Connect with us

What The Fact

11 เรื่องสุดว้าวของ “ไมเคิล เบย์” ในแบบที่เราไม่เคยรู้จัก

Published

on

หนังเรื่องล่าสุดของมหากาพย์ผู้กำกับจอมทำลายล้างจักรวาลนาม ไมเคิล เบย์ กำลังจ่อคิวเข้าโรงแล้วกับ Transformers: The Last Knight วันนี้เราจึงนำเรื่องราวของตัวผู้กำกับท่านนี้ที่เรา ๆ ท่าน ๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเล่าสู่กันฟัง ใครแอนตี้อาจจะคารวะเฮียแกมากขึ้นก็เป็นได้นะ เพราะงานนี้พี่เบย์ไม่เบ ๆ นะครับ

1. คือผู้กำกับที่ครองสถิติอายุน้อยสุด ที่ทำเงินได้เกิน 1,000 ล้านเหรียญ

แค่ Bad Boy (1995) หนังยาวเพียงเรื่องแรกของพี่แก ก็สามารถทำเงินทั่วโลกได้ 141 ล้านเหรียญ แถมเรื่องที่สองก็ไม่ธรรมดา The Rock (1996) พี่แกก็กวาดเงินเพิ่มไปแบบเท่าตัวคือ 335 ล้านเหรียญ และไม่ต้องรอนานหลังจากนั้นอีก 2 ปี ในวัยเพียง 33 ปี พี่แกก็ทำรายได้รวมทุกเรื่องทะลุ 1,000 ล้านเหรียญไปได้สำเร็จจากเรื่อง Armageddon (1998) ที่กวาดมาถึง 553 ล้านเหรียญ ว้าวววว

“ลองเรียกฉันว่าผู้กำกับพันล้านทีสิ”

2. ฉากระเบิดในหนังเฮียแก จะทำเงินราว ๆ 3.3 ล้านเหรียญ ต่อการระเบิด 1 ครั้ง

ด้วยความที่แกเป็นสายแอ็คชั่นบ้าระเบิดบ้าพลังสุด ๆ เลยมีคนนั่งทำสถิติหนังพี่แกเล่น ๆ ว่า ทุก ๆ ครั้งที่มีการระเบิดเกิดขึ้นในหนังพี่แก จะทำรายได้ให้แกถึง 3.3 ล้านเหรียญเลยทีเดียว โดยเอารายได้ทั่วโลกของหนังเรื่องนั้นมาหารเฉลี่ยกับจำนวนฉากระเบิด โดยตอนนี้สถิติหนังที่มีฉากระเบิดสูงสุดของพี่แก จากการนั่งนับของผู้ใช้เรดดิทนามแฝงว่า OhioState13 อยู่ที่ประมาณ 330 ครั้งจากเรื่อง Transformers: Age of Extinction (2014)

ดังนั้นถ้าแกอยากทำลายสถิติรายรับรวมสูงสุดตลอดกาลของ Avatar (2009) ที่ 2,781 ล้านเหรียญ แกต้องทำหนังให้มีฉากระเบิดราว 843 ครั้งโดยประมาณ คือถ้าให้เห็นภาพลองเทียบกับหนังที่ยาวที่สุดของแกอย่าง Pearl Harbor (2001) ที่ยาว 183 นาทีแล้ว จะต้องมีฉากระเบิดเกิดขึ้นทุก ๆ  5 ครั้ง ต่อนาทีกันเลยทีเดียว (ถ้าระเบิดกันขนาดนั้นก็ไม่ต้องดูเรื่องราวของหนังกันแล้วล่ะ)

กราฟเทียบรายได้สัมพันธ์กับจำนวนระเบิด จากผู้ใช้เรดดิทนามแฝง MikeDane

3. สถิติการทำลายล้างรวม ระดับล้านล้านเหรียญ (ศูนย์ห้อยท้าย 12 ตัวน่ะ ดอลล่าร์สหรัฐด้วยนะ)

นี่ก็มีคนไปตั้งคำถามในเว็บถามไรก็ได้อย่าง Quora.com ว่ารวม ๆ แล้วหนังป๋าเบย์แกนี่ ทำลายทรัพย์สินตามท้องเรื่องคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเท่าไร แล้วก็มีผู้ใช้รายหนึ่งชื่อ Kynan Eng ได้เข้ามาลองคิดความเสียหายให้ดูว่ารวมทุกเรื่องแล้วน่าจะอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว โดยหลัก ๆ ก็มาจากการทำลายเมืองปารีส เซี่ยงไฮ้ และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในเรื่อง Armageddon ที่คิดความเสียหายได้ราว ๆ 1.1 ล้านล้านเหรียญ โดยอันดับสองที่ตามมาห่างมาก ๆ อย่าง Transformers: Dark of the Moon (2011) นั้นก็สร้างความพินาศไป 1 แสนล้านเหรียญจากการทำลายยานอวกาศ และเมืองชิคาโก รวมถึงอนุสาวรีย์ประธานาธิบดีลินคอล์นในดีซีด้วย
คิดเล่น  ๆ ก็เท่ากับรายได้สุทธิที่รัฐบาลไทยเก็บได้ทั้งตลอดปีที่แล้ว ทบไปอีก 14 ปี …..ก็แค่นั้นเอง

ฉากถล่มปารีสใน Armageddon

4. รายได้ขำ ทั้งทำหนังเอง ทั้งบริหารค่ายหนัง แค่ 430 ล้านเหรียญเองนิ

แม้หนังที่แกกำกับจะทำรายได้รวมกันไปถึง 5,845.1 ล้านเหรียญ แต่รายรับของแกเองจริง ๆ จากข้อมูลเดือนมีนาคมปีนี้ อ้างอิงจาก thefamouspeople.com ระบุว่าป๋าเบย์มีรายได้รวม 430 ล้านเหรียญตลอดชีวิตการทำงาน ซึ่งนับจากหนังเรื่องแรกที่แกกำกับด้วยค่าตัวเพียง 1 แสนเหรียญ จนตอนนี้ได้รับค่าตัวรวมเปอร์เซ็นต์การฉายแล้วน่าจะตกอยู่ปีละราว ๆ 50-100 ล้านเหรียญทีเดียว

ข้อมูลรายได้จาก Forbs อ้างจาก therichest.com

นอกจากนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่าป๋าแกมีบริษัทสร้างหนังของตัวเองด้วยชื่อว่า Platinum Dunes ที่ตั้งตามชื่อหนังสมัยเรียนฟิล์มในมหาวิทยาลัยของแกนู่น หนังฮิต ๆ จากค่ายนี้ก็เน้นไปที่การรีเมกหนังสยองขวัญเก่า ๆ เช่น The Texas Chainsaw Massacre (2003) และ A Nightmare on Elm Street (2010) เป็นต้น และยังผลักดันหนังสยองและแนวไซไฟคลื่นลูกใหม่ด้วยอย่าง The Purge (2013) และ Teenage Mutant Ninja Turtles (2014) เป็นต้น ซึ่งนับเอาหนังเฉพาะที่แกคุมการผลิตนี้ก็ทำรายรับรวมไปแค่ราว 6,912.8 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ทำได้ดีจน The Hollywood Reporter ยกให้เป็นบริษัทอำนวยการผลิตหนังยอดเยี่ยมของปี 2014 แถมในปีถัดมาสื่อเจ้าเดิมยังยกให้เป็น 1 ใน 30 บริษัทอำนวยการผลิตหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวู้ดด้วย

เหล่าผู้ก่อตั้งบริษัท

5. ชีวิตป๋าแกระดับ Thug Life เพราะจนทุกวันนี้แกก็ยังไม่รู้ว่าพ่อของแกคือใคร

กำเนิดชีวิตแกนี่ก็เป็นดราม่าจ๋าเลยทีเดียว เพราะแกถูกรับมาเลี้ยงโดยไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร และก็ใช้นามสกุลเบย์ตามพ่อแม่บุญธรรมมาตั้งแต่เกิดเลย จนช่วงหนึ่งที่เบย์ออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงโดยสืบตั้งแต่โรงพยาบาลที่เขาเกิด และในที่สุดก็ได้พบแม่ของเขา
จุดดราม่ามันอยู่ตรงนี้ครับ แม่ของเขาเคยนอนกับผู้กำกับใหญ่ยุคนั้นนาม จอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ ผู้กำกับหนังคลาสสิกอย่าง The Manchurian Candidate  (1962) แต่ด้วยความที่สมัยนั้นการมีเรื่องฉาวแบบนี้ อาจดับอาชีพของจอห์นได้เลย เขาเลยตกลงกับทนายและยัดเงินให้แม่เบย์ไป 7,500 เหรียญแล้วลาขาดกันไป การกลับมามีข่าวลือฉาวโฉ่ไปทั่วฮอลลีวู้ดแบบนี้อีกครั้งทำให้จอห์นตัดสินใจมาพบเบย์และแม่เพื่อทำการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งผลปรากฏคือค่าดีเอ็นเอไม่ตรงกัน แต่ก็มักจะพูดกันว่าการตรวจด้วยเทคโนโลยีในช่วงยุค 80 นั้นอาจให้ผลที่ไม่เที่ยงตรงก็ได้

จอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ หน้าคล้ายกันมั้ย?

ตรงนี้ก็ปล่อยเป็นความลับกันต่อไปครับ เพราะถ้าใครไปถามเบย์เขาก็จะตอบว่า เขาคือคนที่เชื่อว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่นั่นล่ะคือพ่อแม่ที่แท้จริงครับ T^T บางคนถึงกับวิเคราะห์หนังของป๋าเบย์ว่าที่ออกมาแบบตูมตามโฉ่งฉ่างนี้ ก็เพราะปมเรียกร้องความสนใจหาความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่แท้จริงนี่ล่ะ (รู้แบบนี้ ต่อไปคงจะดูหนังแกด้วยความรู้สึกอีกแบบแหงเลย โถหนูเบย์)

“มาแสดงความรักกัน”

6. สายโหดโคตรบิดามารดร

ความ Thug Life ของแกนี่ไม่ธรรมดานะ แกสายโหดถึงขนาดว่าทีมงานและนักแสดงในกองระเบิดภูเขาเผากระท่อมของป๋าเบย์ ถึงขนาดมีคำเรียกติดปากว่า Bayhem ที่มาจาก Mayhem (ความโกลาหล) ผสมกับชื่อของแก Bay ด้วย ซึ่งป๋าแกดูชอบใจเอาไปตั้งเป็นชื่อกล้องถ่ายหนังกันเลยทีเดียว ไอ้เรื่องตั้งชื่อนี่แกก็สายโหดพอตัวเพราะแกเอาชื่อปฏิบัติการลับถล่มอิหร่านอย่าง Nitro Zeus มาตั้งเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงด้วย

กล้องเรด สลักนาม Bayhem

เลนส์ส่องภาพ วิวไฟน์เดอร์ Mark Vb ที่เบย์มักห้อยติดตัวตลอด ถือเป็นอุปกรณ์เริ่มวัฒนธรรมสลักชื่อพร้อมชื่อหนังของเขาทุกเรื่องด้วย

ความเขี้ยวในกองถ่ายของแกก็ลือชามากแกเคยสั่งไล่ให้ตัวประกอบแบบเดินผ่าน ไปนั่งดูอยู่มุมตึกแทน เพราะเล่นไม่ตรงจากที่เขาสั่ง (คือชีวิตตัวประกอบคนนั้นจบสิ้นกันวันนั้นทีเดียว) หรือจะดราม่าเมื่อนานมาแล้วที่เขาพูดถึงนักแสดงนำหญิงอย่าง เคท เบกคินเซล ในกอง Pearl Harbor ว่าอัปลักษณ์ เวลาเธอแสดงไม่ได้ดั่งใจ จนเธอหมดความมั่นใจไปเลย  ซึ่งเรื่องนั้นเบย์ได้ถ่ายฟิล์มไปกว่า 1 ล้านฟุต ถึงจะตัดมาใช้ในหนังตัวสุดท้ายแค่ราว ๆ 20,000 ฟุต ก็ตาม ก็พอเข้าใจได้เลยว่าในกองถ่ายแกจะเข้มข้นจริงจังขนาดไหน

“จะแสดงดี ๆ ได้รึยัง”

อีกเรื่องที่น่าเสียดายคือเมื่อปี 2008 ผู้กำกับหนังสุดห่วยจากหลายสำนักอย่าง อูเว่ โบลล์ ซึ่งท้าต่อยกับนักวิจารณ์หนังไปทั่ว ได้ขอท้าขึ้นสังเวียนซัดปากกับป๋าเบย์บ้างในฐานะหนังแมสเจอหนังอินดี้ แต่ป๋าไม่รู้จะไปต่อยทำซากอะไร มวยนัดหยุดโลกนั้นเลยไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคของโบลล์หรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นปี 2013 ที่กองถ่ายหนังหุ่นเหล็กในฮ่องกง ป๋าแกเจอโจรสองคนรุมทำร้ายเพื่อปล้นโดยมีชิ้นส่วนเหล็กของแอร์ปรับอากาศเป็นอาวุธ ผลปรากฏว่าถึงโดนจัง ๆ แต่เบย์ก็ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่รอยขีดข่วน นี่มันคนเหล็กชัด ๆ เลย

7. ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับหนังของเบย์ ว่าเลวร้ายสุด ๆ

เบย์เคยเล่าว่าเขาไปปรึกษากับ เควนติน ทารันติโน่ ที่มีคนบอกว่าเบย์คือซาตาน เควนตินก็เลยบอกว่าอย่าคิดมากหนังเรื่องก่อนคนก็หาว่าผมเป็นพวกต่อต้านพระคริสต์เหมือนกันล่ะ (ฮา) คือชื่อเสียงป๋าเบย์ก็อารมณ์ว่าไม่ค่อยถูกกับพวกนักวิจารณ์หนังอยู่แล้วล่ะนะ

หนึ่งในการโต้เถียงที่เผ็ดร้อนที่สุดของเบย์ คือการบอกว่านักวิจารณ์ชื่อดังแห่งยุคอย่างโรเจอร์ อีเบิร์ต คงดูพวกหนังสงครามสั่ว ๆ มามากเกินไป ถึงมาวิจารณ์ฉากทิ้งระเบิดในหนัง Pearl Harbor ว่าไม่สมจริง แถมข่มทับว่าเขานี่ศึกษาชนิดของระเบิดมาอย่างละเอียดแล้วเฟร้ยด้วย เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่าเรื่องระเบิดอย่าไปเถียง ดร.ระเบิด อย่างป๋าเบย์
ใครคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหนัง Armageddon ของเขาว่าถูกนาซ่าเอาไปใช้เปิดให้นักบินฝึกหัดดูเพื่อหาจุดผิดซึ่งว่ากันว่ามีถึง 168 จุด (บร๊ะ) ซึ่งบางคนก็เชื่อเป็นตุเป็นตะอยู่นะครับ เพราะมีคนไปตั้งถามนาซ่าเหมือนกันและนี่คือคำตอบครับ

ก็ย่อ ๆ คือเจ้าหน้าที่ของนาซ่าท่านนี้ เขาบอกว่าไม่มีงบไปซื้อลิขสิทธิ์หนังเอามาทำเรื่องพรรค์นั้นหรอกครับ ลือหึ่งโม้กันทั้งเพ อีกอย่างก็เป็นแค่มุกขำ ๆ ไว้ละลายพฤติกรรมเท่านั้นเอง ซึ่งเลิกเล่นมุกแบบนี้ไปแล้วเพราะหนังเก่าเกิน เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จัก (ฮา) อีกอย่างอ้างอิงจาก moviemistakes.com หนังระเบิดดาวเคราะห์น้อยเรื่องนี้ก็มีจุดผิดแค่ 82 จุดเท่านั้นด้วย เทียบไม่ติดเลยกับหนังผิดจุดสุดบรรลัยของป๋าแกอย่าง Pearl Harbor ที่ผิดปาไป 180 จุด มากกว่าไอ้ที่ชาวเน็ตลือกันเกี่ยวกับ Armageddon ซะอีก (ฮา)ที่เกี่ยวกับนาซ่าอีกเรื่องก็เป็นว่านาซ่าโหวตให้หนังเรื่อง 2012 เป็นหนังที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ได้ห่วยแตกที่สุดในโลก แล้วมี Armageddon ติดโผในหอเสื่อมยศนี้ในลำดับรองด้วย อันนี้ก็ข่าวมั่วอีกเช่นกันครับ นาซ่ามาเผยแล้วว่าเป็นแค่ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ให้กับนักข่าวออสเตรเลีย แถมแค่ยกตัวอย่างส่วนที่ผิดหลักการของหนังฮอลลีวูดต่าง ๆ ไม่ได้มีการจัดอันดับใด ๆ ด้วย

แอบเล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์ในนาซ่า นับเป็นหนังโรงเรื่องแรกที่แกมาเป็นคามิโอด้วย

ส่วนไอ้แย่ของจริงน่ะ คือการที่เบย์เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดแย่แห่งปี หรือ Razzie Awards ถึง 5 ครั้ง แถมคว้ารางวัลอัปยศนี้ไปได้ถึง 2 ครั้งอีกต่างหาก จากหนังหุ่นเหล็กอวกาศภาค 2 และ 4 นั่นเอง

“มีคนจำนวนเยอะโคตร ๆ ที่เกลียดผม พวกเขาเกลียดหนังของผมและอะไรต่อมิอะไรของผม แต่เฮ้! รู้อะไรมั้ย หนังผมทำเงินทั่วโลกสองพันกว่าล้านเหรียญ นั่นคิดเป็นจำนวนคนที่ไปซื้อตั๋วดูเยอะอยู่นะ” – ไมเคิล เบย์

8. เห็นแบบนี้ จริง ๆ ป๋าเบย์เทพมาก เป็นอัจฉริยะเลยล่ะ

ของที่คนอื่นว่าไม่ดี อาจจะเป็นของเทพของเราก็ได้เช่นกันครับ เพราะหนังของป๋าเบย์ในฝั่งเวทีรางวัลโคตรแมสอย่าง MTV Movie Awards นี่แกเป็นขาประจำของหนังที่มีฉากบู๊ยอดเยี่ยม แถมยังได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมแห่งปีถึง 3 ครั้ง และชนะไปจากเรื่อง Transformers (2007) ด้วย ส่วนฝั่งออสการ์ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ อาจจะเหลือเชื่อแต่หนังป๋าเบย์เข้าชิงสาขามิกซ์เสียงยอดเยี่ยมถึง 7 ครั้งด้วยกัน (โหววว)
และเห็นแบบนี้หนังป๋าเบย์ถูกนำไปทำแผ่นนักสะสม Criterion Collection ที่ต้องได้รับการคัดสรรอย่างดีเท่านั้น ถึง 2 เรื่องเลยนะครับ คือ The Rock และ  Armageddon

และถ้ายังคิดว่าก็งั้น ๆ จงรู้ไว้เลยครับว่าป๋าเบย์เป็นอัจฉริยะที่สมัยทำงานโฆษณาสามารถคว้ารางวัลหลักของเวทีประกวดโฆษณาระดับโลกมาได้ครบด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น ไม่ว่าจะ Gold Lions และ Silver Lions จากเวที Cannes Lions และรางวัล Grand Prix Clio หรือโฆษณายอดเยี่ยมแห่งปี รวมถึงรางวัลอื่น ๆ ด้วย

9. มีแต่เขาจะปฏิเสธคนอื่น แต่คนอื่นไม่อาจปฏิเสธเขา

ในประวัติชีวิตการทำหนังของเบย์ เขาเคยปฏิเสธการทำหนังระดับบิ๊กเนมมาแล้วหลายครั้ง ทั้ง Red Dragon (2002) ที่ต่อมาได้ เบร็ตต์ แรตเนอร์ จาก Rush Hour มากำกับแทน, Van Helsing (2004) ที่ต่อมาได้ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส จาก The Mummy  มากำกับ, Man on Fire (2004) ที่สุดท้ายได้ โทนี่ สก็อตต์ จาก Top Gun รับหน้าที่กำกับ หรือแม้แต่หนังภาคต่อฟอร์มยักษ์อย่าง Terminator 3: Rise of the Machines (2003) ป๋าเบย์ก็เซย์กู้ดบายมาแล้วเช่นกันครับ (โหววว) คือเรียกว่าเก่งเลือกได้จริง ๆ สำหรับเบย์

และเป็นที่ทราบกันว่าเบย์เริ่มเข้าสู่สายอาชีพทำหนังตั้งแต่อายุ 15 ปีกันเลย โดยเขาเข้ามาฝึกงานในส่วนของทีมทำสตอรี่บอร์ดให้กับหนังอินเดียนน่า โจนส์ ภาค Raiders of the Lost Ark (1981) ตอนนั้นเบย์ดูสตอรี่บอร์ดแล้วบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เจ๊งยับแน่ ๆ แต่พอหนังเสร็จออกฉายมันกลับกลายเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำหนังใหญ่เลย และนั่นก็ยังทำให้เขาเป็นเพื่อนซี้กับ จอร์จ ลูคัส ในปัจจุบันด้วย ซึ่งเบย์นี่ถึงจะขาดความรักจากพ่อแม่ที่แท้จริง แต่เขามีดวงเมตตามหานิยมพอตัวเพราะใคร ๆ ในวงการก็ต่างรักเขาทั้งนั้น อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก หรือ เจอร์รี บรัคไฮเมอร์  โปรดิวเซอร์คู่บุญตั้งแต่หนังเรื่องแรกของเขาเองก็ด้วย

หนึ่งในความประทับใจที่ทำให้ บรัคไฮเมอร์ ยอมใจเบย์มาก ๆ ก็คือ ตอนกำกับหนัง Bad Boy แล้วเกิดปัญหาพายุเข้าทำให้กองล่มวันที่ต้องถ่ายฉากระเบิดช่วงท้ายของหนัง ซึ่งสตูดิโอก็ไม่เหลืองบมาให้สำหรับการถ่ายซ่อมอีกแล้ว เบย์เลยตัดสินใจเอาเงินถึง 1 ใน 4 ของค่าจ้างกำกับของเขา (25,000 เหรียญ) มาใช้เพื่อลงทุนถ่ายฉากนี้อีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์ ..กราบ
นอกจากนี้หลายคนอาจเคยทราบว่าเบย์นั้นจบจากมหาวิทยาลัยเวสเลี่ยน มหาวิทยาลัย 1 ใน 10 ที่ดีที่สุดด้านภาพยนตร์ แต่คงไม่รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ จอห์น เทอร์เทิลโทบ (ผู้กำกับ National Treasure) และยังเป็นรุ่นพี่แบบห่างแค่ปีเดียวของจอส วีดอน (ผู้กำกับ Buffy the Vampire Slayer และ Marvel’s The Avengers) กับ แมทธิว ไวน์เนอร์ (โปรดิวเซอร์ซีรีส์ Mad Men และ The Sopranos เจ้าของตำแหน่ง 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปี 2011 จากนิตยสารไทม์ส) ด้วย

อีกเรื่องที่เป็นที่รู้กันดีคือ เขาเป็นญาติกับนักแสดง เลียวนาร์ด นิมอย หรือ สป็อก แห่งหนัง Star Trek รุ่นเดอะด้วย เพราะนิมอยได้มาแต่งงานกับญาติแท้ ๆ ของเบย์ เรียกว่าเขามีสายสัมพันธ์กับคนแถวหน้าของฮอลลีวูดรอบตัวทีเดียว

ด้วยความกว้างขวางราวเจ้าชายแห่งฮอลลีวูดนี้เอง เคน โนแลน คนเขียนบททรานสฟอร์เมอร์สภาคล่าสุด จึงได้เล่าถึงการที่ใครไม่กล้าปฏิเสธเขาไว้ว่า ตอนที่เบย์เปรยเล่น ๆ ว่าคงน่าสนุกดีถ้าเขาได้ จิม คาร์เตอร์ นักแสดงมากความสามารถชาวอังกฤษมาพากย์เสียงตัวละครใหม่ในหนัง แล้วเบย์ก็หายไปสามวันพร้อมกลับมาประกาศว่าเราได้ตัวจิมแล้ว! (บร่ะ) และอีกเช่นกันพอทีมเขียนบทบอกว่าตัวละครเจ้าของปราสาทชาวอังกฤษนี่ชวนให้นึกถึง แอนโธนี ฮอปกินส์ เสียจริง เบย์ก็หายไปสองวันแล้วกลับมาบอกว่า เขาได้ตัวฮอปกินส์มาเล่นแล้ว! (บร่ะ) 

