Connect with us

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Cisco START : Meraki จัดการเน็ตเวิร์คด้วยความสามารถระดับ Enterprise ในราคา SME

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

(Advertorial)

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ Cisco บริษัทโซลูชั่นเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของโลก นั้นจะผูกกับภาพขององค์กรขนาดใหญ่มาตลอดนะครับ อาจเพราะเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของ Cisco นั้นออกแบบมาสำหรับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้เยอะๆ ทำให้มีราคาสูงตามความสามารถของโซลูชั่น แต่ไม่ใช่ว่าซิสโก้จะทอดทิ้งผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เมื่อไม่นานมานี้ซิสโก้ก็ได้เปิดตัว Cisco START โซลูชั่นที่นำเอาเทคโนโลยีและโซลูชั่นระดับ Enterprise  ของซิสโก้มาปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้กลุ่ม SME และปรับราคาใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานในองค์กรระดับเล็กและระดับกลางมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้กลุ่ม SME สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก Cisco ได้ง่ายขึ้น

Cisco Meraki MX65 กล่องสารพัดความสามารถพร้อม WiFi ในตัว

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

ความปวดหัวของอินเทอร์เน็ตแบบเดิมๆ ในองค์กร

การติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้ใช้องค์กร SME นั้นไม่ยากนะครับ หลายที่ก็ติดตั้งเหมือนอินเทอร์เน็ตบ้านเลยคือให้ ISP มาลากสายมาตั้ง Router ให้แล้วใช้เลย หรือบางที่อาจจะต่อ Access Point อีกตัวเพื่อกระจายสัญญาณและรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้น แต่เราเชื่อว่าทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อยากได้ความสามารถในการจัดการอินเทอร์เน็ต เช่น

  • ควบคุมเว็บที่ให้พนักงานเข้าถึงได้ เช่นห้ามเข้าเว็บเกม หรือเว็บโป๊ในองค์กร
  • ควบคุมความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละจุดให้เหมาะสม
  • บล็อก Bittorrent
  • ที่สำคัญ บล็อกเว็บที่อันตรายที่มีมัลแวร์ไม่ให้เปิดจากในองค์กรได้

แต่การติดตั้งอินเทอร์เน็ตแบบบ้านๆ เอาเราเตอร์จาก ISP มาตั้งแล้วใช้เลยมันไม่สามารถทำแบบนี้ได้ไงครับ เวลาโดนมัลแวร์ ไวรัสจากเครือข่ายก็พังกันไปหมดทั้งบริษัท เพราะไม่มีอุปกรณ์เครือข่ายที่สามารถจัดการปัญหาพวกนี้ได้ ครั้นจะทำเอง บริษัทที่ทำได้ก็ต้องมีแผนก IT ที่รู้เรื่องเครือข่ายมากหน่อย ถึงสามารถซื้ออุปกรณ์มาเซ็ตเองได้ แต่ถ้าอยากได้โซลูชั่นที่จัดการง่าย รู้เรื่องเน็ตเวิร์คพื้นฐานก็จัดการได้เลย และราคาไม่สูงมากนัก จุดนี้แหละที่ Cisco Meraki และ Cisco START สามารถเข้ามาช่วยได้

Cisco Meraki ระบบจัดการอินเทอร์เน็ตผ่าน Cloud

เมื่อเราถึงนึกระบบจัดการอินเทอร์เน็ต เราอาจจะคิดภาพว่ามีอุปกรณ์ 1 ตัวมาเสียบระหว่างเครือข่ายในองค์กร แล้วก็เข้าไปจัดการอุปกรณ์นี้ผ่านคอมพิวเตอร์ ถ้ามีสำนักงานหลายสาขาก็ต้องวิ่งไปที่สาขานั้นเพื่อจัดการอุปกรณ์ตัวนั้น แต่ Cisco Meraki ไม่ได้ทำงานทื่อๆ แบบนั้น จุดเด่นของ Meraki เลยคือการทำงานผ่าน Cloud หมายความว่าผู้จัดการเครือข่ายสามารถเข้าเว็บของ Cisco Meraki จากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่จำกัดแค่เครือข่ายภายในองค์กร แล้วสามารถจัดการอินเทอร์เน็ตของสำนักงานทุกสาขาได้จากแหล่งเดียว หรือสำหรับ SME ที่มีสำนักงานเดียวก็สามารถจัดการเครือข่ายของออฟฟิศได้จากนอกออฟฟิศ เปิดเข้ามาดูได้เลยว่าใครแอบโหลดบิต หรือโหลดเน็ตหนักๆ เวลาที่เราไม่อยู่

แล้ว Meraki ทำอะไรได้บ้าง เรายกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูครับ

จัดการความปลอดภัยในองค์กร

Meraki นั้นใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายที่เรียกว่า Cisco Advanced Malware Protection หรือ AMP นะครับ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ Cisco มีทีมดูแลตลอดเวลา เมื่อเกิดภัยใหม่ๆ ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต ทีมงานซิสโก้ก็จะวิเคราะห์และใส่ข้อมูลเข้าไปเพื่อให้ Meraki สามารถจัดการภัยใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อมีภัยร้ายที่ต้องติดต่อกันผ่านเครือข่ายอย่าง WannaCry หรือ Ransomware ไวรัสเรียกค่าไถ่ข้อมูลต่างๆ Meraki ก็สามารถบล็อกการเชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการไวรัส (Command Center) หรือบล็อกการแพร่กระจายในเครือข่ายได้ด้วย

 

ที่เล่ามาไม่ได้บอกว่าการใช้งาน Cisco Meraki จะช่วยให้ปลอดภัยทั้งหมดแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสแล้วนะครับ แต่การมี Cisco AMP ใน Meraki ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้หน่วยงานของเรามากขึ้น ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกไปได้ยากขึ้นด้วย

ปรับลดความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานบางประเภท

ในระบบจัดการของ Meraki เราสามารถจัดการความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับงานต่างๆ (Traffic Shaping) ได้ง่ายๆ ควบคุมได้หลายระดับ ทั้งความเร็วต่อ Wifi หนึ่งตัว (อุปกรณ์ของ Meraki สามารถปล่อยไวไฟได้พร้อมกันหลายๆ ชื่อ) หรือควบคุมเป็นรายผู้ใช้ไปเลยว่าจะให้คนหนึ่งใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ แล้วยังสามารถกำหนดกฎ (Rule) ในการใช้งานได้ด้วย เช่นถ้าใช้บริการที่เกี่ยวกับเกม, BitTorrent หรือเข้า Facebook (ตามภาพประกอบ) ให้ปรับลดความเร็วในการใช้บริการพวกนี้ลงมา

มีแอป Meraki ให้ดูแลเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้

นอกจากนี้ Meraki ยังช่วยติดตามการใช้งานทราฟิกต่างๆ ได้ด้วย ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่ต้องใช้ข้อมูลเยอะ มีความสำคัญกับเครือข่ายของเรามาก จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ แล้วลดแบนด์วิธจุดอื่นๆ ลง หรือมอนิเตอร์ว่าพนักงานคนไหนที่ใช้ข้อมูลมากๆ จะได้เข้าไปดูว่าใช้งานอะไรอยู่บ้าง เผื่อเจอเรื่องผิดปกติในองค์กรครับ

ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของ Meraki คือผู้ใช้ไม่ต้องนั่งป้อนเองว่าจะจัดการกับอะไรบ้าง ซึ่งบางทีมันก็ซับซ้อนเพราะต้องป้อนเว็บ ป้อน IP ป้อน Port สารพัดจะป้อน ถึงจะจัดการได้ แต่ Meraki จะมีหมวดหมู่บริการหลักๆ มาให้แล้ว ก็เลือกเข้าไปในกฎได้เลย ซึ่งถ้าบริการต่างๆ มันเปลี่ยนชื่อเว็บ หรือเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตน Cisco จะอัปเดทมาให้ ทำให้ Meraki ยังสามารถควบคุมสิ่งที่เราระบุได้ตลอดโดยไม่ต้องเข้ามาดูแลบ่อยๆ

จัดการการเข้าสู่ระบบ Wifi ได้หลากหลาย

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ Meraki จัดการเรื่อง Wifi ด้วย ก็สามารถจัดการการเชื่อมต่อไวไฟได้หลากหลายมาก ที่เด่นคือสามารถทำหน้า Splash ที่จะเด้งหลังจากเชื่อมต่อไวไฟเสร็จแล้วได้ด้วย เพื่อโปรโมตบริษัท หรือล็อกอินด้วยวิธีหลากหลาย เช่นใส่รหัสที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ก็ได้ (หน้า Splash Page บางแบบจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดการใช้งานกับระบบอื่นๆ ของ Cisco ด้วย)

