Connect with us

เราต่างรู้กันดีนะครับว่าการแบ็กอัปข้อมูลนั้นสำคัญขนาดไหน โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินงาน แต่การสำรองข้อมูลปกติที่จะสำรองกันภายในเซิร์ฟเวอร์หรือภายในองค์กรเองอาจจะไม่ปลอดภัยเสมอไปแล้ว เพราะถ้าเกิดเหตุร้ายที่มีความเสียหายในวงกว้าง ข้อมูลที่เราสำรองเอาไว้ในบริเวณเดียวกันก็จะอันตรธานหายไปด้วย จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เราควรใช้บริการ Cloud Backup ครับ

บริการแบ็กอัปด้วยระบบคลาวด์นั้นมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ

  • BaaS หรือ Backup as a Service
  • DRaaS หรือ Disaster Recovery as a Service

โดย BaaS เป็นบริการคลาวด์เซิร์ฟเวอร์รูปแบบหนึ่ง เพื่อสำรองข้อมูลผ่านเครือข่ายออกมาเก็บภายในระบบของผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งข้อดีของการแบ็กอัปข้อมูลผ่านคลาวด์นั้นนอกจากผู้ใช้บริการจะไม่ต้องลงทุนกับระบบสำรองข้อมูลด้วยตัวเองแล้ว ยังนำข้อดีของคลาวด์คือการปรับเพิ่มหรือลดสเปกตามความต้องการได้ทันที ไม่ต้องเอาเงินไปจมกับระบบขั้นเทพที่ไม่รู้จะได้ใช้เต็มประสิทธิภาพเมื่อไหร่

การทำงานแบบ BaaS (ภาพจาก cloudberrylab.com)

ส่วน DRaaS หรือ Disaster Recovery as a Service นั้นจะมีการสำรองข้อมูลเต็มรูปแบบ พร้อมทำงานทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายทันทีเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ไม่ต้องรอเซ็ตอัปอุปกรณ์เพื่อทำงานทดแทน เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความเสถียรของข้อมูลมากขึ้น

สรุปความแตกต่างระหว่าง BaaS และ DRaaS

การทำงานแบบ DRaaS (ภาพจาก cloudberrylab.com)

  • BaaS สำรองแค่ข้อมูลเท่านั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นผู้ใช้บริการต้องจัดหาอุปกรณ์ทดแทนมาทำงานต่อเอง แล้วจึงดึงข้อมูลจาก Cloud Server กลับมา แน่นอนว่าทางเลือกนี้ถูกกว่า DRaaS ก็เหมาะสำหรับงานที่ไม่ใช่แกนสำคัญขององค์กรที่ให้เวลาเพื่อแก้ไขได้ หรือเหมาะสำหรับองค์กรที่ระบบไม่ซับซ้อน สามารถซ่อมแซมระบบได้รวดเร็ว
  • DRaaS นอกจากสำรองข้อมูลแล้ว ยังสามารถทำงานทดแทนระบบหลักได้ทันทีเมื่อเกิดความเสียหาย เหมาะสำหรับใช้สำรองระบบหลักขององค์กรที่ต้องทำงานตลอดเวลา หรือสำหรับองค์กรที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านความเสียหายโดยเฉพาะ การนำงานส่วนนี้ออกมาให้บริษัทที่มีทีมวิศวกรดูแลโดยเฉพาะจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า

บริการแบ็กอัปผ่าน Cloud จาก CS LOXINFO

CS LOXINFO ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้าน Cloud Server ในไทยนะครับ ด้วย Data Center ทันสมัยขนาดใหญ่ 3 จุดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ห่างจากกัน เพื่อรับประกันความเสถียร และยังมีบริการ Cloud Server ให้เลือกใช้หลายแบบ ทั้งบริการเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่ประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลาย และบริการเก็บข้อมูล WeCloudที่เว็บแบไต๋เคยแนะนำกันไปแล้ว CS LOXINFO ยังให้บริการ BaaS และ DRaaS อีกด้วย

บริการของ CS LOXINFO นั้นมีตั้งแต่การติดตั้งระบบแบ็กอัปในบริษัทเองด้วยซอฟต์แวร์ Veeam Backup and Replication ไปจนถึงการให้บริการแบบ DRaaS ผ่าน Cloud Server ที่ทำงานด้วยชุดโปรแกรมจาก Veeam เช่นกัน แล้วในกรณีที่องค์กรใช้ซอฟต์แวร์ Veeam อยู่แล้ว ก็สามารถเชื่อมระบบเข้ามายัง Cloud Server ของ CS LOXINFO ได้เลย ซึ่งไม่จำกัดแค่การทำงานแบบ Cloud to Cloud แต่ยังสามารถทำงานแบบ Physical to Cloud ได้อีกด้วย

และมั่นใจในบริการของ CS LOXINFO ได้เพราะบริษัทผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก Veeam (Veeam Cloud and Service Provider (VCSP)) ทำให้มั่นใจได้ว่าบริการนั้นได้มาตรฐานระดับเดียวกับที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต้องการ

ทำไมต้อง Veeam
Veeam เป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์จากสวิสเซอร์แลนด์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องซอฟต์แวร์ Backup และ Disaster Recovery สำหรับระบบ Virtualization โดยจุดเด่นของ Veeam คือกู้ข้อมูลได้รวดเร็ว ส่วนใหญ่ไม่ถึง 15 นาทีก็กู้สำเร็จแล้ว แล้วยังมีระบบตรวจสอบข้อมูลตลอดเวลาให้มั่นใจว่าข้อมูลที่แบ็กอัปจะสามารถกู้คืนกลับมาได้จริง และยังสามารถทำงานทดแทนเซิร์ฟเวอร์ตัวจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

จุดเด่นของ CS LOXINFO คือเป็นบริษัทไทย คุยง่ายด้วยภาษาไทย

ความกังวลอย่างหนึ่งของผู้ใช้บริการโซลูชั่นด้านไอทีคือความสะดวกในการติดต่อ และการสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งจุดเด่นมากๆ ของ CS LOXINFO คือเป็นบริษัทไทยที่มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเป็นคนไทยครับ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถติดต่อตามเรื่องได้ง่าย และสื่อสารกันเข้าใจง่ายกว่าบริษัทจากต่างชาติเราคุยภาษาเดียวกัน เวลาทำงานก็ไทม์โซนประเทศไทยเหมือนกัน จึงคลายกังวลเมื่อเกิดปัญหาไปได้

ถ้าอ่านบทความนี้แล้วพอจะมีไอเดียว่าจะนำ Cloud Server ไปประยุกต์ใช้งานในองค์กร หรือจะนำไปใช้เป็นระบบสำรองข้อมูลของบริษัท แต่ไม่แน่ใจเรื่องเทคนิค และกระบวนการพัฒนาระบบ ก็สามารถติดต่อ CS LOXINFO ได้ตลอดเวลาครับ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญยินดีให้ความปรึกษาเสมอ

สนใจบริการติดต่อ CS LOXINFO
โทร: 0-2263-8185
email: presales@csloxinfo.net
Website: dccloud.csloxinfo.com
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Marketing Automation หรือ การทำการตลาดอัตโนมัติ ทริคเด็ดมัดใจลูกค้าออนไลน์

Published

on

เนื้อหาที่น่าสนใจในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 ในครั้งนี้คือ Marketing automation หรือการตลาดอัตโนมัติจากคุณแบงค์และคุณอรแห่งเว็บ คอนเทนต์ชิฟุ นำเสนอ ซึ่งเว็บแบไต๋ขอสรุปสาระสำคัญมาให้อ่านกันนะครับ

Marketing automation คือผสมแผนการและเทคโนโลยี เริ่มต้นจากเก็บข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลูกค้า แล้วสื่อสารกลับไปให้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มและตรงเวลา เช่นเมื่อลูกค้ามาสมัครรับข่าวสาร ก็ส่งเมลขอบคุณ รวมถึงให้สิทธิพิเศษหาลูกค้า เพราะสถิติบอกว่าลูกค้าชอบอ่านเมลตอบรับการสมัครมากกว่าเมลการตลาดอื่นๆ หรือการส่งเมลเตือนลูกค้าและให้สิทธิพิเศษเมื่อลูกค้าเพื่อสินค้าในตระกร้าออนไลน์ แต่ไม่กดสั่งซื้อสักทีเป็นต้น