โนแลนสรุปท้ายว่า “เป็นเบย์นี่อะไร ๆ มันก็ง่ายเสียจริง ๆ ไม่มีใครปฏิเสธเขาได้เลย”

10. หมาเบย์ ก็ไม่เบนะ

คือเบย์นับว่าเป็นคนที่รักหมาสุด ๆ คนหนึ่งของฮอลลีวูด เขามีหมาหลายตัวที่แทบไม่เคยห่างกายเขาเลย และการเป็นหมาของเบย์จะธรรมดาได้เช่นไร หมาพันธุ์บูลมาสทิฟฟ์ตัวหนึ่งของเขาชื่อ เมสัน ร็อก เบย์  (ให้หมาใช้นามสกุลด้วยอ่ะ) ได้รับเกียรติให้ร่วมแสดงแบบมีเครดิตนักแสดงทางการในหนัง Bad Boys II และ Transformers ของเขาด้วย ซึ่งไอ้ชื่อนี้ก็ได้มาจากตัวละครของ ฌอน คอนเนอรี ในหนัง The Rock นั่นเอง

นอกจากเจ้าเมสัน ร็อกแล้ว หมาตัวอื่นก็ได้รับการตั้งชื่อจากตัวละครในหนังของเขาและมีโอกาสเล่นหนังเกือบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น เจ้าเกรซ ที่มาจากตัวละครของ ลิฟ ไทเลอร์ ใน Armageddon, เจ้าโบนครัชเชอร์ และเจ้าบับเบิ้ลบี จากชื่อตัวละครหุ่นยนต์ในหนัง Transformers และที่พิเศษสุดคงเป็น เจ้ารีเบล ที่ตั้งตามชื่อนักแสดงสาวสายฮาอย่าง รีเบล วิลสัน ที่มาเล่นหนังเรื่อง  Pain and Gain ของเขา ซึ่งเจ้าหมาตัวนี้ได้มีโอกาสประทับรอยเท้าคู่กับรอยฝ่ามือของเบย์ที่พื้นหน้าโรงหนัง TCL Chinese Theatre ในพิธีเชิดชูเกียรติของเบย์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย

ส่วนใน The Last Knight นั้น เบย์ก็มอบโอกาสการแสดงหนังครั้งสำคัญให้กับ เจ้าเฟรย่า หมาอังกฤษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเดียวดายที่สุดในโลก เพราะถูกปฏิเสธไม่รับอุปการะและต้องรออยู่ที่สถานสงเคราะห์สัตว์ถึง 18,000 ครั้งตลอดช่วง 3 ปี เรียกว่าป๋าเบย์เป็นมนุษย์ที่แคร์หมาสุด ๆ คนหนึ่งในโลกเลยล่ะ

11. โสดในวัย 52 แต่ควงสาวสวยระดับโลกเพียบนะครับ

แม้จะดัง เก่ง รวย รักสัตว์ขนาดไหน แต่ป๋าก็ไม่เคยผ่านพิธีแต่งงานสักครั้งตลอดช่วงอายุ 52 ปี แต่ก็ไม่ใช่หนุ่มแห้งเหี่ยวแน่ ๆ เพราะระดับป๋าเบย์ แกเลือกควงแต่สาวสวยสาวฮอตมากมายแทนครับ เอาแบบที่เปิดเผยก็มีตั้งแต่ เจม เบิร์กแมน นางแบบปกในโอกาสฉลองครบรอบ 45 ปีของนิตยสารเพลย์บอย

คาร่า มิเชลล์ นางแบบปกนิตยสารเพลย์บอยฉบับธันวาคมปี 2000, ลิซา เดอร์แกน นางแบบปกนิตยสารเพลย์บอยฉบับกรกฎาคมปี 1998 และสุดท้าย พาเมลา แอนเดอร์สัน เจ้าแม่สุดเซ็กซี่ที่เคยขึ้นปกเพลย์บอยฉบับกุมภาพันธ์ปี 1990 ก่อนจะดังเป็นพลุแตกแสดงหนังอีกมากมาย

นี่ยังไม่รวมดรารา นางแบบ สาวสวยอีกเพียบที่ไม่ปรากฏชื่อ ทั้งข่าวลือข่าวลับเรื่องการควงนางเอกหนังของตัวเองอย่าง เมแกน ฟ็อกซ์ อีกด้วยนะ ป๋าเบย์นี่น่าอิจฉาสุด ๆ จริง ๆ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 บทเพลงที่ดีที่สุดของ Avicii ที่จะทำให้เราจดจำเขาตลอดไป

Published

on

“One day you’ll leave this world behind
So live a life you will remember.”

( จากเนื้อเพลง The Nights โดย Avicii )

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอีกเรื่องสำหรับวงการเพลง เมื่อ ดีเจหนุ่มชาวสวีเดน อาวีชี (Avicii) หรือ ทิม เบิร์กลิง (Tim Bergling) ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 28 ปี

โดย อาวีชี ได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 20 เมษายนตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นยังไม่ระบุแน่ชัด

อาวีชี คือ ดีเจดาวรุ่งแห่งยุค เขาเป็นผู้บุกเบิกดนตรี EDM แนวใหม่ด้วยการผสานกับแนวดนตรีคันทรี่และโฟล์ค “Levels” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับ อาวีชี และ “Wake Me Up” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้รู้ว่า ดนตรีคันทรี่กับแดนซ์มิวสิคนั้นมันไปด้วยกันได้อย่างไร

ถึงแม้ อาวีชี จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เขากลับรู้สึกอยากจะหยุดพักงานยาว และกลับมาดูแลตัวเอง เนื่องจากเขามีปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะโรคตับอ่อนอักเสบอันเนื่องมาจากดื่มหนัก โดยในปี 2014 อาวีชี เคยเข้ารับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและไส้ติ่งออกจากร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารีไทร์ตนเองออกจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา และหันมาทำเพลงเพียงอย่างเดียว

เพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปของ อาวีชี เรามาย้อนดูผลงานของเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนปัจจุบัน และร่วมสัมผัสมันเพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทในการทำเพลงที่มีตลอดมาของ อาวีชี กันครับ

1. Tim Berg – “Seek Bromance” , 2010

ผลงานเพลงสุดคลาสสิคเมื่อครั้งยังใช้ชื่อว่า ทิม เบิร์ก ในตอนนั้นทั้งโลกยังไม่ได้รู้จักกับ อาวีชี แต่เพลงนี้เหมือนเป็นรากแก้วสำคัญที่หยั่งรากลึกแนวดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า “Seek Bromance” เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ อาวีชี นอกจากมันจะติดชาร์ตในกว่า 20 ประเทศ และ ไต่ชาร์ตขึ้นอันดับหนึ่งของ Billboard Dance Clubs แล้ว เพลงนี้ยังถือได้ว่าเป็นเพลงที่ส่งอิทธิพลต่อเพลงเฮ้าส์แบบ “ฟีลกู้ด” ในเวลาต่อมา

2. Avicii – “Levels” , 2010

เพลงนี้ทำให้ อาวีชี ได้รับรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดในสาขาเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี และทำให้ทั่วโลกได้รู้จักเขา ด้วยรูปแบบทางดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่น่าจดจำ จึงทำให้เพลงเป็นหนึ่งในเพลงแดนซ์ที่ดีที่สุดในดวงใจของใครหลายคน  หากคิดจัดปาร์ตี้เมื่อใด อย่าให้งานของคุณไร้ซึ่งเพลงนี้

3. Avicii – “My Feelings For You” feat. Sebastien Drums , 2010

เพลงดิสโก้สุดร้อนแรงอันเกิดจากการรีมิกซ์เพลง “Feeling For You” ของ Cassius วงเฮ้าส์จากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังได้ Sebastien Drums มาร่วมแจม จึงทำให้เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ขาดไม่ได้เลย

4. Avicii – “Street Dancer” , 2011

ถึงแม้เพลงนี้จะไม่ฮิตเหมือนเพลงอื่นๆของ อาวีชี แต่มันก็เป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในลิสต์เพลงที่ดีที่สุดของอาวีชี เอกลักษณ์ของเพลงนี้คือกลิ่นอายของยุค 80 ซึ่ง เพลงนี้ใช้แซมเปิ้ลจากเพลง “Street Dance” ในปี 1983 ของ Break Machine วงแร๊พผิวสีแห่งยุค 80s

5.Avicii – “Fade Into Darkness” 2011

นี่คืออีกหนึ่งเพลงที่แสดงเอกลักษณ์ในงานเพลงของ อาวีชี นั่นคือการผสมผสานแนวดนตรีคันทรี่ให้เข้ากับดนตรี EDM หากคุณลองจินตนาการว่าเสียงเปียโนในเพลงนี้เป็นเสียงกีตาร์อะคูสติค นั่นล่ะใช่เลยมันคือคันทรี่ EDM ดีๆนี่เอง

6.Avicii – “Silhouettes” 2012

บีทกระแทกใจ เมโลดี้สวยๆ พร้อมด้วยเสียงร้องจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Salem Al Fakir  ทำให้เพลงนี้อีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ฟังง่าย สบายหู และเพลินเพลงไปกับท่วงทำนองของบทเพลง

7.Avicii – “I Could Be The One” feat. Nicky Romero 2012

อีกหนึ่งเพลงฮิตจาก อาวีชี ที่ได้ นิกกี โรเมโร ดีเจสายเฮ้าส์ชาวดัตช์มาร่วมแจมด้วย นอกจากนี้ยังได้เสียงร้องใสๆจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Noonie Bao ที่มาทำให้บทเพลงนี้น่าฟังมากยิ่งขึ้นไปอีก 

8.Avicii – “Hey Brother” 2013

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม True เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีความเป็นคันทรี่ EDM อย่างชัดเจน  เสียงร้องของ Dan Tyminski  องค์ประกอบทางดนตรีแบบบลูกลาส และ ท่วงทำนองของ Avicii เป็นส่วนผสมที่ลงตัวแบบสุดๆแล้ว นอกจากนี้ตัวเอ็มวียังดีมากอีกด้วยนะครับ

9.Avicii – “Wake Me Up” , 2013

เพลงนี้คือเพลงที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ อาวีชี มันคือมาสเตอร์พีซของการผสมผสานกันระหว่างดนตรีคันทรี่ และ EDM ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครจินตนาการออกเลยว่า เมื่อเพลงคันทรี่ผสมกับเพลงแดนซ์มันจะออกมาเป็นอย่างไรจนกระทั่ง อาวีชี ได้นำพาเพลงนี้มาให้พวกเราฟัง 

10.Avicii – “Without You” feat. Sandro Cavazza 2017

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม EP Avīci (01) ผลงานจากปีที่แล้วนี่เอง เพลงนี้ได้นักร้องนักแต่งเพลงชาวสวีดิช Sandro Cavazza มาฟีเจอริ่งด้วย ท่วงทำนองแบบโฟล์คคันทรี่ ผสมผสานไปกับเสียงซินธ์และบีทเน้นๆจาก อาวีชี ทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งใน คันทรี่ ป็อป ที่ควรค่าแก่การจดจำยิ่ง

แด่

Avicii

(8 September 1989 – 20 April 2018)

Reference

  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/8358389/avicii-dead-tim-bergling
  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/7633415/avicii-songs-best-hits-list

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

Incident In a Ghostland : อย่าตัดสินหนังจากตัวอย่างหนัง

Published

on

บอกตามตรงว่าตอนที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าเป็นหนังเกรดบีมาก เนื้อหาในตัวอย่างพาสับสนไม่ค่อยเข้าใจพลอตหลักของหนัง ภาพดูธรรมดา ดาราโนเนม แต่พอได้ชมหนังจริง กลับรู้สึกทึ่งตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวหนังจริง ๆ ให้ความรู้สึกห่างไกลจากตัวอย่างหนังมาก ใช้ตัวแสดงไม่กี่คน แต่ทุกคนก็ทำหน้าที่ได้ดี บทหนังยอดเยี่ยมโยนปริศนามาตลอดทาง เฉลยตั้งแต่กลางเรื่องแบบหักมุมทำร้ายจิตใจคนดูสุด ๆ แต่ก็ไม่เวอร์วังมีความสมเหตุสมผล ความกดดันหนังมาเต็มพิกัด มีทั้งตุ้งแช่ และฉากเงียบลุ้น หลาย ๆ ฉากต้องดูไปปิดตาไปบ่อยมาก โหดแบบพอประมาณ ไม่มีฉากอี๋แหยะ เล่นกับจังหวะลุ้น จังหวะโป๊งชึ่งได้ดี เป็น 90 นาทีที่เดินหน้าไปบนความตึงเครียด

หนังเป็นผลงานกำกับของปาสคาล ลอกิเย่ ผู้กำกับสยองขวัญชาวฝรั่งเศส ที่มักจะเขียนบทเองเสมอ ปาสคาล เคยมีผลงานสุดหลอน Matyrs (2008) ที่ทิ้งช่วงไปตั้ง 10 ปีที่แล้ว รอบนี้ปาสคาล หันมาเล่าเรื่องครอบครัว 3 สาว ที่มีพอลลีน ซิงเกิ้ลมัม และลูกสาววัยรุ่น 2 คน วีร่า กับ เบ็ธ ทั้ง 3 ย้ายบ้านมาอยู่ต่างเมือง เพราะตัวแม่ได้บ้านหลังใหญ่จากป้ามาเป็นมรดก หนังใช้เวลาช่วงต้นแนะนำให้เรารู้จักตัวละครหลักทั้ง 3 ได้พอคร่าว ๆ ผ่านบทสนทนาได้ในระยะเวลาสั้น ๆ หนังไม่รอช้าเมื่อทั้ง 3 เข้าพักในบ้านใหม่ได้ไม่นาน ก็เปิดเผยตัวผู้บุกรุกสุดโรคจิต ทั้งคู่เป็นฆาตกรที่กำลังเป็นช่าวดัง ชอบบุกเข้าบ้านคนแปลกหน้าฆ่าพ่อแม่ แล้วกักขังลูกสาวไว้ในบ้านกับศพพ่อแม่ แต่เมื่อ 2 ฆาตกรมาบุกบ้านนี้ก็ต้องเจอกับบทบาทพะบู๊ของพอลลีน แม่ที่ฮึดสู้สุดชีวิตเพื่อช่วยชีวิตลูกสาวทั้งสองของเธอ หนังตัดฉับไปเป็นเรื่องราวของเบ็ธ ตอนโตเป็นสาว ประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน มีครอบครัวที่อบอุ่น สามีที่รักใคร่และลูกชายน่ารัก หนังทิ้งปริศนาไว้ให้คาใจว่าเรื่องราวในคืนบ้าคลั่งนั้นลงเอยอย่างไร ไม่นานเบ็ธก็ได้โทรศัพท์จากวีร่า พี่สาวที่ยังคงอยู่ในบ้านหลังนั้นกับแม่ เสียงวีร่ากรีดร้องโหยหวน เบ็ธพยายามโทรหาแม่แต่ติดต่อไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจกลับไปหาแม่และพี่สาว ดูว่าเกิดอะไรขึ้น

เนื้อหาหนังน่าติดตามจริง ๆ ครับ ใส่มาทั้งปริศนาที่ต้องลุ้นหาคำตอบ และสภานการณ์คับขันที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้อง เบ็ธ และ วีร่า โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่องนี่อัดกันมาติด ๆ แบบไม่ให้พักหายใจกันเลย ชอบการสร้างสรรค์ 2 ฆาตกรโรคจิต ถือว่าแปลกใหม่สำหรับวงการหนังสยองขวัญ ดูน่ากลัวตั้งแต่แว่บแรกที่เห็น ตัวหนึ่งเป็นชายร่างยักษ์ อ้วนใหญ่แต่ปัญญาอ่อนและบ้ากาม ส่วนอีกตัวเป็นกะเทยแต่งหญิงร่างใหญ่ เป็นตัวร้ายที่โหดดุได้โดยไม่ต้องรู้ที่ไปที่มา และแทบไม่มีบทสนทนาออกมาจากปากสองคนนี้ ทำให้เราคาดเดาอะไรในใจมันไม่ได้ รู้แต่ว่าอันตรายแล้วเป้าหมายของมันคือ”ฆ่า”เท่านั้น เป็นอีกเรื่องที่ใช้สูตรเดิม ๆ ในฉากสยอง เคลื่อนกล้องช้า ฉากเงียบชวนลุ้น บางครั้งก็ตุ้งแช่ แต่เป็นการใช้ได้ถูกจังหวะ ก็เลยเป็นหนังสยองชวัญอีกเรื่องที่มาตามสูตรแต่ก็สัมฤทธิ์ผล และตอบสนองแฟน ๆ หนังสยองขวัญได้อย่างน่าพอใจแน่นอน ชอบหลาย ๆ ฉากที่ใช้มุมกล้องแคบ ๆ แล้ววิ่งตามตัวละครไปทั่วบ้าน ทำให้ดูอึดอัดดี และเหมือนเราได้ร่วมชะตากรรมไปกับตัวละครด้วยว่าไม่รู้จะวิ่งไปเจอกับอะไรที่อยู่ข้างหน้า

หนังใช้ชื่อไทยว่า “บ้านตุ๊กตาผี” แต่เอาเข้าจริง ประเด็นสำคัญของเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตุ๊กตาเลย เพียงแต่ว่าป้าที่เจ้าของบ้านเดิมก็โรคจิตชอบเก็บสะสมตุ๊กตาน่ากลัวไว้เต็มบ้าน แล้วไอ้ตุ๊กตานับร้อยก็เลยเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บรรยากาศหนังดูหลอนมากขึ้น โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ซ่อนอยู่หลังกระจกนั่นล่ะ โผล่มาทีไรได้ผลทุกที ย้ำอีกครั้งว่า คอหนังสยองขวัญไม่ควรพลาด และเพื่ออรรถรสในการชม ถ้ายังไม่ได้ดูเทรลเลอร์หนัง ก็อย่าดูเลยเดี๋ยวจะพาลไม่อยากดูหนัง ถ้าชอบหนังสยองขวัญ ดูเลยครับ มั่นใจว่าได้ลุ้นเกร็งทั้งเรื่องแน่นอน หนังมีกำหนดฉายวันที่ 3 พฤษภาคม นี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

สุดยอด Boku no Hero Academia จัดแคมเปญโปรโมทร่วมกับภาพยนตร์ Avengers ที่กำลังจะเข้าฉายในประเทศญี่ปุ่น

Published

on

มาดูความแปลกใหม่ครั้งนี้กันเลย!!!

