รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมประกาศแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ผ่าน ‘3 อภิมหาโปรเจกต์’ ที่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, AI Data Centers, หุ่นยนต์อัจฉริยะ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมชิปแห่งใหม่ในพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงใต้ เช่น เมืองกวางจูและจังหวัดจอลลาใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
สื่อท้องถิ่นคาดการณ์ว่า เมกะโปรเจกต์นี้อาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ได้มหาศาลกว่า 1,000 ล้านล้านวอน (หรือประมาณ 21.39 ล้านล้านบาท) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ปลุกเศรษฐกิจภูมิภาค หรือหวังผลทางการเมือง ?
ต้องเล่าก่อนว่าการผลักดันในครั้งนี้ นับเป็นก้าวที่กล้าหาญที่สุดของประธานาธิบดี ลี แจมยอง (Lee Jae Myung) ในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับนโยบายกระจายรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจนอกเขตเมืองหลวงอย่างกรุงโซล
อย่างไรก็ดี แผนนี้อาจจะต้องต่อสู้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายค้าน ที่มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพื้นที่ฐานเสียงหลัก เนื่องจากในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีที่ผ่านมา ประชาชนในภูมิภาคนี้เทคะแนนให้เขาถึง 85% ท่ามกลางสถานการณ์ที่คะแนนนิยมของผู้นำเกาหลีใต้ดิ่งลงติดต่อกัน 6 สัปดาห์ ไปอยู่ที่ 46.5% จากการสำรวจของ Realmeter
ด้านประธานาธิบดีลี แจมยองได้ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X โดยปฏิเสธข้อหาเอื้อประโยชน์ทางการเมือง พร้อมเน้นย้ำว่า “นี่คือ ‘ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของชาติ’ ในการรับมือกับยุค AI และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกันของภาคเอกชนภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ”
ตลาดหุ้นขานรับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผู้เชี่ยวชาญยังห่วงอยู่
แม้ข่าวนี้จะทำให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรรมของเกาหลีใต้พุ่งทะยาน โดยเฉพาะผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่อย่าง Asia Cement ที่ราคาหุ้นกระโดดขึ้นมาถึง 15% และ Hanil Cement บวกอีก 7% โดยสาเหตุที่หุ้นพุ่งขึ้นพรวดพราดขนาดนี้ มาจากการคาดว่าจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระลอกใหญ่
แต่ในทางกลับกัน ดัชนี KOSPI ภาพรวมกลับร่วงลงกว่า 2% โดยหุ้นของ Samsung Electronics ลดลงกว่า 4% และ SK Hynix ลดลงกว่า 3% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ที่เริ่มพักฐานหลังจากพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า
มาถึงมุมมองจากฝั่งนักวิเคราะห์กันบ้าง บรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมได้ออกโรงเตือนว่า แม้การกระจายฐานการผลิตออกจากโซลจะช่วยลดความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ แต่การสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูง จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมหาศาล
ชิปและ AI สูบทรัพยากรธรรมชาติแค่ไหน ?
ก่อนหน้านี้มีเคส TSMC ที่ปัจจุบันโรงงานใช้ไฟฟ้าหนักมาก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 9% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งเกาะไต้หวัน ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการผลิตชิปจำเป็นต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ปริมาณมหาศาล โดย TSMC ใช้น้ำไปสูงถึง 150,000 – 190,000 ตัน/วัน นี่ก็เคยเป็นประเด็นที่ตึงเครียดพอสมควร ถึงขั้นต้องแย่งน้ำกับภาคการเกษตรมาแล้วในช่วงที่ไต้หวันเจอวิกฤตภัยแล้ง
และอีกที่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือระบบ AI Data Center ในสหรัฐฯ ที่ปล่อยความร้อนสูงมากจึงต้องใช้น้ำในระบบหล่อเย็นตลอดเวลา มีงานวิจัยประเมินว่า แค่เราพิมพ์สั่งให้ ChatGPT เขียนอีเมล 1 ฉบับ (ประมาณ 100 คำ) ระบบหลังบ้านต้องสูญเสียน้ำหล่อเย็นไปประมาณ 500 มิลลิลิตร หรือเท่ากับน้ำดื่ม 1 ขวดเล็ก
นอกจากนี้ยังมีรายงานเมื่อเดือนมกราคมปี 2026 ที่ผ่านมา จากสถาบันวิจัย HARC (Houston Advanced Research Center) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันเท็กซัสมีศูนย์ข้อมูล หรือ ‘Data Center’ มากกว่า 400 แห่ง ซึ่งนอกจากจะสูบพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่งแล้ว ที่ใช้น้ำไปมากถึง 25,000 ล้านแกลลอน/ปี (ประมาณ 9.46 หมื่นล้านลิตร) เพื่อใช้ในระบบทำความเย็น (Cooling system) ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์ หากเทียบให้เห็นภาพ ปริมาณน้ำนี้เท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิกมาตรฐานรวมกันถึง 37,840 สระ/ปี
ทว่าความน่ากลัวยังไม่จบแค่นั้น สภาความน่าเชื่อถือทางไฟฟ้าแห่งเท็กซัส (ERCOT) คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center เหล่านี้จะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 22,175 ถึง 77,965 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้น้ำพุ่งทะลุเพดานตามไปด้วย โดยอาจสูงถึง 1.1 แสนล้าน ถึง 6.09 แสนล้านลิตร/ปี เทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 243,600 สระ หรือคิดเป็น 0.5% ถึง 2.7% ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดในรัฐเท็กซัสเลยทีเดียว
รวมถึงระบบโลจิสติกส์ เครือข่ายซัปพลายเออร์ และแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่สามารถขยายตัวได้เร็วพอ ที่จะตอบสนองความต้องการในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้
ผนึกกำลังบิ๊กบอสกุมบังเหียนโปรเจกต์เตรียมพลิกโฉมประเทศ
สำหรับพิธีเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Great Leap’ หรือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของชาติ จะมีประธานาธิบดีลี แจมยอง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยกระทรวงสำคัญต่าง ๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม, วิทยาศาสตร์, สิ่งแวดล้อม และคมนาคม ที่จะมาร่วมแถลงมาตรการสนับสนุนอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของที่ดิน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า การฝึกอบรมบุคลากร ไปจนถึงที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังรวมตัวผู้นำธุรกิจระดับประเทศ นำโดย เจย์ วาย. ลี (Jay Y. Lee) ประธาน Samsung Electronics และ เช แทวอน (Chey Tae-won) ประธานกลุ่ม SK Hynix ซึ่งทั้งสองบริษัทคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ณ เวลานี้ และเป็นผู้ซัปพลายชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบ AI ขั้นสูง รวมถึงยังมีตัวแทนจากบริษัทชั้นนำอื่น ๆ เช่น LG Electronics, HD Hyundai Robotics, การไฟฟ้าเกาหลีใต้ (KEPCO) และการประปาเกาหลีใต้ (K-water) เข้าร่วมงานด้วย
อย่างไรก็ดี ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า 3 อภิมหาโปรเจกต์นี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีมั้ย และจะสร้างเม็ดเงินเข้าเกาหลีได้มากน้อยเพียงใด การทุ่มงบลงทุนมหาศาลกว่า 21.39 ล้านล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินหมากเพื่อชิงความเป็นผู้นำในสมรภูมิ AI และเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลเกาหลีใต้ ยังไงต้องจับตาดูกันต่อไปค่ะ













