาฝ่าฟันพัซเซิ่ลของ The Core ไปจนถึงทางออกเองได้สำเร็จ

เมื่อไปถึงเราจะได้พบกับเมททาทอนที่รอเราอยู่ เมททาทอนจะเฉลยแผนการณ์ของอัลฟิสให้เราฟัง และที่นี่จะเป็นฉากสุดท้ายของแผนการณ์นั้น ด้วยการที่เมททาทอนจะเข้าสู้กับเราแล้วอัลฟิสที่แอบรออยู่ที่ประตูก็จะเข้ามาช่วยเรา ปิดการทำงานของเมททาทอน และช่วยเหลือได้สำเร็จ อัลฟิสจะได้เป็นฮีโร่ในเรื่องนี้ เราจะต้องซาบซึ้งในตัวอัลฟิสมากขนาดที่เธออาจจะสามารถโน้มน้าวให้เราอยู่ที่โลกใต้พิภพนี้ต่อได้ ทว่า เมททาทอนไม่ต้องการทำตามแผนอีกต่อไปแล้ว บทละครที่ผลลัพธ์ตายตัวแบบนั้นมาเบื่อเกินไป ไม่เร้าใจคนดู เขาจึงได้เข้าแทรกแซงระบบของ The Core ตลอดจนจ้างมอนสเตอร์บางตัวเพื่อดักเล่นงานเราเพื่อให้ผิดแผนของอัลฟิส และตอนนี้ก็คือฉากสุดท้ายของรายการทีวีของเขา การต่อสู้ถึงชีวิตอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์และหุ่นยนต์นักล่า เมททาทอนได้ตัดสินใจที่จะต่อสู้ชิงเอาวิญญาณของเราไปซะเอง เพื่อที่เมื่อเขาได้วิญญาณของเราไปแล้ว จะได้สามารถเดินทางผ่านบาเรียร์ออกไปยังโลกมนุษย์ได้ เพื่อทำความฝันที่จะเป็นดาราในโลกมนุษย์ของเขาให้เป็นจริง จากนั้นเมททาทอนจะล๊อคประตูเพื่อกันไม่ให้อัลฟิสเข้ามาช่วยเรา เปลี่ยนห้องที่เราอยู่ให้กลายเป็นเวทีต่อสู้และเข้าปะทะกับเรา

เมททาทอนที่อยู่ในโหมดปกตินั้นมีเกราะป้องกันที่หนามากทำให้การโจมตีจากอุปกรณ์อัพเกรดในมือถือที่อัลฟิสติดตั้งให้ใช้ไม่ได้ผล เธอจึงแนะให้เราทำการสับสวิตซ์ทำงานที่อยู่ด้านหลังของเมททาทอนแทน เมื่อเราหาจังหวะทำได้ดังนั้น เมททาทอนจะเปลี่ยนร่างจากโหมดปกติที่จริงๆ แล้วเป็นเหมือนร่างโปรโทไทป์ ไปสู่ร่างที่แท้จริงของเขาที่อัลฟิสกำลังพัฒนาให้อยู่ นั่นก็คือ Mettaton EX

ในร่างนี้ Mettaton EX จะมีความสามารถในการต่อสู้ที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการใช้พลังงานที่ยังไม่เสถียรทำให้หากปล่อยไว้นานเกินไป แบตเตอรี่ของเขาจะหมดลงไปเอง นั่นคือเป้าหมายที่อัลฟิสวางเอาไว้ โดยในการต่อสู้ของเส้นทางใน Pacifist Route นั้น เราจะต้องเลือกการออกคำสั่งโพสท่าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มเรทติ้งในรายการของเมททาทอนที่กำลังถ่ายทอดสดการต่อสู้ของพวกเขาอยู่ โดยหากสามารถเอาตัวรอดจนกระทั่งเรทติ้งพุ่งขึ้นถึง 10,000 ได้แล้ว เมททาทอนจะดีใจมากที่เรทติ้งของรายการพุ่งขึ้นทำลายสถิติใหม่ และเพื่อเป็นการฉลองที่รายการตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกไปยังโลกภายนอก เมททาทอนจะให้ผู้ชมทางบ้านโทรเข้ามาพูดคุยกับเขาได้ ทว่า เหล่าผู้ชมที่โทรเข้ามาทั้งหลายต่างก็บอกรักเขาและแสดงถึงความเสียใจเขากำลังจะจากโลกใต้พิภพไป สำหรับมอนสเตอร์ทุกคนแล้ว เมททาทอนคือดาราเพียงหนึ่งเดียวที่สร้างความสนุกสนานให้กับพวกเขาตลอดมา ซึ่งหนึ่งในสายที่ติดต่อเข้ามานั้นก็มีแนพสแต็บลุครวมอยู่ด้วย เมื่อได้รู้ดังนั้น เมททาทอนจึงตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจที่จะชิงออกไปเป็นดาราของเหล่ามนุษย์และอยู่ที่โลกใต้พิภพต่อเพื่อสร้างความสุขให้กับเหล่ามอนสเตอร์ต่อไป รวมทั้งจะยอมรับในความแข็งแกร่งของเราและคิดว่าถ้าเป็นเราอาจจะก้าวข้ามแอสกอร์ที่รออยู่ข้างหน้าได้ก็ได้ ก่อนที่แบตเตอรี่ของเขาจะหมดลงและปิดการทำงานไป

เมื่อการต่อสู้จบลง อัลฟิสจะเข้ามาในห้องได้สำเร็จ เธอรีบรุดเข้าไปเช็คอาการของเมททาทอนทันทีก่อนจะโล่งอกที่รู้ว่าเขาแค่แบตหมดเท่านั้น จากนั้นเมื่อเดินต่อไปยังโถงทางเดินยาวที่เชื่อมสู่ Capital อัลฟิสก็จะเดินตามมาด้วย เธอจะเฉไฉพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้จนในที่สุด เธอก็บอกความจริงกับเราว่า ลำพังแค่วิญญาณมนุษย์ของเรานั้นไม่เพียงพอให้เราเดินทางออกผ่านผนึกออกไปยังโลกภายนอกได้ อย่างที่รู้กันว่าต้องใช้พลังวิญญาณที่เทียบเท่าวิญญาณของมนุษย์หนึ่งคนและมอนสเตอร์หนึ่งตัว ดังนั้น วิธีเดียวที่เราจะออกไปได้ คือเราต้องสังหารแอสกอร์และช่วงชิงวิญญาณของแอสกอร์มา เนื่องจากแอสกอร์นั้นเป็นมอนสเตอร์พิเศษที่มีพลังวิญญาณแกร่งกล้า เมื่อเราสังหารเขาแล้ว วิญญาณของเขาจะคงสภาพอยู่ได้ชั่วครู่แม้จะปราศจากปณิธานแบบที่วิญญาณมนุษย์มีก็ตาม จากนั้นอัลฟิสจะขอโทษที่ปกปิดเรื่องนี้มาตลอดแล้วจากไป

สำหรับเส้นทาง Genocide Route นั้น เราจะไม่ต้องผ่านพัซเซิ่ลใดๆทั้งสิ้นใน The Core และเมื่อไปถึงทางออก เราจะพบกับเมททาทอนที่รออยู่เช่นกัน เมททาทอนจะสัมผัสได้ว่าเราในตอนนี้ที่วิญญาณของคาร่าเติบโตจนใกล้จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่ฆ่าล้างเหล่ามอนสเตอร์เท่านั้น แต่ยังต้องการที่จะทำลายล้างมนุษยชาติอีกด้วย นั่นก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่เขาจะต้องหยุดเราเข้าไปใหญ่ เมททาทอนได้เปลี่ยนร่างเป็น Mettaton NEO ร่างโหมดต่อสู้ของเมททาทอนที่อัลฟิสพัฒนาไว้ในสมัยที่เธอตั้งใจจะสร้างร่างของเมททาทอนไว้สำหรับปราบมนุษย์ ทว่าแม้จะด้วยร่างนั้น ความโหดเหี้ยมของคาร่าก็ทำให้การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารเมททาทอนลงได้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในที่สุด เราก็มาถึง Capital เมืองหลวงของเหล่ามอนสเตอร์เสียที

To Be Continue…

ติดตามตอนต่อไปได้ที่ สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 3 : ราตรีสวัสดิ์

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” คุยกับนักธุรกิจสาวกับการสร้างแบรนด์ออนไลน์ของตัวเอง

Published

on

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่มีอิสระ และทำงานที่มีเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น และถ้าได้มีเวลาทำกิจกรรมที่ชอบแล้วด้วย มันคือชีวิตในฝันชัดๆ เหมือนกับสาวสวยที่เราจะพูดคุยกับเธอในวันนี้ ที่ตัดสินใจสร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง และเริ่มเปิดขายออนไลน์ จนปัจจุบันมีวางขายในร้านค้าชั้นนำและเป็นที่นิยมไปแล้ว แถมเธอยังมีงานอดิเรกคือการท่องโลกเก๋ๆ ด้วย ว่าแล้วก็ไปคุยกับ ตูน – มาชิตา ภิรมย์ กันเลยดีกว่า

เล่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังหน่อยค่ะ                                                                                                       

เริ่มมาจาก Passion ล้วนๆ เลยค่ะ คือตูนเชื่อว่าการที่เราจะทำอะไรให้มันประสบความสำเร็จเนี่ย พื้นฐานของมันต้องเริ่มจากความชื่นชอบและความสนใจเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดค่ะ อย่างผลิตภัณฑ์ที่ตูนทำคือแป้งพัฟ ก็มาจากการที่ตูนเป็นคนผิวแพ้ง่ายมาก แล้วเวลาแต่งหน้าก็จะมีปัญหาในเรื่องของสิวอุดตัน เลยสอบถามจากเพื่อนๆ ด้วย แล้วก็เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ คือเราก็พบว่ามีคนที่มีปัญหาแบบเราค่อนข้างมาก มันเลยเกิดไอเดียในการทำธุรกิจ แป้งผิวแพ้ง่าย Babypuff ขึ้นมาค่ะ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์และก็จะมีต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ถ้าจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  

