นับเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ คิลเลียน เมอร์ฟี (Cillian Murphy) นักแสดงชาวไอริชวัย 46 ปี ผู้มีใบหน้าและดวงตาสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ ได้กลายมาเป็นนักแสดงคู่บุญอีกคนของผู้กำกับฉายาเสด็จพ่อ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) เพราะถ้านับผลงานการกำกับหนังของโนแลน ก็ล้วนต้องมีเมอร์ฟีร่วมแสดงด้วยเสมอ

ไล่ไปตั้งแต่ไตรภาคอัศวินรัตติกาล ‘Batman Begins’ (2005), ‘The Dark Knight’ (2008) และ ‘The Dark Knight Rises’ (2012) ที่รับบทเป็น สแกร์โครว์ (Scarecrow) นักธุรกิจผู้ถูกขโมยความฝันใน ‘Inception’ (2010) และพลทหารหวาดระแวงสงครามใน ‘Dunkirk’ (2017)

Cillian Murphy Christopher Nolan Oppenheimer

แต่ถ้าสังเกตกันดี ๆ จะพบว่า ในบรรดาหนังของโนแลน ที่เมอร์ฟีมีบทบาทร่วมแสดงในหนัง เขามักจะได้รับบทสมทบอยู่เสมอ ๆ แมับทบาทที่เขาได้รับ มักจะเป็นบทสมทบที่โดดเด่นไม่แพ้กับนักแสดงหลักก็ตาม แต่ในปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นเมอร์ฟี ขึ้นมารับบทนำในหนังพีเรียดชีวประวัติฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุด ‘Oppenheimer’ (2023) ที่เขาจะสวมบทเป็น เจ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้คิดค้นระเบิดปรมาณู ร่วมกับนักแสดงระดับ A-List ของฮอลลีวูดอีกคับคั่ง

ซึ่งล่าสุด เมอร์ฟีได้เล่าเปิดเผยความรู้สึกกับเว็บไซต์สำนักข่าว AP เกี่ยวกับการก้าวขึ้นมารับบทนำเป็นครั้งแรกในหนังของโนแลน นับตั้งแต่ที่เขากลายเป็นนักแสดงคู่บุญของโนแลนจากบทบาทสมทบมาตลอด นับตั้งแต่วินาทีที่เขารับสายที่โนแลนโทรหาเขา เพื่อแจ้งว่าเขากำลังจะได้รับบทนำในหนังเรื่องนี้

“ปกติเขาเป็นคนที่พูดน้อย แล้วก็มักจะถ่อมตัวมาก ๆ แล้วก็มีมารยาทท่าทีในแบบคนอังกฤษด้วย เขาพูดแค่ว่า ‘ฟังผมนะ ผมเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา มันเป็นหนังเกี่ยวกับเรื่องของออพเพนไฮเมอร์ ผมก็เลยอยากจะให้คุณมาเป็นออพเพนไฮเมอร์ของผมน่ะครับ'”

“ผมมักจะบอกกับคริสทั้งต่อหน้าและลับหลังเสมอว่า ถ้าเมื่อไหร่ผมว่าง และคุณต้องการอยากได้ผมไปแสดงหนัง ผมจะไปอยู่ตรงนั้นแน่นอน ผมไม่สนใจด้วยว่าจะได้บทเล็กใหญ่แค่ไหน แต่เอาจริง ๆ ในใจลึก ๆ ของผม ผมก็อยากจะรับบทนำในหนังของเขาเหมือนกันนะครับ”

ไม่นานหลังจากคุยกันทางโทรศัพท์ เดือนกันยายน ปี 2020 โนแลนเดินทางบินไปที่เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ด้วยตัวเอง เพื่อมอบสำเนาบทภาพยนตร์ให้กับเมอร์ฟี ซึ่งเขาได้อ่านในห้องของโรงแรม ซึ่งเมอร์ฟีเผยว่า บทที่เขาได้นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยอ่านมา “สำหรับผม มันเป็นวันที่ดีมาก ๆ เลยครับ เราต่างก็มีความเข้าใจ และไว้วางใจกัน ทำงานด้วยกัน แล้วก็มีความเคารพต่อกันมาอย่างยาวนาน มันเหมือนกับรู้สึกว่า ผมคงได้เวลาที่เหมาะสมที่จะแบกรับความผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น และมันก็เกิดขึ้นมาจริง ๆ “

เมอร์ฟีได้ร่วมงานกับโนแลนครั้งแรกใน ‘Batman Begins’ (2005) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกในไตรภาค ‘The Dark Knight’ โดยเมอร์ฟีได้เข้ามาทำ Screen Test เพื่อรับบทเป็น บรูซ เวย์น หรือแบทแมน แต่สุดท้ายเมื่อเขาได้ลองสวมชุด Batsuit เขาก็รู้สึกได้ว่า ตัวเขาเองคงไม่เหมาะกับบทบาทนี้ จนกระทั่งเขาก็ได้รับบทเป็น ดร. โจนาธาน เครน (Dr. Jonathan Crane) หรือวายร้ายสุดสยองนาม สแกร์โครว์ (Scarecrow) แทน

ซึ่งโนแลนเองก็เคยเปิดเผยเหตุผลที่เขามักจะชวนเมอร์ฟีมาร่วมงานด้วยเสมอ ๆ ก็เพราะว่าเขาชื่นชอบดวงตาสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งในการถ่ายทำหนังเรื่องต่าง ๆ เขาก็มักจะหาจังหวะถ่าย Close-Up ไปที่ดวงตาของเมอร์ฟีอยู่เสมอ ๆ ส่วนเมอร์ฟีเองก็เปิดเผยถึงเหตุผลของการร่วมงานในหนังของโนแลนหลาย ๆ ครั้งว่า เพราะเขาชื่นชอบผลงานของโนแลน และโนแลนคือหนึ่งในคนทำหนังที่สามารถพลิกวงการ รวมทั้งความไว้วางใจที่เขามีต่อผู้กำกับชื่อดัง ทำให้เขาสนใจและยินดีที่จะร่วมงานด้วยเสมอ

Cillian Murphy Christopher Nolan Oppenheimer

‘Oppenheimer’ เป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจาก ‘American Prometheus: The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer’ หนังสือชีวประวัติของ เจ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ ที่เขียนโดย Kai Bird (ไค เบิร์ด) และ มาร์ติน เจ. เชอร์วิน (Martin J. Sherwin) ที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) สาขาชีวประวัติ (Biography) โดยตัวเรื่องจะเล่าช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในการทดสอบระเบิดปรมาณู หรือ Trinity Test ที่ ลอส อะลามอส รัฐนิวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1945 ก่อนเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐอเมริกา ทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมะ และนะงะซะกิ ประเทศญึ่ปุ่น ที่คร่าชีวิต และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

โดยหนังเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องของโนแลน ที่ย้อนกลับไปเล่าเรื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งโนแลนรับหน้าที่กำกับภาพยนตร์ และดัดแปลงบท และได้นักแสดงแถวหน้าระดับ A-List ของฮอลลีวูดมาร่วมแสดงมากมาย ทั้งเมอร์ฟี, เอมิลี บลันต์ (Emily Blunt), แมตต์ เดมอน (Matt Damon), โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.), ฟลอเรนซ์ พิว (Florence Pugh), รามี มาเลค (Rami Malek), เดน ดีฮาน (Dane DeHaan), อัลเดน เออเร็นริช (Alden Ehrenreich) และ แกรี โอลด์แมน (Gary Oldman)

เมอร์ฟีได้เปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว หลังจากได้รับบทนำในหนังเรื่องนี้ว่า เขาต้องเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อรับบทนี้ แต่แทนที่เขาจะนั่งศึกษากลไก หลักการทางฟิสิกส์ปรมาณู เขากลับอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจมุมมองของความเป็นมนุษย์แทน “ผมเตรียมพร้อมด้วยการอ่านหนังสือเยอะมาก ๆ ครับ ผมสนใจในตัวเขา และสิ่งที่ (การประดิษฐ์ระเบิดปรมาณู) มีผลกับแต่ละคร ผมไม่ได้สนใจในเรื่องกลไกเลย ผมไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจเรื่องพวกนั้น แต่ตัวละครเหล่านี้ที่มีความขัดแย้งกันนั้น มันน่าทึ่งเป็นอย่างมาก”

“(สำหรับผม) ผมตระหนักเสมอว่า นี่เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เขา (ออพเพนไฮเมอร์)่ ช่างซับซ้อน ขัดแย้ง และมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก แต่ผมก็รู้ตัวดีว่า ผมทำงานร่วมกันกับหนึ่งในผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล ผมรู้สึกมั่นใจที่จะทำงานกับคริส เขามีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของผม ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และอาชีพ เขาเสนอบทที่น่าสนใจให้ผมมากมาย และทุกบทนั้นก็ท้าทายจริง ๆ และผมก็รักที่จะร่วมเฟรมในหนังของเขาด้วย”

Cillian Murphy Christopher Nolan Oppenheimer

“นักแสดงทุกคนอยากอยู่ในกองของโนแลน เพียงเพื่อจะดูว่ากองถ่ายทำงานกันยังไง และได้เห็นคำสั่งของเขาในการควบคุมภาษาหนัง และกลไกของหนัง และวิธีที่เขาสามารถใช้ผ้าใบในการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ที่มีความท้าทายในหนังสตูดิโอกระแสหลักได้”

เมอร์ฟียังเล่าย้อนไปถึงตอนที่เขาทำงานกับโนแลน ในหนัง ‘Dunkirk’ ด้วยว่า ตอนนั้นเขาได้รับบทที่ยาวเพียงแค่ 70 หน้า และตัวละครของเขาเองก็แทบไม่มีบทบาทมาก และไม่มีแม้แต่กระทั่งชื่อ “เขาพูดว่า ‘ดูสิ ลองคิดดู คุณกับผมกำลังจะพบการเดินทางของอารมณ์สำหรับตัวละครนี้’ และเราก็ทำงานร่วมกันในเรือลำนั้น ทั้งหมดมาจากความไว้วางใจและความเคารพ ทุกวันนี้ผมภูมิใจในการแสดงบทบาทนั้นมากจริง ๆ “

นอกจากนี้ เมอร์ฟียังได้กล่าวถึงและชื่นชมวิธีการตลาดแบบเก่า ๆ ที่โนแลนใช้ในการโปรโมตหนัง ‘Oppenheimer’ ที่สร้างความลึกลับให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ และยังยืนยันว่า หนังเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมประทับใจอย่างแน่นอน

“ผมคิดว่าผู้คนจะต้องประหลาดใจ และประทับใจในสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่ผมพูดคงดูกระจอกงอกง่อยไปหน่อย ถ้าหากจะเทียบกับการดูหนังเรื่องนี้ในระบบ IMAX ผมภูมิใจกับหนังเรื่องนี้จริง ๆ และผมก็ภูมิใจในสิ่งที่คริสทำสำเร็จด้วย มันเป็นเรื่องที่พิเศษมาก ๆ มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทุกครั้งที่เขาทำหนังออกมา และไม่ว่าผมจะแสดงในหนังเรือไม่ ผมก็ยังอยากไปดูหนังของเขาอย่างแน่นอน”

“และถ้าถึงเวลาพูดได้แบบอิสระ (หลังหนังฉาย) เมื่อไหร่ ผมว่าเราคงมีเรื่องให้สนทนา (เกี่ยวกับหนัง) มากมายแน่ ๆ “


ที่มา: AP, Variety, IndieWire

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส