หลังวิกฤติการณ์ โควิด 19 ระบาดยังผลให้โรงหนังต้องปิดทำการส่งผลต่อวงการหนังทั่วโลก แต่กรณีที่เราจะกล่าวถึงนี้เป็นกรณีศึกษาด้านธุรกิจภาพยนตร์ที่น่าสนใจมาก เมื่อหนังเกาหลีเรื่อง Time to Hunt กำลังกลายเป็นกรณีพิพาทสำคัญเมื่อหนังไม่สามารถฉายโรงตามตารางที่วางไว้ได้เนื่องจากเหตุการณ์โรคระบาดดังกล่าว จนบริษัทร่วมทุนสร้างเอาหนังไปขายให้ Netflix ฉายทางสตรีมมิงแทน จนผู้จัดจำหน่ายหลักอีกเจ้ามีแผนดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งกรณีนี้เราจะขอสรุปเป็นประเด็นให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับ
Time to Hunt เมื่อหนังเกาหลีเนื้อหอมจนได้ไปเทศกาลหนังเบอร์ลิน

หนังเรื่อง Time to Hunt เป็นการร่วมทุนของ 2 บริษัทได้แก่ Contents Panda (ต่อไปจะใช้ชื่อย่อว่า CP) และ Little Big Pictures (ต่อไปจะใช้ชื่อย่อว่า LBP) โดยเซ็นสัญญากันไว้ว่า CP ที่ร่วมออกทุนสร้างหนังจะได้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายใน Film Market หรือ ตลาดหนัง ที่เทศกาลหนังเบอร์ลินเมื่อวันที่ 24 มกราคมปีนี้ โดยตัวหนังถือเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกได้รับเชิญให้ฉายเปิดตัวในเทศกาลหนังเบอร์ลิน หรือ Berlinale Special Gala ยังผลให้ตัวหนังขายสิทธิ์ในการฉายโรงไปได้ถึง 30 ประเทศและอยู่ระหว่างเจรจาอีก 70 ประเทศ
ซึ่งด้วยตัวหนัง Time to Hunt ที่บริษัท LBP สร้างและจัดจำหน่ายในเกาหลีเองก็มีความน่าสนใจทั้งผู้กำกับ ยุงซังฮยอน ที่เคยทำหนัง Bleak Night จนได้รา่งวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก Daejong Film Awards ครั้งที่ 48 เวทีประกวดภาพยนตร์ของเกาหลีไปเมื่อปี 2011 และยังได้นักแสดงชั้นนำทั้ง เชววูชิค หรือครูสอนภาษาอังกฤษกำมะลอจาก Parasite และ อีแจฮุน จาก I Can Speak หนังตลกปี 2017 ที่มาเจอกันในหนังทริลเลอร์สุดมันส์ที่มีฉากหลังเป็นอนาคตสุดมืดมนเรื่องนี้
ลิงก์โปรแกรมหนังในเทศกาลหนังเบอร์ลิน
https://www.berlinale.de/en/programme/programme/detail.html?film_id=202004457
วิกฤติโรคระบาดมา พาให้ผู้จัดจำหน่ายหนังหาทางเอาตัวรอด

เดิมที Time to Hunt มีกำหนดฉายในเกาหลีวันที่ 26 กุมภาพันธ์ แต่เนื่่องจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ยังผลให้ไม่สามารถฉายตามกำหนดเดิมได้ ทาง Little Big Pictures จึงใช้อำนาจตามสัญญาที่ทำคู่กับ Netflix ในการให้สิทธิ์ทาง Netflix นำหนังไปเป็นคอนเทนต์สำหรับฉายทางสตรีมมิงทั่วโลกถึง 190 ประเทศ พร้อมซับไตเติล 29 ภาษาในวันที่ 10 เมษายนแทน พร้อมอ้างเหตุสุดวิสัยที่เรียกกันในวงการธุรกิจภาพยนตร์ว่า force majeure (ฟอร์ซ มาเจอร์) ที่ผู้จัดจำหน่ายสามารถนำหนังที่ไม่สามารถฉายโรงไปเผยแพร่ทางอื่นได้โดยยกประกาศขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ยกระดับสถานการณ์ของโควิด 19 เป็นระดับระบาดหนักทั้วโลก (pandemic) เป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจ
ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวที่ Little Big Pictures นำหนัง Time to Hunt ออกฉายทาง Netflix ก็เพื่อป้องกันความเสียหายจากการที่หนังไม่สามารถทำเงินในโรงหนังได้ ดังนั้นการได้เงินก้อนจากการขายคอนเทนต์ให้ Netflix ก็คือทางรอดสำคัญและทาง Netflix เองก็ตอบรับด้วยการเอา Time to Hunt ไปรวมอยู่ในโปรแกรมเด็ดของคอนเทนต์เกาหลีใน Netflix คู่กับ Kingdom และ Clash Landing On You ซีรีส์ฮิตของตัวเองแล้วด้วย
ตกลงกันไม่ลงตัว Contents Panda เตรียมฟ้อง Little Big Pictures กลับ

ก่อนจะว่าถึงเนื้อหาของข่าวจะขอให้ความรู้ในด้านการจัดจำหน่ายหนังในเบื้องต้นเสียก่อนนะครับ โดยการจัดจำหน่ายสิทธิ์ในการฉายหนังในตลาดหนังหรือ Film Market จะมีการตกลงทั้งราคาแล่ะช่องทางการเผยแพร่ซึ่งเรียกกันในวงการว่า วินโดว์ (window) ได้แก่ โรงภาพยนตร์ แผ่น Blu-Ray ช่องโทรทัศน์ และสตรีมมิง ทีนี้ในกรณีของ Time To Hunt ทางบริษัท Contents Panda และ Little Big Pictures ตกลงกันไว้ว่าจะให้ฝ่ายแรกจัดจำหน่ายในวินโดว์ของโรงหนังให้ใน Film Market ที่เบอร์ลิน ดังนั้นการที่ฝ่ายหลังเอาหนังไปลง Netflix เลยยังผลให้ทาง CP เองโดนประท้วงจากกลุ่มลูกค้าที่ซื้อหนังไปแล้ว 30 ประเทศ เพราะหากทาง LBP เอาหนังลง Netflix แล้วจะมีใครไปดูหนังในโรงอีกล่ะ
ซึ่งแม้อ้างตามแถลงการณ์ของทาง Little Big Pictures ได้บอกว่าก่อนจะตัดสินใจเอาหนังลง Netflix ได้ส่งอีเมลไปยังผู้ซื้อหนังทั่วโลกเพื่อจัดการคืนเงินชดเชยกับลูกค้าแถมยังได้รับการตอบรับที่ดีในทำนองว่าเป็นการหาทางออกที่ดีเพราะผู้จัดจำหน่ายบางประเทศก็ไม่พร้อมเสี่ยงจะเอาหนังเข้าฉายทีหลังจนไปชนกับหนังฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวูด และหนังก็ได้ฉายทาง Netflix ที่มีคนรอดูอยู่แล้ว แต่กับทาง Contents Panda กลับบอกว่าทาง LBP เพิ่งจะพูดคุยถึงแนวทางด้วยวาจาตอนต้นเดือนและส่งจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรตอนกลางเดือนมีนาคม โดยไม่ได้หารือกับทาง CP ให้เป็นเรื่องเป็นราวแต่อย่างใด
แต่ใช่ว่าทาง Contents Panda เองจะไม่หาทางไกล่เกลี่ย เพราะบริษัทก็ได้พยายามติดต่อขอเจรจากับทาง Little Big Pictures เพิ่อหาทางออกในวางแผนกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเอาหนังฉายโรง และการแบ่งเขตในการจำหน่ายระหว่างวินโดว์ที่เป็นโรงหนัง และ วินโดว์สำหรับสตรีมมิงที่เหมาะสมที่สุด แต่ทาง LBP ดันไปส่งอีเมลถึงผู้ซื้อทั่วโลกว่าตอนนี้บริษัทมีสัญญาในการจัดจำหน่ายทางสตรีมมิงทั่วโลกให้กับ Netflix และตัด CP ออกจากผู้ร่วมจัดจำหน่ายยังความเดือดร้อนไปสู่ทาง CP ต่อไป
ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์แต่อาจเกิดวิกฤติศรัทธาต่อวงการหนังเกาหลี

ต้องยอมรับว่าความแรงของหนังเกาหลีในช่วงปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกรณีของ Parasite ที่เพิ่งครองทั้งออสการ์และปาล์มทองคำได้ทำให้สปอตไลต์ทั่วโลกส่องมายังวงการหนังแดนกิมจินี้อย่างเฉิดฉายยิ่งกว่าที่เคย และกับ Time to Hunt กับหนังพลอตน่าสนใจและยังมีนักแสดงจากหนังออสการ์หมาด ๆ ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของธุรกิจหนังทั่วโลก แต่จากกรณีพิพาทนี้หากอ้างอิงตามบทสัมภาษณ์ของ แดนนี ลี ผู้อำนวยการธุรกิจต่างประเทศของ Contents Panda ก็ยิ่งชัดเจนว่าการที่ทั้ง Little Big Pictures และ Contents Panda ได้มีข้อตกลงร่วมกันถึงขนาดทำข่าวออกเผยแพร่ไปยังผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกแล้วทาง LBP มาตัดสินใจนำหนังออกฉายทาง Netflix ทั้งที่ CP ขายสิทธิให้แก่ผู้จัดจำหน่ายไปร่วม 30 ประเทศทั่วโลกแล้วนอกจากจะเป็นการละเมิดสัญญาในทางกฎหมายและสร้างความเสียหายในทางธุรกิจให้กับบริษัท Contents Panda แล้วยังก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธากับทั้งทาง CP และวงการหนังเกาหลีในภาพรวมอีกด้วย ซึ่งล่าสุดทาง Little Big Pictures ก็ขู่ว่าจะฟ้องกลับหาก Contents Panda คิดดำเนินคดีกับตน
ผลเสียที่อาจหนักกว่าเดิม
จากโพสต์บนเฟซบุ๊ก Panu Aree ของคุณ ภาณุ อารี ผ.อ.ฝ่ายจัดซื้อภาพยนตร์ต่างประเทศ บริษัท สหมงคลฟิลม์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีเนื้อความกล่าวว่า
[su_highlight background=”#fbff78″]ได้มีโอกาสปรับทุกข์กับเพื่อนเซลส์ที่ขายหนังเรื่อง Time to Hunt ไปแล้วหลายประเทศ (ไทยไม่มีนะครับ รอดูเน็ทฟลิกซ์ไปแล้วกัน) ที่ตลาดเบอร์ลิน แล้วจู่ ๆ บริษัทที่ร่วมทุนและเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ในเกาหลี ดันไปแอบขายสิทธิ์ทั้งโลก ซึ่งรวมถึงหลาย ๆ ประเทศที่ขายไปแล้วให้กับ Netflix เท่ากับว่า เซลส์ที่ขายหนังเรื่องนี้ไปก่อนแล้วก็เสียสุนัข เตรียมที่จะดำเนินการทางกฏหมายต่อไป สิ่งที่น่าสนใจของกรณี นี้ซึ่งอาจถือเป็นเคสสตั๊ดดี้ก็ได้ ก็คือ บริษัทคู่กรณี เลือกที่จะใช้ Force Majeur เป็นเงื่อนไขในการยกเลิกสัญญาแต่ โดยอ้างว่าเพราะโรงหนังปิด หนังที่ควรจะฉายในเดือนที่กำหนด(คือมีนาคม) ไม่สามารถฉายได้ ปกติแล้ว Force Majeur ถูกหมายถึงกรณีเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดจาก การจราจล ภัยพิบัติ ที่มีผลทำให้สัญญาเป็นโมฆะได้ คิดว่ากรณีนี้อาจกลายเป็น chain reaction ให้หลาย ๆ บริษัทได้ทำตาม เพราะในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ Netflix คงต้องการคอนเทนท์มาเติมเต็มอย่างไม่อั้นแน่นนอน และหลาย ๆ บริษัทก็อยากได้เงินสดมากกว่าโดยไม่ต้องใส่ใจเคยขายให้เจ้าไหนไปแล้วบ้าง[/su_highlight]
ซึ่งเราคงต้องดูต่อไปว่าวิกฤติการณ์โรคระบาดโควิด 19 จะพลิกโฉมวงการภาพยนตร์ต่อไปอย่างไรบ้างครับ
พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส













