Connect with us

What The Fact

[หลังเลนส์] รู้จัก ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา (Hoyte Van Hoytema) ตากล้องหนัง Dunkirk ผ่านผลงานสุดเจ๋ง

Published

on

หลังเลนส์ สัปดาห์นี้พามารู้จัก ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ผู้กำกับภาพชาวสวิสเซอร์แลนด์คนสำคัญแห่งยุค ซึ่งDunkirk ผลงานถ่ายภาพล่าสุด ซึ่งเป็นหนังสงครามภายใต้การกุมบังเหียนของ “เด็จพ่อ” คริสโตเฟอร์ โนแลน กำลังจะเข้าฉายสัปดาห์นี้  WHAT THE FACT ไม่รอช้า คว้าผลงานเด่นของตากล้องผู้นี้มาแนะนำกัน

ประวัติพอสังเขป

  • ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 1971  ที่สวิสเซอร์แลนด์
  • แต่ถึงเป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์แต่กำเนิด ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา กลับได้รับเลือกให้เข้าร่วมสมาคมผู้กำกับภาพถึงสองประเทศนั่นคือ สมาคมผู้กำกับภาพแห่งเนเธอร์แลนด์ (Netherlands Society of Cinematographers (NSC)  และ สมาคมผู้กำกับภาพแห่งสวีเดน (the Swedish Society of Cinematographers /Föreningen Sveriges Filmfotografer – FSF)
  • ผลงานกำกับภาพในฮอลลีวูดอันโดดเด่นได้แก่ The Fighter (2010), Her (2013) และ Interstellar (2014)

งานภาพอันเด่นของ ผู้กำกับภาพชาว สวิสเซอร์แลนด์

Låt den rätte komma in หรือ Let the right one in (2008)

งานหนังสยองขวัญสวีเดนแนวใหม่ ที่ว่าด้วยมิตรภาพ และ ความตาย ของเด็กชายขี้เหงาที่มักถูกเพื่อนแกล้ง กับ เพื่อนผู้ลึกลับที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นเพศไหน พร้อมกับข่าวฆาตกรรมรายวันที่เหยื่อถูกดูดเลือดและทิ้งเป็นศพอย่างสยดสยอง

งานภาพของ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา เรื่องนี้จับได้ทั้งความหนาวเย็น ความเหงา และแปลกประหลาดในความสัมพันธ์ผ่านการคุมองค์ประกอบภาพที่แม่นยำ จนทำให้หนังโด่งดังไปทั่วโลก และฮอลลีวูดยังนำมารีเมคใหม่ในชื่อ Let Me In (2010)


The Fighter  (2010)  

The Fighter งานกำกับของ เดวิด โอ รัสเซล ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาสมทบชายและหญิงจากการแสดงของ คริสเตียน เบล และ เมลิสา เลโอ เล่าเรื่องของนักมวยดาวรุ่งที่กำลังหาทางได้ขึ้นชกหวังแจ้งเกิดบนสังเวียนผ้าใบสักครั้ง แต่ปัญหาที่เขาต้องไฟ่ว์ไม่แพ้กัน คือข่าวฉาวเรื่องพี่ชายติดยา และความไม่ลงรอยจนเกือบได้เปิดสังเวียนระหว่างแฟนสาวและแม่จอมบงการของตัวเอง

ใครติดตามงานของผู้กำกับ เดวิด โอ รัสเซล คงคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องแบบหลายชีวิตและบ่อยครั้งตัวละครจะแย่งกันพูดในซีนเดียวกัน ดังนั้นงานภาพของ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา แทบจะแก้ปัญหาความยุ่งเหยิงด้วยการออกแบบทั้งการวางองค์ประกอบภาพและการแตกย่อยช็อตเพื่อให้คนดูตามเรื่องได้ไม่สับสน แต่สิ่งที่พิเศษของหนังเรื่องนี้จริงๆคงหนีไม่พ้นการออกแบบสีภาพที่ทั้งให้อารมณ์ของทศวรรษ 1980 ตามท้องเรื่องและยังสื่อสารได้ถึงความความร้อนแรงของความสัมพันธ์ที่ทั้งเจ็บปวดและอบอุ่นในคราวเดียวกัน


Tinker Tailor Soldier Spy (2011)

Tinker Tailor Soldier Spy ชื่อหนังจงใจใช้เกมที่เด็กเล่นกันยามว่างมาล้อกับเรื่องราวในยุคสงครามเย็น เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งต้องมาหาหนอนบ่อนใส้ในหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ

แม้หนังจะแทบไม่มีฉากแอ็คชั่น แต่งานภาพของ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา กลับเต็มไปด้วยความหวือหวา แม้กระทั่งในฉากสนทนาที่การเคลื่อนกล้องประหนึ่งให้คนดูอยู่ร่วมเหตุการณ์และจ้องจับผิดหาหนอนบ่อนใส้ไปกับตัวเอกของเรื่อง


Her (2013)

Her หนังรักของเจ้าพ่อหนังไอเดียแหวกอย่าง สไปค์ จอนซ์ ที่เล่าเรื่องราวความโรแมนติกเหงาๆระหว่าง ชายผู้โดดเดี่ยว กับ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีเพียงเสียงหวานๆ คอยปลอบประโลม

ไม่ง่ายเลยที่จะถ่ายหนังให้โรแมนติกทั้งที่ศูนย์กลางของเรื่องคือตัวละครชายเพียงคนเดียว แต่ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา เชื่อในพลังของงานภาพตัวเองด้วยการใช้ประโยชน์จากแสงทั้ง แสงตะวัน และแสงไฟ มาประกอบกับการจัดวางภาพจนกลายเป็นหนังโรแมนติกเหงาๆในใจใครหลายคน


Interstellar (2014)

Interstellar หนังว่าด้วยการเดินทางเพื่อหาโลกใหม่ในห้วงอวกาศ เมื่ออนาคตมนุษยชาติเผชิญวิกฤติด้านอาหารและอากาศบนโลกเป็นพิษเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้ ทำให้พ่อชาวไร่ต้องจากลาลูกสาวสุดที่รักออกเดินทางไกลหลายล้านปีแสง ผ่านห้วงอวกาศและรูหนอนเพื่อหาบ้านหลังใหม่ให้มนุษย์โลก

นี่คือการพบกันครั้งแรกระหว่าง ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา กับ “เด็จพ่อ” คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ร่วมกันทำสังฆกรรมเพื่อทดสอบขีดสุดของกล้องไอแมกซ์ ฟิล์ม 70 มม. ทั้งผูกกับเครื่องบินเจ็ต และออกแบบภาพในห้วงอวกาศให้กว้างใหญ่ไพศาล เพื่อให้ผู้ชมระบบไอแมกซ์ได้อรรถรสที่มากกว่าการชมในโรงภาพยนตร์ธรรมดา


 Spectre (2015)

ปฏิบัติการทำลายองค์กรก่อการร้ายนาม สเป็คเตอร์ ของพยัฆร้าย เจมส์ บอนด์ รหัสสังหาร 007 บันลือโลก

แซม แมนเดส เลือก ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา มาถ่ายทอดทั้งเรื่องราวและฉาก        แอ็คชั่นที่เกิดขึ้นทั้งในงานคาร์นิวัล และกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ


KENZO WORLD The New Fragrance (2016)

 

งานโฆษณาดิ้นกระจายที่ทำให้ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ได้มาร่วมงานกับ สไปค์ จอนซ์ ผู้กำกับ Her อีกครั้ง ซึ่ง ฮอยเตมา แสดงอิทธิฤทธิ์ถ่ายภาพประหนึ่งเต้นไปพร้อมกับ   มาร์กาเร็ต ควอลีย์ (Margaret Qualley)ได้อย่างมีชีวิตชีวา แถมยังเต็มไปด้วยลูกเล่นงานภาพแพรวพราวจนนักเรียนหนังทั่วโลกต้องศึกษา


Dunkirk (2017)

และงานชิ้นล่าสุดที่ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา กลับมาร่วมงานกับ “เด็จพ่อ” คริสโตเฟอร์ โนแลน อีกครั้งพร้อมประกาศศักดาใช้กล้องไอแมกซ์ถ่ายถึง 79 นาที งานนี้ต้องมาลุ้นกันว่าหนังสงครามว่าด้วยการเอาชีวิตรอดของทหารอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จะส่งให้ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกหรือไม่

Dunkirk ฉาย 20 กรกฎาคมนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

มาแล้ว! ตัวอย่างแรก The Equalizer 2 : ปู่ เดนเซล วอชิงตัน กลับลุยวายร้ายอีกครั้ง

เดนเซล วอชิงตัน กลับมารับท Robert McCall อีกครั้งใน The Equalizer 2

Published

on

Sony ได้ปล่อยตัวอย่าแรกของ The Equalizer 2 ภาพยนตร์แอ็คชั่นภาคต่อของ The Equalizer เมื่อปี 2014 ที่ยังคงได้ผู้กำกับคู่บุญ อองตวน ฟูควา มารับหน้าที่กำกับเช่นเดิม

ตัวอย่างดังกล่าวเปิดเรื่องด้วยการอธิบายความเก่งกาจของ McCall อย่างเต็มที่ ด้วยการคว่ำบอดี้การ์ดทั้งทีมได้ใน 10 วินาที และยังช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสต่อไป

แต่แล้ว Susan Plummer (รับบทโดย เมลิสซา ลีโอ) เพื่อนสิทเพียงคนเดียว และเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอเช่นเดียวกับ McCall ได้ถูกสังหารลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ McCall ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าอาชญกรตัวฉกาจอีกครั้ง

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการเผยตัวละครใหม่ ซึ่งรับบทโดย เพโดร ปาสคาล (Game of Throne) ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่าย McCall หรือเป็นตัวร้ายสำคัญใน The Equalizer 2 อย่างที่มีรายงานก่อนหน้านี้กันแน่

The Equalizer 2 มีกำหนดฉายวันที่ 30 สิงหาคม 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] เมษายนนี้มีคอนเสิร์ตดีอะไรน่าดู !!!

Published

on

เดี๋ยวนี้คอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในบ้านเรานี่มีมากมายแทบทุกเดือนเลย และในแต่ละเดือนก็ใช่ว่ามีแค่ 1-2 คอนเสิร์ต ยิ่งช่วงนี้การนำเข้าวงต่างประเทศมาเล่นในบ้านเราก็เรียกได้ว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟู ยิ่งมีงานวิจัยว่าไปดูคอนเสิร์ตแล้วอายุยืนยิ่งเป็นการสนับสนุนให้อยากควักเงินออกไปโย่วเข้าไปใหญ่

และสำหรับเดือนเมษายนนี้เป็นเป็นอีกเดือนหนึ่งที่มีคอนเสิร์ตวงต่างประเทศดีๆมากมายเลยนะครับ ทั้งสายแมสและสายอินดี้ ซึ่งผมก็ได้รวบรวมมาให้เพื่อนๆแล้วในวันนี้ เพราะฉะนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ


19 เมษายน : The Wedding Present : Live in Bangkok

เวลาและสถานที่  : 1 ทุ่ม ณ The Public Restaurant & Bar ลาดพร้าว

ราคาบัตร : 950 บาท

ช่องทางการซื้อ : https://www.ticketmelon.com/903/wedding-present-live-in-bangkok

The Wedding Present เป็นวงอินดี้ร็อคจากเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ  เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลที่มีชื่อว่า Go Out and Get ‘em Boy! ในปี 1985 ตอนนี้ทางวงก็มีอายุกว่า 33 ปีแล้ว มีผลงานอัลบั้ม LP กว่า 30 อัลบั้ม !!! อัลบั้มสตูดิโอ 9 อัลบั้ม และ 40 กว่าซิงเกิ้ล นอกจากนี้ทางวงยังมีประวัติความเป็นมาที่เท่มากมายอาทิเช่น ทางวงมักออกซิงเกิ้ลใหม่ทุกวันจันทร์แรกของเดือนแทนที่จะออกเป็นอัลบั้มเต็มไปเลยรวดเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ วงสร้างสถิติเทียบเท่ากับที่ Elvis Presley เคยทำไว้ นั่นคือการมี “จำนวนเพลงฮิตมากที่สุดภายในปีเดียวนอกจากนี้ The Wedding Present ถือว่าเป็นวงที่มีสมาชิกวงมากที่สุดวงหนึ่ง เพราะนอกจาก David Gedge ผู้ก่อตั้งวงและสมาชิกเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เคยออกจากวงแล้ว วงนี้เคยมีสมาชิกกว่า 23 คน เปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกมาตลอด 33 ปีของวง  ถือว่าไม่ธรรมดาเลยและนี่ก็เป็นครั้งแรกกับการมาเยือนไทยครับ  ลองไปฟังเพลงของพวกเขากันดีกว่าครับ

 


25 เมษายน : Cosmo Pyke

สถานที่ : Helix Garden ชั้น 5 เอ็มควอเทียร์

ราคาบัตร : 1,290 บาท (แต่ถ้าอยากดูทุกคนเลยก็จ่ายราคาเหมารวม 2,990 บาท)

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/live/bammbkk

จริงๆแล้ว คอนเสิร์ตนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ BAMM! Bangkok Arts & Music Month ซึ่งไม่ได้มีแค่ Cosmo Pyke คนเดียวเท่านั้นแต่ยังมี Yung Bae , FKJ , Iron & Wine และ Khruangbin (อ่านว่า เครื่องบิน !) ซึ่งศิลปินเหล่านี้ก็ไม่ธรรมดาทั้งนั้นเลย อย่างเช่น ดีเจหน้าใหม่อย่าง Yung Bae ที่จะมาเล่นวันที่ 20 นี้บัตรก็ Sold Out ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Cosmo Pyke เป็นหนุ่มอังกฤษวัย 18 ปี ที่เติบโตมาท่ามกลางดนตรี blues, jazz, hip hop, Reggae และ neo-soul เพราะฉะนั้นงานเพลงของเขาจึงมีส่วนผสมทางดนตรีที่หลากหลาย เขามักหยิบเรื่องรอบตัวในชีวิตประจำวันมาใช้เป็นวัตถุดิบในการแต่งเพลงโดยเขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซับซ้อนหรือเรียบง่าย ทุกอย่างล้วนเขียนเป็นบทเพลงได้เสมอ งานเพลงของเขาก็ฟังดูเมาๆ พลิ้วๆหน่อย ใครชอบสายนี้รับรองไม่มีผิดหวัง


28 เมษายน  : The Script Live in Bangkok

สถานที่ : Impact Arena เมืองทองธานี

ราคาบัตร : 4,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/the-script-2018-th.html

สำหรับวงนี้คงไม่ต้องโฆษณาอะไรกันมาก เพราะถือว่าเป็นวงดังวงหนึ่งเลย The Script เป็นวงดนตรีป็อปร็อคจากไอร์แลนด์ ที่มีอายุ 10 ปีในปีนี้ ถึงแม้จะดูอายุน้อยแต่ทว่ากลับมีเพลงฮิตมากมาย อาทิเช่น “The Man Who Can’t Be Moved” งานสร้างชื่อของพวกเขาในปี 2008 

งานเพลงของ The Script จะมีเมโลดี้ที่สวยและเนื้อหาที่คมคาย ถึงแม้ทางวงจะเคยมาเล่นในไทยแล้ว และวันหน้าก็อาจมาอีก แต่โอกาสดีๆแบบนี้อาจไม่ได้มีบ่อยนัก หากมีทุนทรัพย์รับรองไม่ผิดหวังครับ

 


30 เมษายน และ 1 พฤษภาคม : BRUNO MARS BRINGING THE 24K MAGIC WORLD TOUR TO BANGKOK

เวลาและสถานที่ :  2 ทุ่มครึ่ง ณ Impact Arena เมืองทองธานี

ราคาบัตร :  8,500 / 7,500 / 5,500 / 4,500 / 3,500 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/bruno-mars-2018-th.html

ดังเป็นพลุแตกไปแล้วสำหรับ หนุ่มที่เป็นเหมือนไมเคิล แจ๊คสันแห่งยุคนี้ ที่มาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราสองวันติดกันเลย กับดีกรีเจ้าของรางวัลแกรมมี่หลายรางวัล และเคยได้รับเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 20 ครั้ง ซิงเกิลของเขา ทำยอดขายมากกว่า 170 ล้านชุดทั่วโลก ส่วนอัลบั้มก็ทำยอดขายไปมากกว่า 26 ล้านชุดทั่วโลก ทำให้เขาเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทำยอดขายได้สูงสุดตลอดกาล จึงไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่ออะไรกันให้มากครับ ไปฟังเพลงของเขาอุ่นเครื่องรอเลยดีกว่า เพลงเร็วก็มันส์เพลงช้าก็ดี รับรองงานนี้มีเฮ !!!


อันนี้แถมให้ครับเพราะมาต้นเดือนหน้าเลยและคิดว่าเป็นงานที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

1 พฤษภาคม : Jake Bugg Solo Acoustic Tour Live in Bangkok 2018

สถานที่ : โรงภาพยนตร์ สกาล่า

ราคาบัตร : 2,600 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/jake-bugg-2018-in-bangkok-th.html

ดูอยากราคาบัตรแล้วอยากปาดเหงื่อเลย ค่อนข้างแพงเลยนะครับ หลายคนอาจจะคิดว่า อะไรหว่า ไปฟังไอ้หนุ่มคนเดียวเล่นกีตาร์ร้องเพลง อะไรมันจะแพงขนาดนี้ ซึ่งจริงๆต้องบอกว่า ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของ Jake Bugg ต้องบอกว่ามันคุ้มค่าแล้ว !

เพราะเจ้าหนุ่มอังกฤษคนนี้มีอายุแค่เพียง 23 ปี แต่ฝีมือนั้นขั้นเทพ ทั้งการเล่นและร้อง และการแต่งเพลงที่คมคาย ลุ่มลึกเกินอายุ  เจค บักก์ ออกผลงานอัลบั้มแรกตั้งแต่อายุ 18 บทเพลงของเขาขึ้นไปติดอันดับหนึ่ง ของยูเค อัลบั้ม ชาร์ตแถมยังขายได้เกิน 600,000 ก๊อบปี้ จนถือเป็นผลงานเพลงที่ขายดีมากชุดหนึ่งของสหราชอาณาจักรในทศวรรษ 2010 ตั้งแต่นั้นมาทุกสายตาก็จับจ้อง และหูทุกคนก็คอยเงี่ยหูฟังงานเพลงใหม่ๆของเขาตลอดมา 

งานเพลงของ เจค บักก์ส่วนใหญ่จะเป็นโฟล์ค  ซึ่งเข้ากันดีกับเสียงร้องขึ้นจมูกๆ ของเขา เรียกได้ว่าเขาเป็นบ็อบ ดีแลนแห่งอังกฤษเลยก็ว่าได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ มีแต่ตัวเจ็บๆทั้งนั้นเลยนะครับ ศิลปินที่มาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเรา ซึ่งถ้าจะดูครบทุกงานก็คงเจ็บตัวพอสมควร เพราะฉะนั้นก็ลองพิจารณาทุนทรัพย์ที่มี วันเวลาที่สะดวก และก็ความชื่นชอบในแนวดนตรีหรือตัวศิลปินดูนะครับ แล้วก็ออกไปสนุกกับเสียงดนตรีกันครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] COLD SKIN: คนหรือผีที่น่ากลัวกว่ากัน?

Published

on

เป็นงานหนังสยองขวัญบนเกาะร้างอีกหนึ่งเรื่องจาก Xavier Gens ผู้กำกับหนังคอหนังแนวนี้อาจคุ้นกันดีจาก The Devide, The Crucifixion หรือ Frontière(s) ซึ่งผลงานเรื่องล่าสุดของเขา Cold Skin ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของ Albert Sánchez Piñol ซึ่งพลอตเรื่องนั้นไม่มีอะไรมาก เมื่อชายหนุ่มไปรับงานเฝ้าเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตกกลางคืนเขาก็ต้องพบกับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านของเขา!

ณ สุดชายขอบของมหาสมุทรแอนตาร์กติก ชายหนุ่มนายหนึ่ง (เดวิด ออเกส) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นักอุตุนิยมวิทยาประจำเกาะอันแสนห่างไกล เมื่อเขาเดินทางไปถึงก็ได้พบกับประภาคารเก่า ๆ แต่กลับไม่มีร่องรอยของเจ้าหน้าที่อุตุฯ คนเก่า เหลือเพียงชายเสียสติคนหนึ่ง (เรย์ สตีเวนสัน) ที่ให้คำตอบแค่ว่าเจ้าหน้าที่นายนั้นเสียชีวิตจาก ‘ไข้รากสาด’ และเรื่องราวนับจากที่เขาได้เข้ามาดูแลเกาะแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความหายนะและน่าสะพรึงกลัวในยามค่ำคืน เมื่อมีจู่ ๆ ก็มีฝูงพรายน้ำลึกลับคนออกอาละวาดและตามล่าเขา อะไรคือคำตอบ ท่ามกลางบ้านไม้เก่า ๆ ประภาคารที่กุมความลับต่าง ๆ ไว้

แม้ว่าจะมีตัวละครเล่นกันแค่ 2-3 คน แต่ด้วยพลอตเรื่องที่ซุกซ่อนปมไว้หลายอย่าง ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรให้ค้นหาและน่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเผยโฉมหน้าของผีพรายน้ำ ในลักษณะที่มนุษย์ถูกคุกคามจนต้องหาทางกำจัด อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเดินไป ไม่มีพระเอกผู้ร้าย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ปมต่าง ๆ คำถามต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมาถามคนดู ถึงการกระทำของมนุษย์ที่เริ่มจากการป้องกันตัว นำไปสู่การเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก ทั้งกายและใจ ใครกันแน่ที่โหดร้าย ใครกันแน่ที่น่ากลัวที่สุด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่ทำได้ดีเลยก็คือ เรื่องงานโปรดักชัน ไม่ว่าจะเป็นโลเกชัน คอสตูม แคสติ้งนักแสดง รวมทั้งงานภาพที่ถือเป็นหนังทริลเลอร์สไตล์หม่น ๆ ที่ภาพสวยมากเรื่องหนึ่งเลย รวมทั้งฉากต่อสู้ไล่ล่าฆ่าฟันกันก็ทำออกมาสนุกและโหดเหี้ยมสมจริง แต่จะมามีปัญหาหน่อยก็อาจจะเป็นการเดินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบไปนิด มีหักมุมให้เซอร์ไพรส์อยู่บ้างแต่กลับไม่มีจุดพีค ทั้งที่ตัวหนังก็ผสมผสานความน่ากลัวและความน่ารักในการปรากฏตัวของผีพรายมาได้ลงตัวดีแล้วแท้ ๆ ถือว่าน่าเสียดายที่น่าจะทำได้ระทึกกว่านี้อีกหน่อย

อย่างไรก็ตาม เมสเซจของเรื่องนั้นก็ถือว่าน่าสนใจและวางตำแหน่งเอาไว้ได้ดี ให้คนดูไปตีความเอาเอง จากที่เราได้เห็น แท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดคือใคร จิตใจของมนุษย์ซุกซ่อนความคิดซับซ้อนต่าง ๆ ไว้มากมาย การลุ่มหลงในมายาคติ ความรักและความเดียวดายที่กลายเป็นภาพหลอนไปสร้างรอยแผลในใจให้คนคนหนึ่ง มนุษย์ที่อ้างว่าตัวเองมีวิวัฒนาการสูงสุด ฉลาดที่สุดนั้น มันไปด้วยกันกับการกระทำที่ป่าเถื่อนหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ ไม่มีเทวดานางฟ้าห่าเหวใด ๆ ที่คนชอบอุปโลกและหลอกตัวเองกันมารุ่นสู่รุ่น มันแสดงให้เห็นเพียงสันดานดิบที่แสนจะเลือดเย็น และไม่เคยจางหายไปจากคนเราเลยต่างหาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!