ถ้านักแสดงเสียชีวิตไปแล้ว เราควรให้ AI เจนเสียงของเขามาใช้งานหรือเปล่า แบบนี้ผิดจริยธรรมการใช้ AI หรือไม่ ? เส้นแบ่งของ AI และจิตวิญญาณของมนุษย์อยู่ตรงไหน ? นี่คือคำถามที่โผล่มาขณะที่กำลังอ่านข่าว Netflix ใช้ AI เจนเสียงนักแสดงที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้มีบทพูดในเรียลลิตีซีรีส์ ‘Wonka’s The Golden Ticket’ ใน Netflix

Netflix ประกาศเตรียมนำ AI มาใช้สร้างเสียงของ ‘จีน ไวล์เดอร์’ (Gene Wilder) อดีตนักแสดงผู้ล่วงลับขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ในเรียลลิตีซีรีส์ชุดใหม่ที่มีฉากหลังเป็นโลกแห่ง ‘Willy Wonka & the Chocolate Factory’ โดยรายการนี้ใช้ชื่อว่า ‘Wonka’s The Golden Ticket’ โดยจะเผยแพร่เสียงจำลองจาก AI ของไวล์เดอร์ ผู้เคยฝากผลงานการแสดงระดับตำนานในบทบาทโรงงานช็อกโกแลตสุดเพี้ยนจากภาพยนตร์เวอร์ชันปี 1971 เอาไว้
สำหรับการนำเสียงและภาพลักษณ์ของเขากลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้งในรอบนี้ ได้รับความยินยอมจากกองมรดกและผู้ดูแลผลประโยชน์ของนักแสดงผู้ล่วงลับ (ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2016) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ ElevenLabs บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเสียง AI มาเป็นผู้รับผิดชอบในการถอดรหัสและสร้างเสียงจำลองในครั้งนี้
แม้จะเป็นการยินยอมจากครอบครัวและมีการแจ้งชัดเจน แต่ประเด็นคือ เหมาะสมแค่ไหนที่จะใช้ AI เจนเสียงของผู้ล่วงลับสำหรับการทำประโยชน์ต่อไป ?
จริยธรรม AI ที่ถูกนำมาใช้ทดแทนผู้ล่วงลับ
การใช้ทรัพยากรจากผู้ล่วงลับเป็นสารตั้งต้นใน AI ถูกหยิบมาพูดถึงหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่ผู้คนสามารถเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น และเคส Netflix ก็ไม่ใช่เคสแรก ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ในไทยก็มีแคมเปญ ‘สุขใจผู้ให้ ใส่ใจสุขภาพพระ’ ของ สสส. ที่ใช้ใบหน้าของศิลปินและนักแสดงระดับตำนานของไทย อย่างสรพงศ์ ชาตรี, เศรษฐา ศิระฉายา และยอดรัก สลักใจ มาใช้ทำแคมเปญ เพื่อรณรงค์คนที่ใส่บาตรว่าควรเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์และไม่ทำให้พระเสียสุขภาพ ซึ่งเป็นผลงานของทาง Workpoint Entertainment

หากดูจากความตั้งใจแล้ว คนทำแคมเปญต้องการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบดาราทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการเข้าวัดทำบุญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมในคอมเมนต์ แม้ทางครอบครัวของศิลปินยินยอมแล้วก็ตาม โดยที่บางส่วนมองว่าสิ่งที่ต้องคิดมากกว่าคำยินยอม คือ ‘สิทธิ์’ ของผู้ล่วงลับ
4 ความกังวลจากการใช้ตัวตนของผู้ล่วงลับสร้าง AI
แต่ไม่ว่าจะเคสของ Netflix สสส. หรืออีกหลายเคสที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลก ผู้ใช้ AI ครอบครัวผู้ล่วงลับ หรือบริษัทต่าง ๆ อาจต้องมองการหยิบตัวตนของเขาเหล่านั้นมาพิจารณาในหลายมิติก่อนนำไปใช้
1. การยินยอมของผู้ล่วงลับ
ผู้ล่วงลับยินยอมให้ระลึกถึงในรูปแบบนี้หรือไม่ ? เนื่องจากผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วไม่สามารถลุกขึ้นมาปฏิเสธหรืออนุญาตได้ การนำข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ไฟล์เสียง ภาพถ่าย หรือวิดีโอในอดีตมาป้อนให้ AI เรียนรู้ จึงอาจเสี่ยงต่อการละเมิดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้ตาย หากพวกเขาไม่ได้สั่งเสียหรือทำพินัยกรรมดิจิทัลไว้ล่วงหน้า
2. ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการบิดเบือนตัวตน
โมเดล AI ทำงานบนพื้นฐานของความน่าจะเป็น หมายความว่าระบบอาจจะคำนวณและสร้างคำพูด หรือแสดงพฤติกรรมที่ผู้ตายไม่เคยพูดหรือไม่เคยคิดจะทำตอนที่มีชีวิตอยู่ การบิดเบือนตัวตนนี้อาจส่งผลกระทบต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และภาพจำที่คนรุ่นหลังมีต่อผู้ล่วงลับ
3. ช่องโหว่ทางกฎหมายและการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายประเทศ (รวมถึง PDPA ของไทย) ส่วนใหญ่จะคุ้มครองเฉพาะ ‘บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่’ ทำให้ข้อมูลของผู้ล่วงลับตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกบริษัทเทคโนโลยีนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือนำไปสร้างคอนเทนต์โดยที่ครอบครัวไม่มีสิทธิ์ควบคุมอย่างเต็มที่
4. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการจ้างงาน
ประเด็นนี้น่าจะส่งผลกระทบมากพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการประท้วง SAG-AFTRA ซึ่งเกียวกับการจากปัญหาเรื่องค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงื่อนไขการทำงาน บทบาทของ AI ที่ทางสตูดิโอนำมาใช้แทนนักแสดง และสวัสดิการสุขภาพ
หากค่ายหนังสามารถใช้ AI ชุบชีวิตดนดังในอดีตขึ้นมาแสดงนำได้เรื่อย ๆ โดยลงทุนน้อยกว่า ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักแสดงรุ่นใหม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะสูญเสียโอกาสในการจ้างงานและการเติบโตในอาชีพ เพราะต้องแข่งขันกับร่างดิจิทัลที่ไม่มีวันแก่และไม่มีวันตายอยู่อย่างนั้น
AI resurrection – ผลกระทบต่อญาติและแฟนคลับของนักแสดงผู้ล่วงลับ
แต่หากเราคุ้นกัน BT beartai เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการใช้ AI ในการกู้ผู้เสียชีวิตกลับมา ในประเด็น Grief Tech หรือเทคฯ เพื่อเยี่ยวยาคนเศร้า สิ่งที่น่าสนใจคือ หลาย ๆ คนเมื่อสูญเสียบุคคลในครอบครัวผู้เป็นที่รักไป การฟื้นคืนชีพของผู้ล่วงลับไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์หรือกฎหมายเท่านั้น เพราะย่อมมีผลต่อจิตใจของครอบครัวด้วย ไม่มากก็น้อย
‘สำหรับบางคน Grief Tech ช่วยให้คนก้าวข้ามความสูญเสียได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับบางคน Grief Tech มันอาจฉุดรั้งไม่ให้เรามูฟออน เพราะการเผชิญหน้ากับความจริงว่าเขาจากไปแล้วอาจถูกแทนที่ด้วยการเสพติดการจำลองตัวตนแทน’
แม้ว่าประเด็นของไวล์เดอร์ และดาราทั้ง 3 ท่านไม่ใช่ Grief tech และได้รับความยินยอมอย่างถูกต้อง แต่ก็มีประเด็นของการฟื้นคืนชีพของผู้ล่วงลับในรูปแบบของภาพและเสียงบนโลกดิจิทัลอยู่ดี และมันอาจสร้างบาดแผลในจิตใจมากกว่าที่คิด
สิ่งที่เราน่าจะต้องคิดกันให้มาก คือเส้นแบ่งระหว่าง ‘เทคโนโลยีที่ช่วยระลึกถึง’ กับ ‘การละเมิดศักดิ์ศรีของผู้ล่วงลับ’ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราในฐานะสังคมมนุษย์ มีขอบเขตและเคารพในเจตนารมณ์ของชีวิตที่จากไปแล้วมากน้อยแค่ไหน
ในวันที่กฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ‘จริยธรรมและสำนึกส่วนตน’ ของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ จึงเป็นเหมือนด่านสุดท้ายที่จะช่วยปกป้องจิตวิญญาณและความทรงจำของคนที่จากไป ไม่ให้กลายเป็นเพียงสินค้าในโลกดิจิทัล เพราะหากบุคคลผู้ล่วงลับถูกนำมาใช้ซ้ำไปซ้ำมาด้วย AI ไม่จบสิ้น พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้าเทคโนโลยีที่วางขายในตลาดเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเห็นการใช้ภาพบุคคลในประวัติศาสตร์มากมายที่ถูกนำมาสกรีนบนเสื้อและสินค้าเพื่อจำหน่าย แต่ประเด็นนี้ก็ยังคุยต่อและแตกได้อีกหลายประเด็น เพราะการนำภาพของคนเหล่านั้นมาใช้ก็ยังคงรักษาตัวตนเอาไว้ ไม่ใช่การแต่งเติมจากตัวตนดั้งเดิม













