Connect with us

บทความ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 2 : โลกของเหล่ามอนสเตอร์

Published

on

บทสรุปเนื้อเรื่องนี้จะเขียนให้รูปแบบ Chronologically คือเรียงตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากลำดับการเล่นในเกมหรือสิ่งที่ตัวละครรับรู้นะครับ เนื่องจากเชื่อว่าการเขียนลักษณะนี้จะครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดได้มากกว่า

Undertale เป็นเกมอินดี้สองมิติซึ่งถูกพัฒนาโดย โทบี้ ฟ็อกส์ วางจำหน่ายบน Steam เมื่อปี 2015 และได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ให้กับวงการเกม ด้วยชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ที่สอดประสานเกมเพลย์และเนื้อเรื่องเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์ บทประพันธ์เพลงที่ไพเราะและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ Undertale ได้รับการยกย่องยอมรับจากทั้งผู้เล่นและสำนักรีวิวจำนวน และในปีนี้ Undertale ก็จะได้รับการพอร์ตลงจำหน่ายบนเครื่อง Playstation 4

สำหรับสรุปนี้จะเป็นตอนที่ 2 ของซีรี่ส์ สรุปเนื้อเรื่องเกม Undetale โดยจะเล่าถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเกม จนถึงจุดแยกของเส้นทางสาย Pacifist Route และ Genocide Route  ใครที่สนใจอยากอ่านประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปของโลกใน Undertale สามารถย้อนไปอ่านได้ที่ลิ้งก์ต่อไปนี้เลยครับ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 1 : กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว…

หรือใครที่อยากข้ามไปจุดจบของเรื่องราวทั้งสองเส้นทาง สามารถข้ามไปอ่านได้ที่ลิ้งก์ต่อไปนี้เลยครับ

สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 3 : ราตรีสวัสดิ์

เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

หลังจากที่เราเดินทางออกจาก The Ruin มาแล้ว เราก็จะเข้าสู่พื้นที่หนาวเย็นอันเป็นแอเรียถัดมา

เริ่มต้นการผจญภัย

ทีนี่คือป่าหิมะตกซึ่งเป็นชายแดนของเมือง Snowdin หากเราสำรวจพุ่มไม้ข้างๆประตูจาก The Ruin เราจะพบว่ามีกล้องซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นกล้องที่อัลฟิส นักวิทยาศาสตร์ประจำพระองค์ติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆทั่วโลกใต้พิภพเพื่อจับตามองเรา ซึ่งตลอดการเดินทางเราจะมีโอกาสได้เจอกล้องพวกนี้ต่างจุดสำรวจต่างๆ เมื่อเดินทางต่อไปได้สักพักเราก็จะได้พบกับ แซนส์ (Sans) ที่กำลังทำงานเฝ้าระวังและสอดส่องมนุษย์อยู่ เมื่อพบกับเรา แซนส์ก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทอเรียลด้วยการช่วยเหลือเราแทนที่จะจับตัวเราให้ไปแอสกอร์

นอกจากนั้นแล้ว เราจะยังได้พบพาไพรัสที่ก็พยายามตามหามนุษย์อยู่เช่นกัน เมื่อได้พบกับเราแล้ว พาไพรัสก็จะดีใจมากๆที่ในที่สุดเขาก็จะได้จับเราไปให้อันไดน์และได้แต่งตั้งเป็นคณะองครักษ์สักที พาไพรัสพยายามใช้พัซเซิ่ลสารพัดที่เป็นเหมือนกับดักติดตั้งตลอดทางเพื่อขวางทางเรา แต่เพราะทั้งความซื้อบื้อและใจดีของพาไพรัสและการช่วยเหลือของแซนส์ ทำให้เราผ่านพัซเซิ่ลเหล่านั้นมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นแง่มุมที่อ่อนโยนของสองพี่น้องโครงกระดูก ที่คอยช่วยเหลือและลุ้นให้เราผ่านด่านที่ตัวเองเป็นคนจัดทำขึ้น

ในขณะที่หากเราเลือกเส้นทาง Genocide Route เราจะไม่สนใจแซนส์และพาไพรัสเลย แล้วเดินตัดผ่านพัซเซิ่ลที่พวกเขาทำขึ้นอย่างไม่ไยดี เพราะสำหรับวิญญาณที่กำลังเติบโตขึ้นของคาร่านั้น พัซเซิ่ลของแซนส์และพาไพรัสก็เป็นสิ่งของไร้สาระน่าคาญเท่านั้นเอง และในตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน Snowdin แซนส์จะเตือนเราว่า “หากนายจะยังคงเดินบนเส้นทางนี้ต่อไปล่ะก็…นายจะต้องไม่ชอบมันแน่ๆ”

ปะทะพาไพรัส

จากนั้นจะเราเดินทางมาถึงหมู่บ้าน Snowdin มอนสเตอร์ที่นี่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราเป็นมนุษย์จึงสามารถเข้าพูดคุยได้ หากเราพูดคุยกับมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกใต้พิภพมากขึ้น รวมทั้งเรายังสามารถหาซื้ออาวุธชุดเกราะและของเติมพลังต่างๆ ได้เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อ

ในทางกลับกัน หากเราเล่นมาแบบ Genocide Route การที่เราฆ่าล้างมอนสเตอร์ทั้งหมดที่เราเจอ จะทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน Snowdin ต่างพากันอพยพไปจนหมดแล้วเพื่อหนีจากการฆ่าล้างของเรา ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีมอนสเตอร์หลงเหลือเลยแม้แต้ตัวเดียว ยกเว้นมอนสเตอร์เด็กน้อยตัวหนึ่งที่ไม่รู้ประสาอะไร

ขณะที่เรากำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าสู่พื้นที่ Waterfall อันเป็นแอเรียต่อไป พาไพรัสจะเข้ามาต่อสู้กับเราเพื่อจับตัวเราให้ได้ ตรงนี้ หากเราเล่นใน Pacifist เราสามารถขอพาไพรัสออกเดทได้ และหากเราสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีของเขาไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ตอบโต้กลับ ถึงจุดหนึ่งเขาก็ยอมล้มเลิกที่จะต่อสู้กับเราไปเอง ในขณะที่แม้เราจะถูกเขาโจมตีจนเขาเอาชนะเราได้จะไม่เกมโอเวอร์ แต่พาไพรัสจะพาเราไปขังไว้ในบ้านที่ไม่ได้ล๊อคประตู จากนั้นหากเราจะออกมาสู้กับพาไพรัสใหม่ได้ โดยหากเราปล่อยให้เขาเอาชนะได้ครบสามครั้ง ครั้งที่สี่ เขาก็ล้มเลิกไปเองเช่นกัน

ที่พาไพรัสล้มเลิกการจับตัวเราก็เพราะพาไพรัสอยากเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า เพราะที่ผ่านมาพาไพรัสคิดว่าตัวเองไม่มีเพื่อนเลย ตรงนี้ไม่ว่าเราจะตอบพาไพรัสอย่างไรเราก็จะได้เป็นเพื่อนกับเขาอยู่ดี และพาไพรัสจะชวนเราไปเดทที่บ้านของเขาเพราะคิดว่าเราแอบชอบเขาอยู่นั่นเอง ซึ่งหากจะทำฉากจบแบบ Pacifist Route ก็ต้องไปเดทกับเขาด้วย โดยการเดทกับพาไพรัสนั้นจะเน้นไปที่มุกตลกซะเยอะ แต่ก็จะทำให้ได้เห็นความจริงใจและแคร์ในมิตรภาพของพาไพรัสมากๆ และเราจะได้รับเบอร์โทรของพาไพรัสมา ทำให้เราสามารถโทรหาเราได้เมื่อเราไปเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เขาก็จะมีคอมเมนต์ต่อสถานที่นั้นๆ ต่างๆ กันไป

ในขณะที่หากเราเล่นในเส้นทาง Genocide Route พาไพรัสจะไม่คิดสู้กับเราแต่แรกด้วยซ้ำ เขาจะบอกว่าเขามองเห็นความชั่วร้ายที่รุนแรงของเรา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าภายในใจเรายังคงมีความดีเหลืออยู่ และเขาจะได้โอกาสเรากลับตัวกลับใจอีกครั้ง ซึ่งหากเราเลือกที่จะไว้ชีวิตพาไพรัส เกมก็จะเข้าสู่ Neutral ending ทันที แต่หากเราเลือกโจมตีเขา เพียงครั้งเดียวก็จะสามารถฆ่าพาไพรัสได้เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับทอเรียล สุดท้ายก่อนที่พาไพรัสจะตาย เขาก็ยังไม่สิ้นความหวังในตัวเราอยู่ดี

ต่อไปเราก็จะเดินทางไปสู่ Waterfall อันเป็นแอเรียถัดไป แต่ระหว่างทางเราจะได้พบกับแซนส์ซึ่งจะชวนเราไปทานข้าวข้าวที่ร้าน Grillby’s ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน Snowdin ด้วยกัน ซึ่งในอีเวนท์นี้ แซนส์ก็จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่พาไพรัสมุ่งมั่นจะเป็นคณะองครักษ์มากๆ กับเรื่องของ Echo Flower ดอกไม้เรืองแสงที่จะคอยสะท้อนคำพูดที่มันได้ยินมา แซนส์เล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งพาไพรัสได้ยินเสียงกระซิบจาก Echo Flower เป็นการให้กำลังใจต่างๆซึ่งผิดปกติของ Echo Flower จึงอยากให้เราระวังตัวไว้ ตรงนี้อาจเป็นการบอกใบ้ว่าสิ่งที่กระซิบพาไพรัสนั้นไม่ใช่ Echo Flower แต่เป็นฟลาววี่ในช่วงที่ฟลาววี่ทดลองใช้พลังในการ Save และ Load ทำตัวเป็นมิตรกับทุกคนก็ได้ แต่ตรงนี้ก็ยังไม่มีอะไรยืนยันชัดเจน

หลบหนี

เมื่องเรากลับมาเดินทางต่อที่ Waterfall อีกครั้ง เราจะได้เห็นฉากการพูดคุยระหว่างพาไพรัสและอันไดน์ ซึ่งพาไพรัสจะพยายามขอร้องให้อันไดน์ไม่จับตัวเรา แต่อันไดน์ก็ไม่สนใจ จากนั้นเองที่เราได้เจอกับเด็กน้อยมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่เราเรียกกันว่า มอนสเตอร์คิด (เนื่องจากเขาไม่มีชื่ออื่นเป็นทางการ) เขาเป็นแฟนคลับของอันไดน์และอยากดูอันไดน์ปราบเหล่าร้าย จึงหนีออกจากบ้านมาที่ Waterfall แห่งนี้

ตลอดการเดินทางใน Waterfall อันไดน์จะปรากฏตัวออกมาโจมตีเราเป็นระยะๆ ซึ่งเราก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ สลับไปกับการได้เจอกับมอนสเตอร์คิดที่จะมาร่วมทางกับเราเป็นพักๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่า เรานี่แหละคือมนุษย์ที่อันไดน์กำลังตามล่าอยู่

นอกจากนี้ ที่ Waterfall ยังมีแผ่นหินสลักที่บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของโลกใต้พิภพตามทางอีกด้วย ทั้งเรื่องที่มาที่ไปของสงครามระหว่างมนุษย์กับมอนสเตอร์ เงื่อนไขที่ต้องใช้วิญญาณที่แข็งแกร่งเทียบเท่าวิญญาณมนุษย์ 7 ดวงในการทำลายบาเรียร์ทางเข้าโลกใต้พิภพ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นการบอกใบ้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังต่างๆ ซึ่งเราก็ได้อธิบายกันไปหมดแล้วในช่วงต้น