ทำไมถึงควรทำ Marketing Automation

  1. เพราะสามารถทำงานเดิมได้ในปริมาณซ้ำๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ส่งจดหมายเชิญชวน และส่งตามไปอีกเมื่อถึงเวลาเพื่อ follow up ตามเงื่อนไขว่ามีการซื้อหรือไม่ซื้อ
  2. เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ยิงการตลาดตรงตามกลุ่มที่ระบุ
  3. เชื่อม Marketing กับเซลล์เข้าด้วยกัน

ก่อนเริ่มทำ MA ต้องมีข้อมูลก่อน ถึงจะทำได้ ข้อมูลมี 2 แบบคือ ลูกค้าป้อนเอง กับข้อมูลที่เราเก็บเอง เช่นลักษณะการใช้งานเว็บของเรา ซึ่งเมื่อมีข้อมูลจะทำให้ยิงข้อความเข้าถูกคนมากขึ้น

ความสามารถของ Marketing Automation ที่ควรใช้ในธุรกิจ

  1. จัดการ contact และจัดกลุ่มผู้ติดต่อ
  2. แทร็กข้อมูลการเยี่ยมชม แทร็ค engage แล้วให้คะแนน lead scoring ได้ เพื่อจัดกลุ่มว่าใครเหมาะกับเรา
  3. Email builder สร้างระบบเมลสื่อสารกับลูกค้า
  4. Form builder การสร้างฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูล
  5. Landing page builder สำหรับสร้างหน้าเว็บเพื่อต้อนรับลูกค้า
  6. Dynamic content เพื่อสร้างเนื้อหาที่ต่างกันกับคนที่ต่างกัน เช่นข้อความสำหรับ CEO จะต่างจากคนทั่วไป
  7. Workflow จัดการเส้นทางของข้อความว่าจะเจออะไรบ้าง
  8. CRM เพื่อเปลี่ยนผู้ใช้เป็นลูกค้า

ซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจเพื่อใช้ทำ Marketing Automation

ชุดชอฟต์แวร์สำหรับงาน Marketing Automation

  • สำหรับ SME – ActiveCampaige แต่ไม่มีเวอร์ชั่นฟรี ส่วนถ้าอยากใช้ฟรีให้ลอง mailChimp
  • สำหรับองค์กร – Salesforce, Marketo

นอกจากนี้ยังต้องมี Connector tools เพื่อเชื่อมข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ มาวิเคราะห์ร่วมกันได้ เช่น Zapier (เชื่อม automation -> CRM) หรือ piesync ที่อันนี้จะซิงค์ 2-way ไปกลับระหว่าง Automation <-> CRM

ตัวอย่างการใช้ Marketing Automation

  • Welcome program เมื่อมี user มาสมัคร ให้ส่งเมลไปถึง user ซึ่งสถิติบอกว่าคนชอบอ่านเมลนี้มากกว่าเมลการตลาดอื่นๆ
  • Abandoned Cart ปัญหาใหญ่ของ e-commerce สถิติบอกมีคนทิ้งตระกร้าถึง 70% ซึ่งถ้ามีการเมลหรือส่งข้อความไปบอก ก็อาจจะทำให้คนกลับไปซื้อได้ถึง 10-15%
  • Upsell ส่งข้อความเพื่อกระตุ้นให้ซื้อมากขึ้น หรือซื้อซ้ำ
  • Lead Nurturing การฟูมฟักความสัมพันธ์ ให้คนที่มีรายชื่อแล้วสนใจเรามากขึ้น
  • After sales ส่งข้อความไปนำเสนอบริการเพิ่มเติม หรือให้สิทธิพิเศษหลังจากซื้อ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

รู้ไหมว่าค่ามลภาวะต่าง ๆ ในแอปดูยังไง! และส่งผลเสียอะไรกับเราบ้าง!

Published

on

อย่างที่บอกไปครับว่าวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นเรื่องใกล้ตัวผองเราชาวกรุงเทพกว่าที่คิด (แถมยังลามไปถึงจังหวัดข้างเคียงเป็นที่เรียบร้อย) แบไต๋เราเลยอยากจะนำเสนอให้ทุกท่านรับมือกับวิกฤตนี้ได้ล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันที่ทางเรามานำเสนอในครั้งนี้พร้อมบอกวิธีการดูข้อมูลสำคัญทั้งหลาย ถ้าพร้อมแล้วละก็ ลุย!

ค่าที่ควรต้องรู้ในแอปรายงานคุณภาพอากาศ

AQI ค่าสำคัญที่ควรดูในแอป

AQI (Air Quality Index): แปลตรงตัวคือดัชนีของคุณภาพอากาศยิ่งมีตัวเลขมากยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา ซึ่งมีระดับดังนี้

  • 0 – 50 อากาศดีไม่มีพิษภัย สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลใด ๆ
  • 51 – 100 อากาศปานกลาง ผู้คนปกติสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ แต่ผู้ที่มีปัญาเรื่องการเดินหายใจหากเจออาการของโรคที่เป็นอยู่ควรกลับเข้าที่พักหรือละระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้ง
  • 101 – 150 อากาศไม่ดี แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในตัวเลขระดับนี้คือกลุ่มคนที่มีปัญหาหรือมีโรคเกี่ยวกับด้านทางเดินหายใจเป็นหลัก (หอบ, ภูมิแพ้ ฯลฯ)
  • 151 – 200 อากาศไม่ดีและเริ่มมีผลต่อผู้คนทั่วไปหากอยู่นอกกล้างแจ้งเป็นระยะเวลานานเกินไป
  • 201 – 300 อากาศไม่ดีอย่างมาก ๆ ควรอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือนหรือสถานที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย และปิดท้ายด้วยระดับอันตรายสูงสุดต่อสุขภาพอย่าง
  • 301 – 500 ไม่ควรจะใช้กิจกรรมภายนอกบ้าน เพราะส่งผลกระทบด้านสุขภาพต่อบุคคลทุกกลุ่ม

แล้วสารพิษในอากาศที่รายงานผ่านแอป แต่ละตัวอันตรายอย่างไร

AQI นั้นคำนวนขึ้นมาจากระดับของสารมลพิษ (Pollutants) ต่างๆ ในอากาศ ซึ่งมลพิษต่างๆ มีรูปแบบการก่อผลเสียต่อสุขภาพของเราไปจนถึงขนาดที่แตกต่างกันไป โดยจะมีทั้งสิ้น 6 ชนิดที่รายงานกันผ่านแอป ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ, วัสดุการเกษตร, ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงถุงลมในปอดได้ และก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ หรือโรคปอดต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด รวมถึงเป็นต้นเหตุของมะเร็ง
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน เกิดจากกิจกรรมของธรรมชาติเป็นหลัก เช่นการผุกร่อนของหิน ทราย ซึ่งทำให้หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
  • ก๊าซโอโซน (O3) ก๊าซที่ไม่มีสี (หรือมีสีฟ้าอ่อน) มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย เกิดขึ้นได้ทั้งระดับบรรยากาศชั้นที่สูงจากผิวโลก และระดับชั้นบรรยากาศผิวโลกที่ใกล้พื้นดิน โดยมีผลกระทบต่อสุขภาพคืออาการระคายเคืองตา, ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ, ปอดมีประสิทธิภาพลดลง, เหนื่อยเร็ว (โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง)
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซนี้จะไม่มีสี กลิ่น หรือรส โดยจะเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ แต่มีความน่ากลัวคือก๊าซนี้จะสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้โดยจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนประมาณ 200-250 เท่า ซึ่งเมื่อหายใจเข้าไปทำให้ก๊าซชนิดนี้จะไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (CoHb) ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ จะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ อุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น โดยก๊าซนี้จะมีผลต่อระบบการมองเห็นและผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซไม่มีสี (หรืออาจมีสีเหลืองอ่อน ๆ) มีรสและกลิ่นที่ระดับความเข้มข้นสูง โดยจะเกิดจากธรรมชาติและการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (ซัลเฟอร์) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสามารถรวมตัวกับสารมลพิษอื่นแล้วก่อตัวเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ ก๊าซนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

แนะนำแอปเช็คมลภาวะทางอากาศ

AirVisual (iOS, Android)

ไทยเราตอนนี้แดงเยอะใช้ได้เลย…

อาจกล่าวได้ว่านี่คือแอปสามัญประจำโลกที่ไว้ใช้เช็คมลภาวะทางอากาศเลยล่ะ และจริง ๆ แล้ว AirVisual เป็นแอปที่ไว้ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เช็คสภาพอากาศอย่าง IQAir แต่หากไม่มีเจ้าเครื่องนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะตัวแอปสามารถตรวจสอบสิ่งที่เราต้องการได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

วันที่ 15 เดือนมกราคมนี้ไทยอยูอันดับ 22 นะ

มีข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศให้อ่านด้วยนะ

ซึ่งจุดเด่นของ AirVisual ที่นอกจากจะบอกค่า AQI แบบเรียลไทม์พร้อมบอกการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันแล้ว ด้วยความที่เป็นแอปสากลโลก เลยทำให้เราสามารถตรวจเช็คมลภาวะทางอากาศจากประเทศต่าง ๆ บน Google Map หรือจะดูในรูปแบบของการจัดอันดับก็ยังได้ แถมยังสามารถตามข่าวสารถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านอากาศในเชิงลึกได้อีกด้วย แต่กระนั้นตัวแอปไม่มีภาษาไทยให้เปลี่ยนนะ

Air4Thai (iOS, Android)

เชื่อถือได้เพราะข้อมูลมาจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แค่ชื่อแอปก็บอกแล้วว่าเพื่อผองเราชาวไทย โดยจุดเด่นของแอปนี้ที่นอกจากจะใช้ภาษาบ้านเราแล้ว การนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ก็ถูกย่อยมาให้อ่านแบบเข้าใจง่าย แถมข้อมูลที่เห็นยังน่าเชื่อถือได้เพราะมาจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมยังมีเอกสารสถานการณ์การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงจากปีต่าง ๆ ในรูปแบบไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดไปอ่านได้ด้วยนะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เครื่องใช้ไฟฟ้ายุคต่อไปต้องมี AI เชื่อมโยงกับคนได้! LG ขนนวัตกรรม AI โชว์ในงาน CES 2019

Published

on

(Advertorial)

งาน CES 2019 เป็นเหมือนหลักหมายสำคัญที่ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกต้องไปโชว์นวัตกรรมใหม่ๆ นะครับ แน่นอนว่า LG ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ก็ขนเอาของเจ๋งๆ ไปโชว์ด้วย โดยปีนี้เน้นที่ AI ในเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งเครื่องใช้ในบ้าน และกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน ภายใต้ LG ThinQ (แอลจี ธิงคิว) ที่คอนเซ็ปต์ในปีนี้คือ “พัฒนา-เชื่อมต่อ-เปิดรับ” (Evolve, Connect, Open)

LG ThinQ กับกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์

ซาวน์บาร์ LG SL9YG

LG ขนสินค้านวัตกรรมมากมายมาจัดแสดงใน CES 2019 ซึ่งชิ้นแรกที่น่าสนใจคือ Sound Bar รุ่นล่าสุดซึ่งได้รับรางวัล CES Innovation Award มาสองรางวัล รวมถึงครองรางวัลผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่ดีที่สุดอีกด้วย (Best of Innovation Award สำหรับรุ่น SL9) โดยซาวด์บาร์ใหม่นี้ร่วมมือกับ Meridian Audio การันตีได้ว่าจะให้คุณภาพเสียงที่เหนือชั้น ดีไซน์สุดเฉี่ยว ล้ำสมัย และยังใช้งานสะดวกด้วยการเชื่อมต่อกับ AI พร้อมรองรับการจดจำเสียงด้วย Google Assistant ที่บิลท์-อินมาด้วยกัน ควบคุมการใช้งานได้ง่าย เพียงแค่พูดออกคำสั่ง

LG XBOOM CL98

ตามมาด้วยชุดเครื่องเสียง XBOOM ยังคงคอนเซ็ปต์ของความสนุกเพื่อปาร์ตี้สุดมันส์ ทั้ง XBOOM Go แบบพกพาพร้อมบลูทูธ และ XBOOM AI ThinQ อันชาญฉลาด พร้อมฟีเจอร์ใหม่ Karaoke Star มอบความเพลิดเพลินได้ทั้งครอบครัว และยังได้รับการยอมรับจากสื่อนานาชาติทั้งด้านเทคโนโลยีและออดิโอว่าเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่ดีเหมาะสมกับการใช้ในบ้าน