นอกจากนี้ไวไฟของ Meraki ยังสามารถทำ Band Steering หรือการรวมคลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz เข้าเป็นชื่อเดียวกันได้ด้วย ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งเลือกเองว่าจะต่อคลื่นไหน ระบบเลือกให้เหมาะสมเอง ง่ายไหมล่ะ แถมอุปกรณ์ตระกูล Meraki บางรุ่นยังสามารถทำ Load Balance ได้ด้วย สามารถเอาเน็ต 2 เส้นมาเชื่อมต่อพร้อมกันเพื่อให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงขึ้น หรือถ้าเน็ตเส้นไหนเสียไป ก็ย้ายการเชื่อมต่อไปอีกเส้นหนึ่งก็ได้

Site-to-Site VPN เชื่อมหลายสำนักงานให้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

หนึ่งในเรื่องปวดหัวของการวางเครือข่ายคืออุปกรณ์อยู่คนละที่ คนละวงเครือข่ายกันครับ เช่นมีสำนักงาน 2 แห่ง เครือข่ายภายในก็แยกเป็น 2 วง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน NAS หรือฮาร์ดดิสก์ส่วนกลางได้ด้วยวิธีปกติ ก็ต้องวิ่งผ่านเว็บเข้ามา แต่ความสามารถ Site-to-Site VPN จะช่วยให้เครือข่าย 2 วงเหมือนอยู่ในวงเดียวกันได้ง่ายๆ ซึ่งสามารถคอนฟิกผ่านระบบตรงกลางได้เลย ไม่ต้องมานั่งคอนฟิกเราเตอร์ทุกตัวจากทุกสำนักงานเพื่อให้ใช้ VPN นี้

Meraki ให้บริการแบบสมัครสมาชิก

แน่นอนว่าด้วยความสามารถของ Cisco Meraki ที่ทำงานผ่านระบบ Cloud ของ Cisco เป็นหลัก รูปแบบการใช้บริการจึงแตกต่างจากอุปกรณ์ตามบ้านทั่วไปที่แค่ซื้ออุปกรณ์มาก็จบ แต่สำหรับ Cisco Meraki จะต้องสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการออนไลน์ด้วย ซึ่งแต่ละองค์กรก็ต้องการโซลูชั่นที่แตกต่างกัน เราจึงแนะนำให้ลองปรึกษาทีมงานของ Cisco เพื่อปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุดครับ

ติดต่อ Cisco START
  • โทร: 02 263 7016
  • เว็บไซต์: Cisco START
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทีวียุคนี้ต้องอัจฉริยะ! มาดูกันว่า LG ThinQ AI TV ทำอะไรได้บ้างเมื่อสั่งงานผ่าน Magic Remote

Published

on

ตอนนี้เทรนด์เรื่องการสั่งงานด้วยเสียงกำลังมาแรงนะครับ โดยเฉพาะการใช้งานในบ้าน ซึ่งทีวีก็เหมือนเป็นศูนย์กลางของบ้าน ทีวียุคใหม่ก็ต้องสั่งงานด้วยเสียงได้สิ เรื่องนี้ LG ก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่ทำให้สั่งงานทีวีด้วยเสียงได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ Listen. Think. Answer. โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานทีวีเพียงกดปุ่ม Voice บน Magic Remote เมจิกรีโมทแล้วพูดด้วยเสียงของคุณ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) จะตีความหมายของเสียงที่เข้ามาแล้วทำงานทันที โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะ แต่ใช้ประโยคที่พูดทั่วไปได้เลย เพียงแค่พูดคุยกับ LG ThinQ AI ผ่านเมจิกรีโมท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ซึ่งสิ่งที่ LG ThinQ AI TV สามารถทำได้ก็เช่น

  • การเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน “What is the weather today?”
  • สั่งปิดทีวีหลังรายการที่ดูจบลง “Turn off TV after this program ends”
  • สามารถค้นหาคลิปเพลงที่น่าสนใจใน Youtube “เพลงฮิต”
  • สั่ง “Screen off” ทีวีก็ยังเล่นเพลงต่อเนื่องขณะที่จอทีวีดับลงได้
  • อีกทั้งยังให้ทีวีจะเปลี่ยนช่อง Input ปัจจุบันเป็นช่องต่อที่เชื่อมกับเครื่องเล่นเกมก็สั่งว่า “Launch Game Console” เพียงเท่านี้ทีวีก็จะตอบสนองคำสั่งที่เราต้องการทันที

และแอลจีได้ปรับปรุง LG ThinQ AI ให้รองรับการทำงานกับภาษาไทยมากขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้คำค้นหาที่ซับซ้อนกว่าการป้อนคำค้นหาโดยตรง เช่น ขอคำแนะนำว่าจะดู/ฟังอะไรดี หรือถามว่า “ใครฆ่าประเสริฐ” โดย LG ThinQ AI จะแสดงผลคลิปที่อยู่ในกระแสขณะนั้นจากยูทูป หรือคลิปจากละครที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้คำสั่งแบบตรงตัว

ทีวีรุ่นที่รองรับ LG ThinQ AI

รุ่นทีวีที่รองรับ LG ThinQ AI มีหลากหลายรุ่นทั้งจอ Full HD, UHD และ OLED TV ที่สามารถใช้งานเมจิกรีโมทได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,990 ถึง 599,990 บาท ได้แก่รุ่น OLED77W8, OLED65E8, OLED65C8, OLED55C8, OLED65B8, OLED55B8, 65SK9500, 65SK8500, 55SK8500, 75SK8000, 65SK8000, 55SK8000, 55UK7500, 49UK7500, 86UK6500, 75UK6500, 70UK6540, 65UK6540, 55UK6500, 50UK6500, 55UK6320, 49UK6320, 43UK6320 และรุ่นทีวีที่ต้องซื้อเมจิกรีโมทเพิ่มเติมได้แก่ 65UK6330, 55UK6300, 50UK6300, 49UK6300, 43UK6300, 60UK6200, 49UK6200, 43UK6200, 49LK5700, 43LK5700

ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้งาน ThinQ AI ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ความเร็วในการตอบสนองแต่ละคำสั่ง ชิปประมวลผลใน OLED TV จะทำงานได้เร็วกว่า Full HD ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม lg.com/th/ThinQAI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น 5G กับ AIS ครั้งแรกของไทย พร้อมเปิดทดสอบ “5G” ก่อนใคร 22 พ.ย. นี้ ที่ AIS D.C.

Published

on

5G จะมาเมื่อไหร่?, ตอนนี้เน็ต 4G ก็เร็วมากแล้ว แล้ว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรอีก?

หลากคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ใช้เกี่ยวกับเรื่อง 5G เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทน 4G เร็วๆ นี้ เพื่อเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับ 4G, 5G ให้ถึงแก่น แบไต๋ได้พูดคุยกับ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงเรื่องวุ่นๆ ของ 4G และ 5G เพื่อเรียบเรียงให้อ่านกันครับ

ว่าด้วยเรื่อง AIS-T ก่อน มันคือ 4G ใช่ไหม?

ช่วงตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ AIS อาจแปลกใจว่าบางครั้งเครือข่ายที่โทรศัพท์ตัวเองจับได้นั้นไม่ได้ขึ้นชื่อ AIS แต่ขึ้นเป็น AIS-T ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง AIS กับ TOT เพื่อใช้คลื่น 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) มาให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนถามกันเยอะว่าขึ้น AIS-T แล้วสัญญาณแรงเท่าสัญญาณที่เป็น AIS ไหม? จับได้แค่ 3G ไหม?

 

ซึ่งคุณวสิษฐ์ให้ข้อมูลว่า AIS-T ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับ สัญญาณที่เป็น AIS แน่นอน เนื่องจาก AIS-T ก็คือ การที่ AIS นำคลื่น 2100MHz(TOT) มากระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดิมของ AIS ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องกังวล เรื่องสัญญาณว่าจะแรงไม่เท่ากัน

และวันนี้ AIS ได้มีการปรับคลื่น 2100 MHz (TOT) จากการให้บริการ 3G อย่างเดียว จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) เปลี่ยนมาเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz x 2) และ 3G จำนวน 10 MHz (5 MHz x 2) โดยดูจากพื้นที่การให้บริการ ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 3G อยู่เยอะ ก็จะเก็บ 2100 MHz (TOT) ไว้ใช้สำหรับ 3G ก่อน ยังไม่ได้ทำ 4G ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 4G อยู่เยอะ เช่นในเมือง ส่วนใหญ่ก็ถูกปรับให้เป็น 4G แล้ว