ในที่แห่งนี้มีแอเรียลับคือ Temmie village ให้เราเข้าไปขายขี้หมาปั๊มเงินส่งเท็มมี่ไปเรียนมหาลัยเพื่อให้เขาสร้างเกราะ temmie armor ที่มีค่าการป้องกันสุดโกงมาขูดรีดเงินเราได้อีกด้วย

ในการหนีจากการจู่โจมของอันไดน์ครั้งหนึ่ง เราถูกไล่ต้อนจนตกลงมาในพื้นที่ทิ้งขยะ ที่นั่นเราได้เจอกับ Mad Dummy มอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ในตุ๊กตาสำหรับซ้อมต่อสู้ โดย Mad Dummy นั้นเป็นญาติกับมอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ในตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ใน The Ruin ตัวที่ทอเรียลให้เราซ้อมผูกมิตรด้วย ซึ่งไม่ว่าในตอนนั้นเราจะผูกมิตรกับตุ๊กตาตัวนั้นหรือเข้าโจมตี มอนสเตอร์ผีที่สิงอยู่ภายในก็จะกลัวจะหนีออกจากร่างไปอยู่ดี Mad Dummy จึงต้องการล้างแค้นที่เราทำให้ญาติเขากลัว เลยมาสู้กับเรา ซึ่งด้วยความที่ Mad Dummy เป็นผี เราจึงไม่สามารถต่อสู้เขากลับได้อยู่แล้ว สุดท้าย แนพสแต็บลุค มอนสเตอร์ผีที่เราเคยเจอที่ The Ruin จะมาช่วยเราไว้ Mad Dummy จึงจะหนีไป

แนพสแต็บลุคจะชวนให้เราไปเที่ยวบ้านของเขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านบน ที่นี่จะเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านอยู่สามหลัง ประกอบไปด้วยบ้านของแนพสแต็บลุค ข้างๆกันคือบ้านของแฮพสแต็บลุค มอนสเตอร์ผีที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเมททาทอนนี่เอง ซึ่งเราจะยังเข้าไม่ได้ ส่วนบ้านอีกหลังก็คือบ้านของอันไดน์ซึ่งเราก็ยังทำอะไรกับมันไม่ได้ในขณะนี้เช่นกัน โดยทางด้านขวาจะเป็นฟาร์มหอยทากซึ่งเป็นกิจการในตระกูลของแนพสแต็บลุค

สำหรับเรื่องราวของแนพสแต็บลุค และแฮพสแต็บลุคนั้น ต้องอธิบายก่อนว่า มอนสเตอร์ผีนั้นปกติแล้วจะอยากมีร่างของตน จึงจะคอยหาภาชนะสำหรับสิงสู่เหมาะๆ อย่าง Mad Dummy เองก็เป็นมอนสเตอร์ผีที่เลือกสิงสู่ในตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ โดยแนพสแต็บลุคและแฮพสแต็บลุคนั้นเป็นมอนสเตอร์ผีที่เป็นญาติกันมาก่อน ทั้งคู่อยากจะทำวงดนตรีร่วมกันโดยมีแนพสแต๊บลุคเป็นซาวด์มิกเซอร์ ทั้งสองเคยสัญญากันว่าจะไม่ทิ้งกันแล้วไปสิงสู่ในร่างไหนๆ ทว่าวันหนึ่ง แฮพสแต็บลุคก็ได้พบกับอัลฟิสที่งานมีทติ้งแฟนคลับของพวกมนุษย์ พวกเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกันและอัลฟิสก็ได้เสนอจะสร้างร่างที่เหมาะสมให้กับแฮพสแต็บลุค นั่นจึงทำให้เขาเปลี่ยนใจและตกลงที่จะสิงสู่ร่างที่อัลฟิสสร้างขึ้น ซึ่งนั่นก็คือหุ่นยนต์เมททาทอนนั่นเอง เขาได้ทิ้งแนพสแต็บลุคเอาไว้โดยที่แนพสแต็บลุคไม่น่าจะรู้ว่าเมททาทอนก็คือแฮพสแต็บลุค ญาติของเขาที่หายไป โดยเรื่องราวทั้งหมดนี่เราจะรู้ได้เมื่อเราได้ซื้อกุญแจปริศนาซึ่งเป็นกุญแจบ้านของแฮพสแต็บลุคที่ถูกเก็บได้โดยแม่ค้าขายขยะ แล้วนำมาเปิดบ้านของแฮพสแต็บลุค ภายในจะเป็นไดอารี่ของแฮพสแต็บลุคที่บันทึกเรื่องราวเหล่านี้

หากเราเล่นมาใน Genocide Route ตอนที่เราเจอกับ Mad Dummy เขาจะโกรธจนถึงขีดสุด อารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงของเขา ทำให้วิญญาณของ Mad Dummy รวมร่างเข้ากับตุ๊กตาซ้อมต่อสู้ที่เขาสิงสู่อยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เขาดีใจมาก ความฝันของเขาที่จะมีร่างเป็นของตัวเองเป็นจริงแล้วและจะปล่อยเราไป ทว่าก็กลับทำให้เราสามารถฆ่าเขาได้จริงๆแล้วด้วย (เพราะวิญญาณของเขาเชื่อมต่อกับกายเนื้อของตุ๊กตาแล้ว) ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะฆ่าเขาอย่างไร้ปราณี

เมื่อเดินทางไปต่อ ในที่สุดเราก็โดนอันไดน์ไล่ต้อนจนมุม ที่นั่นเองที่มอนสเตอร์คิดปรากฏตัวขึ้นและได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเราเป็นมนุษย์นั่นเอง แล้วอันไดน์จะพามอนสเตอร์คิดออกไปและสั่งให้กลับบ้านเพราะกังวลว่าจะเป็นอันตราย ต่อมาเราจะได้พบกับมอนสเตอร์คิดอีกครั้งที่สะพานเชื่อมไปยังทางเข้าของ Hotland อันเป็นแอเรียถัดไป มอนสเตอร์คิดได้ตามเรามาเพื่อถามให้แน่ใจว่าเราคือมนุษย์ เมื่อแน่ใจแล้ว มอนสเตอร์คิดจะขอให้เราพูดจาไม่ดีใส่เขาเพื่อที่เขาจะได้เกลียดเรา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเพราะเขาอยากเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า ระหว่างที่เขากำลังจะวิ่งกลับบ้านเขาก็ดันสะดุดล้มและเกือบจะตกเหวแต่ก็เกาะไว้ได้ทัน มอนสเตอร์คิดตะโกนขอความช่วยเหลือ ตอนนั้นเองที่อันไดน์ปรากฏตัวขึ้นมาพอดี เธอจะทำเหมือนว่าเขาจะเข้ามาจับเรา ตรงนี้จะเป็นการทดสอบจิตใจของเราว่าจะวิ่งหนีหรือช่วยมอนสเตอร์คิด แน่นอนว่าหากเราเล่น Pacifist Route ก็ต้องช่วยมอนสเตอร์คิดก่อน เมื่อช่วยได้แล้ว มอนสเตอร์คิดจะขวางทางอันไดน์ไม่ให้มาทำร้ายเราที่เป็นเพื่อนของเขา ทำให้อันไดน์ต้องหลบฉากไปก่อน มอนสเตอร์คิดจึงจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ซึ่งตรงนี้ แท้จริงแล้วถึงเราไม่ช่วยมอนสเตอร์คิด อันไดน์ก็จะเข้ามาช่วยเขาอยู่ดี เพราะอันไดนน์นั้นรักพวกพ้องมอนสเตอร์มากกว่าสิ่งใด

การต่อสู้ที่ไม่อาจหลักเลี่ยง

เมื่อเราเดินทางมาถึงปากทางเข้า Hotland จะพบกับอันไดน์ที่ดักรออยู่ อันไดน์จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เราคือมนุษย์คนที่ 7 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายในการที่แผนการของแอสกอร์จะลุล่วง และอยากให้เรายอมรับความตายแต่โดยดีเพื่อความสุขของประชาชนชาวมอนสเตอร์ และเพื่อไถ่บาปให้กับสิ่งที่พวกมนุษย์กระทำกับพวกเขา จากนั้นเราจะต้องปะทะกับอันไดน์

เราสามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับอันไดน์ได้ด้วยการเอาตัวรอดจากการโจมตีของเธอไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งเราจะสามารถใช้คำสั่งหนีได้ จากนั้นเราจะพยายามวิ่งหนีไปทาง Hotland และเมื่อเธอไล่ตามเราทันก็ทำแบบเดิม เอาตัวรอดแล้วหนี ซ้ำๆจนกว่าเราจะถึงพื้นที่ Hotland โดยระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่ พาไพรัสจะโทรมาชวนให้เราสามคนไปเที่ยวกันที่บ้านอันไดน์ เพราะพาไพรัสคิดว่าถ้าเรากับอันไดน์เป็นเพื่อนกัน อันไดน์ก็จะไม่ต้องไล่จับเราอีก 

เมื่อมาถึง Hotland อันไดน์ที่เป็นมอนสเตอร์ประเภทปลาจะทนรับความร้อนและขาดน้ำไม่ไหว ทำให้เธอสลบลง ตรงนี้เราจะสามารถกดน้ำจากตู้กดแสนสะดวกที่บังเอิญมาอยู่ตรงนั้นพอดี แล้วไปราดบนตัวเธอได้ หากทำแบบนั้น อันไดน์ก็จะได้สติกลับมา เมื่อเห็นว่าเราเป็นคนช่วยเธอไว้ เธอก็จะเสียหน้าและถอยจากไปอย่างเงียบๆ

ในขณะที่หากเราเล่นแบบ Genocide Route ตอนที่มอนสเตอร์คิดมาหาเราที่สะพาน เราจะเข้าทำร้ายมอนสเตอร์คิดทันที ตอนที่เรากำลังจะลงดาบนั่นเอง อันไดน์จะเข้ามาขวางและบอกให้มอนสเตอร์คิดหนีไป ทำให้เราโจมตีใส่อันไดน์ไปแทน โดยแท้จริงแล้วการโจมตีของเรานั้นแรงพอที่จะสังหารอันไดน์ให้สลายเป็นผุยผง แต่ทว่า อันไดน์กลับไม่ยังตาย และคืนร่างขึ้นมาใหม่ เป็น Undyne the Undying 

มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะจิตมุ่งมั่นของอันไดน์ที่จะปกป้องเหล่ามอนสเตอร์ได้ทำให้วิญญาณของเธอแข็งแกร่งขึ้นและสร้างปณิธานของตัวเองขึ้นมา ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ของอันไดน์และอัลฟิสอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปณิธานในตัวอันไดน์ โดยสงสัยว่าอัลฟิสอาจจะเป็นคนที่นำปณิธานเข้าไปในร่างของเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้อันไดน์กลายเป็นมอนสเตอร์เพียงตัวเดียวในเรื่องที่มีปณิธานเป็นของตัวเอง พลังของปณิธานทำให้อันไดน์ก้าวข้ามความตายมาได้และเข้าต่อสู้กับเราอีกครั้ง เมื่อเราเอาชนะเธอได้แล้ว ร่างของอันไดน์จะเริ่มหลอมละลายเหมือนกับพวก Amalgamates  นั่นก็เพราะปณิธานจะทำให้เธอทรงพลังขึ้น แต่ร่างมอนสเตอร์ของเธอก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังที่หนาแน่นขนาดนั้นได้อยู่ดี แต่ก่อนที่เธอจะตาย เธอจะบอกให้เรารู้ว่า อัลฟิสได้เฝ้ามองดูการต่อสู้นี้อยู่ หากเธอพ่ายแพ้ อัลฟิสก็จะพาประชาชนชาวมอนสเตอร์ทั้งหมดอพยพไปยังที่ๆเราไม่สามารถไล่ตามไปฆ่าได้ จากนั้นร่างของเธอก็จะสลายไป