โดยล่าสุดเว็บไซต์หลักของอนิเมะเรื่อง Boku no Hero Academia ได้มีการประกาศแคมเปญโปรโมทร่วมกันกับภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Infinity War ที่เรียกได้ว่าเป็นการมาพบกันของฮีโร่จากฝั่งตะวันออกและตะวันตกในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะพอดีกับ ภาพยนตร์ Avengers: Infinity War ที่จะเข้าฉายในวันที่ 27 เมษายนปีนี้ และ อนิเมะเรื่อง Boku no Hero Academia ที่ได้เริ่มฉายซีซั่นที่ 3 ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยนอกจากคลิปการโปรโมทร่วมด้านด้านล่างแล้ว ยังได้มีคลิปอีก 6 คลิปที่เหล่าฮีโร่จากอนิเมะเรื่อง Boku no Hero Academia ได้ผลัดกันมาแนะนำเหล่าฮีโร่จากภาพยนตร์เรื่อง Avengers พร้อมทั้งยังได้เปรียบเทียบเหล่าฮีโร่กับตัวพวกเขาเองอีกด้วยครับ

Captain America และ Midoriya Izuku

Midoriya ได้บอกว่าตัวเขาเข้าใจความรู้สึกของ Captain America เป็นอย่างดีเพราะพวกเขาทั้งสองมีจุดเริ่มที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับพลังเพื่อทำตามความปรารถนานั้น สิ่งที่เขานับถือที่สุดในตัวของ Captain America คือ จิตใจที่เชื่อมั่นในความยุติธรรมอันไม่เคยสั่นคลอน

Iron Man และ Bakugo Katsuki

Bakugo ได้บอกว่า Iron Man เป็นตาแก่น่ารำคาญ ที่รวยแถมยังเป็นอัจฉริยะ แต่ถึงแบบนั้นก็เป็นคนที่แข็งแกร่งเพราะเขามีความสามารถที่ทรงพลังในฝ่ามือของเขา (เหมือนกับ Bakugo) และเขาบินได้

Black Widow และ Uraraka Ochako

Uraraka บอกว่า Black Widow เป็นคนที่เยือกเย็นและแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าเธอจะดูค่อนข้างน่ากลัว แต่เธอก็มีด้านที่ห่วงไยเพื่อนๆ ทำให้ Uraraka ก็รู้สึกอยากจะเป็นฮีโร่ที่ทั้งสวยและแข็งแกร่งให้ได้เหมือนกับ Black Widow

Doctor Starge และ Iida Tenya

Iida บอกว่าตั้งแต่สมัยที่ Doctor Strange ยังเป็นแพทย์ผู้ช่วยชีวิตคน เขาก็เชื่อมั่นในการที่จะไม่ฆ่าผู้อื่น และนั้นถือเป็นความเป็นฮีโร่ที่ผู้อื่นควรที่จะเรียนรู้และเอาเป็นแบบอย่าง

Thor และ Todoroki Shoto

Todoroki เปรียบเทียบพลังสายฟ้าของ Thor กับพลังในการควบคุมน้ำแข็งและไฟ ของเขาเองในด้านการเป็นพลังที่ควบคุมพลังของธรรมชาติ และยังได้พูดถึงเรื่องที่ Thor และ Loki ผู้เป็นน้องชายมักจะสู้กันอยู่เสมอ และ Iida เองก็ได้พูดขึ้นมาด้วยว่า Todoroki กับ Thor ต่างก็มีพ่อผู้เป็นฮีโร่อันแข็งแกร่งเหมือนกัน

Hulk และ All Might

All Might บอกว่า Dr. Banner เป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดในเรื่อง Avengers แต่จะแปลงร่างเป็น Hulk ในเวลาที่เขาโกรธ ถึงแม้ว่าในบางครั้งที่เขาทำให้ผู้คนรอบตัวต้องบาดเจ็บ แต่เขาก็สามารถควบคุมพลังของเขาได้ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย Midoriya ได้พูดเสริมขึ้นมาอีกว่าทั้ง All Might และ Hulk มีความคล้ายกันตรงที่สามารถแปลงร่างไปมาระหว่างสองร่างได้

นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์จัดทำพิเศษเพื่อกิจกรรมโคระโบะนี้โดยเฉพาะ แถมยังมีกิจกรรมแจก (ของทางเว็บไซต์ official ของเขาอีกด้วย) เพียงแค่กด follow ทวิตเตอร์ official ทั้งสองเรื่อง จากนั้นให้โพสต์บอกว่าชอบ หรือเชียร์ฮีโร่คู่ไหน (จากที่เขาจับคู่ไว้ในเว็บ) ลงในทวิตเตอร์ของตนเอง แล้วติดแฮชแท็ก #アベンジャーズ_ヒロアカヒーロー投票 แค่นี้ก็ได้ร่วมลุ้นรับรางวัลเป็นโปสเตอร์กิจกรรม จำนวน 20 รางวัลแล้วนะครับ

และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Boku no Hero Academia ได้มีการโคราโบะร่วมกับภาพยนตร์ตะวันตก เพราะก่อนหน้านี้เองเจ้าของผลงานเรื่องนี้อย่าง อาจารย์ Horikoshi Kohei ก็ได้วาดภาพโปสเตอร์ให้กับภาพยนตร์ Star Wars ภาคล่าสุดอีกด้วยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!