Connect with us

What The Fact

The Fate of the Furious ที่สุดของหนังเอาใจตลาด

เมื่อผู้สร้างรู้ใจผู้ชมล่ะ ว่ายิ่งเวอร์คนดูยิ่งชอบยิ่งขายดี หนังก็เลยออกมาตามสูตรที่ว่า ด้วยการยัดฉากแอ็คชั่นเวอร์วังอลังการเข้าไปในหนังที่เคยเป็นหนังแข่งรถเรื่องนี้ มันก็เลยออกมาเวอร์หนักขึ้นทุกภาค ๆ ก็ถือว่าเป็นกำไรผู้ชมไปโดยปริยาย จนมาถึงภาค 8 ฉากแอ็คชั่นก็เลยจัดหนักลากกันยาว ๆ เอาให้สะใจคนดูไป ละเลงทุนสร้างไปแพงสุดในแฟรนไชส์นี้ถึง 250 ล้าน มากกว่าภาค 7 ที่ทุนสร้างเกือบ ๆ 200 ล้าน

เมื่อผู้สร้างรู้ใจผู้ชมล่ะ ว่ายิ่งเวอร์คนดูยิ่งชอบยิ่งขายดี หนังก็เลยออกมาตามสูตรที่ว่า ด้วยการยัดฉากแอ็คชั่นเวอร์วังอลังการเข้าไปในหนังที่เคยเป็นหนังแข่งรถเรื่องนี้ มันก็เลยออกมาเวอร์หนักขึ้นทุกภาค ๆ ก็ถือว่าเป็นกำไรผู้ชมไปโดยปริยาย จนมาถึงภาค 8 ฉากแอ็คชั่นก็เลยจัดหนักลากกันยาว ๆ เอาให้สะใจคนดูไป ละเลงทุนสร้างไปแพงสุดในแฟรนไชส์นี้ถึง 250 ล้าน มากกว่าภาค 7 ที่ทุนสร้างเกือบ ๆ 200 ล้าน

อย่างหนึ่งที่ผู้ชมรอคอยการมาถึงของภาค 8 ก็คือดูความเป็นไปของภาคต่อที่ไม่มีตัวละครนำอย่าง ไบรอัน โอคอนเนอร์ ว่าจะไปในทิศทางใด ผลก็คือหนังไม่พูดถึงไบรอันเท่าใดนัก เห็นเท้จเอ่ยถึงอยู่ประโยคเดียวว่า “เราจะตามไบรอันมาช่วยภารกิจครั้งนี้ไหม” แต่เล็ตตี้ก็ปรามไว้ว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ไปรบกวน ไบรอันและมีอา” แค่นั้น แล้วหนังก็เลือกดัน ลุค ฮอบบ์ บทของดเวย์น จอห์นสัน ให้ขึ้นมาเป็นบทนำคู่กับ วิน ดีเซล แทน หน้าหนังก็ดูเล่นเข้าขากันดีนะ แต่เบื้องหลังก็มีดราม่ารุนแรงระหว่างคู่นี้พอควร ที่ดเวยน์ ออกมาโจมตี วิน ด้วยความฉุนเฉียวว่าไม่มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน แต่บางสื่อก็ออกมาแก้ข่าวภายหลังว่าเป็นแผนการโปรโมทหนังและแมตช์ wrestlemania ของ ดเวย์น จอห์นสัน แต่ถ้าเรื่องราวผิดใจระหว่างคู่นี้เป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการร่วมงานในภาคต่อไปแน่นอน

ภาคนี้ได้ผู้กำกับ เอฟ.แกรี่ เกรย์ มารับหน้าที่ หลังจากยูนิเวอร์แซลเลือกหาผู้กำกับอยู่นาน เพราะเจมส์ วาน ไม่ขอกลับมากำกับภาค 8 ก็นับว่า แกรี่ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมดีเพราะประสบการในการทำหนังแอ็คชั่นก็มากโขอยู่ เคยกำกับ วิน ดีเซล ใน A Man Apart (2003) เคยกำกับ ชาลิซ เธียรอน และ เจสัน สตาแธม ใน Italian Job (2003) เคยกำกับ ดเวย์น จอห์นสัน ใน Be Cool (2005) เรียกได้ว่าเคยร่วมงานกับดารานำในภาคนี้มาหมดแล้ว ก็เลยเป็นการทำงานกับคนคุ้นเคยแทบทั้งนั้น และเป็นการสานต่อที่ทำได้เนียนมาก คงความโดดเด่นประเด็นหลักของหนังตระกูล Fast ยุคหลังไว้ได้ครบถ้วน

Fast8 ในความรับผิดชอบของ แกรี่ เป็นภาคที่เล่นใหญ่ขึ้นฉากแอ็คชั่นถล่มทลายมากที่สุดที่เคยมีมาในแฟรนไชส์นี้ หนังเริ่มความมันส์กันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง แล้วค่อยโยงเข้าสู่วิกฤตการณ์ของเรื่องที่อัดฉากแอ็คชั่นมาแน่นตลอดเวลา 2 ชั่วโมง 16 นาที ด้วยความที่เป็นหนังภาคต่อเลยไม่ต้องเสียเวลาปูความตัวละครกันนาน ไม่ต้องมีฉากคุยกันมาก ลดฉากต่อสู้แบบหมัดมวยน้อยลงขายฉากแอ็คชั่นใหญ่กันล้วน ๆ แบ่งเป็นฉากใหญ่ได้ 3 ฉาก ฉากในเบอร์ลิน , นิวยอร์ค และไอซ์แลนด์ แม้ว่า 3 ฉากนี้ถูกปล่อยให้เห็นในตัวอย่างหมดแล้วแต่ในหนังจริงลากกันยาว ๆ มาก ฉากในเบอร์ลินมีแค่ลูกตุ้มยักษ์เหวี่ยงใส่รถที่เห็นในตัวอย่างไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก ฉากใหญ่คือฉากปิดนิวยอร์คไล่ล่ากันได้เห็นรถแพง ๆ มาชนกัน เอารถมาโยนทิ้งจากอาคารจอดนับร้อยคัน นับเป็นฉากทำลายรถใหญ่สุดในหนังฮอลลีวู้ดแล้ว ส่วนฉากไอซ์แลนด์นี่ก็เวอร์ขนาดเอาเรือดำน้ำมาเข้าฉากไล่ยิงกับรถของทีม Fast เอาให้สมกับเป็นฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่ลากกันยาว ๆ กว่าครึ่งชั่วโมง ระเบิดตูมตาม มิสไซล์ ขีปนาวุธปลิวกันว่อน ฉากขายความเท่ยังคงมีให้เห็นตามสไตล์ Fast แต่ไม่เน้นจนดูลิเกเท่าภาคก่อน ๆ ไม่มีฉากเดินสโลว์พร้อม ๆ กัน และฉากแอ็คชั่นก็ไม่ขยันเล่นภาพสโลว์บ่อยนัก ดีแล้วล่ะนะ

คริส มอร์แกน มือเขียนบทคนเดียวที่เหมาหน้าที่นี้มาตั้งแต่ภาค 4 แล้ว และดูจะเหมาะสมที่สุดที่จะอยู่กับแฟรนไชส์นี้ไปตลอด บทของคริส สามารถเลือกปฎิบัติการเวอร์วังผสมไปกับฉากซิ่งรถที่เป็นเอกลักษณ์หลักของหนังได้ลงตัว เดินเส้นเรื่องหลักได้น่าติดตามด้วยการให้ ดอม หันหลังไปอยู่กับทีมผู้ร้ายกลายเป็นคู่ปรับตัวสำคัญของทีม หนังเดินหน้าไปก็ค่อย ๆ เผยเหตุผลว่าทำไมดอมถึงทำเช่นนั้น แถมหยอดช็อตเล็ก ๆ ไว้ตามทางเพื่อมาเฉลยในตอนท้ายในฉากซ้อนแผน ก็ถือว่าเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายดูมีชั้นเชิงมากขึ้น ไม่ยกให้ฝ่ายดีเก่งจนเวอร์เกินไปนัก

ผมชอบบทของคริส ในการกระจายความสำคัญของตัวละครได้ดีมาก แม้ Fast 8 จะเป็นหนังรวมดาวที่แทบจะล้นจอเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเพิ่มเข้ามาอีกสักกี่คน บทของคริสก็แจกจ่ายเวลาบนจอให้ได้ครบทุกคนไม่มีใครถูกลืมหายไปแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งป้าเฮเลน มิเร็น โผล่มาแค่ไม่กี่นาทีก็ยังโชว์ลีลาให้ชวนจดจำได้ เจสัน สตาแธม ในฐานะดาราระดับซูเปอร์สตาร์คนหนึ่งเมื่อมาร่วมกับตระกูล FAST ก็จะมาเด่นกว่า 2 ดารานำเดิมอย่าง ดเวย์น และ วิน ไม่ได้ แต่เจสัน ก็ได้ฉากแอ็คชั่นลุยเดี่ยวและเป็นฉากมันส์ชวนจดจำของหนังเลย โรมัน แม้ดูจะเป็นตัวที่ไร้ประโยชน์ของทีมก็ยังคงทำหน้าที่ตัวปล่อยมุกที่ได้เสียงหัวเราะกลับมาเกือบทุกมุกที่ยิง นับว่าเป็นตัวสีสันสำคัญของเรื่องเลย เคิร์ต รัสเซล ในบทมิสเตอร์โนบอดี้ มีบทบาทมากขึ้นในภาคนี้ แต่ก็ยังน้อยกว่าหน้าใหม่ สก๊อตต์ อีสต์วู้ด ลูกชายของปู่คลินต์ อีสต์วู้ด ที่มาในบทลิตเติลโนบอดี้ ซึ่งเป็นทั้งฝ่ายตำรวจและสมาชิกที่ออกตะลุยกับทีม Fast ด้วย ชาลิซ เธียรอน ในบทไซเฟอร์ วายร้ายตัวแม่ในภาคนี้ มากับลุคผมเดรดล็อคก็ดูแปลกตาดีแม้ภาพลักษณ์เธอจะดูไม่น่ากลัวนะ แต่ความโหดของเธอก็เอาเรื่องเหมือนกัน แถมได้คริสโตเฟอร์ ฮิฟจู มาทำหน้าที่มือขวาจอมโหดอีก หลายคนน่าจะคุ้นหน้า คริสโตเฟอร์ จากบททอร์มุนด์ ผู้นำคนเถื่อนจาก Game Of Thrones นับเป็นดาราคนที่ 2 จากซีรีส์นี้ที่มาร่วมงานกันหนัง Fast ต่อจาก นาธาลี เอ็มมานูเอล ที่มาสานต่อบท ดร.แรมซีย์ ภาคนี้ นาธาลี สวยขึ้นมากดูขึ้นกล้องมาก จัดเป็นสาวผิวสีที่ดูเข้ากับผมทรงหัวฟูมาก

Fast 8 มองในภาพรวมในฐานะหนังแอ็คชั่นแปะตราฮอลลีวู้ด ก็ต้องบอกว่ามีการพัฒนาขึ้น ตัวเลขภาคจะมากขึ้นก็ยังไม่เจอทางตัน แม้ผู้สร้างจะเจอปัญหาทั้งเรื่องดารานำตาย ผู้กำกับหาย แต่ก็ยังแก้ปัญหาได้สวยงามน่าชื่นชมครับ ภาคนี้ตัวร้ายมีพิษสงมากขึ้น มีการหยอดลูกเล่นในบทมากขึ้น ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเอาชนะจนง่ายเกินไปนัก บทหนังเชื่อมโยงตัวละครภาคนี้กับภาคก่อนค่อนข้างมาก คนที่ไม่เคยดูภาคก่อนหรือดูแต่ลืมไปแล้วอาจจะมีงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับดูไม่รู้เรื่อง มีตัวละครจากภาคก่อน ๆ กลับมาเป็นเซอร์ไพรส์ มีตัวละครตายเพื่อเพิ่มความดราม่าให้กับหนัง ยูนิเวอร์แซลคาดหวังว่าภาคนี้จะเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในสหรัฐฯ ด้วยตัวเลข 400 ล้านเหรียญ ตั้งใจให้ทำลายสถิติภาค 7 ที่ทำไว้ 397 ล้านเหรียญ จากที่ดูมาแล้ว สนุก มันส์ขนาดนี้ เชื่อว่าเป็นไปได้น่ะ เน้นว่าต้องดูจอใหญ่นะครับ หนังถล่มทลายอลังการขนาดนี้ รอบที่ผมดูเป็น 3D นะ แต่หนังก็ไม่ได้เน้นขาย 3D ไม่มีอะไรพุ่งจากจอมากมาย ดูแบบปกติธรรมดาเนี่ยล่ะพอแล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!