ใน Pacifist route เมื่ออันไดน์ปล่อยเราไปแล้ว เราจะสามารถไปเยี่ยมอันไดน์ที่บ้านตามที่พาไพรัสชวนได้ เมื่อเราไปถึงหน้าบ้านอันไดน์ ก็จะเจอพาไพรัสรออยู่ เขาจะให้กระดูกแท่งหนึ่งกับเราไว้เป็นของขวัญให้อันไดน์ อันไดน์ที่เปิดประตูออกมาต้อนรับก็ต้องตกใจที่ได้เจอกับเรา แต่เธอก็พยายามรักษาหน้าในฐานะเจ้าของบ้านด้วยการเชิญเราและพาไพรัสเข้าบ้านอยู่ดี

เมื่อเข้ามาภายในเราจะมอบแท่งกระดูกให้กับอันไดน์ ก่อนจะพบว่าอันไดน์มีแท่งกระดูกแบบเดียวกันนี้เต็มไปหมด เป็นการบอกว่าพาไพรัสคิดเอาเองว่าอันไดน์ชอบและให้มันเป็นของขวัญแก่อันไดน์ทุกครั้งที่มาเยี่ยม ก่อนที่พาไพรัสจะแสร้งว่าเขาต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เราอยู่กับอันไดน์แค่สองคนจะได้สนิทกัน แล้วจึงโดดตีลังกาทะลุหน้าต่างออกจากบ้านไป เมื่ออยู่กันสองคนอันไดน์ก็สงสัยว่าเรามาที่นี่เพื่อจะดูถูกเธอ ถ่มถุยเธอที่พ่ายแพ้ให้กับเราแถมยังได้เราช่วยเอาไว้อีกงั้นรึ ก่อนจะประกาศว่าไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่มีทางเป็นเพื่อนกับเราซึ่งขวางทางความสุขของประชาชนมอนสเตอร์เป็นอันขาด ตอนนั้นเองที่พาไพรัสแวะกลับเข้ามาเพื่อยั่วอันไดน์ว่าเขาประเมินเธอสูงเกินไปจริงๆ ดูเหมือนว่าการเป็นเพื่อนกับเราจะยากเกินไปสำหรับอันไดน์สินะ ก่อนที่พาไพรัสจะหนีไปอีกครั้ง ทำให้อันไดน์โมโหมากและจะพิสูจน์ให้พาไพรัสเห็นว่าเป็นเพื่อนกับเรานั้นง่ายนิดเดียว

ระหว่างที่พูดคุยกันนั่นเอง เธอจะเล่าเรื่องสมัยเด็กของเธอให้ฟัง ในตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กเกเรที่อยากเอาชนะทุกคน เลยบุกเข้าถึงวังและท้าสู้กับแอสกอร์ที่เป็นราชา แอสกอร์ไม่ตอบโต้เธอแต่อย่างใดแต่เธอก็ไม่สามารถโจมตีแอสกอร์โดนแม้แต่ครั้งเดียว แอสกอร์จึงเสนอที่จะสอนการต่อสู้ให้กับเธอ นับแต่นั้นมาเธอก็ฝึกการต่อสู้กับแอสกอร์จนแข็งแกร่ง จนในที่สุดเธอก็ล้มแอสกอร์ได้ แทนที่จะรู้สึกดีเธอกลับรู้สึกแย่ แต่แอสกอร์กลับดีใจและภูมิใจในตัวเธอมาก เธอพึ่งเคยเห็นคนที่แพ้แล้วมีความสุขขนาดนี้เป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมาเธอจึงรับหน้าที่เป็นหัวองครักษ์ให้กับแอสกอร์และเป็นผู้ฝึกสอนการรบให้กับสมาชิกคนอื่นๆ จากนั้นเธอจะพูดถึงพาไพรัส ซึ่งแท้จริงแล้ว แม้เธอจะเคยฝึกสอนการต่อสู้ให้พาไพรัส แต่พาไพรัสนั้นมีจิตใจที่อ่อนโยนเกินไป ถึงอันที่จริงพาไพรัสจะแข็งแกร่งแต่เธอก็ไม่อยากให้พาไพรัสต้องลงไปต่อสู้ เธอจึงเนียนๆ เปลี่ยนการฝึกสอนต่อสู้มาสอนทำอาหารแทน ตอนนั้นเองที่เธอนึกได้ว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่พาไพรัสต้องเรียนทำอาหารกับเธอนี่นา แล้วเธอจะบังคับให้เรามาเรียนแทนพาไพรัส เพราะสิ่งที่ทำให้เธอกับพาไพรัสสนิทกันที่สุด ก็คือการเรียนทำอาหารนี่แหละ

ด้วยการทำอาหารที่แสนร้อนแรงและเกรี้ยวกราดของอันไดน์ เธอใช้ไฟแรงเกินไปจนบ้านไฟไหม้ นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและคิดว่าตัวเองล้มเหลวในการเป็นเพื่อนที่ดีกับเราจนได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงคิดจะสู้กับเราอีกครั้งแทน ซึ่งเราจะต้องแสร้งทำเป็นโจมตีเธอเบาๆแทน การโจมตีนั้นทำให้เธอรู้ว่าเราไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายเธอเลยแม้แต่น้อย เป็นคนงี่เง่าที่ใจใหญ่ นั่นทำให้เธอนึกถึงแอสกอร์ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจว่าอยากจะเป็นเพื่อนกับเรามากกว่า และเชื่อมั่นว่าหากเป็นเราล่ะก็ น่าจะสามารถพูดคุยกับแอสกอร์ และขอให้เขาปล่อยตัวเราผ่านบาเรียร์ออกไปยังโลกภายนอกได้

จากนั้นอันไดน์ก็จะไปอาศัยอยู่กับพาไพรัสที่ Snowdin แทนเพราะบ้านเธอไฟไหม้ไปแล้ว ซึ่งต่อจากนี้หากเราโทรหาพาไพรัส อันไดน์ก็จะเข้ามาคุยด้วย

ผู้สังเกตุการณ์

เมื่อเราเดินทางต่อมาที่ Hotland เราจะได้พบกับห้องแล็บของอัลฟิส ที่นั่น เราจะได้เห็นหน้าจอที่อัลฟิสใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของเรามาตลอดเกม เมื่ออัลฟิสพบเราเธอก็จะตกใจและตื่นเต้นมาก เธอบอกว่าทีแรกเธอเฝ้าดูเราก็เพื่อหาทางจะจับเราให้ได้ ทว่า เมื่อได้เห็นการผจญภัยของเราแล้ว ก็เกิดนึกอยากช่วยเหลือเราขึ้นมา นับแต่นี้ไปเธอจึงจะหันมาช่วยสนับสนุนเราในการเดินทางแทน แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ เมททาทอน หุ่นยนต์ที่เธอประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เป็นดาราของโลกใต้พิภพ ตอนนี้กลับรวนและกลายเป็นเครื่องจักรที่คิดแต่จะไล่สังหารมนุษย์ไปแล้ว ก่อนที่เมททาทอนที่ซ่อนอยู่ในผนังจะบุกเข้ามาและบังคับให้เราเล่นควิซโชว์โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

ในควิซโชว์นี้ หากเราตอบคำถามผิด เมททาทอนจะโจมตีเราจนเสียเลือด แต่เราสามารถรอดได้ง่ายๆ เพราะอัลฟิสจะคอยทำมือบอกใบ้คำตอบที่ถูกต้องให้เราตลอด เมื่อผ่านคำถามสุดท้ายไปได้ เมททาทอนก็จะจากไปเพราะรู้ว่าอัลฟิสคอยช่วยเราอยู่ จากนั้นอัลฟิสจะช่วยอัพเกรดมือถือของเราให้มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม ร่วมถึงสมัครเข้า Social Network ของโลกใต้พิภพ ทำให้ต่อจากนี้เราจะได้เห็นอัลฟิสอัพสเตตัสบ่นนี่นั่นตลอด แล้วเธอจะปล่อยให้เราเดินทางต่อไปเพื่อไปยัง The Core อันเป็นทางผ่านไปสู่ Capital โดยสัญญาว่าจะคอยช่วยเหลือสนับสนุนเราให้ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

ถ้าหากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เมื่อเรามาถึงห้องทดลองของอัลฟิสเราจะพบเพียงเมททาทอนที่รอเราอยู่แทน เขาจะบอกว่าอัลฟิสได้พาประชาชนที่อาศัยอยู่ใน Hotland และ Capital หนีไปซ่อนตัวจากเราหมดแล้ว เราในตอนนั้นจะเตรียมเดินเข้าไปหาเพื่อสังหารเมททาทอนทันที เมททาทอนเองที่รู้ดีว่าเราอันตรายเพียงใดจึงหนีออกไปก่อน

การเดินทางใน Hotland นั้นจะเต็มไปด้วยพัซเซิ่ลต่างๆ มากมายตลอดทาง ซึ่งพัซเซิ่ลเหล่านี้ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นตั้งแต่ตอนที่แอสกอร์ประกาศว่าจะรวบรวมวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่ตกลงมาในโลกใต้พิภพเพื่อใช้จับพวกเขาขณะกำลังเดินทางเพื่อหนีออกไปนั่นเอง นอกจากนี้เรายังจะต้องรับมือกับเมททาทอนที่เข้ามาไล่ฆ่าเราด้วยฉากหน้าที่เป็นรายการเกมโชว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการทำอาหาร (ให้เราไปหาส่วนผสม) รายการนำเสนอข่าว (ให้เรากู้ระเบิด) หรือแม้กระทั่งละครเวที(ให้เรายืนฟังเฉยๆ) ซึ่งไม่ว่าจะเจอกับพัซเซิ่ลหรือเมททาทอน อัลฟิสก็จะคอยช่วยเหลือทุกครั้ง ตั้งแต่การดัดแปลงฟังก์ชั่นใหม่ๆ ในมือถือของเราให้สู้เมททาทอนได้ ตลอดจนให้คำแนะนำในการแก้พัซเซิ่ล

ซึ่งทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วเป็นแผนการของอัลฟิส เมททาทอนนั้นไม่ได้ระบบรวนแต่อย่างใด เขายังปกติดีอยู่ทุกอย่าง ทั้งหมดเป็นการจัดฉากที่อัลฟิสไหว้วานให้เมททาทอนช่วยแสร้งทำเป็นพยายามจะฆ่าเราตลอดเวลา ซึ่งวิธีการของเมททาทอนก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่อัลฟิสและเมททาทอนตกลงกันไว้อยู่ก่อนแล้ว รวมถึงพัซเซิ่ลทั้งหมดอัลฟิสก็เป็นคนเปิดการทำงานของมันขึ้นมาเอง เพื่อที่ทุกครั้ง อัลฟิสจะได้เข้ามาช่วยเหลือเราได้ในทันท่วงทีและได้เครดิตในการช่วยเหลือเราไป (อารมณ์เหมือนจ้างเพื่อนมาแสดงทำเป็นนักเลงหาเรื่องสาวที่ชอบ แล้วเราก็ทำเป็นเข้าไปช่วยอะไรแบบนั้น)