LG OLED TV R ทีวีม้วนเก็บได้

และตัวที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือกลุ่ม TV ที่ LG จัดเต็มความสามารถล่าสุดเข้าไปในทีวีรุ่นล่าสุดด้วยโปรเซสเซอร์อัลฟ่า 9 รุ่น 2 ที่วิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพให้ผลงานภาพออกมาเนียบกริ๊บ พร้อมรวม 3 AI ชั้นนำอย่าง ThinQ AI ของ LG พร้อม Amazon Alexa และ Google Assistant เพื่อการสั่งงานด้วยเสียงที่ดียิ่งขึ้น และยังได้เปิดตัว OLED ทีวีเจเนอเรชั่นใหม่ภายใต้กลุ่ม R กับ LG SIGNATURE OLED TV R ทีวีที่สามารถม้วนได้เป็นครั้งแรกของโลก (ซึ่งเราว้าวกับมันมากจนเขียนข่าวแยกให้ดูเลย) นับเป็นการปฏิวัติวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างแท้จริง โดยสามารถเลือกรับชมได้ทั้งแบบเต็มจอ ครึ่งจอ หรือไร้จอ

ไฮไลต์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านด้วย AI ล้ำสมัย

คว้ารางวัลชนะเลิศด้านนวัตกรรมกับ 2019 CES Innovation Award เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแอลจี TWINWash ที่สามารถเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi เพื่อใช้งาน SmartThinQ® ทำให้การใช้งานง่ายดายยิ่งขึ้น สั่งงานผ่านมือถือจากที่ไหนก็ได้ พร้อมขนาดที่ใหญ่ขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ สามารถซักเครื่องนอนขนาดคิงไซส์ทั้ง
ผ้าคลุมเตียงและชุดผ้าปูที่นอนได้พร้อมกันอย่างสบาย และยังมีปั๊มความร้อนดูอัล อินเวอร์เตอร์ ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ให้อุณหภูมิที่ต่ำลงเพื่อถนอมผ้าและลดรอยยับย่น แน่นอนว่ามาพร้อม Google Assistant และ Amazon Alexa เพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิด เริ่มหรือหยุดการซัก ตรวจสอบสถานะของการใช้งาน สั่งงานด้วยเสียง และการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน

แอลจีนับเป็นแบรนด์ระดับโลกที่อยู่แถวหน้าของการปฏิวัติ AI ที่จะส่งผลต่อเกือบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเทคโนโลยี เฮลท์แคร์ เกษตรกรรม คมนาคม วิศวกรรม เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง

สรุปความเจ๋งของ LG ThinQ ในปีนี้

ด้วยสามประเด็นหลักที่แอลจีมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนา LG ThinQ คือ

  1. ประสบการณ์ในการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้น
  2. การจัดการผลิตภัณฑ์ในเชิงรุก
  3. การมอบบริการที่ดีที่สุดซึ่งมีพื้นฐานมาจาก
ความเข้าใจในบริบท

ทำให้ LG ThinQ มอบการใช้งานที่ดีขึ้น เพราะนำลักษณะของการใช้งานที่เป็นประจำกับข้อมูลแวดล้อมของการใช้งานมาผสานกันเพื่อวิเคราะห์บริการที่ดีสุด นอกจากจะจดจำรูปแบบการใช้งานแล้ว ฟีเจอร์ที่มีการใช้งานบ่อยที่สุดก็จะถูกไฮไลท์ไว้เพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้บริโภคจึงสามารถใช้งานผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ

โดย ดร. ไอ.พี. พาร์ค ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี แอลจี อีเล็คทรอนิคส์ ได้ชี้แจงไว้ว่าจะช่วยเสริมศักยภาพของเทคโนโลยี AI เพื่อเปลี่ยนทุกมุมของชีวิต ด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้บริโภค เชื่อมเข้ากับชีวิตของพวกเขาอย่างไร้รอยต่อ และเปิดไปสู่ระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดความร่วมมือกันที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!