ทำให้ตอนนี้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นให้บริการ 4G มากที่สุด มีคลื่นใช้งาน 4G (900MHz+1800MHz+2100MHz) ถึง 100 MHz (50 MHz x 2) เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยเติบโตขึ้นมาก AIS ก็ปรับปรุงเครือข่ายตลอด ตอนนี้ AIS เป็นผู้นำเรื่องคลื่นในไทย มีมากกว่าทุกเจ้า

ว่าด้วยเรื่อง 5G บ้าง มันดีกว่า 4G อย่างไร?

คุณวสิษฐ์เล่าเรื่อง 5G ให้เราฟังว่า การออกแบบมาตรฐาน 5G นี้คำนึงถึง 3 แกนที่จะต้องดีกว่า 4G คือ

3 แกนที่ปลาย 3 มุมของ 5G

  1. ความเร็วที่สูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Massive MIMO ซึ่งปัจจุบัน AIS ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีความเร็วสูง 4G Massive MIMO 32T 32R อยู่แล้วเพื่อรองรับการใช้บริการความเร็วสูงและผู้ใช้จำนวนมาก
  2. Low Latency เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเลยที่การเชื่อมต่อระหว่างกันจะต้องไม่แลค มีความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยลง ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องเชื่อมต่อตลอดเวลา ซึ่ง AIS ก็ปรับปรุงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังอยู่ในยุค 4G ก็เถอะ ซึ่งลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อมี Latency ลดลงด้วย เช่นถ้า Latency ลดลง 10 ms ประสิทธิภาพ Thoughput จะเพิ่มขึ้นถึง 20-30%
    1. เรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็การเล่นเกมที่จะทำได้ลื่นไหลขึ้น โดนยิงหัวโดยไม่รู้ตัวน้อยลง
    2. ถ้ายกตัวอย่างงานสเกลใหญ่ๆ อย่างการควบคุมระบบขนส่งมวลชนที่ทุกเสี้ยววินาทีก็สำคัญต่อความปลอดภัย เมื่อสั่งหยุดรถไฟก็ต้องหยุดได้ทันที
    3. หรืองานอันตรายเช่นการควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย หรือการควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ระบบต้องทำงาน Real-time จากระยะไกลจริงๆ ซึ่งก็จะเป็นจริงได้ในยุค 5G
  3. รองรับ machine type communication (mMTC) หรือการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเครือข่าย 5G รองรับ MTC เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้เก็บข้อมูลจาก IoT ได้เยอะขึ้น เพราะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากขึ้น (พูดแบบกีกๆ คือรองรับ Endpoint สูงขึ้น) ซึ่ง NB-IoT และ eMTC ที่ AIS ลงทุนพัฒนาอยู่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระบบ 5G ได้ทันทีเมื่อเริ่มใช้

คุณวสิษฐ์ย้ำว่าแม้ 5G จะยังไม่ได้เริ่มให้บริการจริงๆ แต่ผู้ใช้ก็สามารถใช้เทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ 5G ได้บนเครือข่าย 4.5G ของ AIS ได้ในตอนนี้เลย และเมื่อ 5G มาถึงจริงๆ ก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก

5G ต้องใช้คลื่นอะไรในการให้บริการ?

(คนกลาง ยืดกอดอก) วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณวสิษฐ์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่า ความต้องการใน 3 เรื่องของ 5G คือ 1. ความเร็วที่สูงขึ้น 2. Low Latency และ 3. รองรับ mMTC ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องการคลื่นที่แตกต่างกันในการทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ดี เช่นถ้าต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นก็ต้องใช้คลื่นความถี่สูงและ Bandwidth ที่มีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานกับระบบขนส่งมวลชน หรือรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องการคลื่นความถี่ต่ำเพื่อให้ครอบคลุมระยะทางกว้างกว่าคลื่นความถี่สูงหรือการทำ Low latency ก็ต้องใช้ความถี่กลางๆ เพื่อให้ได้ทั้งความเร็วและระยะทาง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะออกแบบเครือข่ายและรูปแบบการใช้คลื่นให้เหมาะกับงานและบริเวณที่นำไปใช้ แต่ที่บอกได้คือผู้ให้บริการก็ต้องมีคลื่นทั้งความถี่ต่ำ กลาง สูงเพื่อให้บริการได้ครอบคลุม

ซึ่งการเริ่มใช้ 5G ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งไปที่คลื่นความถี่ใหม่ๆ ก่อน เพื่อทำความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล จึงจะยังไม่ได้ดึงคลื่นเดิมที่ใช้กับบริการเก่าๆ อย่าง 3G มาใช้ จึงทำให้มีเวลาพักหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5G ที่ต้องรอความพร้อมของหลายๆ ด้านด้วย

การจะไปถึง 5G ได้ก็ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของเครือข่ายใหม่ ซึ่ง AIS ได้นำสถาปัตยกรรมของ 5G มาใส่ใน 4.5G แล้ว ตัวแกนของเครือข่ายคือพร้อมสำหรับใช้งาน 5G แล้ว

5G จะได้ใช้กันเมื่อไหร่ แล้ว AIS พร้อมแค่ไหนในตอนนี้?

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สำหรับประเด็นนี้คุณวสิษฐ์เล่าย้อนไปถ้า Roadmap ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่กำหนดความเป็นไปของโทรคมนาคมโลก โดยแผนของ 3GPP ระบุว่าปีหน้าในปี 2019 เครือข่าย 5G จะเกิดแน่นอนในโลก โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือญี่ปุ่น-เกาหลี แต่อย่างญี่ปุ่นคือมีแผนชัดอยู่แล้วว่าปี 2020 จะต้องมี 5G ใช้เต็มตัว เพื่อรับกีฬาโอลิมปิก

การมาของ 5G นั้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อครั้ง 3G คือในอดีตตอนที่ทำ 3G เป็นเครือข่ายที่พัฒนาไปรอก่อน แต่อุปกรณ์ต่างๆ รองรับ 3G ช้า การเปลี่ยนผ่านเลยต้องใช้เวลารอคนซื้ออุปกรณ์ใหม่ (อันนี้ทีมงานแบไต๋เสริมว่าเฉพาะในต่างประเทศนะ เพราะในไทย 3G เกิดค่อนข้างช้าจนอุปกรณ์พร้อมใช้กันไปหมดแล้ว เมื่อเกิด 3G คนไทยเลยใช้งานได้ทันที) แต่ในรอบ 5G นี้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆ ก็เริ่มใส่เทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมรองรับ 5G กันแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีสมาร์ทโฟนแบบ plug-in ที่ใช้อุปกรณ์เสริมทำให้ใช้ 5G ได้ สำหรับใครที่ไม่อยากเปลี่ยนมือถือ หรือแบบที่รองรับ 5G ในตัวก็น่าจะออกสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้ ทำให้เมื่อ 5G พร้อม คนส่วนหนึ่งก็จะใช้งานได้ทันที

ส่วนในไทย 5G จะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะกสทช. ก็กำลังวางแผนการใช้คลื่นความถี่กันอยู่ แต่ AIS ก็ไม่ได้รอ ทำ 4.5G ที่พร้อมสำหรับ 5G เมื่อ 5G เกิดก็พร้อมให้บริการได้ทันที

สถาปัตยกรรมเครือข่ายของ AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G เพราะมาตรฐานโลกฟรีซแล้ว เมื่อถึงเวลาของ 5G ก็ใช้งาน AIS 5G ได้ทันที

เอไอเอสก็ได้เริ่มศึกษาและเป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลางซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกครั้งที่โลกการสื่อสารเปลี่ยนยุค ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน เช่น ตอนเข้าสู่ยุค 2G เรามี SMS ใช้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราเริ่มใช้ Video Call ได้ การสื่อสารก็เปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป ส่วน SMS ก็ค่อยๆ ตายในยุคนี้ และในยุค 4G เราทำไลฟ์ได้ ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอีก ซึ่งธุรกิจก็ต้องตามความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน ซึ่ง 5G น่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปอีกวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

และพบกับ 5G the First LIVE in Thailand by AIS” การแสดง 5G ครั้งแรกของไทย วันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2561 ที่ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เข้าไปดูความล้ำของ 5G ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!