ซึ่งสาเหตุที่อัลฟิสทำแบบนั้นก็เพราะอัลฟิสนั้นไม่มีความมั่นใจและรู้สึกด้อยค่าในตัวเองเป็นทุนเดิม บวกกับผลของการทดลองเรื่องวิญญาณที่ผิดพลาด ทำให้เธอโทษตัวเองมาตลอดและไม่กล้าจะสู้หน้าใครๆ พอได้เห็นการผจญภัยของเราผ่านกล้อง เธอจึงรู้สึกอยากมีส่วนร่วม อยากทำอะไรที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเธอมีประโยชน์ต่อใครซักคน จึงได้ขอร้องให้เมททาทอนเล่นตามแผนของเธอฉะนี้แล

ในทางกลับกัน หากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เราจะไม่เจอทั้งพัซเซิ่ลหรือต้องปะทะกับเมททาทอนเลยตลอดทาง

ระหว่างการเดินทางใน Hotland นี้ นอกจากเมททาทอนและพัซเซิ่ลต่างๆแล้ว ยังมีมอนสเตอร์อีกสามตัวที่ออกมาขัดขวางเรา คือ Royal Guard 01 & 02 และ Muffet

Royal Guard 01 และ 02 เป็นสมาชิกคณะองครักษ์และเป็นลูกน้องของอันไดน์ ทั้งคู่ออกมาตามล่าเราตามคำสั่งของอันไดน์ ซึ่งถึงแม้เราจะผูกมิตรกับอันไดน์ไว้ก่อนหน้า สองคนนี้ก็จะยังไม่รู้เรื่องและเข้าต่อสู้กับเราอยู่ดี ใน Pacifist Route เราสามารถยุติการต่อสู้อย่างสันติได้ หากเราสามารถโน้มน้าวให้หมายเลข 01 สารภาพรักกับหมายเลข 02 ซึ่งดูเหมือนหมายเลข 02 ก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน ทั้งคู่จะขอบคุณเราที่ช่วยให้ต่างก็เปิดเผยความจริงในใจออกมาแล้วปล่อยเราไป

ส่วน Muffet นั้นเป็นมอนสเตอร์นางพญาแมงมุมผู้เป็นเจ้าของร้าน Spider Bake Sale ที่เคยเจอสาขาย่อยที่ The Ruin ตอนต้นเกม โดย Muffet จะเข้าตามล่าเราเพราะมีคนบอกเธอว่าเราเป็นมนุษย์ที่ใจร้ายกับแมงมุม โดยใน Pacifist Route หากเราไม่โจมตีเธอแล้วเอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจะมีโทรเลขจากแมงมุมใน The Ruin ส่งมาบอกเธอว่าจริงๆ แล้วเราเป็นมนุษย์ที่จิตใจดีนะ พวกเขาเห็นว่าเราไม่ได้ทำร้ายใครเลยที่ The Ruin เมื่อได้อ่านโทรเลขนั้น Muffet ก็จะยอมปล่อยเราไป แต่หากระหว่างการต่อสู้ เรากินไอเทมที่ซื้อมาจาก Spider Bake Sell เมื่อต้นเกม Muffet จะรู้ว่าเราซื้อขนมที่พวกเธอทำ แล้วจะมีโทรเลขส่งมาจากแมงมุมใน The Ruin ยืนยันว่าเราได้ซื้อของจากร้าน Spider Bake Sale จริงๆ แล้ว Muffet จะปล่อยเราไปทันที ไม่ต้องสู้เลยแม้แต่น้อย

หากเราเล่นมาในเส้นทาง Genocide Route เราก็ต้องปะทะกับทั้งสามเช่นกัน ซึ่งเราจะสามารถโจมตีทีเดียวแล้วฆ่าพวกเขาตายได้ในทันที โดย Royal Guard 01 และ 02 จะเข้าต่อสู้กับเราเพื่อแก้แค้นให้กับอันไดน์ ส่วน Muffet จะรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นมนุษย์ที่โหดเหี้ยม

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง MTT Resort โรงแรมและภัตตาคารที่เมททาทอนเป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง Hotland และ The Core ซึ่งที่นี่จะมีลิฟท์ที่เชื่อมไปยัง Capital โดยตรงอยู่ ไม่ต้องเดินทางผ่าน The Core ที่เป็นเหมือนโรงงานผลิตไฟฟ้าให้กับ โลกใต้พิภพ ทว่าลิฟท์ตัวดังกล่าวกลับขัดข้องอยู่ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการณ์ของอัลฟิสและเมททาทอนนั่นเอง

ที่นี่เราจะได้พบแซนส์อีกครั้ง เขาจะชวนเราไปทานข้าวที่ภัตตาคารของ MTT resort และแซนส์จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องในอดีตตอนที่เขาได้เล่นมุกกับทอเรียลผ่านประตูของ The Ruin รวมถึงสัญญาที่เขาให้ไว้ว่าจะปกป้องมนุษย์คนใดก็ตามที่ผ่านประตูออกมา โดยแซนส์จะขู่เราว่า “ถ้าเราไม่ใช่เพราะสัญญานั่นล่ะก็ นายคงตายไปเรียบร้อยแล้ว” เป็นการบอกใบ้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแซนส์ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวตนที่แท้จริงของเขาที่เราจะพูดถึงต่อไปช่วงท้ายของเส้นทางสาย Genocide Route

หากเราเล่นมาในเส้นทางสาย Genocide Route ผู้คนที่ MTT report ก็จะอพยพออกไปหมดแล้วเช่นกัน เหลือเพียงพนักงานขายเบอร์เกอร์ร้าน Glamburger (ซึ่งเป็นแบรนด์ของเมททาทอนเช่นกัน) นามว่า Burgerpants ผู้สิ้นหวังในโลกใบนี้แต่เพียงผู้เดียว เพราะในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุว่าเขาสามารถลางานได้ในวันนี้

คำหลอกลวงที่ถูกเปิดเผย

เมื่อลิฟท์ที่เชื่อมจาก MTT resort ไปยัง Capital ใช้การไม่ได้ เราก็เหลือทางเดียวคือต้องตะลุยผ่าน The Core เพื่อไปยัง Capital ซึ่งตามแผนการณ์เดิมของอัลฟิสนั้น เราจะต้องสามารถใช้งานลิฟท์ในThe Core เพื่อขึ้นไปถึงปากทางออกสู่ Capital ได้ ทว่า ลิฟท์กลับไม่ทำงาน จึงทำให้อัลฟิสตกใจมากที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น

อัลฟิสยังคงพยายามช่วยเหลือให้เราหาทางไปต่อได้ต่อไป ทว่าระหว่างทางกลับมีมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งปรากฏตัวออกมาเล่นงานเราเป็นระยะๆ แถมพัซเซิ่ลต่างๆ ที่เธอพยายามปิดการทำงานเพื่อช่วยเรากลับทำงานขึ้นมาเองซะเฉยๆ ทำให้เธอเสียความมั่นใจและตัดการติดต่อกับเราไป ก่อนที่เราจะหาฝ่าฟันพัซเซิ่ลของ The Core ไปจนถึงทางออกเองได้สำเร็จ

เมื่อไปถึงเราจะได้พบกับเมททาทอนที่รอเราอยู่ เมททาทอนจะเฉลยแผนการณ์ของอัลฟิสให้เราฟัง และที่นี่จะเป็นฉากสุดท้ายของแผนการณ์นั้น ด้วยการที่เมททาทอนจะเข้าสู้กับเราแล้วอัลฟิสที่แอบรออยู่ที่ประตูก็จะเข้ามาช่วยเรา ปิดการทำงานของเมททาทอน และช่วยเหลือได้สำเร็จ อัลฟิสจะได้เป็นฮีโร่ในเรื่องนี้ เราจะต้องซาบซึ้งในตัวอัลฟิสมากขนาดที่เธออาจจะสามารถโน้มน้าวให้เราอยู่ที่โลกใต้พิภพนี้ต่อได้ ทว่า เมททาทอนไม่ต้องการทำตามแผนอีกต่อไปแล้ว บทละครที่ผลลัพธ์ตายตัวแบบนั้นมาเบื่อเกินไป ไม่เร้าใจคนดู เขาจึงได้เข้าแทรกแซงระบบของ The Core ตลอดจนจ้างมอนสเตอร์บางตัวเพื่อดักเล่นงานเราเพื่อให้ผิดแผนของอัลฟิส และตอนนี้ก็คือฉากสุดท้ายของรายการทีวีของเขา การต่อสู้ถึงชีวิตอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์และหุ่นยนต์นักล่า เมททาทอนได้ตัดสินใจที่จะต่อสู้ชิงเอาวิญญาณของเราไปซะเอง เพื่อที่เมื่อเขาได้วิญญาณของเราไปแล้ว จะได้สามารถเดินทางผ่านบาเรียร์ออกไปยังโลกมนุษย์ได้ เพื่อทำความฝันที่จะเป็นดาราในโลกมนุษย์ของเขาให้เป็นจริง จากนั้นเมททาทอนจะล๊อคประตูเพื่อกันไม่ให้อัลฟิสเข้ามาช่วยเรา เปลี่ยนห้องที่เราอยู่ให้กลายเป็นเวทีต่อสู้และเข้าปะทะกับเรา

เมททาทอนที่อยู่ในโหมดปกตินั้นมีเกราะป้องกันที่หนามากทำให้การโจมตีจากอุปกรณ์อัพเกรดในมือถือที่อัลฟิสติดตั้งให้ใช้ไม่ได้ผล เธอจึงแนะให้เราทำการสับสวิตซ์ทำงานที่อยู่ด้านหลังของเมททาทอนแทน เมื่อเราหาจังหวะทำได้ดังนั้น เมททาทอนจะเปลี่ยนร่างจากโหมดปกติที่จริงๆ แล้วเป็นเหมือนร่างโปรโทไทป์ ไปสู่ร่างที่แท้จริงของเขาที่อัลฟิสกำลังพัฒนาให้อยู่ นั่นก็คือ Mettaton EX

ในร่างนี้ Mettaton EX จะมีความสามารถในการต่อสู้ที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการใช้พลังงานที่ยังไม่เสถียรทำให้หากปล่อยไว้นานเกินไป แบตเตอรี่ของเขาจะหมดลงไปเอง นั่นคือเป้าหมายที่อัลฟิสวางเอาไว้ โดยในการต่อสู้ของเส้นทางใน Pacifist Route นั้น เราจะต้องเลือกการออกคำสั่งโพสท่าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มเรทติ้งในรายการของเมททาทอนที่กำลังถ่ายทอดสดการต่อสู้ของพวกเขาอยู่ โดยหากสามารถเอาตัวรอดจนกระทั่งเรทติ้งพุ่งขึ้นถึง 10,000 ได้แล้ว เมททาทอนจะดีใจมากที่เรทติ้งของรายการพุ่งขึ้นทำลายสถิติใหม่ และเพื่อเป็นการฉลองที่รายการตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกไปยังโลกภายนอก เมททาทอนจะให้ผู้ชมทางบ้านโทรเข้ามาพูดคุยกับเขาได้ ทว่า เหล่าผู้ชมที่โทรเข้ามาทั้งหลายต่างก็บอกรักเขาและแสดงถึงความเสียใจเขากำลังจะจากโลกใต้พิภพไป สำหรับมอนสเตอร์ทุกคนแล้ว เมททาทอนคือดาราเพียงหนึ่งเดียวที่สร้างความสนุกสนานให้กับพวกเขาตลอดมา ซึ่งหนึ่งในสายที่ติดต่อเข้ามานั้นก็มีแนพสแต็บลุครวมอยู่ด้วย เมื่อได้รู้ดังนั้น เมททาทอนจึงตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจที่จะชิงออกไปเป็นดาราของเหล่ามนุษย์และอยู่ที่โลกใต้พิภพต่อเพื่อสร้างความสุขให้กับเหล่ามอนสเตอร์ต่อไป รวมทั้งจะยอมรับในความแข็งแกร่งของเราและคิดว่าถ้าเป็นเราอาจจะก้าวข้ามแอสกอร์ที่รออยู่ข้างหน้าได้ก็ได้ ก่อนที่แบตเตอรี่ของเขาจะหมดลงและปิดการทำงานไป

เมื่อการต่อสู้จบลง อัลฟิสจะเข้ามาในห้องได้สำเร็จ เธอรีบรุดเข้าไปเช็คอาการของเมททาทอนทันทีก่อนจะโล่งอกที่รู้ว่าเขาแค่แบตหมดเท่านั้น จากนั้นเมื่อเดินต่อไปยังโถงทางเดินยาวที่เชื่อมสู่ Capital อัลฟิสก็จะเดินตามมาด้วย เธอจะเฉไฉพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้จนในที่สุด เธอก็บอกความจริงกับเราว่า ลำพังแค่วิญญาณมนุษย์ของเรานั้นไม่เพียงพอให้เราเดินทางออกผ่านผนึกออกไปยังโลกภายนอกได้ อย่างที่รู้กันว่าต้องใช้พลังวิญญาณที่เทียบเท่าวิญญาณของมนุษย์หนึ่งคนและมอนสเตอร์หนึ่งตัว ดังนั้น วิธีเดียวที่เราจะออกไปได้ คือเราต้องสังหารแอสกอร์และช่วงชิงวิญญาณของแอสกอร์มา เนื่องจากแอสกอร์นั้นเป็นมอนสเตอร์พิเศษที่มีพลังวิญญาณแกร่งกล้า เมื่อเราสังหารเขาแล้ว วิญญาณของเขาจะคงสภาพอยู่ได้ชั่วครู่แม้จะปราศจากปณิธานแบบที่วิญญาณมนุษย์มีก็ตาม จากนั้นอัลฟิสจะขอโทษที่ปกปิดเรื่องนี้มาตลอดแล้วจากไป

สำหรับเส้นทาง Genocide Route นั้น เราจะไม่ต้องผ่านพัซเซิ่ลใดๆทั้งสิ้นใน The Core และเมื่อไปถึงทางออก เราจะพบกับเมททาทอนที่รออยู่เช่นกัน เมททาทอนจะสัมผัสได้ว่าเราในตอนนี้ที่วิญญาณของคาร่าเติบโตจนใกล้จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่ฆ่าล้างเหล่ามอนสเตอร์เท่านั้น แต่ยังต้องการที่จะทำลายล้างมนุษยชาติอีกด้วย นั่นก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่เขาจะต้องหยุดเราเข้าไปใหญ่ เมททาทอนได้เปลี่ยนร่างเป็น Mettaton NEO ร่างโหมดต่อสู้ของเมททาทอนที่อัลฟิสพัฒนาไว้ในสมัยที่เธอตั้งใจจะสร้างร่างของเมททาทอนไว้สำหรับปราบมนุษย์ ทว่าแม้จะด้วยร่างนั้น ความโหดเหี้ยมของคาร่าก็ทำให้การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารเมททาทอนลงได้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในที่สุด เราก็มาถึง Capital เมืองหลวงของเหล่ามอนสเตอร์เสียที

To Be Continue…

ติดตามตอนต่อไปได้ที่ สรุปเนื้อเรื่องเกม Undertale ตอนที่ 3 : ราตรีสวัสดิ์

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทำไมคนรักเสียงดนตรีถึงควรใช้หูฟังแบบมีสาย ในยุคที่เค้าไร้สายกัน

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการสมาร์ทโฟน คือตั้งแต่ iPhone 7 นั้นเอาช่องต่อหูฟัง 3.5 mm ออกจากเครื่อง ก็ทำให้สมาร์ทโฟน Android อีกหลายรุ่นดำเนินรอยตามแนวคิดนี้ ปัจจุบันสมาร์ทโฟนจำนวนมากโดยเฉพาะรุ่นเรือธงจึงมีแค่ช่องชาร์จอย่างเดียว ผลักดันให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้หูฟังไร้สายมากขึ้น เพราะการจะใช้หูฟังมีสายแบบเดิมมันกลายเป็นเรื่องลำบากในการเสียบหัวแปลงสาย แถมฟังไปชาร์จไปก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษให้เหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนรักเสียงดนตรี เรายังแนะนำให้คุณฟังผ่านสายเหมือนเดิม และนี่คือเหตุผลจากเราครับ

เพราะการฟังเพลงจาก Bluetooth ก็เหมือนฟังเพลงคุณภาพ MP3

ไม่ว่าคุณจะมีไฟล์เพลงที่ดีแค่ไหน จะเป็นไฟล์ FLAC ที่ริปจากแผ่น CD โดยตรงแบบไม่สูญเสียรายละเอียด หรือซื้อเพลง Hi-Res คุณภาพสูงราคาแพงมา แต่ความดีงามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมลายหายไปเมื่อคุณฟังเพลงผ่าน Bluetooth เพราะเสียงเพลงที่ผ่านสัญญาณ Bluetooth จะถูกบีบอัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ส่งไร้สายได้ ซึ่งการบีบอัดนี้ก็จะทำให้ความสดใส และรายละเอียดของเสียงเพลงนั้นหายไป พูดให้เห็นภาพคือฟังเพลง FLAC แต่เสียงออกมาเป็น MP3 นั้นแหละ

มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth นั้นเรียกว่า SBC หรือ Subband Codec นะครับ ซึ่งรองรับคุณภาพเสียงในระดับ CD เท่านั้น ไม่รองรับเสียงในระดับ Hi-Res โดยอุปกรณ์ Bluetooth ที่เกี่ยวกับเสียงทั้งโลกจะต้องถอดรหัสเสียงในรูปแบบ SBC ออกมาได้ ซึ่ง SBC Codec จะใช้ Bitrate สำหรับเสียงสเตอริโอที่ 328 kbps เทียบกับเสียงจาก CD ต้นฉบับที่ใช้บิตเรท 1411 kbps หรือไฟล์ FLAC ทั่วไปจาก CD ที่ให้บิตเรทประมาณ 1000 kbps จะเห็นได้ว่าปริมาณข้อมูลต่างกันเยอะ ทำให้เสียงจากหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่สูญเสียความเจ๋งจากต้นฉบับไปเยอะ

เปรียบเทียบโค้ดเสียง SBC กับ LDAC

แล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่า SBC Codec ไหม แน่นอนเรามีทางเลือกการบีบอัดเสียงอื่นๆ ที่ให้คุณภาพดีกว่า เช่น AAC ที่ใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล, aptX ที่ใช้ในหูฟังจำนวนมาก หรือ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony ที่เคลมว่าสามารถให้เสียงเท่าคุณภาพ CD หรือเทียบเท่าเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งลำโพงและหูฟังส่วนใหญ่ของ Sony ในปัจจุบันรองรับ LDAC อยู่แล้ว

เงื่อนไขของการใช้โค้ดเสียงที่ดีกว่า SBC คือว่าอุปกรณ์ทั้งตัวรับและตัวส่งก็ต้องรองรับ Codec นั้นด้วย ถ้าอุปกรณ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่รองรับ ก็จะกลับไปใช้ SBC Codec ทันที เช่น

  • iPhone รองรับรูปแบบเสียง AAC หูฟังหรือลำโพงก็ต้องรองรับ AAC ด้วย ถึงจะให้เสียงได้ดีกว่า SBC
  • อุปกรณ์ Android 8 รองรับรูปแบบเสียงผ่าน Bluetooth ทั้ง AAC, aptX HD, LDAC อันนี้เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าฝั่งแอปเปิ้ล เพราะไม่ว่าหูฟังหรือลำโพง Bluetooth จะรองรับรูปแบบเสียงพิเศษอะไร Android 8 ก็ส่งสัญญาณไปหาได้

ใน Android 8 นั้นรองรับโค้ดเสียงมากมาย จนใช้กับหูฟังหรือลำโพงได้หลายรุ่น

แต่ปัญหาคือหูฟังและลำโพงจำนวนมาก บางรุ่นก็ขายแพงราคาหลายพัน แต่ไม่รองรับ Codec เสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ซะงั้น ก็ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่กากต่อไป (ถ้าใครใช้ Android 8 อยู่ สามารถเข้า Developer Option ไปตรวจสอบได้เลยว่าอุปกรณ์ Bluetooth ที่เราเชื่อมต่ออยู่นั้นกำลัง Codec อะไรอยู่)

ฟังผ่าน Bluetooth ไม่ได้ใช้ DAC เทพหรือซอฟต์แวร์เทพในสมาร์ทโฟน

LG V30 มาพร้อมฟีเจอร์ Quad DAC ใช้ชิปพิเศษจาก ESS ทำให้ได้เสียงดี แต่ต้องฟังผ่านช่อง 3.5 mm เท่านั้นนะ

สมาร์ทโฟนหลายตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะรุ่นที่โฆษณาเรื่องคุณภาพเสียงนั้นจะมีชิป DAC แยกที่ให้เสียงดีกว่าวงจร DAC ทั่วไป (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกสำหรับส่งต่อไปที่หูฟัง) ซึ่งเจ้าชิปตัวนี้จะทำงานเมื่อเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่องเท่านั้น ถ้าฟังเพลงไร้สายผ่าน Bluetooth เสียงจะถูกส่งแบบดิจิตอลไปแปลงเป็นอนาล็อกที่ตัวหูฟังหรือลำโพง ซึ่งก็ถือว่าเสียของสำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเสียงดีๆ นะครับ (แต่ถ้าใครเชื่อมั่นว่าหูฟังหรือลำโพงของเรามีความสามารถแปลงสัญญาณที่ดี ก็ไม่มีปัญหาอะไร)

สมาร์ทโฟน Asus มักจะมาพร้อมระบบปรับแต่งเสียง dts headphone

นอกจากนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะมีซอฟต์แวร์พิเศษเพื่อช่วยประมวลผลเสียงให้ออกมาดีขึ้น อย่าง Sony จะมี DSEE HX และ ClearAudio+ หรือ Oppo มี Real Sound HD หรือ Huawei มี Histen หรือ Asus มี DTS Headphone ซึ่งปกติซอฟต์แวร์ปรับแต่งเสียงเหล่านี้จะไม่ทำงานเมื่อฟังเพลงไร้สายครับ ถ้าใครลองแล้วชอบระบบปรับแต่งเสียงของมือถือตัวเอง ก็ต้องฟังผ่านสายนะจ๊ะ

เรื่องของ Latency ความหน่วงเสียงก็เป็นอีกเรื่องใหญ่

เรื่อง Latency หรือความหน่วงเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ใช้หูฟังเพื่อการดูหนังหรือเล่นเกมนะครับ แน่นอนว่าการฟังเสียงผ่านระบบ Bluetooth นั้นจะมีความหน่วงเสียงมากกว่าการต่อสายอยู่แล้ว เพราะกว่าเสียงจะออกมาได้ต้องผ่านกระบวนการดังนี้

เกิดสัญญาณเสียง -> ใช้เวลาแปลงเป็นรหัสเสียงเช่น SBC -> ส่งไร้สาย -> ฝั่งรับก็ต้องใช้เวลาถอดรหัสเสียง -> ได้เสียงออกมาฟัง

ในขณะที่การฟังเสียงผ่านสายมี Latency ไม่ถึง 10 ms (1 millisecond = 1/1000 วินาที) แต่การฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วย SBC Codec อาจจะมีความหน่วงเสียงถึง 200 ms คือถ้ายิงปืนในเกม เสียงปืนในหูฟังจะหน่วงจากเหตุการณ์ในเกมไป 0.2 วินาที ทำให้เกิดความรำคาญในการใช้งานได้เพราะเสียงมันไม่ตรงภาพไง

แล้วเรามีทางแก้ให้การส่งเสียงผ่าน Bluetooth ทำได้รวดเร็วขึ้นไหม มีครับ ก็ต้องใช้ codec ตัวพิเศษอย่าง aptX LL (Low Latency) ที่ออกแบบให้ทำงานเร็วมาก ก็จะเหลือความหน่วงเสียงประมาณ 30 ms เท่านั้นเอง แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขเดิมคืออุปกรณ์ทั้งตัวส่งและตัวรับต้องรองรับ aptX LL ด้วยนะครับ

สรุป ใส่ใจรายละเอียดเสียงต้องฟังผ่านสาย เน้นสะดวกก็ฟังไร้สายด้วยอุปกรณ์ดีๆ

จากที่เขียนมาทั้งหมด ยังไงการฟังเพลงให้เสียงดี รายละเอียดครบก็ต้องฟังโดยเสียบสายตรงจากอุปกรณ์เล่นนะครับ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบอัดเสียงจากกระบวนการส่ง Bluetooth แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายจริงๆ ก็สามารถหาหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ที่รองรับ Codec เสียงดีๆ มาใช้แทนได้ สังเกตง่ายหน่อยก็ดูข้างกล่องว่ารองรับ aptX หรือ LDAC หรือไม่ ก็จะใช้กับสมาร์ทโฟน Android 8 ได้เนียนและเสียงดี

ส่วน iPhone อันนี้จำกัดเยอะหน่อยเพราะรองรับแค่โค้ดเสียง AAC เท่านั้น แถมไม่รองรับการเล่นเพลงแบบ Hi-res ด้วย (คนรักเสียงเพลงที่ใช้ iPhone ควรมีเครื่องเล่นเพลงแยกนะ iPhone มันตอบสนองเราไม่ได้) ก็ต้องหาหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง AAC มาใช้เท่านั้นครับ ถ้ารองรับ aptX หรือ LDAC แต่ไม่รองรับ AAC เวลาใช้กับ iPhone ก็จะดีดกลับไปใช้โค้ดเสียงตัวที่แย่ที่สุดอย่าง SBC ทันที

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์สาว Strategic Planner และไขข้อข้องใจ อาชีพนี้ทำอะไรบ้าง!

Published

on

เป็นอีกสายงานที่ต่อยอดไปได้ไกล สำหรับอาชีพ “Strategic Planner” และดูเหมือนหลายๆ คน ก็ให้ความสนใจในสายงานนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ประจวบเหมาะกับล่าสุดได้พูดคุยกับสาว strategic planner ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องงานและความน่าสนใจของอาชีพนี้แบบเต็มเปี่ยม เลยทำการเชื้อเชิญให้ ปุ๊น – สุพรทิพย์ กตัญญูบุญญาพงศ์ มานั่งเม้าคุยกันยาวๆ กับคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” ซะเลย แอบกระซิบเพิ่มเติมว่าเธอเคนทำงานที่ Line Thailand ด้วยนะ! อยากรู้จักเธอกันแล้วล่ะสิ ไปอ่านกันเลยค่ะ!

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพ Strategy Planner คะ

โอ้โห! ถ้าถามคำถามนี้เนี่ย ตอบกันยาวเลยนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ปุ๊นลองทำอะไรมาหลายอย่าง สุดท้ายก็มาลงตัวและรู้ว่า เราชอบและถนัดการคิดวิเคราะห์ มากกว่าการสั่งการหรือการลงไปทำจริง แบบนี้ก็แล้วกัน

แล้วมาเริ่มต้นทำด้านนี้ได้ยังไง

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เราจบสายงานโรงแรมมาก่อนค่ะ เคยทำงานในโรงแรมอยู่แป้บนึง รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เพราะงานส่วนที่ทำตอนนั้นเป็นงาน Routine ที่ไม่ค่อยได้ initiate อะไรเท่าไหร่ เลยตัดสินใจลาออก โดยที่ยังไม่ได้งาน

มาเจอกระทู้ Pantip อันนึง เล่าว่าได้ทำงานที่บริษัทไลน์ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรเลย เห็นว่าออฟฟิศน่ารักดี ก็เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้ ก็ได้มาทำงานในส่วนของ service ที่ชื่อว่า LINE@

ตอนทำงานที่ LINE@ จริงๆ มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่ Sales ,Marketing ,Business Development รวมไปถึง Training ขอหมายเหตุก่อนว่า LINE@ คือบริการสำหรับ SMEs เป็นเครื่องมือทางการตลาดอีกเครื่องมือนึงที่มีคุณภาพ ช่วยกระตุ้นและปิดยอดขายได้ดีถ้ามี Strategy ค่ะ ตอนทำงานที่ LINE@ เลยมีโอกาสได้เจอ พูดคุย หรือสอน SMEs เยอะมากๆ โดยเฉพาะปีแรกนี่ เน้นหนักไปในทาง Training เลย คือวันๆ สอนแต่ทำการตลาดผ่าน LINE@ รวมไปถึงให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆ รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์และช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายคน อินมากถึงขนาดที่มีความคิดว่า จะให้เข้าใจเค้าจริงๆ เราต้องทำแบรนด์เองจริงๆ สิ จะได้รู้ลึก รู้จริง เข้าใจปัญหา เลยทำแบรนด์เกรียนๆ ของตัวเองขึ้นมาแบรนด์นึงด้วย ทำอยู่พักใหญ่ๆ ลงทุนเอง ขายเอง เหนื่อยมากจนเข้าใจหัวอก SMEs เลย

สักพัก พอ Service เริ่มขยายตัว ก็ไม่ได้มีโอกาสเทรน SMEs เยอะเหมือนปีแรกแล้ว เพราะมาเน้นในด้านการวางกลยุทธ์มากกว่า ซึ่งในขอบเขตการวางกลยุทธ์ มันจะต้องตั้งต้นจากการหาสิ่งที่เรียกว่า Business Insight  เลยค้นพบว่า อีกอย่างที่ตัวเองชอบทำมากๆ คือสิ่งที่เรียกว่า Data analyst คือ การค้นหา Research ดู Trend และวิเคราะห์ว่า Fact ข้อนี้กำลังบอกอะไรเรา เวลาที่ทำ Data สามารถนั่งจ้องคอมได้ข้ามวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักสืบ กำลังค้นหาหลักฐาน จากที่เกิดเหตุ และเรามีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันมี hint อยู่แล้ว อยู่ที่เรามองเห็น hint นั้นหรือเปล่า

ระหว่างที่ทำงานที่ LINE ต้องบอกว่า มีความสุขมาก ทุกอย่างดีมากๆ ตัวงานดี เพื่อนร่วมงานดี สวัสดิการดี ทุกอย่างดีเลิศ แต่จุดหักเหคือ วันที่ค้นพบคำตอบว่า ชีวิตเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับคนที่ต้องการ วันนั้นคือวันที่ ไปเจอกับพี่ชาวเขาคนนึง ที่เข้ามาในกรุงเทพเพื่อตั้งใจจะมาหาความรู้เพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่ยากจน มาคนเดียวแบบไม่มีเงินและไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นจาก 0 และเราตัดสินใจที่จะ​ “แบ่งปัน” ความรู้ที่บังเอิญโชคดีจากประสบการณ์ที่เคยสอน SMEs ให้เค้า แล้วเค้าขอบคุณจากใจจริงมากๆ วันนั้นรู้สึกดี ร้องไห้น้ำตาไหล และคิดว่า อืม นี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยมองตัวเองปลายทางว่า อยากจะแบ่งปันความรู้เท่าที่มี ให้กับ SMEs ที่เริ่มต้น ซึ่งแปลว่า เราจะต้องเพิ่มสกิลด้านการวางแผนให้กว้างขึ้น การวางแผนงานให้ LINE อย่างเดียวเลยไม่ตอบโจทย์ละ จังหวะเดียวกันกับที่เราได้รู้จัก เอเจนซี่เล็กๆ แต่เก่งมากๆ อยู่ที่นึง เค้ากำลังหา Strategy Planner อยู่ ซึ่งมันตอบโจทย์มากตรงที่ เวลารับโจทย์จากใครมาก็ตาม จะต้องทำ Research หนักมาก และลูกค้ามีหลากหลาย ทุก Industry มันช่วยเพิ่มสกิลการมองกว้างและมองรอบด้านให้เรามากขึ้น ที่สำคัญงาน Planner เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ จะเข้าออฟฟิศเฉพาะเวลาที่ต้องประชุม หรือมีนัดกับลูกค้าเท่านั้น เท่ากับว่า เราจะมีเวลาไปทำอะไรอื่นๆ มากขึ้น อย่างเช่น เป้าหมายที่จะช่วยชาวเขาคนนั้นสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ (ยิ้ม)

ได้ยินคำว่า strategy planner บ่อยๆ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าทำเกี่ยวกับอะไร..

งาน Strategy Planner แปลตามตัวโต้งๆ ก็คือ นักวางแผนกลยุทธ์นั่นแหละ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสาย แต่ละสายก็โฟกัสในขอบเขตที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ นักวางแผนกลยุทธ์ก็เหมือนกุนซือที่รับคำสั่งจากหัวหน้าก๊ก กุนซือเก่งๆ ไม่ว่าหัวหน้าจะอยากทำอะไร จะสร้างทัพให้ยิ่งใหญ่ จะให้ทัพมีชื่อเสียงหรือจะยึดประเทศ พอได้คำสั่งมาแล้ว ต้องประเมินสถานการณ์ได้เฉียบขาดและสุดท้ายวางกลยุทธ์เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ไม่ผิดพลาดแม้แต่เซนเดียว!

strategy planner มีสายไหนบ้างคะ แล้วปุ๊นทำอยู่สายไหน

Strategy Planner ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 สาย ซึ่งทั้ง 4 สาย ถึงจะทำงานคนละแบบ ก็แท็กทีมไปด้วยกัน อย่างสมมติเล่นๆ ว่า เราได้รับโจทย์ให้วางแผนจีบผู้หญิงคนนึง

สายแรกที่จะมาพัวพัน คือสาย Branding สายนี้ จะเป็นสายที่รู้จักเป้าหมายดีที่สุด เป็นสายแห่งการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูล เป้าหมายชื่อแส้อะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีแฟนมาแล้วกี่คน เลิกล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะเหตุอันใด ขุดคุ้ยเสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ว่า ความเป็นไปได้ในการไปจีบแล้วสำเร็จน่ะมีไหม และถ้าอยากจะให้โอกาสสำเร็จมันสูงที่สุดต้องเข้าไปด้วยกลยุทธ์อะไร ตีเนียนเป็นเพื่อนก่อนไหม อะไรอย่างนั้น

จากนั้นก็จะส่งไม้ต่อให้ สาย Commu สายนี้จะมานั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่า ถ้าจะแกล้งทำเป็นเพื่อน แล้วคนเป็นเพื่อนเค้าคุยกันแบบไหน วิธีการพูดกับเป้าหมายให้น่าสนใจและโดดเด่นกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ต้องทำยังไง และที่สำคัญคือ พูดเข้าหูไม่พอ ต้องให้เค้าเข้าใจด้วย ต้องทำยังไง

ส่วนสองสายสุดท้ายนี่ ก็สายแปด กับ สายเก้า เห้ย ไม่ใช่! มุกบาทสองบาทก็ขอเล่นนะ (หัวเราะ) สองสายสุดท้ายนี่ ใกล้เคียงกันมาก คือสาย Media กับ Digital สองสายนี้จะดูในเรื่องของช่องทางที่ทำให้ประชิดตัวเป้าหมายได้ดีที่สุด เช่น เป้าหมายของเราชอบออกกำลังกาย งั้นช่องทางที่เราจะเข้าไปเจอและมีโอกาสได้พูดคุยนอกจากที่บ้านและที่ทำงาน ก็ต้องเป็นฟิตเนสอย่างแน่นอน แต่สาย Digtal เนี่ยก็จะตามชื่อเค้า คือเน้นช่องทางดิจิตอลจ๋าๆ ไปเลย ซึ่งเป็นสายที่ปุ๊นทำงานอยู่ปัจจุบันและรู้สึกเลยว่า ท้าทายมาก

ย้อนกลับไปตอนที่ทำงานที่ LINE@ สักหน่อย ประสบการณ์กับบริษัทชื่อดังแห่งนี้เป็นยังไงบ้าง

เล่าให้ฟังก่อนว่า LINE@ เป็นเครื่องมือที่ใช้ปิดการขายและทำ CRM ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ด้วยฟีเจอร์ของ LINE@ และราคาที่คุ้มเกินคุณภาพแบบจับต้องได้รายเดือน ทำให้ LINE@ เหมาะกับทุกคนที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษามือสมัครเล่น ยัน SMEs รุ่นใหญ่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของปุ๊นหลักๆ ตอนนั้นคื เป็น Strategy สาย Branding พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทำธุรกิจ ค้นหาปัญหาและอุปสรรคของเค้า และใช้ LINE@ เป็นเครื่องมือในการจบปัญหาทุกอย่าง

ไลฟ์สไตล์และการทำงานระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แตกต่างกันยังไงบ้าง

พูดถึงไลฟ์สไตล์ คือแทบจะไม่ต่างกันหรือต่างกันก็น้อยมากๆ จนไม่รู้สึก อาจเป็นความโชคดีของปุ๊นด้วยที่ได้ร่วมงานแต่กับบริษัทเจ๋งๆ ไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ชีวิตเรามาก ทำงานไม่ต้องตอกบงตอกบัตร เน้นที่ผลงาน จริงจังแต่สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย ให้อิสระ เบื่อๆ ก็แทงพูลได้ มีพูลทั้งสองบริษัท หรือทำงานล่วงเวลาก็มีห้องนอนให้  ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานทั้งสองบริษัท โคตรน่ารัก ให้ความรู้สึกแบบเพื่อนพี่น้อง รักกันแต่เคารพและให้เกียรติกันมาก

ส่วนการทำงาน ก็อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อยตรงที่ตอนทำงานที่ Line ปุ๊นจะอยู่ในมุมของ corporate ที่ขอความช่วยเหลือให้เอเจนซี่คิดงานบ้างหรือสั้นๆ คือเราเป็นลูกค้าเอเจนซี่นั่นแหละ แต่พอตัวเองมาทำเอเจนซี่ คราวนี้มันก็คือการเปลี่ยนบท กลายมาเป็นคนที่ต้องไปเสนองานแทนละ ก็แปลกๆ ดี

โปรเจ็คโปรดของปุ๊น

ยากจังแฮะ… ถ้าตอบว่าชอบทุกงานที่ทำออกไป เพราะถ้าไม่ชอบจะไม่ทำได้ปะ (หัวเราะ) งั้นเอาเป็นพาร์ทที่ชอบที่สุดในการทำงานละกันเนอะ พาร์ทนั้นก็คือ พาร์ทขุดคุ้ยข้อมูล เป็นพาร์ทที่ปุ๊นหลงไหลมาก จากปกติเป็นคนง่วงนอนระหว่างวันง่าย เหมือนเด็กอนุบาลที่ต้องนอนกลางวันหลังอาหาร แต่ถ้าเริ่มทำ Data เราจะกลายเป็นอีกคนไปเลย นั่งอยู่กับคอมโดยไม่ง่วงข้ามวันข้ามคืนได้เฉย ซึ่งความมันส์ของการขุดคุ้ยข้อมูลคือ ความรู้สึกที่เหมือนกับตัวเองได้สวมวิญญาณนักสืบที่หาเบาะแสในที่เกิดเหตุ มีสิ่งของมากมายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ต้องมาคิดว่า เอ๊.. สิ่งของอันไหนนะเป็นหลักฐานบ่งชี้ตัวฆาตกร แล้วเวลาที่เราเจอ clue อันนั้นนะ ความรู้สึกมันแบบ ใช่! ตรูเจอตัวคนร้ายแล้ว

คิดว่า strategy planner ท้าทายตรงไหนคะ

ถ้าเป็นสายงานปัจจุบัน ความท้าทายคือความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ ด้วยความที่โลกดิจิตัลมันหมุนไวมากๆ บางทีเครื่องมือเก่าๆ เรายังเรียนรู้ไม่ถึงไหน อันใหม่มันมาจ่อตูดละ หรือบางทีก็เครื่องมือเดิมนี่แหละแต่ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มกันเป็นว่าเล่น เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งตามไม่ทัน เราจะพลาดโอกาสในการใช้เครื่องมือดีๆ ช่วยลูกค้าไป

อยากเป็น strategy planner ควรมีทักษะอะไรบ้างคะ

อย่างแรกเลยคิดว่า ต้องเป็นคนขี้สงสัยหรือชอบตั้งคำถามนะ แต่ตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนชอบหาคำตอบด้วย และการหาคำตอบก็ต้องเป็นวิธีที่มีโลจิค ใช้ความคิดที่เป็นระบบ รู้จักแยกแยะ คิดวิเคราะห์ มองรอบด้าน มองกว้าง และมองลึกให้เป็น ที่สำคัญอีกอย่างที่ควรมี คือต้องเป็นพวกใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ความรู้รอบตัวเยอะๆ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ประมาณนี้แหละ

ทราบมาว่าสนใจเรื่องจิตวิทยาพอสมควร ทำไมถึงสนใจด้านนี้

โอ้โห จิตวิทยานี่คือที่สุดแล้ว ถามว่าจิตวิทยาให้ความรู้อะไรและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันยังไง ตอบได้ทันทีเลยว่า จิตวิทยาทำให้ปุ๊น​ achieve life goal ของปุ๊น คือ “มีความสุขทุกวัน” เพราะการเรียนจิตวิทยาคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของคน และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของคนแล้ว เราจะไม่มีความทุกข์จากการตั้งความหวัง หรือไม่พอใจว่าทำไมเค้าไม่เป็นดั่งใจเรา ตอนแรกๆ ที่เริ่มต้นศึกษาจิตวิทยา ก็ชอบอ่านหนังสือจำพวก manipulate นะ เช่น วิธีการทำให้คนทำตามคำสั่งเรา หรือ วิธีการทำให้คนตกหลุมรัก แต่พอยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่ชอบ รู้สึกว่ามันคือศาสตร์มืด คือการประดิษฐ์หรือสร้างอะไรเปลือกๆ เลยมองจิตวิทยาเป็นอะไรที่ลึกกว่านั้น มองถึงการเข้าใจถึงตัวตน และยอมรับในสิ่งที่มันเป็นไป ซึ่งตรงกับหลักพระพุทธศาสนาและทำให้กราฟชีวิตมีความสุขสูงขึ้นเรื่อยๆ

งานอดิเรกยามว่างของปุ๊น

งานอดิเรกหลักมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือชอบออกไปวิ่งตามริมถนนต่างๆ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนขี้เบื่อมาก ถ้าวิ่งสถานที่เดิมจนเริ่มจำภาพต้นไม้และทางได้หมดแล้ว จะอยากเปลี่ยนไปหาที่วิ่งใหม่ๆ ที่เดาภาพข้างทางไม่ออกทันที ส่วนอีกอย่างคงจะเป็นการอ่านหนังสือ​ พออ่านแล้วตกตะกอนอะไรได้ ก็เขียนๆ เล่น ลงไปในเฟสตัวเอง จะว่าไปการเขียนนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ชอบมาก จริงๆ แล้วจะมีสมุดจดของตัวเอง ที่เอาไว้เขียนไม่ให้ตัวเองลืมว่าเคยตกตะกอนอะไรเอาไว้ แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้ว บางทีก็จะมีบ้างโพสต์ลงเฟสส่วนตัว เผื่อมีใครผ่านมาเห็นแล้วเป็นประโยชน์ก็ดีกว่าอ่านอยู่คนเดียว

แบ่งเวลาการทำงานกับการใช้ชีวิตยังไง

ตอบแบบจริงๆ เลยนะ คือ ไม่ได้แบ่ง (หัวเราะ) ก็เรียงลำดับความสำคัญคือให้เวลากับงานเป็นอันดับแรก ทำงานให้เต็มที่ที่สุดจนเสร็จ จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือ จะให้เวลากับตัวเอง ตัวเอง และตัวเอง เพื่อนนี่ไม่ค่อยให้หรอก (หัวเราะ) ชอบอยู่กับตัวเอง

แรงบันดาลใจในการทำงาน

ใช้ความอยากขับเคลื่อนชีวิตการทำงาน ปักธงไว้ในหัวว่า ยิ่งเราเก่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยคนอื่นได้ดีขึ้นมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจ คือยิ่งเรียนรู้ได้มาก ก็ยิ่งให้ได้มากเท่านั้นแหละ

แอปที่ใช้ในการทำงาน

ไม่งานได้มั้ย (หัวเราะ) แอปที่ใช้ประจำเลย ตอนนี้คือ walkr เป็นแอปสำหรับคนที่ชอบวิ่ง หรือถ้าไม่วิ่งแต่มีเป้าหมายอยากจะเดินให้มากขึ้นทุกวันก็เยี่ยม คือมันจะ track ความเคลื่อนไหวของเรายิ่งเราเดินมาก เราก็ได้ energy ในแอปมาก แล้วถามว่าอี energy ตรงนี้เอาไปทำอะไร เอาไปสร้างดาว สร้างจรวดในกาแล็กซี่ของเราได้ จะมีดาวสวยๆ ประหลาดๆ เยอะแยะมากมายรอให้เราสร้างมันอยู่ สร้างดาวของตัวเองไม่พอ เราสามารถไปดูกาแล็กซี่ของเพื่อนได้ด้วยนะ ยิ่งเพื่อนเป็นพวกออกกำลังกายด้วยแล้ว แนะนำเลยว่า ให้เพื่อนโหลด เราโหลด พอเพื่อนมีดาวสวยๆ เยอะ เราจะเริ่มกดดันไปโดยปริยาย คราวนี้แหละ ดาวเพื่อนเยอะ ดาวเพื่อนสวย จะทำยังไงล่ะ เอ้า วิ่งสิรอไร!

ดาวน์โหลด

หวังว่าข้อมูลวันนี้จะอัดแน่นพอให้คนที่อยากเป็น strategic planner ได้เตรียมตัวและเอาไปใช้ได้นะคะ เพราะวันนี้สาระประโยชน์มาแบบเน้นๆ จัดเต็มจริงๆ ส่วนใครที่อยากให้ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์คนเก่งๆ ในอาชีพไหน ก็อย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันด้วยล่ะ แล้วแบไต๋จะจัดให้อย่างรวดเร็วเลย!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

อยากรู้ไหม Instagram เรียงลำดับโพสต์ยังไง ใช้อะไรคิดว่าต้องเอารูปนี้มาให้เราดู

Published

on

เคยสงสัยกันมั้ย ว่าทำไมเวลาเรากำลังสนใจเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็มักจะเด้งขึ้นมาใน Instagram บ่อยๆ อย่างวันนั้นเพิ่งเข้าไปดูรูปน้องเป่าเปา เผลอแว๊บเดียวก็มีทั้งรูปน้องเรซซิ่ง น้องอคิณ น้องพอลเต็มไปหมด จนอดสงสัยไม่ได้ว่า Instagram เนี่ย เค้ามีวิธีหรือการทำงานของอัลกอริทึ่มยังไงในการคัดโพสต์ต่างๆ มาให้เราเสพ! วันนี้แบไต๋ก็เลยพยายามไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงโพสต์ต่างๆ บน Instagram มาให้ทุกคนทราบกันแบบคร่าวๆ

Julian Gutman, Instagram product lead ออกมาอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึ่ม Instgram ไว้ดังนี้

Instagram จะคัดโพสต์มาให้เราดูจาก 3 สิ่งหลักๆ ต่อไปนี้

ความสนใจ

ยิ่งเราสนใจอะไร โพสต์นั้นก็ยิ่งโผล่มา! หากเราชอบดูรูปรถ หรือกดติดตาม Instagram ที่มีรูปรถเยอะๆ แม้กระทั่งการกด Like กด Share หรือ Comment Instagram ก็จับจุดได้ทันทีว่าเราสนใจในเรื่องนั้นๆ จากนั้นเมื่อคนที่เราติดตามอยู่ลงรูปรถ เราก็จะเห็นรูปหรือวิดีโอนั้นทันที นอกจากนี้ในหน้าค้นหาของ Instagram (ไอคอนรูปแว่นขยาย) ก็จะคัดโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับรถมาแสดงให้เราเห็นบ่อยๆ ด้วย

ความสดใหม่

ยิ่งโพสต์ล่าสุดเท่าไหร่ ยิ่งถูกเอามาโชว์มากเท่านั้น!

ในแต่ละวันคนทยอยโพสต์นู่นนี่ลง Instagram กันตลอด ถ้าจะเลือกแสดงโพสต์ทั้งหมดในเวลาแป้ปเดียวก็เป็นไปได้ยาก Instagram เลยจัดความสำคัญให้โพสต์ต่างๆ ด้วยการใช้ลำดับเวลา แต่ไม่ใช่ว่าโพสต์เก่าแล้วจะถูกนำมาแสดงก่อน แต่เป็นลำดับเวลาตามความล่าสุดต่างหาก เช่น สุดา (แหม๋ ยกตัวอย่างได้ชื่อไทยมาก) โพสต์ภาพ 3 ภาพในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยโพสต์เช้า กลางวัน เย็น หากปราณี ที่ติดตามสุดาอยู่เปิด Instagram เข้ามาเล่นก็จะเห็นโพสต์ตอนเย็นก่อนเป็นโพสต์แรก และหากเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะเจอโพสต์กลางวัน และเช้า ตามลำดับ

http://melinasouza.com

ความสนิทสนม

สังเกตมั้ยว่าทำไมเราถึงเห็นโพสต์ของเพื่อนสนิทเราบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะ Instagram คัดโพสต์มาแสดงจากความสัมพันธ์นั่นเอง ยิ่งเราเคย Comment กด Like หรืออยู่ใน Tag รูป หรือไป Tag ใคร Instagram ก็จะโชว์โพสต์ของคนนั้นบ่อยๆ นั่นเอง

นอกจากปัจจัย 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยแฝงอื่นๆ มาประกอบด้วย เรียกว่าค่อนข้างซับซ้อนทีเดียว แต่ถ้าทำความเข้าใจหน่อย อาจนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย

ความถี่ในการเข้าใช้งาน

หากอยากเป็นนักอัพเดท ทันเทรนด์โลก จงกดเจ้า Instagram บ่อยๆ เพราะยิ่งเรากดเข้า Instagram บ่อยเท่าไหร่ Instagram ก็จะยิ่งทำงานเพื่อเรา ทยอยสรรหาโพสต์ใหม่ๆ (ที่เหมาะสมกับเรา) มาโชว์เรามากขึ้น โดย Instagram จะวิเคราะห์ว่าการเข้าใช้งานล่าสุด ว่าเรากำลังหมกมุ่นหรือสนใจกับอะไรอยู่ และเมื่อเรากดเข้าใช้ Instagram อีกครั้ง มันก็จะนำผลการวิเคราะห์นั้นมาแสดงรูปและวิดีโอให้เราดู นั่นหมายความว่ายิ่งเราสนใจอะไร แล้วกดเข้าไปดู เราก็จะได้รายละเอียดของเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จำนวนคนที่เราติดตาม

ยิ่งเราติดตามคนอื่นมากเท่าไหร่ Instagram ก็จะทยอยโชว์โพสต์ของคนอื่นๆ แบบกระจายมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโพสต์แบบเจาะจงของคนใดคนหนึ่งน้อยลง เช่น สุดาติดตามคนอื่นทั้งหมด 800 คน และปราณีติดตามคนอื่น 200 คน นั่นหมายความว่า สุดาจะเห็นโพสต์ของหลายๆ คนแบบกระจายมากกว่าปราณี ในขณะที่ปราณี จะเห็นโพสต์ของแต่ละคนได้ละเอียดกว่าสุดา

ระยะเวลาการใช้

ยิ่งเราใช้เวลากับ Instagram เยอะมากเท่าไหร่ Instagram ก็ยิ่งจะเอาโพสต์มาให้เราดูเยอะมากเท่านั้น ทั้งเจาะลึกกว่า จะโพสต์เก่าหรือโพสต์ใหม่ก็มาหมด แต่ถ้าใช้เวลาในการใช้ Instagram ไม่นาน Instagram ก็จะหาโพสต์ที่เหมาะกับเราที่สุดมาให้ดูแทน

รวมเรื่องที่ทีมงานบอกว่าไม่จริ๊ง ไม่จริงกับ Instagram

ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งการแบนผู้ใช้ที่โพสต์เยอะๆ หรือการบอกว่าการใช้ฟีเจอร์ story จะช่วยทำให้ผู้อื่นเห็นโพสต์เรามากขึ้น และข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ใน Instagram… วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงมีอะไรบ้าง

  • Instagram ไม่ได้ลดจำนวนคนเห็นโพสต์เหมือน Facebook ถ้าเราไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นโพสต์ทั้งหมด (Instagram น่าร๊ากกกกอะ)
  • Instagram ไม่ได้มีการคัดว่าถ้าโพสต์วิดีโอหรือรูปคนจะเห็นเยอะแตกต่างกัน (มีข่าวออกมาว่า Facebook จะให้คนเห็นโพสต์วิดีโอมากกว่ารูปถ่าย เลยทำให้คนเข้าใจว่า Instagram มีการทำงานคล้ายคลึงกัน) แต่จะขึ้นอยู่กับ Engagement ที่เรามีต่อผู้ใช้คนนั้นๆ หรือความสนใจโพสต์นั้นๆ มากกว่า
  • ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Story, Live หรือฟีเจอร์อะไรก็ตาม ไม่ได้มีผลกับการคัดความสำคัญของ Instagram แต่อย่างใด ดังนั้นต่อให้แอคเค้าท์ของคุณไม่เคยลง story เลยสักครั้ง แต่มีคนติดตาม กด Like หรือ Comment บ่อยๆ Instagram ของคุณก็ยังปังอยู่ดี ไม่ต้องห่วง!
  • โพสต์เยอะ ไม่ได้มีผลกับการจัดอันดับของ Instagram  มีข่าวลือออกมาว่า ยิ่งโพสต์เยอะเท่าไหร่ Instagram ก็จะลดการมองเห็นโพสต์ลงเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่เลย เพียงแต่ Instagram จะกระจายโพสต์ให้เห็นอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นโพสต์บางโพสต์อาจตกไปล่างๆ บ้าง แต่ไม่ได้ถูกทิ้งให้เหงาหงอย อด Like แน่นอน
  • ไม่ว่าจะเป็นแอคเค้าท์ธรรมดาหรือแอคเค้าท์ทางธุรกิจ ก็ไม่ได้ใช้ในการตัดสินการจัดอันดับความสำคัญในการโชว์โพสต์ของ Instagram การสลับแอคเค้าท์ไปมาจึงมีค่าเท่าเดิม ลำบากเปล่าๆ
  • เรื่อง Shadow banning หรือการแบนแบบเนียนๆ ที่คนโดนแบนจะไม่รู้ว่าถูกแบนนั้นไม่ใช่เรื่องจริง Instagram ไม่มีการแอบแบนคนที่ใส่ hashtag เยอะๆ หรือทำอะไรให้คนนั้นเสียหาย เรียกได้ว่า Shadow banning เป็นข่าวโคมลอยไร้สาระที่สุดเลยก็ว่าได้
  • มีข่าวลือว่า Instagram จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเรียงลำดับภาพแบบเดิม ที่เรียงตามเวลาโพสต์ได้ ซึ่งเป็นเพียงข่าวโคมลอยเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Instagram ยังไม่ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือกการเรียงฟีดแบบเดิม ที่เรียงลำดับภาพตามเวลาการโพสต์ เพราะไม่อยากสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้บางคนเซ็ตแล้วอาจจะลืมไปว่าตั้งการเรียงฟีดไว้ยังไง เลยทำให้ทุกคนเรียงฟีดเหมือนกันซะเลย แต่ก็รับฟังผลตอบรับจากคนที่ไม่ชอบฟีดแบบนี้เพื่อปรับปรุงอยู่

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงของ Instagram ที่คุณควรจะรู้ไว้ ที่ไม่ได้มีไว้เพียงประดับบารมีเฉยๆ แต่สามารถนำไปปรับใช้ ทั้งต่อการสร้าง Instagram ของคุณให้เป็นที่รู้จักและการสร้างแบรนด์สินค้าของคุณให้ปังล้ำหน้า! หวังว่าบทความดีจะเป็นประโยชน์นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก techcrunch

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!