Connect with us

บทความเทคโนโลยี

5 เรื่องขัดใจใน iPhone Xs ที่คุณควรรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ช้ำใจทีหลัง!

หลังจากที่ iPhone Xs และ iPhone Xs Max เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ (มั้ง) ไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา รายละเอียดของ iPhone Xs สามารถอ่านได้จากข่าวเก่าของแบไต๋ แต่บทความนี้เรามาวิเคราะห์เรื่องขัดใจของ iPhone Xs กันดีกว่าครับว่า 5 เรื่องที่เราขัดใจกับ iPhone Xs จะมีอะไรบ้าง

1. ตระกูล iPhone Xs มีเลนส์ชุดเดิม การจัดวางก็เหมือนเดิม เปลี่ยนแค่เซนเซอร์

ในขณะที่ 1 ปีบนโลกกล้องของ Android นั้นปรับปรุงไปเยอะมาก เราเห็น Huawei P20 Pro สามารถถ่ายภาพที่มืดได้อย่างแจ่ม หรือมือถือ Vivo, OPPO พัฒนาเรื่องการถ่าย Portrait ไปมากจนมือถือราคาหมื่นกว่าๆ ก็สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ (กล้าพูดเลยว่าสวยกว่า iPhone X เวลาถ่ายคนแน่นอน)

แต่หนึ่งปีของ iPhone Xs เปลี่ยนแปลงแค่เซนเซอร์รับภาพตัวใหม่ กับส่วนประมวลผลภาพในชิป A12 เท่านั้น ถึงจะได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับ f-stop ได้ด้วยซอฟต์แวร์ (ที่มือถือจีนทำมาได้หลายปีแล้ว) หรือการทำงานของ Smart HDR ที่จัดการแสงในภาพได้ดีขึ้น แต่เรื่องที่แอปเปิ้ลเน้นน้อยมากในงานเปิดตัวคือความสามารถในการถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งคาดว่าจะสู้ฝั่ง Android ไม่ได้แน่นอน

นอกจากนี้เรื่องกล้องหน้าที่สเปคมาเหมือนเดิมเลย ก็ต้องวัดกันต่อไปว่าซอฟต์แวร์จะช่วยปรับปรุงคุณภาพได้แค่ไหน

2. จุดอ่อนของ iPhone X มียังไง iPhone Xs ก็มีเหมือนเดิม

ในขณะที่ฝั่ง Android เลียนแบบรอยบากของ iPhone X จนลดขนาดรอยบากลงไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ได้ดีไซน์จอเต็มแบบไม่มีบากไปแล้ว หันไปซ่อนกล้องแทน กลับมาที่มือถือต้นแบบอย่าง iPhone Xs นั้นไม่มีการปรับอะไรเกี่ยวกับรอยบากเลย ไม่มีการลดขนาดลง หรือทำให้มันดีขึ้นแต่อย่างใด ถ้าพูดกันตรงๆ รอยบากของ iPhone Xs กลายเป็นดูเทอะทะไปแล้วในตอนนี้ เสียพื้นที่จอมาก การแสดงไอคอนระบบก็ทำได้ไม่ครบ พี่แอปเปิ้ลไม่คิดจะทำให้มันดีขึ้นจริงๆ เหรอ

ส่วนเรื่องสแกนลายนิ้วมือ หลายคนใช้ iPhone X ก็ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แต่เราก็ยังอยากให้มีอยู่ดีนะ ถ้าสามารถมีทั้งสแกนหน้าและสแกนลายนิ้วมือได้ก็ดี มันสะดวกขึ้นอีกเยอะ

3. ไม่แถมหัวแปลง Lighting เป็น 3.5 mm แล้ว นี่ไม่ใช่มือถือราคาถูกๆ นะ

หลังจากแอปเปิ้ลตัดช่องหูฟังออกจนเป็นเหตุการณ์ช็อคโลกใน iPhone 7 และสร้างวัฒนธรรมเลียนแบบที่ไม่ดีจนมือถือหลายรุ่นก็ตัดช่องนี้ตาม ไม่เว้นแม้แต่ Google Pixel ซึ่งเราเคยให้ความเห็นไปแล้วว่ามันเป็นเรื่องมักง่ายของคนทำมือถือ ก็พอใส่ช่อง 3.5 mm มันทำให้ออกแบบมือถือยาก ก็เลยตัดทิ้งแม่มเลย แล้วให้คนใช้ไปหาทางดิ้นรนเอา

ซึ่งตอนแรกแอปเปิ้ลก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยแถมสายแปลง Lighting เป็น 3.5 mm อยู่ แต่ iPhone ชุดใหม่ที่ขายในปีนี้ดันไม่แถมสายตัวนี้แล้วครับ ผู้ใช้ก็ต้องใช้ EarPods แบบ Lighting ที่แถมให้ในกล่อง หรือก็ต้องหาซื้อหูฟังไร้สายมาใช้แทน หรือถ้าจะซื้อหัวแปลงตัวนี้ แอปเปิ้ลก็ยังขายในราคา 390 บาทนะ คุณบร๊ะ

สำหรับคนที่ชอบมาเถียงว่าไม่มีรู 3.5 mm มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ใช่ครับมันอาจจะดีขึ้นในบางเรื่อง แต่มันก็ต้องเสียเงินมากขึ้น จากเดิมที่คุณสามารถพกหูฟังตัวเดียวใช้กับอะไรก็ได้ ใช้กับเครื่องเล่นเพลง หรือเครื่องเกมก็ได้ แต่ตอนนี้คุณต้องพกหูฟัง 2-3 ตัวสำหรับงานต่างๆ มันใช่เรื่องไหม พก EarPods แบบ Lighting มันก็เสียบกับ Nintendo Switch ไม่ได้ ก็ต้องพกอีกเส้น หรือต้องไปหาหัวแปลง 3.5 mm มาใช้ ที่ไม่ได้แถมแล้ว

4. เมื่อไหร่จะทำให้ชีวิตคนใช้ดีขึ้น แถมแต่ที่ชาร์จที่กากที่สุดในโลกมาให้

คุณรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ iPhone 8 และ iPhone X แอปเปิ้ลได้ใส่ระบบชาร์จเร็วมาให้ด้วย โดยแอปเปิ้ลเคลมว่าสามารถชาร์จได้ 50% ใน 30 นาทีเท่านั้น แต่ดูสิ่งที่คุณได้ในกล่องสิครับ หัวชาร์จ 5V 1A หรือหัวชาร์จ 5W ที่แม้แต่มือถือ Android ราคาไม่กี่พันยังแถมที่ชาร์จแบบ 10W ที่จ่ายไฟได้มากกว่าหัวชาร์จกากๆ ของ iPhone ได้เท่าตัว หอยหลอด!

ถ้าคุณต้องการชาร์จเร็วบน iPhone Xs หรือ iPhone Xr (รวมถึง iPhone X และ iPhone 8) คุณต้องซื้อ 2 อย่างนี้ครับ

  1. สายชาร์จแบบ USB-C to Lighting ราคา 690 บาท
  2. หัวชาร์จ 30 Watt แบบ USB-C ราคา 1,700 บาท (หรือจะใช้หัวชาร์จ USB-C อื่นๆ ที่จ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ เช่น Innergie PowerGear 60C ที่เราเคยรีวิวไป)

สรุปคุณต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 2,400 บาทสำหรับฟีเจอร์การชาร์จเร็ว นี่แอปเปิ้ล นายก็ตัดหัวแปลง Lighting to 3.5 mm ไปแล้ว จะเอางบมาแถมหัวชาร์จที่ดีขึ้นให้ผู้ใช้ไม่ได้เหรอ ต้องปล่อยให้คนใช้โทรศัพท์ราคา 30,000 บาท ต้องชาร์จช้าที่สุดในโลกแบบนี้เหรอ

5. ถ้าใช้ iPhone X อยู่แล้ว อย่าไปซื้อเลย iPhone Xs มันแทบจะเหมือนเดิม

อันนี้ถือเป็นเรื่องดีๆ สำหรับผู้ใช้ iPhone X ก็ได้ เพราะนอกจากชิป Apple A12 ตัวใหม่แล้ว ความสามารถของ iPhone Xs นั้นคล้ายเดิมมาก จนไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ครับ เก็บเงินไว้รอดู iPhone ปีต่อไปเถอะ

ปิดท้ายแก้เครียด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

เจาะลึกภาพถ่ายจาก HUAWEI Mate 20 แฟลกชิบน้องเล็กของ Mate 20 Series แต่ก็ยังถ่ายรูปสวยอยู่ดี

Published

on

หนึ่งในคำถามที่แบไต๋ได้รับเยอะมากหลังจากรีวิว Huawei Mate 20 Series ทั้งตระกูลรวม 3 รุ่นคือ Mate 20, Mate 20 Pro และ Mate 20 X คือที่ว่ากล้องของ Huawei Mate 20 รุ่นเล็กสุดนั้นเวลาใช้งานจริงมันยังโอเคไหม เราขอสรุปง่ายๆ ว่ายังใช้งานได้ดีครับ คุณภาพภาพนั้นยังดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปอยู่เยอะ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มาดูรูปจาก Huawei Mate 20 ในสถานการณ์ต่างๆ กัน!

Huawei Mate 20 ถ่ายสวยทุกซีน ถ่ายอะไรก็สวยด้วย AI

หนึ่งในข้อได้เปรียบของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยคือระบบกล้อง AI ครับที่สามารถวิเคราะห์ลักษณะภาพและปรับแต่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งเริ่มใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ Huawei Mate 10 จนมาถึงรุ่น Mate 20 เจ้า AI ก็พัฒนาให้รับรู้ซีนภาพได้หลากหลายขึ้นครับ ทำให้ผู้ถ่ายอยู่แค่โหมด Auto ก็ได้ภาพที่สวยงาม

Huawei Mate 20 ถ่ายในซีนย้อนแสง

Huawei Mate 20 ถ่ายภาพอาหารด้วยโหมด AI

ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมด้วยเลนส์มุมกว้างและ AI รับรู้ว่าเป็นโบราณสถาน

เมื่อเจอบุคคลก็จะเบลอฉากหลังให้อัตโนมัติ

เจอดอกไม้ ก็ปรับเป็นโหมดถ่ายดอกไม้ให้

ซึ่งถ้าเทียบกับ Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X แล้ว เจ้ารุ่นน้อง Mate 20 ก็ไม่แพ้เรื่องการถ่ายภาพเลยนะครับ โดยเฉพาะการถ่ายภาพกลางวันที่ออกมาคมชัด สดใสมาก ซึ่งก็น่าจะตอบสนองการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้สบายๆ

Huawei Mate 20 ถ่ายกลางคืนก็สวย

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Series คือเรื่องการถ่ายภาพกลางคืนนะครับ ซึ่งรุ่นน้องอย่าง Huawei Mate 20 ก็ยังทำได้ดีในระดับราคานี้ครับ สู้เรือธงค่ายอื่นๆ ได้สบาย แต่ถ้าจับไปสู้กับตัวท็อปอย่าง Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X จะรู้สึกว่าภาพไม่สว่างสดใสเท่า ก็ต้องใช้ Night Mode หรือการเปิดหน้ากล้องนานโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเข้ามาช่วยครับ ก็จะทำให้ได้ภาพที่ดีขึ้นอีกเยอะ

แม้ว่ากล้องมุมกว้างของ Huawei Mate 20 จะไม่ได้รับแสงได้มากเหมือนกล้องตัวหลัก แต่ก็สามารถใช้โหมดเปิดหน้ากล้องนานโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อทำให้ภาพสว่างสดใสได้

ภาพกลางคืนจาก Night Mode นั้นสามารถสู้การเปิดหน้ากล้องนานแบบธรรมดาได้เลย แต่ที่แตกต่างคือเราไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง!

This slideshow requires JavaScript.

ถ่ายกลางคืนแบบไม่ใช้ขาตั้งกล้อง

ระบบกล้อง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 ทำให้ได้ภาพหลากหลาย

ด้วยความที่สมาร์ทโฟนต้องออกแบบเครื่องให้บาง จึงไม่สามารถใส่เลนส์ซูมแบบกล้องถ่ายรูปลงไปได้ แต่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนก็ไม่ยอมแพ้กับเรื่องนี้ จึงใช้การคิดนอกกรอบ ใส่เข้าไปหลายๆ กล้อง หลายๆ เลนส์ เพื่อรองรับการถ่ายภาพที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งกล้องหลังของ Huawei Mate 20 นั้นประกอบเลนส์ 3 ตัวที่ทำหน้าที่แตกต่างกันคือ

  • เลนส์หลัก 12 ล้านพิกเซล f/1.8
  • เลนส์ซูม 2 เท่า 8 ล้านพิกเซล f/2.4 สำหรับดึงวัตถุมาเข้าใกล้
  • เลนส์มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 ซึ่งเลนส์ตัวนี้สามารถถ่ายมาโครที่ระยะใกล้สุด 2.5 cm ได้
  • และกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล

แล้วจากกล้องหลายเลนส์ของ Huawei Mate 20 ก็ทำให้ได้ภาพแบบนี้ออกมาครับ

ภาพจากเลนส์มุมกว้างของ Huawei Mate 20 ทำให้เก็บธรรมชาติได้หมด

ความพิเศษของตัวเลนส์มุมกว้างคือทำให้ถ่ายมาโครที่ห่าง 2.5 cm จากตัวแบบได้

มาโครสายใยแบคทีเรียในน้ำ

ภาพถ่ายมาโคร

ภาพจากกล้องหลักของ Huawei Mate 20

ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Huawei Mate 20

เลนส์มุมกว้างทำให้เก็บเครื่องบินได้ทั้งลำ

โหมดการถ่ายภาพอื่นๆ ของ Huawei Mate 20

ตามสไตล์กล้องสมาร์ทโฟนหัวเว่ยครับที่จะมีโหมดถ่ายภาพอื่นๆ มาเพียบ ไปไล่ดูกันเลยว่าเราจะได้ภาพแนวไหนจาก Mate 20 บ้าง

ถ่ายกลางคืนแบบเปิดหน้ากล้องยาวเป็นนาทีๆ เพื่อเก็บการเคลื่อนไหวของดวงดาวก็ได้

ถ่าย Panorama ก็สวยงามไม่แพ้กัน

ถ่าย Portrait

นี่ก็ Portrait

โหมดขาว-ดำก็ยังอยู่

Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนกล้องดี ราคาคุ้มๆ

นอกจากเรื่องกล้องที่ดีแล้ว Huawei Mate 20 ยังเป็นสมาร์ทโฟนตระกูลที่แรงที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้ด้วยนะครับ เพราะใช้ Kirin 980 ตัวท็อปของค่ายในเวลานี้ ทำให้เรื่องการใช้งาน หรือการเล่นเกมนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ซึ่งราคาเปิดตัวของ Huawei Mate 20 นั้นอยู่ที่ 24,990 บาทเท่านั้นเอง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทีวียุคนี้ต้องอัจฉริยะ! มาดูกันว่า LG ThinQ AI TV ทำอะไรได้บ้างเมื่อสั่งงานผ่าน Magic Remote

Published

on

ตอนนี้เทรนด์เรื่องการสั่งงานด้วยเสียงกำลังมาแรงนะครับ โดยเฉพาะการใช้งานในบ้าน ซึ่งทีวีก็เหมือนเป็นศูนย์กลางของบ้าน ทีวียุคใหม่ก็ต้องสั่งงานด้วยเสียงได้สิ เรื่องนี้ LG ก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่ทำให้สั่งงานทีวีด้วยเสียงได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ Listen. Think. Answer. โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานทีวีเพียงกดปุ่ม Voice บน Magic Remote เมจิกรีโมทแล้วพูดด้วยเสียงของคุณ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) จะตีความหมายของเสียงที่เข้ามาแล้วทำงานทันที โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะ แต่ใช้ประโยคที่พูดทั่วไปได้เลย เพียงแค่พูดคุยกับ LG ThinQ AI ผ่านเมจิกรีโมท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ซึ่งสิ่งที่ LG ThinQ AI TV สามารถทำได้ก็เช่น

  • การเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน “What is the weather today?”
  • สั่งปิดทีวีหลังรายการที่ดูจบลง “Turn off TV after this program ends”
  • สามารถค้นหาคลิปเพลงที่น่าสนใจใน Youtube “เพลงฮิต”
  • สั่ง “Screen off” ทีวีก็ยังเล่นเพลงต่อเนื่องขณะที่จอทีวีดับลงได้
  • อีกทั้งยังให้ทีวีจะเปลี่ยนช่อง Input ปัจจุบันเป็นช่องต่อที่เชื่อมกับเครื่องเล่นเกมก็สั่งว่า “Launch Game Console” เพียงเท่านี้ทีวีก็จะตอบสนองคำสั่งที่เราต้องการทันที

และแอลจีได้ปรับปรุง LG ThinQ AI ให้รองรับการทำงานกับภาษาไทยมากขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้คำค้นหาที่ซับซ้อนกว่าการป้อนคำค้นหาโดยตรง เช่น ขอคำแนะนำว่าจะดู/ฟังอะไรดี หรือถามว่า “ใครฆ่าประเสริฐ” โดย LG ThinQ AI จะแสดงผลคลิปที่อยู่ในกระแสขณะนั้นจากยูทูป หรือคลิปจากละครที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้คำสั่งแบบตรงตัว

ทีวีรุ่นที่รองรับ LG ThinQ AI

รุ่นทีวีที่รองรับ LG ThinQ AI มีหลากหลายรุ่นทั้งจอ Full HD, UHD และ OLED TV ที่สามารถใช้งานเมจิกรีโมทได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,990 ถึง 599,990 บาท ได้แก่รุ่น OLED77W8, OLED65E8, OLED65C8, OLED55C8, OLED65B8, OLED55B8, 65SK9500, 65SK8500, 55SK8500, 75SK8000, 65SK8000, 55SK8000, 55UK7500, 49UK7500, 86UK6500, 75UK6500, 70UK6540, 65UK6540, 55UK6500, 50UK6500, 55UK6320, 49UK6320, 43UK6320 และรุ่นทีวีที่ต้องซื้อเมจิกรีโมทเพิ่มเติมได้แก่ 65UK6330, 55UK6300, 50UK6300, 49UK6300, 43UK6300, 60UK6200, 49UK6200, 43UK6200, 49LK5700, 43LK5700

ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้งาน ThinQ AI ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ความเร็วในการตอบสนองแต่ละคำสั่ง ชิปประมวลผลใน OLED TV จะทำงานได้เร็วกว่า Full HD ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม lg.com/th/ThinQAI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!