15 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเจ้าชายฟิลิป

โลกได้รับรู้ข่าวการจากไปของเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระสวามีในพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ด้วยพระชนมายุ 99 พรรษา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 (ตามเวลาอังกฤษ) ด้วยความที่พระองค์คือสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงของอังกฤษ ก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นเป้าสายตาของสื่อมาตลอดพระชนม์ชีพที่อยู่ในตำแหน่งพระสวามี โดยเฉพาะสื่อนอกอย่างอังกฤษที่ไม่มีขอบเขตในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะข่าวในเชิงลบที่มักตีแผ่ภาพลักษณ์ของเจ้าชายฟิลิปว่าพระองค์ค่อนข้างมีพฤติกรรมหยาบคายต่อบุคคลรอบข้าง และทำอะไรที่ดูผิดกาลเทศะเวลาออกงานอยู่บางครั้ง

อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปได้ 100% แม้กระทั่งเจ้าใหญ่นายโต หรือเชื้อพระวงศ์ก็เช่นกัน แต่ถ้าพิจารณาในด้านดีของพระองค์ เจ้าชายฟิลิปทรงเป็นพระสวามีที่ซื่อสัตย์ทั้งต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพสกนิกรชาวอังกฤษของพระองค์ นับตั้งแต่วันที่พระราชินีนาถเอลิซาเบธขึ้นครองราชย์มาตลอด 69 ปี ทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์หรือพระราชินีผู้ทรงราชย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ และยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก

ย้อนไปในปี 1952 ในวันที่เจ้าหญิงเอลิซาเบธขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษและเครือจักรภพ นั้น เจ้าชายฟิลิปยอมรับว่า พระองค์ไม่เคยมั่นใจในบทบาทสถานะของตัวเองเลย
“ไม่เคยมีใครอยู่ในตำแหน่งนี้มาก่อนเลย ข้าพเจ้าก็ได้แต่ถามคนนั้นคนนี้ ว่าพวกเขาคาดหวังให้ข้าพเจ้าทำอะไรบ้าง?”
เจ้าชายฟิลิปย้อนเล่าถึงความทรงจำในอดีต เมื่อครั้งประทานให้สัมภาษณ์กับ BBC ในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 90 พรรษา แต่ถึงวันนี้เจ้าชายฟิลิปก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงงานเคียงข้างสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระองค์ได้ฝากคุณงามความดีไว้มากมายกว่าข่าวทางด้านลบ และนี่คือเรื่องราวบางส่วนที่เราคาดว่าผู้อ่านอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน

1.เจ้าชายฟิลิป ทรงตำแหน่งคู่ครองของกษัตริย์หรือพระราชินีนาถที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ

เจ้าชายฟิลิป ทรงตำแหน่งคู่ครองของกษัตริย์หรือพระราชินีที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ

เจ้าชายฟิลิปเพิ่งจะเกษียณตัวเองจากงานราชการเมื่อพระชนมายุ 96 พรรษา นั่นก็คือเมื่อ 3 ปีที่แล้วนี่เอง นับว่าพระองค์เป็นบุคคลที่ทรงงานหนักกว่าบุคคลทั่วไปมากมายนัก มาตรฐานบุคคลทั่วไปจะเกษียณด้วยวัย 60 ปี ตลอดระยะเวลาที่พระองค์อยู่ในตำแหน่งพระสวามีของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 นั้น พระองค์ทรงออกงานเดี่ยวถึง 22,191 ครั้ง และมีพระราชดำรัสต่อสาธารณชนมากถึง 5,493 ครั้ง งานส่วนใหญ่ที่พระองค์เสด็จไปเป็นประธานก็มักจะเป็นงานเปิดสถานที่หรือหน่วยงานสำคัญ จึงทำให้พระองค์ทรงมีฉายาว่า “ผู้มีประสบการณ์ในงานเปิดป้ายมากที่สุดในโลก”

ยังมีเรื่องที่น่าทึ่งเกี่ยวกับพระองค์ที่เราไม่ได้ทราบกันอีกนั่นก็คือ พระองค์ทรงเป็นผู้มีอัจฉริยภาพในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในเรื่อง การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์, อุตสาหกรรม, สิ่งแวดล้อม แม้ในวันที่พระองค์ทรงเกษียณจากงานราชการแล้ว พระองค์ก็ยังทรงเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ อยู่ถึง 780 แห่ง

2.เจ้าชายฟิลิปไม่ได้เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด

เจ้าชายฟิลิปเป็นพระราชบุตรคนเดียว และเป็นบุตรคนสุดท้อง มีพระเชษฐภคินีถึง 4 พระองค์

แม้ว่าตลอด 69 ปีที่เจ้าชายฟิลิปดำรงตำแหน่งพระสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ด้วยภาพลักษณ์และบทบาทของสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่างเต็มภาคภูมินั้น แต่ที่จริงแล้วทั้งพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเหล่าสมาชิกราชวงศ์เองก็คงไม่อยากที่จะเปิดเผยความจริงข้อนี้นักว่า พระสวามีของพระองค์นั้นไม่ใช่ชาวอังกฤษโดยแท้จนกระทั่งได้มาอภิเษกสมรสกับพระองค์

ก่อนที่เจ้าชายฟิลิปจะมาเป็นดยุกแห่งเอดินบะระนั้น สมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย พระองค์เป็นเจ้าชายแห่งกรีซและเดนมาร์ก และมีศักดิ์เป็นหลานของกษัตริย์กรีก ประสูติที่เกาะคอร์ฟู ในประเทศกรีซ เมื่อปี 1921 และพระองค์ยังสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ทั้งเยอรมนี และอังกฤษก็มี

“ถึงอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าผมเป็นชาวสแกนดิเนเวียนนะ ถ้าให้เจาะจงก็เป็นชาวเดนิชล่ะ”
เจ้าชายฟิลิปประทานสัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 1992
จนในวันที่เจ้าชายฟิลิปกำลังจะเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธในวันนั้น พระองค์จึงได้ตัดสินใจละทิ้งฐานันดรศักดิ์ เจ้าชายแห่งกรีซและเดนมาร์ก กลายมาเป็นสามัญชนอังกฤษ มีนามว่า ฟิลิป เมานต์แบ็ตเทน (Philip Mountbatten)

3.พระองค์มีอดีตวัยเยาว์ที่น่าขมขื่น

แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ก็มีอดีตที่ยากลำบาก

ด้วยภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษ ที่นับเป็นไม่กี่ราชวงศ์ที่ยังได้รับการยกย่องนับถือจากพสกนิกรในประเทศ ทำให้ราชวงศ์อังกฤษไม่อยากที่จะเอ่ยถึงอดีตอันน่าเวทนาของเจ้าชายฟิลิปนัก เพราะว่ากว่าที่พระองค์จะได้มายืนในตำแหน่งพระสวามีของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้นั้น พระองค์ต้องผ่านประสบการณ์อันยากลำบากเกินกว่าที่เราจะคาดคิด เพราะเกิดและเติบโตในราชวงศ์กรีซ แต่แล้วราชวงศ์ก็โดนรัฐบาลทหารขับไล่ออกนอกประเทศ ทั้งครอบครัวต้องหลบหนี โดยเอาทารกน้อยฟิลิปใส่ไว้ในลังผลไม้ แล้วไปตั้งรกรากใหม่กันในฝรั่งเศส จากนั้นครอบครัวของเจ้าชายฟิลิปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย พระเชษฐภคินีองค์โตแต่งงานแล้วก็ย้ายออกไปอยู่กับสามี พระบิดาก็ทิ้งครอบครัวไป เหลือเจ้าชายฟิลิปที่ยังอยู่กับพระมารดาซึ่งป่วย มีอาการทางจิต ต้องเข้าโรงพยาบาลประสาท

“มารดาของข้าพเจ้าป่วย ส่วนพี่สาวแต่งงานไปมีครอบครัว พ่อย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ส่วนข้าพเจ้าก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป”

เจ้าชายฟิลิปย้อนเล่าอดีตในระหว่างที่ทรงให้สัมภาษณ์กับ BBC เจ้าชายฟิลิปในวัยเด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำในหลายประเทศทั้ง อังกฤษ, เยอรมนี และสกอตแลนด์

4.เจ้าชายฟิลิปไม่โปรดหอยนางรม

ทรงเป็นนักชิมตัวยง

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดย ชาร์ล โอลิเวอร์ (Charles Oliver) ข้าราชบริพารประจำพระราชวังบักกิงแฮมว่า เจ้าชายฟิลิปทรงโปรดปรานอาหารธรรมดาทั่วไป แต่จะไม่ชอบหอยนางรมเอามาก ๆ

“มันเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด เพราะมันจะมีอาหารอยู่แค่อย่าง สองอย่างเท่านั้นที่สมเด็จพระราชินีนาถฯ และพระสวามีจะไม่โปรด ซึ่งบรรดาเจ้าภาพในแต่ละงานจะได้รับการเตือนล่วงหน้า โดยระบุไว้ในระเบียบปฎิบัติอย่างชัดเจนว่า ‘ทั้งพระราชินีและท่านดยุกแห่งเอดินบะระ ต่างไม่โปรดหอยนางรม’ “

เจ้าชายฟิลิปจะโปรดปรานจินและโทนิค ลาเกอร์เบียร์ ไปจนถึงแชมเปญ แต่ในเรื่องอาหารแล้วนั้น เจ้าชายฟิลิปจะเป็นนักชิมมากกว่าเมื่อเทียบกับพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แล้ว

“เจ้าชายฟิลิปนี่จัดว่าเป็นนักชิมเลย พระองค์ชอบลองอาหารแปลกใหม่ตลอดเวลา และมักจะตื่นเต้นเวลาที่เจอส่วนผสมในอาหารที่แปลกใหม่”
ดาร์เรน แม็กเกรดี้ (Darren McGrady) อดีตพ่อครัวหลวงกล่าว

5.เจ้าชายฟิลิปมีญาติเป็นนาซี

เจ้าชายฟิลิปเข้าร่วมงานศพของพระเชษฐภคินี ที่รายล้อมไปด้วยทหารนาซี

จากข้อที่ผ่านมา ที่เล่าว่าพี่สาวของเจ้าชายฟิลิปได้แต่งงานไปมีครอบครัวนั้น แท้จริงแล้วสามีของเธอนั้นเป็นทหารนาซี นับเป็นข้อเท็จจริงที่พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไม่อยากให้โลกรับรู้เลย หลังแต่งงานแล้ว เซซิล พระเชษฐภคินีองค์โตของเจ้าชายฟิลิปและสามีนั้นก็เข้าเป็นสมาชิกของพรรคนาซี แต่แล้วทั้งคู่ก็ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก เสียชีวิตทั้งคู่ในปี 1937 นับเป็นเหตุที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ เจ้าชายฟิลิปจำต้องบินไปร่วมพิธีศพ และจำต้องเดินร่วมในพิธีท่ามกลางเหล่าทหารนาซี ในวันที่เจ้าชายฟิลิปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธในปี 1947 นั้น พระองค์ไม่ทรงเชิญพระเชษฐภคินีอีก 3 คนให้มาร่วมงานเลย

แม้ว่าจะมีสายสัมพันธ์เกี่ยวดองกับนาซี แต่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ และเป็นประชาชนชาวอังกฤษคนหนึ่ง เจ้าชายฟิลิปยืนหยัดสถานะที่ชัดเจนของตนด้วยการเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่เป็น นายทหารราชนาวีในกองทัพอังกฤษ เข้าร่วมรบกับกองทัพพันธมิตรในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนเจ้าหญิงอลิซ พระมารดาของเจ้าชายฟิลิปนั้นได้พำนักอยู่ในกรุงเอเธนส์ ได้ให้ที่พักแก่ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้พระองค์ได้รับการเชิดชูเกียรติจากอนุสรณ์สถานการสังหารหมู่ ยาด วาเชม (Yad Vashem)ให้เป็น “ผู้ผดุงคุณธรรมแห่งประชาชาติทั้งมวล” (Righteous Among the Nations)

6.พระราชบิดาของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไม่ยอมรับในตัวเจ้าชายฟิลิป

พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวัยสาวได้พบกับเจ้าชายฟิลิปเมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 13 ปีเท่านั้น นับจากวันนั้นทั้งคู่ก็เขียนจดหมายโต้ตอบกันในฐานะเพื่อน จนความสัมพันธ์ก่อตัวเป็นความรัก มีบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารไทม์เมื่อปี 1957 ได้ระบุว่าสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบิดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธในวันนั้น
“ไม่ยอมรับอย่างจริงจัง ที่ทั้งคู่คบหากัน ถึงแม้ว่าเจ้าชายฟิลิปในวัยหนุ่มนั้นจะมีเชื้อสายอังกฤษ และประวัติทางทหารที่ดี แต่สิ่งที่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงเป็นกังวลก็คือ พสกนิกรชาวอังกฤษจะคิดเห็นเช่นไร ถ้าเอาเจ้าชายกรีกมาเป็นพระสวามีของรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

บทความในนิตยสารไทม์ยังระบุต่ออีกว่า
“นอกจากนั้นแล้วยังมีบางอย่างในตัวเจ้าชายฟิลิป ที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 มองแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา ก็ในเรื่องเสียงหัวเราะที่ดังอึกทึกของเขา การพูดจาแบบขวานผ่าซาก และมารยาทที่ไม่งดงาม”
บวกกับสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างจน เมื่อเทียบกับมาตรฐานของราชวงศ์ทั่วไป ประวัติครอบครัวที่โดนขับไล่ และมีเชื้อสายเป็นชาวเยอรมัน และยังมีความเกี่ยวโยงกับนาซีอีกด้วย คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พิจารณาแล้วว่าเจ้าชายฟิลิปไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลกลใดไม่มีการเปิดเผย เจ้าหญิงเอลิซาเบธก็เอาชนะข้อคัดค้านของพระราชบิดาได้สำเร็จ ทั้งคู่ได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1947

7.พระองค์ทรงเป็นทั้งศิลปินและนักออกแบบ

ภาพฝีพระหัตถ์ของเจ้าชายฟิลิป

เชื่อว่าเป็นพระอัจฉริยภาพในด้านที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ในวันที่พระองค์ทรงเกษียณจากงานราชการแล้ว เจ้าชายฟิลิปก็ได้มีเวลามาทำงานที่ทรงโปรดอีกครั้ง นั่นก็คือ ‘การเขียนภาพ’

ในวันครบรอบวันพระราชสมภพครบ 90 พรรษา เมื่อปี 2011 นั้น ทางพระราชวังได้จัดงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของเจ้าชายฟิลิป ในงานนี้ได้จัดแสดงภาพเขียน และผลงานที่พระองค์ได้ทรงออกแบบหลายชิ้น มีทั้ง กำไลข้อมือ ที่พระองค์ทรงออกแบบให้กับพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2, ศิลปะบนกระจกแก้ว (Stained Glass) ที่เคยประดับอยู่บนพระราชวังวินด์เซอร์ และจะได้กลับไปติดตั้งอีกครั้งหลังจากที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ แต่ชิ้นที่สะดุดสายตาผู้ชมมากที่สุดก็คือ ภาพเขียนที่น่าจะเป็นภาพที่เจ้าชายฟิลิปคุ้นพระเนตรมากที่สุด เพราะเป็นภาพของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในพระอิริยาบถส่วนตัว กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างพระกระยาหารเช้า ในพระราชวังวินด์เซอร์ เมื่อปี 1965

(อ่านต่อหน้า 2)