ตูนคิดว่าในปัจจุบัน Social network เข้ามามีบทบาทในธุรกิจเยอะมาก เลยทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่สำหรับตูนจะคิดถึงคุณภาพมาอันดับ 1 ตูนจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าตูนเป็นลูกค้า ตูนจะคาดหวังอะไรจาก Product นี้ คือเราต้องคิดว่าเราเป็นลูกค้าค่ะ ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณจะได้รับความคุ้มค่าอะไรบ้างจากแป้งตลับนี้ และก็ทำมาออกมาให้ดีที่สุดในแบบฉบับของเราค่ะ รวมถึงการ Start up ของธุรกิจ online ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องของ marketing ให้ดีค่ะ แต่ว่าตูนเอง บางเดือนก็ยังใช้งบในการทำ marketing เกินงบไปเหมือนกัน เพราะว่าตูนก็ยังไม่เก่งค่ะ ยังต้องศึกษาเรียนรู้อีกเยอะ การวางแผนเลยสำคัญมากค่ะ เราต้องรู้ตัวว่าตรงนี้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเราจะได้ value อะไรบ้างจากตรงนี้

เคล็ดลับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับตูนคืออะไร

เอาจริงๆ ตูนยังไม่คิดว่าแบรนด์ตัวเอง Success ขนาดนั้นนะคะ (หัวเราะ) เพราะเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่ตูนเริ่มต้นมาเพียงคนเดียว แต่ตูนก็คิดว่า ตูนอยากให้สินค้าของตูนไม่ใช่สินค้าแบบกระแสที่มาแป้ปๆ แล้วหายไป แต่ตูนยึดมั่นในคุณภาพเป็นหลักอย่างที่บอกไปค่ะ รวมถึงจุดเด่นของ product เราก็ต้องดึงออกมาใช้ให้มากที่สุดค่ะ จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ขายไปได้หลายหมื่นตลับ สำหรับตูนคือตูนดีใจที่ลูกค้าแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ประทับใจ ทุกคนกลับมาซื้อซ้ำและมีการส่งรีวิวน่ารักๆ ให้เราชม มันทำให้ตูนมีความสุขมากๆ

ถ้าอยากทำธุรกิจทางออนไลน์ ต้องมีสกิลอะไร             

ในความคิดตูน สำคัญเลยคือ ต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจให้กับลูกค้า รวมถึงลูกจ้างด้วย และมองโลกตามความเป็นจริงค่ะ ตูนคิดว่า ถ้าเราคาดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป มันเสี่ยงไปมากๆ สำหรับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือให้พร้อมกับทุกเหตุการณ์ รวมถึงต้องมีสติและ fighting ทุกปัญหาไปให้ได้ค่ะ อย่ายอมแพ้ ตอนนี้ตูนเองก็ได้เรียน Master Degree (MBA) เพื่อเพิ่มความรู้ในด้านนี้โดยตรงค่ะ ตอนแรกตูนแทบไม่รู้อะไรเลย แต่พอได้มาเรียนปริญญาโท แล้วรู้สึกว่าได้ประโยชน์กลับไปมากๆ ค่ะ รวมถึงตูนก็อาศัยถามความรู้จากพี่ๆ จากเพื่อนๆ รอบตัวที่ทำธุรกิจค่ะ คือห้ามหยุดพัฒนาตัวเองสักวินาทีเลย ตูนจะชอบมากๆ ถ้าวันไหนตูนงานเยอะ งานยุ่ง ตูนรู้สึกว่าวันนี้เราใช้เวลาคุ้มค่า (หัวเราะ)

มีปัญหาหรืออุปสรรคไหนที่ตูนรู้สึกว่าพีคๆ บ้าง                                                          

ถ้าบอกว่าตูนเป็นคนใจร้อนจะเชื่อมั้ยคะ (หัวเราะ) คือตูนจะบอกเลยว่ามันอาจฟังดูเล็กน้อย แต่มันเป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่มากสำหรับการทำงานของตูน ตูนจะไม่ชอบความผิดพลาด ไม่ชอบอะไรที่ต้องคอยแก้ไข บางครั้งก็ตัดสินใจเร็วไปไม่ทันรอบคอบ เลยทำให้เกิดความผิดพลาด ตูนเองก็ได้เรียนรู้ว่าความใจร้อนมันทำให้พังไปหมดทุกอย่างจริงๆ ค่ะ มันเหมือนเป็นที่ดูดพลังงานเราและพลังงานคนรอบข้าง และมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตูนสะเทือนใจอยู่พอสมควร ตูนเลยปรับและแก้นิสัยตัวเองค่ะ พยายามฟังความคิดคนอื่นมากขึ้นและเรียนรู้ได้ว่าปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานเป็นเรื่องที่ปกติและธรรมดามากๆ สำหรับทุกธุรกิจค่ะ และก็ฝึกเป็นคนที่คิดช้าลงแต่รอบคอบมากขึ้นค่ะ

แรงบันดาลใจและคติในการทำงาน                                                                                                                                   

แรงบันดาลใจหรือคติในการทำงานของตูนคือ ถ้าคุณเริ่มต้นที่จะทำ คุณก็เป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวานแล้วค่ะ ตูนเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่เรารัก เราหวังที่อยากจะทำแต่อาจไม่ได้ทำสักที ตูนว่าแค่เราเริ่มต้นเราก็คือผู้ชนะแล้วค่ะ ในที่นี้ตูนไม่ได้หมายถึงแค่ในเรื่องของการทำงานอย่างเดียวนะคะ มันรวมไปถึงการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย หรือการออกไปท่องเที่ยว การที่ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยได้ทำ การฝึกเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ แล้วคือตูนคิดเสมอว่า ทุกวันนี้ตูนทำงานเหนื่อยๆ แต่ตูนกลับรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำงานเลย เพราะตูนมีความสุขกับงานที่ตูนทำ ตูนเลยรู้สึกชิลมาก เวลาผ่านไปเร็วจัง ยังอยากนั่งประชุมต่อ ยังอยากนั่งคิด project ต่อเลย (หัวเราะ)

คุยเรื่องงานอดิเรกกันบ้าง เห็นตูนไปเที่ยวบ่อยมาก                                                                                 

แต่ก่อนตูนไปเที่ยวไม่บ่อยนะ เพราะตูนงก (หัวเราะ) มัวแต่เก็บเงิน เพิ่งมาเที่ยวบ่อยๆ ตอนปีกว่าๆ นี้เองค่ะ ซึ่งไปมาหลายจังหวัด หลายประเทศ เรียกได้ว่าบินทุกเดือนค่ะ (หัวเราะ) ส่วนแรงบันดาลใจในการเที่ยวของตูนคือปกติตูนไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียวเลย แต่ปีที่แล้วตูนได้ลองทำ หลังจากนั้นก็มีทริปตามมาเรื่อยๆ ค่ะ คือตูนมาเปลี่ยนความคิดตัวเองว่า ถ้าเรามัวแต่ทำงาน มัวแต่รอคนอื่น เราจะเสียโอกาสหลายๆ อย่างไปเลยนะ แล้วเวลาที่ตูนไปเที่ยว ตูนได้มองเห็นโลกมากขึ้น เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรียนรู้และนำมาปรับใช้เป็นไอเดียให้ธุรกิจของเราได้ค่ะ บางคนอาจมองว่าการท่องเที่ยวบ่อยจนเกินไปจะเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง แต่สำหรับตูนมันคือวิธีชาร์จแบตให้ตัวเองที่ดีที่สุดค่ะ และถ้าเราคิดว่าเราจะเที่ยวเยอะ เราต้องหาเงินให้เยอะกว่าที่เราเที่ยวสิคะ ฟังดูแบบตลก แต่จริงๆ มันเป็นแรงบันดาลใจให้ตูนทำงานหนักเพิ่มขึ้นจริงๆ นะคะ เพราะทริปไปเที่ยวรออยู่อีกเยอะมาก (หัวเราะ)

มีทริปไหนที่ตราตรึงบ้าง                                                                             

ประทับใจที่สุดคือทริปล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วเลยค่ะ เมือง Cappadocia คือมันสวยมากๆ แล้วก็เป็นทริปที่เราอยากไปมานานแล้ว ถึงแม้จะเดินทางเหนื่อยมาก แต่ทุกอย่างมันคุ้มค่าจริงๆ คือทาง ไกด์บอกว่าเนี่ย บอลลูนไม่มี flight ขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้วนะ เพราะสภาพอากาศของเขาอะค่ะ ตูนแบบดีใจมาก รู้สึกโชคดีมากที่ไปถึงแล้วได้ขึ้นไปข้างบนนั้น สวยมากค่ะ รู้สึกเวลาผ่านไปไวมาก ยังอยากถ่ายรูปนานกว่านี้เลย ถ้ามีโอกาสคิดว่าอยากไปอีกค่ะ แต่คงไปช่วงซัมเมอร์น่าจะสวยกว่านี้ (ยิ้ม)

มีที่ไหนที่ยังไม่เคยไป แต่ต้องไปให้ได้สักครั้งมั้ย

ทริปที่เป็น To die for ของตูนเลยคือ Santorini ประเทศกรีซค่ะ คือจะบอกว่าไงดี คืออยากไปทริปนี้มากค่ะ แต่มันดูเป็น Honeymoon Trip มาก ซี่งถ้าเราได้ไปกับคนที่เรารักคงแฮปปี้มาก แต่ตูนยังไม่มีแฟนอะค่ะเหตุผลหลักๆ (หัวเราะ) เลยต้องพับเก็บทริปในฝันนี้ไว้ก่อน ส่วนเหตุผลที่อยากไปคือ ตูนชอบบรรยากาศของพระอาทิตย์กำลังจะตกดินมาก แล้วได้ยินมาว่าที่ Santorini นี่ เวลานั้นสวยสุดๆ รวมถึง ชายหาด white beach ของที่นั่นเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งตูนว่ามันน่าสนใจมากค่ะ อยากไปมากที่สุดแต่รอมีคนไปด้วยก่อนนะคะ (หัวเราะ)

การท่องโลกให้อะไรกับตูนบ้าง                                                                                                                                             

มันทำให้ตูนรู้ว่าโลกของเรามันสวยงามมาก มีอะไรอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ เปิดทั้งความคิดและประสบการณ์ของเราค่ะ และเสน่ห์ของการท่องโลกคือความเป็นมิตรของผู้คนที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป น่ารักดีค่ะ แต่ไม่ว่าจะทริปไหนตูนมักหลงทางทุกทริปค่ะ แม้กระทั่งที่ไทย (หัวเราะ) แต่นั่นก็ถือว่าเป็นสเน่ห์ของการไปเที่ยวจริงมั้ยคะ (ยิ้ม)

ขอแอปเจ๋งๆ ที่ใช้ประจำหน่อยสิ                                                               

แอปที่ตูนคิดว่ามันเจ๋งมากคือ Goals on Track ค่ะ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งการทำงานและการท่องเที่ยวเลยค่ะ เหมือนเราตั้งเป้าหมายของเราเอาไว้ว่าเราจะทำอะไรบ้าง ภายในเวลาเท่านี้ แล้วก็ให้เราอัพเดท คอยเป็นแรงกระตุ้นในการทำเป้าหมายนั้นๆ มันอาจจะดูเป็นแอปที่เบสิคมาก แต่สำหรับตูนมัน classy ที่สุดเลยค่ะ (หัวเราะ)

ดาวน์โหลด

ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราอยากใช้ชีวิตคุ้มๆ เพราะสาวคนนี้ได้ทำให้เราเข้าใจคำว่า Work hard, play harder จริงๆ ว่าแล้วก็อยากจะตั้งใจทำงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วออกไปท่องโลกบ้างแล้ว!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[บทความพิเศษ] เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คุ้มค่าหรือไม่หากเล่นภาคหลักมาแล้ว !!

มาดูกันว่าเกม final fantasy 15 pocket edition จะคุ้มค่าแค่ไหน

Published

on

เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition หรือไฟนอล 15 ฉบับย่อส่วน ถือว่าเป็นการมาที่สร้างความประหลาดใจเพราะมันคือเกมภาคหลักที่โดนไฟฉายย่อส่วนลงมา เพื่อให้เล่นบนสมาร์ทโฟนได้ และหลังจากรอกันมานานแสนนานในที่สุดค่ายก็ปล่อยออกมาให้เล่นบน ios และ android แต่มันก็มีข้อสงสัยว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่เพราะเกมแทบจะถอดมาจากต้นฉบับแต่จะแตกต่างที่กราฟิก วันนี้ทางทีมงาน Beartai จึงอยากบอกเล่ากันว่าภาคนี้จะคุ้มค่าหรือไม่

กราฟิกเปลี่ยนใหม่แต่เพลงเหมือนเดิม

สัมผัสแรกกราฟิกในเกมก็อย่างที่เห็นในตัวอย่าง เพราะมันทำออกมาแนวการ์ตูนหัวโตๆ ที่ดูน่ารักแต่ก็จำลองตัวละครในเกม Final Fantasy 15 ออกมาได้แบบที่รู้ในทันทีว่าคือตัวไหน และคุณภาพของกราฟิกอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับเกมมือถือด้วยกันเอง เพลงประกอบก็ยกเอาของเดิมมาทั้งหมด รวมทั้งเกมยังใส่เสียงพากย์แบบจัดเต็มมา แต่ก็มีข้อเสียเพราะเกมกินสเปกมือถือพอสมควร และยังต้องมีเนื้อที่มหาศาลเพื่อลงเกม แต่เกมจะไม่ได้โหลดมาในครั้งเดียว แต่จะค่อยๆทยอยโหลดซึ่งแต่ละครั้งก็กินความจุมหาศาล ซึ่งใครมีมือถือความจุน้อยๆอาจจะเล่นไม่ได้

และหากมองตรงกราฟิกแล้วคอเกม Final Fantasy ที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคอเกมที่ใส่ใจในกราฟิกอยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยถูกใจ เพราะแม้เกมจะพยายามถ่ายทอดฉากในคอนโซลมาสู่หน้าจอเล็กๆของมือถือได้ดีที่สุดแล้ว แต่กราฟิกแบบนี้น่าจะไม่ถูกใจแฟนเกมที่บ้ากราฟิกแน่นอน ดังนั้นหากมองว่ามันต้องเสียเงินปลดล็อกฉากเพื่อเล่นถือว่าอาจจะไม่คุ้มในจุดนี้ (เกมให้ลองเล่นฉากแรกฟรี)

รูปแบบการเล่นปรับให้เข้ากับมือถือ และใช้เนื้อเรื่องเดิม

แน่นอนว่าเมื่อมันมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ต้องมีการปรับเปลี่ยน และตามคาดที่เกมใช้การสัมผัสไปที่หน้าจอเพื่อบังคับให้ตัวละครเดินไป และเมนูก็ใช้การสัมผัสที่ย่อลงมาให้ดูง่ายมาก ส่วนการต่อสู้ก็จิ้มไปที่ศัตรูแล้วกดรัวๆได้เลย แต่หากเรากำลังจะโดนศัตรูโจมตีจะมีสัญลักษณ์ที่เมื่อจิ้มไปเราจะหลบหลีกและโจมตีสวนกลับได้ รวมทั้งประเภทอาวุธก็ยังคงมีโดยเราสามารถใส่ได้ 4 ชนิดเหมือนเดิม แต่ด้วยมุมกล้องที่นำเสนอด้านบน ทำให้ฉากในเกมดูแคบลงมาก แม้ว่าผู้สร้างจะพยายามจะทำให้เหมือนบนคอนโซลมากที่สุดแต่ยังไงก็ไม่เหมือน อีกทั้งฉาก แบ่งเป็นส่วนๆไม่ได้กว้างเท่ากับต้นฉบับ

แต่โดยรวมฉากต่อสู้ถือว่าทำได้สนุกดี และดูดีกว่าเกมบนมือถือทั่วๆไป มีระบบที่เหมือนกับภาคหลักบนคอนโซล แต่ย่อจนสามารถเล่นบนหน้าจอสัมผัสเล็กๆได้ อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นของเดิม แต่ย่อความยิ่งใหญ่จนแทบไม่มีความอลังการ ซึ่งหากคุณเล่นบนคอนโซลมาจนทะลุแล้วจะเห็นได้ว่าแต่ละฉากจะมีความเหมือนกัน แต่จะตัดออกไปหลายส่วน แถมการแสดงสีหน้าของตัวละครก็แทบจะไม่มีเรียกว่าเล่นไปผ่านๆพอขำๆเท่านั้น

คุ้มหรือไม่ ลองโหลดไปเล่นก่อนได้

อย่างที่บอกว่าเกมโหลดไปเล่นฟรีเฉพาะ Chapter แรก ตัวเกมเต็มๆจะขายในราคาเหมารวม 699 บาท หรือจะเลือกปลดล็อกเฉพาะตอน โดยมีราคาขายแยกที่แตกต่างกันโดย Chapter 2 และ 3 ในราคา 35 บาท แต่ตอนที่เหลือจะมีราคาตอนละ 139 บาท ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับเกมมือถือ (เกมมีทั้งหมด 10 Chapter)

บอกตรงๆว่าเกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คือภาคหลักที่สามารถเล่นได้จริงๆเหมือนกับต้นฉบับ มีการเพิ่มเกมเพลย์ใหม่ๆเข้าไปที่เหมาะกับการเล่นบนมือถือ แต่บอกตรงๆหากคุณรักความเป็น Final Fantasy ที่ความอลังการงานสร้างบอกได้เลยว่าข้ามไปเล่นเกมอื่นได้เลย เพราะมันเหมือนทำออกมาตอบสนองคนที่อยากเล่น Final 15 แต่ไม่มีเครื่องเกมคอนโซล หรืออยากเล่นในอีกรูปแบบที่ย่อส่วนลงมาแต่ยังคงเรื่องราวเดิม แต่ราคาขาย 699 บาทแบบเต็มๆเกมถือว่าแพงไปหน่อย และไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก

สเปกของสมาร์ทโฟน

iOS

  • ios 10.0 หรือสูงกว่า รองรับ iPhone, iPad และ  iPod touch

Android

  • Android 5.0 ขึ้นไป
  • CPU:1.5GHz
  • RAM:2GB
  • ต้องการเนื้อที่ 5GB และ 8GB เพื่อความละเอียดสูงกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

Unichat สัมภาษณ์ “น้ำฝน” สาวออกแบบนิเทศศิลป์ กับการเรียนในคณะที่สนุกสุดๆ

Published

on

ใครคิดว่าตัวเองติสส์ๆ รักงานศิลปะมาทางนี้ เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึง 1 ในสาขาวิชาที่คนรักศิลปะใฝ่ฝันอยากจะเรียน นั่นคือ “สาขาออกแบบนิเทศศิลป์”  โดยเราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับสาวน้อยผู้รักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ อย่าง น้ำฝน – พรสายชล วนทอง สาวคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าสาขานี้เค้าเรียนอะไรกันบ้าง 

เล่าที่มาของการเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ให้ฟังหน่อย

มาจากความชอบล้วนๆ เลยค่ะ เพราะน้ำฝนเป็นคนชอบวาดรูป ชอบงานเกี่ยวกับกับศิลปะ งานออกแบบหนังสือ งานออกแบบกราฟฟิค ต่างๆ ค่ะ เลยลองหาข้อมูลดูว่ามีคณะไหนที่ตรงกับสิ่งที่เราสนใจบ้าง พอหาข้อมูลได้แล้วก็เลยเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ค่ะ ตรงกับสิ่งที่เราชอบที่สุดแล้ว (ยิ้ม)

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์จะเรียนคลอบคลุมและหลากหลายมากๆ ค่ะ ตั้งแต่เข้ามาเรียนปี1ก็จะมีเรียน การดรออิ้งพื้นฐาน จิตรกรรมพื้นฐาน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม พวกประวัติศาสตร์ศิลป์ หลักการออกแบบ รวมไปถึงการเขียนแบบพื้นฐาน ด้วยค่ะ

พอขึ้นปี 2 ก็จะเริ่มลงลึกในส่วนของนิเทศศิลป์มากขึ้นนะ ก็จะมี เรียนถ่ายภาพด้วย เป็นวิชาที่แบบเราจะได้ออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ตามที่อาจารย์เขากำหนดมา วิชานี้สนุก ฝนชอบมาก (หัวเราะ) มีการเรียนทำโลโก้ ทำฟอนต์ตัวอักษร ด้วยวิชานี้ก็สนุกนะ เราสามารถเอาไปต่อยอดได้หลายอย่างเลย ส่วนวิชาที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในปี2 ก็คือ วิชาออกแบบคาแรกเตอร์ ซึ่งเป็นวิชาที่หรรษามากๆ ค่ะ (หัวเราะ) คืออาจารย์จะให้แต่งตัวมาเรียนในแต่ละสัปดาห์ไม่เหมือนกัน คือตามแต่คาแรกเตอร์ที่อาจารย์ได้กำหนดมาของแต่ละสัปดาห์ อย่างสัปดาห์นี้ให้แต่งเป็นลุคส์บุพผาชน แบบชาวอินดี้ ก็ต้องแต่งมา มีเป็นลุคส์คนบ้ามาก็มีค่ะ (หัวเราะ) ได้ทำมาสคอตส่งขนาดเท่าตัวเอง ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อนอันนี้สนุกสุดๆ

พอขึ้นปี 3 ก็จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ การทำบรรจุภัณฑ์ โฆษณา ทำกราฟฟิค โมชั่น ที่สนุกก็ทำหนังค่ะ ได้ออกกอง ได้ทำจริง ทำทั้งหนัง ทั้งโฆษณา ทั้งมิวสิควิดิโอ สุดยอดมาก (หัวเราะ) งานเยอะสุดก็ปี 3 นี่แหละค่ะ

พอมาปี 4 เทอม 1 เราก็จะมาเข้าสู่โหมดตะลุยกับ Thesis หรือ Art Thesis นั่นเองก็คือการทำศิลปนิพนธ์จบของนักศึกษา ใครชอบอะไรถนัดทางไหนก็ต้องงัดสิ่งนั้นออกมาโชว์กับ Thesis ของตัวเองนั่นเองค่ะ จะใช้เวลาทำเกือบทั้งเทอมนะ ซึ่งของเรา นี่พึ่งผ่านไปหมาดๆ เลยจ้า (หัวเราะ) แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เล่นเอาลากเลือดเหมือนกัน

วิชาโปรดของน้ำฝน

ชอบเรียนหมดทุกวิชานะ เลือกไม่ถูกจริงๆ (หัวเราะ) คือสำหรับฝน ฝนว่าทุกวิชาสนุกหมดเลย มีความท้าทายในตัวเองหมดเลย เลือกไม่ถูก หรืออาจเป็นเพราะเราเรียนสิ่งที่ชอบด้วยมั้ง เลยกลายเป็นว่าเราสนุกกับการเรียนในทุกๆ วิชาค่ะ

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ค่อนข้างจะมีความเฉพาะทางพอสมควร น้ำฝนคิดว่า ทักษะและพรสวรรค์ที่ต้องมีในการเรียนสาขานี้คืออะไร

สำหรับน้องๆ ที่อยากจะเข้าในสาขานี้ ก่อนอื่นเลยนี่ต้องมีความรัก มีความชอบกับงานศิลปะก่อนเลย เวลาเรียนก็จะไม่ฝืนตัวเอง และเราจะมีพลังในการเรียนมากๆ แต่ทักษะที่ต้องมีใช้ในการเรียนแน่ๆ เลยคือ ดรออิ้งค่ะ ใช้ตั้งแต่สอบเข้าเลย ต้องพอมีพื้นฐานในการวาดรูปบ้าง ซึ่งของแบบนี้สามารถฝึกกันได้ค่ะ ไม่ได้ยาก อยู่ที่การฝึกฝน พรสวรรค์ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ ใช้พรแสวงล้วนๆ (หัวเราะ) ลองดูผลงานของคนอื่นๆ  ฝึกดรออิ้งเยอะๆ ฝึกการใช้สีพื้นฐาน แสงเงา องค์ประกอบภาพ การใช้โปรแกรมตกแต่งภาพพื้นฐานอย่าง photoshop และ illustrator อันนี้อินโฟเดธพูลที่เราทำตอนเรียนค่ะ

จบสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ ทำอาชีพอะไรดี

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายมากเลย เช่น Graphic Designer ประจำบริษัทหน่วยงานต่างๆ ,Web Graphic Designer นักออกแบบเว็บไซด์ ,Advertising Graphic Designer นักออกแบบที่ทำเกี่ยวกับออกแบบสิ่งพิมพ์ทุกอย่าง เช่น ออกแบบบูท บรรจุภัณฑ์ สินค้าต่างๆ ,Art Director นักออกแบบโฆษณา อันนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวหน่อย ,Animator นักออกแบบอนิเมชั่น สายการ์ตูนมาทางนี้จ้า (หัวเราะ) ,Motion Graphic Designer นักออกแบบโมชั่น , Illustrator / Digital Artist นักออกแบบหนังสือ ภาพประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะนิยาย หรือนิตยสารต่างๆ ในส่วนของฝนเรียนจบไปก็อยากทำงานเกี่ยวกับด้านกราฟฟิคเพราะที่บ้านก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านนี้ค่ะ  ก็สานต่อกันไปเนอะ (หัวเราะ)

เล่ากิจกรรมที่คณะให้ฟังหน่อย

ที่คณะจะมีกิจกรรมแวะเวียนตลอดทั้งปีค่ะ เช่น การจัดนิทรรศการ โชว์ผลงานของนักศึกษาในแต่ละสาขา สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ เช่น “นิทรรศการบ้านใครบ้านมัน” ค่ะ จะจัดทุกปี อย่างปีของฝนจะแสดงเกี่ยวกับการได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อ ตัวงานนั้นจะมีการสร้างสรรค์โมเดลกระดาษในรูปทรงเรขาคณิต พร้อมด้วยแสงไฟที่เปรียบเสมือนคำสอนของพ่อที่คอยเป็นแสงสว่างให้กับปวงชนชาวไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ค่ะ

โดยงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ จะจัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ชั้น1 ค่ะ ชื่องานว่า PLAY TONE – Special Project Exhibition จะมีงานโชว์หลากหลายประเภทเลย อาทิ CORPORATE IDENTITY, MULTIMEDIA, ADVERTISING, BOOK & ILLUSTRATION ในส่วนของฝนที่เคยทำมาจะอยู่ใน MULTIMEDIA ค่ะ งานที่ทำตอนนั้นเป็นงานออกแบบเว็บไซด์ของชุมชนบ้านบาตรค่ะ เพื่ออนุรักษ์บาตรพระทำมือของไทยค่ะ ก็เป็นอีกงานที่ฝนตั้งใจทำและรู้สึกสนุกกับมัน พองานออกมาดี เราก็ดีใจค่ะ (ยิ้ม)

กิจกรรมนอกคณะ หรือนอกมหาลัย ที่น้ำฝนชอบทำคืออะไร

ของฝนจะมีแต่นัดกันกิน มากกว่านะ 5555 เรียนเสร็จ ชาบูหน้ามอ ชาบูหน้ามอกันตลอดเลยหลังๆ ขึ้นปี4 มายิ่งบ่อยเลย (หัวเราะ) จริงๆ แล้วมีรับงานวาดรูป งานออกแบบด้วย เพราะที่บ้านก็ทำพวกนี้อยู่แล้วก็ถือเป็นการทำงานและฝึกฝีมือไปในตัว และก็มีออกไปถ่ายรูปเล่นบ้าง ตอนนี้เรารับถ่ายอยู่นะ เป็นแบบให้พี่ๆ ตากล้องถ่าย ฝนว่าก็สนุกดีได้ประสบการณ์ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ  

มาคอลัมน์นี้ทั้งที ต้องแนะนำแอปซะหน่อยแล้ว

News in Levels ค่ะ เป็นแอปพลิเคชั่นข่าวภาษาอังกฤษ ฝึกทักษะทางด้านการอ่านและฟังภาษาอังกฤษค่ะ ชอบตรงที่ มันมีแบ่งเป็น 3 ระดับ ง่าย ปานกลาง ยาก และคำศัพท์ไม่ได้ยากเวอร์เกิน เรียนแล้วไม่ปวดหัว ไม่กดดัน เก็บเอาไว้ฝึกภาษาอังกฤษค่ะ ใครอยากฝึกก็ลองโหลดดูเด้อ มีทั้ง iOS และ Android เลย

ดาวน์โหลด

น้องๆ คนไหนอยากเรียนสาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ แล้วมาเจอบทความนี้พอดี ก็คงยิ้มด้วยความมั่นใจพร้อมก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแน่ๆ เลย เพราะสาวคณะนี้เค้าคอนเฟิร์มมาแล้วว่าเรียนสนุกและท้าทายมาก ใครอยากเข้าก็ไปแจมโลดดด..

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!