ผู้โดยสารทั่วโลกกำลังเผชิญฝันร้าย และต้องคอยเช็กเที่ยวบินตัวเองรายนาทีจนแพนิก หลังสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางลุกลามจนกลายเป็นโดมิโนทางเศรษฐกิจ กระทบการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงแตะ 200 เหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 6,420 บาท) จนสายการบินแบกรับต้นทุนไม่ไหว หลายแห่งตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน ทิ้งผู้โดยสารเคว้งกลางสนามบิน

จุดเปลี่ยนปิดฮอร์มุซทำน้ำมันพุ่งก่อนล่มเที่ยวบินทั่วโลก
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เนื่องจากข้อจำกัดในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเส้นทางนี้คือหัวใจหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก เมื่อการสัญจรถูกปิดกั้น ปริมาณน้ำมันดิบที่จะเข้าสู่โรงกลั่นทั่วโลกจึงลดลงฮวบฮาบ
ยุโรปมีความต้องการน้ำมันเครื่องบินสูงถึง 25–30% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก แต่กลับมีสต๊อกน้ำมันเพื่อการพาณิชย์สำรองไว้ใช้ได้เพียง 1 เดือนกว่าเท่านั้น ทำให้เป็นภูมิภาคแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบเมื่ออุปทานขาดช่วง และแม้อินเดียและจีนจะเป็นแหล่งพลังงานอีกทางเลือก แต่ก็เผชิญข้อจำกัดมหาศาลเช่นกัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่เคยผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 84% มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย เมื่อวัตถุดิบต้นทางมีปัญหา การผลิตน้ำมันเครื่องบินในภูมิภาคเอเชียจึงหยุดชะงัก กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่บีบให้สายการบินทั่วโลกต้องตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินอย่างเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ยกเลิกเที่ยวบินหนักแค่ไหน ?
เพื่อรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพขององค์กร สายการบินทั่วโลกต่างปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน โดยการยกเลิกเส้นทางที่ไม่คุ้มทุน ตัวอย่างเช่น KLM สายการบินของเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินใจยกเลิกกว่า 160 เที่ยวบินในเดือนเมษายน โดยเฉพาะเส้นทางที่มีการเดินทางอื่นทดแทนได้ เช่น อัมสเตอร์ดัม-ลอนดอน เพื่อโยกเชื้อเพลิงไปใช้ในเส้นทางที่จำเป็นกว่า
สายการบิน Low-cost (Ryanair & Wizz Air) ต้องยอมถอยด้วยการระงับเส้นทางใหม่ในยุโรปตะวันออก และที่น่าตกใจคือการประกาศหยุดขายตั๋วราคาถูกชั่วคราว เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้โครงสร้างราคาเดิมเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
Cathay Pacific & HK Express ได้ประกาศลดสัดส่วนเที่ยวบินลง 2–6% ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นมรสุมลูกนี้ ข้อมูลจากสภาผู้บริโภคเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีเที่ยวบินในไทยที่ได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 1,000 เที่ยวบิน ครอบคลุมสนามบินหลักทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น 76–100% (ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน ยังไม่มีสรุปยอดผลกระทบล่าสุด แต่คาดว่าจะทะลุกว่าหลายพันเที่ยว)
การบินไทย (Thai Airways) ปรับเพิ่มราคาตั๋วเฉลี่ย 10–15% โดยในเส้นทางไกลอย่าง กรุงเทพฯ–แฟรงก์เฟิร์ต ราคาตั๋วพุ่งทะลุ 104,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 50% พร้อมปรับโมเดลมาเน้นการขนส่งสินค้า (Cargo) เพื่อหารายได้เสริม
ไทยแอร์เอเชีย และ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เลือกหยุดบินในเส้นทางที่บินนานแต่กำไรต่ำ เช่น เซี่ยงไฮ้ และริยาด พร้อมปรับลดเที่ยวบินยอดนิยมอย่างญี่ปุ่น (ซัปโปโร)
บางกอกแอร์เวย์ส ปรับขึ้นค่าโดยสาร 15–20% เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องบินขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่อที่นั่งสูง
ไทยไลอ้อนแอร์ ประกาศระงับเส้นทาง ดอนเมือง-อินชอน (ชั่วคราว) ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม-30 กันยายน 2026 เพื่อประหยัดเชื้อเพลิงไว้ใช้ในเส้นทางภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพดีกว่า
แม้จะงัดหลายมาตรการออกมาแต่สถานการณ์ก็ยังวิกฤตยิ่งกว่าเดิม เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 ทั่วเอเชียมีการยกเลิกเที่ยวบินวันเดียวถึง 407 เที่ยว และล่าช้าอีกกว่า 4,690 เที่ยว ส่งผลให้สนามบินในปักกิ่ง เดลี มะนิลา และกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยผู้โดยสารที่ตกค้าง
ความน่ากังวลไม่ได้จบแค่ผู้โดยสารไม่ได้เดินทาง แต่คือความเสียหายแฝง ที่สายการบินมักไม่รับผิดชอบ แม้จะมีการคืนค่าตั๋ว แต่ค่าที่พักที่จองไว้ แผนการท่องเที่ยว หรือการนัดหมายทางธุรกิจที่ล่มสลาย กลายเป็นภาระหนักที่ผู้บริโภคต้องแบกรับเอง
และตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สงบ อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวคงต้องเผชิญกับฝันร้ายและสภาวะตั๋วแพงเช่นนี้ไปอีกนาน ผู้เดินทางที่ได้ซื้อเที่ยวบินไปแล้วหรือมีแพลนจะต้องซื้อตั๋วเดินทาง ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างใกล้ชิดและวางแผนสำรองไว้เสมอ













