Cillian Murphy Oppenheimer

Christopher Nolan ลั่น ‘Oppenheimer’ ที่จริงแล้วเป็นหนังวางแผนปล้น ไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติ

จะเรียกว่ามาไกลเกินกว่าที่คาดก็ได้ หลังจากที่หนัง ‘Oppenheimer’ ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) หนังกึ่งชีวประวัติที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ ‘American Prometheus: The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer’ หนังสือชีวประวัติของ เจ โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ที่เขียนโดย ไค เบิร์ด (Kai Bird) และ มาร์ติน เจ. เชอร์วิน (Martin J. Sherwin) ที่ ณ ตอนนี้กลายเป็นหนังเรต R ที่ทำรายได้เป็นอันดับ 2 และเป็นหนังทำรายได้สูงสุดอันดับ 2 ของปี 2023 ด้วยตัวเลข 942 ล้านเหรียญ

แม้ตัวหนังจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างช่วงเวลาประวัติศาสตร์แห่งการทดสอบระเบิดปรมาณู หรือ Trinity Test บนพื้นที่ ลอส อะลามอส รัฐนิวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1945 ซึ่งนำไปสู่จุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ตีขนาบไปกับเรื่องราวภายใน ความรู้สึก อุดมการณ์ทางการเมืองและมนุษยธรรม รวมทั้งช่วงชีวิตและความสัมพันธ์อันซับซ้อนของออปเพนไฮเมอร์ แต่ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ในฐานะผู้กำกับและเขียนบท ก็ไม่ต้องการให้หนังเรื่องนี้เป็นเพียงหนังชีวประวัติ (Biopic) เพราะสำหรับโนแลน หนังชีวประวัติไม่ถือเป็นแนวย่อยของหนังด้วยซ้ำ

Oppenheimer Christopher Nolan

โนแลนได้เล็กเชอร์เรื่องนี้ในระหว่างการการบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งนิวยอร์ก (City University of New York) ร่วมกับ เอ็มมา โธมัส (Emma Thomas) โปรดิวเซอร์และภรรยา และ ไค เบิร์ด ผู้เขียนร่วมหนังสือ ‘American Prometheus’ โดยเสด็จพ่อโนแลนได้กล่าวว่า ตัวเขาเองปฏิเสธแนวคิดของความเป็น ‘หนังชีวประวัติ’ แบบดั้งเดิมอย่างแข็งขัน หลังจากที่เขาถูกถามว่า ทำไมหนังเรื่องนี้จึงไม่มีช่วงเวลาสำรวจช่วงวัยเด็กของออปเพนไฮเมอร์ เหมือนอย่างที่หนัง Biopic พึงจะมี

“มีแนวโน้มครับว่า ในหนังชีวประวัติที่อธิบายแนวคิดที่ระบุคุณลักษณะของบุคคลที่คุณรู้จัก ด้วยการอิงจากพันธุกรรมของพ่อและแม่ของพวกเขา ซึ่งมันเป็นมุมมองที่ขาดความเป็นมนุษย์อย่างมาก หากคุณเขียนหนังสือที่มีความหนาสัก 500 หน้าหรือ 1,000 หน้า มันมีวิธีในการสร้างสมดุลให้กับบุคลิกลักษณะและประสบการณ์ของพวกเขา ซึ่งเมื่อคุณจำเป็นต้องบีบอัดและตัดทอนให้เหลือเพียงความเรียบง่ายที่จำเป็นสำหรับบทภาพยนตร์ลงไป สิ่งเหล่านั้นมันจะลดขนาดลงไปอย่างไม่น่าเชื่อไปเลยครับ”

ในขณะเดียวกัน โนแลนกลับมองว่า ‘Oppenheimer’ คือหนังแนววางแผนปล้น (Heist Movie) มากกว่า เพราะในหนังบอกเล่าเรื่องราวของการวางแผนแข่งกับเวลาเพื่อสร้างระเบิดปรมาณูสำหรับใช้ทดลองให้สำเร็จก่อนจะนำไปใช้จริงที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งความพยายามในการรวมกลุ่มกับศัตรู ในขณะที่ฉากในห้องพิจารณาคดี โนแลนได้สำรวจรูปแบบเฉพาะของหนังแนวเหล่านี้เพื่อให้สามารถให้ความบันเทิงกับผู้ชมให้ได้มากที่สุด

Cillian Murphy Oppenheimer Robert Downey Jr.

“มันเป็นจุดที่ทำให้แนวคิดของชีวประวัติในฐานะแนวหนัง ล้มเหลวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่แนวหนังที่มีอยู่จริง ผมชอบทำงานกับแนวหนังที่มีจริง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเป็นหนัง (ที่ถูกเล่าในแบบ) หนังวางแผนปล้นที่ถูกนำไปใช้กับโครงการแมนฮัตตัน และดราม่าในห้องพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับไต่สวนคดีด้านความมั่นคง การสำรวจแบบแผนของแนวหนัง (วางแผนปล้น) จึงมีประโยชน์ต่อวิธีการที่สามารถดึงดูดผู้ชม และวิธีที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้เป็นอย่างมาก”

โนแลนได้สรุปประเด็นของเขาด้วยการแนะนำให้แฟน ๆ ภาพยนตร์ไปดูหนังที่สร้างขึ้นจากชีวิตของคนจริง ๆ แต่ให้พวกเขาลองมองและสังเกตคน ๆ นั้นในมุมมองที่ต่างออกไป แม้ว่าพวกเขาอาจจะมุ่งความสนใจไปที่ตัวละครเพียงตัวเดียว แต่นั่นก็กลับไม่ใช่เรื่องราวที่พวกเขาอยากจะเล่า เพราะสำหรับโนแลน คำว่าหนังชีวประวัติ มันเป็นแนวที่ดูตื้นเขินและเป็นชื่อเรียกแนวหนังที่ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ในการเล่าเรื่องจากชีวิตของคนจริง ๆ )

“หนังชีวประวัติมันเป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้กับหนังที่ไม่รู้จะระบุว่าจะเล่าเรื่องแนวไหน คุณคงไม่พูดถึง ‘Lawrence of Arabia’ (1962) หรือ ‘Citizen Kane’ (1941) ในรูปแบบชีวประวัติหรอก มันเป็นหนังผจญภัย เป็นหนังที่เกี่ยวกับชีวิตของใครบางคน (หนังชีวประวัติ) จึงไม่ใช่แนวหนังที่จะมีอะไรให้คุณยึดถือมันไว้ได้จริง ๆ “


ที่มา: Collider

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส