[บทความ] เปิดตำนาน Wario ตัวป่วนแห่ง Nintendo จากเด็กมีปมสู่เจ้าของค่ายเกม

หากคุณเป็นแฟน Nintendo มายาวนานคงจะรู้จักตัวละครสุดประหลาดอย่าง Wario ที่ภาพลักษณ์ในทุกวันนี้เป็นตัวละครเสริม ในเกมซีรีส์ Mario หรือแนวรวมฮิตเช่น Super Smash Bros. แม้จะเพิ่งมีภาคหลักอย่าง Wario Ware ออกแต่เชื่อว่าหลายคน อาจจะมองว่ามันเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น แต่มันก็โด่งดังพอตัว เพราะแม้กระทั่ง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็เคยแต่งตัวเป็น Wario ออกรายการทีวีมาแล้ว

ตามข้อมูล Wario มีต้นแบบมาจากตัวละครหัวหน้าคนงาน Spike ในเกม Wrecking Crew หรือที่คนไทยเรียกว่า Mario ทุบตึก มีแนวคิดว่าหากเปรียบเทียบ Mario เป็น Popeye Wario ก็จะเหมือน Bluto ส่วนชื่อก็เป็นการเล่นคำ เพราะ Wario เป็นการนำตัว M ของ Mario กลับหัวเป็นตัว W และเป็นการเล่นคำว่า “วาลุย” ในภาษาญี่ปุ่นแปลกว่า “ชั่วร้าย” ทำให้ Wario เป็น Mario ในเวอร์ชันตัวร้าย

กำเนิดจากเด็กมีปมด้อย

ทำให้งานออกแบบของ Wario ถอดแบบมาจากลุงหนวด แต่จะดูน่าเกลียดน่ากลัวกว่า เริ่มตั้งแต่หน้าตาที่มาพร้อมกับจมูกโตที่รูปร่างเหมือนกระเทียม และยังมีหนวดที่ไม่เป็นระเบียบส่วนใบหูก็แหลมเหมือนปีศาจ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับชุดเอี๊ยมสีม่วงกับเสื้อสีเหลือง พร้อมกับรูปร่างอ้วนเตี้ยกว่า Mario เสียอีก แค่หน้าตามันก็ไม่น่ามองแล้วจนใครจะเชื่อว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นตัวเอกของเกมขายดี

Wario ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะตัวร้ายมีปมใน Super Mario Land 2 บนเครื่อง Gameboy ขาวดำ แม้จะมาเป็นบอสใหญ่ในเกมแต่การมาเป็นตัวร้ายเป้าหมายของเขาไม่ได้เลวร้ายอะไร เพราะ Wario ต้องการปราสาทของตัวเอง แถมยังมีความแค้นกับ Mario เพราะเคยถูกแกล้งในวัยเด็ก เรียกว่าเขาไม่ได้ร้ายโดยกำเนิด โดยภายหลัง Mario กับ Wario ได้ปรับความเข้าใจและคืนดีกันแล้ว ตามข้อมูลจากการ์ตูนในนิตยสาร Nintendo Power

จากเด็กมีปมสู่พระเอกเต็มตัว

ทำให้ปู่นินได้ไอเดียว่าไหน ๆ ตัวละคร Wario ก็ไม่ได้เป็นตัวร้ายโดยกำเนิดทำให้มีการยกระดับให้เป็นพระเอกเลย ทำให้ภาคต่ออย่าง Wario Land: Super Mario Land 3 เป็นครั้งแรกที่ Wario เป็นตัวเอกอย่างเป็นทางการ

และมันถือเป็นภาคสปินออฟของซีรีส์ที่เปลี่ยนเกมเพลย์ให้แตกต่างจาก Mario เพราะแม้จะเป็นการตะลุยไปในฉากแบบ 2 มิติเหมือนกัน แต่เราต้องออกล่าสมบัติที่ซ่อนอยู่ในฉากพร้อมกับแอ็กชันใหม่เช่นการพุ่งชนศัตรู ฟังดูอาจจะธรรมดาในยุคนี้แต่ในตอนที่มันวางขายเป็นของใหม่ของซีรีส์ Mario ทำให้การมาของ Wario กับการเป็นตัวเอกครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จในทันทีเพราะแม้ไม่มี Mario เป็นตัวเอกแต่ Wario Land ก็ขายไปได้กว่า 4 ล้านตลับ

ภาคต่อออกมาสานต่อความสำเร็จ

แน่นอนว่าเมื่อประสบความสำเร็จก็ต้องมีการเข็นภาคต่อออกมา แต่น่าเสียดายที่มันกลับออกบน Virtual Boy ทำให้ไม่ค่อยมีคนจำได้ แต่ซีรีส์ Wario Land ได้ไปต่อโดยออกภาค 2 และ 3 บน Game Boy Color ต่อจากนั้นมีการปรับปรุงกราฟิกครั้งใหญ่กับ Wario Land 4 บน Game Boy Advance ที่เพิ่มระบบอัปเกรดใหม่เข้าไปหลายส่วน จนแถบจะเป็นซีรีส์ที่ไม่เกี่ยวกับ Mario แล้ว

ต่อจากนั้น Nintendo ได้เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยปรับให้ Wario Land เป็น 3 มิติและออกบน Gamecube แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก ทำให้ภาคสุดท้ายของซีรีส์ Land กับเกม Wario Land: Shake It! วางขายบน Wii กลับมาใช้เกมเพลย์ 2 มิติ ที่ทั้งสนุกและผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับลูกเล่นใหม่ได้ลงตัว แต่น่าเสียดายเพราะหลังจากภาค Shake It! ปู่นินก็ไม่ได้สานต่อตำนาน Wario ฉบับแอ็กชันแล้ว

จากตัวเอกในเกมมาเป็นเจ้าของค่ายเกม

อย่างไรก็ตามอีกสาเหตุหนึ่งที่ Nintendo ไม่ทำต่อเพราะในปี 2003 มีการเปิดตัวเกม WarioWare, Inc.: Mega Microgame$! ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซีรีส์ เพราะเปลี่ยนจากแอ็กชันมาเป็นมินิเกมสั้น ๆ ให้เล่นแล้วมีการเรียงร้อยเป็นฉากที่เราต้องใช้เวลาจำกัดมากในการเล่น จนเกิดนิยามใหม่ว่ามันคือไมโครเกม เพราะเราต้องใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการคิดว่าต้องทำอย่างไรให้ผ่าน ที่เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ Wario อยากสร้างเกมออกมาขายเลยเปิดค่ายเกมจนเป็นที่มาของเรื่องราวสุดป่วน

ส่วนเรื่องราวจะเขียนมาแบบไม่เกี่ยวข้องกับ Mario เลยเหมือนอยู่อีกจักรวาลหนึ่งที่ Wario ของเราจะมีเพื่อนใหม่ที่จะปลดล็อกออกมาให้เล่น ที่เชื่อว่าตอนแรกปู่นินก็ไม่ได้หวังว่ามันจะโด่งดัง แต่มันกลับได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั้งจากคนเล่นและนักวิจารณ์ทำให้มีการเข็นภาคต่อในชื่อ WarioWare: Twisted! ที่มาพร้อมกับระบบจับการเคลื่อนไหวในตลับแล้วขยับเครื่องเล่นเหมือนกับจอยของ Wii

หลังจากนั้นตัวป่วนประจำค่ายก็หลายเป็นขาประจำของปู่นิน เพราะมันเป็นหนึ่งเกมที่วางขายพร้อมกับเครื่อง NDS กับภาค WarioWare: Touched! ที่ใช้หน้าจอสัมผัสในการเล่น ต่อด้วยเป็นเกมชูโรงบน Wii ใน WarioWare: Smooth Moves และออกภาคต่อมาตลอดแม้ช่วงหลัง ๆ จะไม่ได้โด่งดังเท่ากับยุคแรกแต่ด้วยเกมเพลย์ที่ใส่ไอเดียแปลกใหม่เข้าไปตลอดทำให้มีการเข็นภาคใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยภาคล่าสุด WarioWare: Get It Together! เพิ่งวางขายไปบน Nintendo Switch ในปี 2021 ที่ผ่านมา

เรื่องราวของ Wario อาจจะมีแง่คิดกับการออกแบบตัวละครเกม เพราะสมัยก่อนตัวเอกต้องดูดีหล่อสวย หรือน่ารัก แต่กับ Wario นั้นตรงกันข้ามเพราะเขาเป็นตัวละครที่เคยเป็นตัวร้ายมาก่อน แถมยังมีรูปร่างหน้าตาไม่ชวนมองด้วยแถมยังนิสัยไม่ค่อยดีเห็นแก่เงินและชอบหนีเอาตัวรอด แต่มันได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนเกม แถมด้วยปมของตัวละครที่เคยถูกล้อเลียนในวัยเด็กที่ไม่ค่อยเห็นเกมในยุคอดีตนำมาเล่นเป็นประเด็น ทำให้ตัวละครมีมิติและแตกต่างจากเกมอื่นของปู่นินมาก

แม้ว่าทุกวันนี้การออกแบบตัวละครให้ดูแปลกประหลาดอาจจะไม่ใช่ของใหม่แล้ว และ Wario ไม่ได้โด่งดังเท่ากับสมัยเปิดตัว แต่มันก็เป็นหนึ่งในภาพจำของตัวป่วนแห่ง Nintendo ที่ผ่านมา 30 ปีแล้วก็ยังคงภาพลักษณ์เดิมไว้ไม่เปลี่ยน แม้จะไม่ได้ดูน่ารักแต่มันก็สร้างความสนุกให้แฟน ๆ ทั่วโลกไม่แตกต่างจาก Mario จนอยากให้มีเกมใหม่ออกมามากกว่านี้

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก