Connect with us

What The Fact

มารู้จักกับ DAOKO สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks”

Published

on

หากใครได้ชมภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ “ คงได้ยินเพลงประกอบเพราะๆจาก DAOKO x Kenshi Yonezu ในบทเพลงที่มีชื่อว่า “Uchiage Hanabi” ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในญี่ปุ่น จนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดแห่งปี 2017 เลย ซึ่งบางคนอาจรู้จักกับ DAOKO มาบ้างแล้วแต่บางคนอาจยังไม่รู้จักเธอ จริงๆแล้วเธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามองมากในเวลานี้ และเพิ่งมีผลงานเพลงอัลบั้มใหม่ออกมาในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นกันครับ

DAOKO (だをこ อ่านว่า ดาโอโกะ) เป็นนักร้องเพลงป็อปสาวชาวญี่ปุ่นจากโตเกียว เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1997 ปัจจุบันมีอายุ 20 ปี  เธอเริ่มสร้างผลงานสู่วงการจากการโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งเองบน Nico Nico Douga (เป็นเว็บแชร์วีดิโอชื่อดังในญี่ปุ่น) และต่อมาเธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงอินดี้ Low High Who? Production ในปี 2012 ในช่วงปีแรกๆของการเป็นศิลปิน DAOKO ต้องปิดบังใบหน้าของเธอไว้ เนื่องจากเธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายและที่โรงเรียนมีกฏเข้มห้ามนักเรียนทำงานอยู่ในวงการบันเทิง ต่อมาในปี 2015 DAOKO ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ TOY’S FACTORY ซึ่งในเวลานั้นเธอเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมพอดี เธอจึงได้เวลาที่จะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ดังนั้นในปี 2015 ซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisamaจึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้เราได้รู้ว่า DAOKO นั้นเป็นสาวน้อยน่ารักขนาดไหน

แรกเริ่มสู่เส้นทางศิลปิน

DAOKO เริ่มเขียนเพลงและทำเพลงด้วยเครื่อง iMac ในห้องนั่งเล่นของที่บ้าน โดยใช้โปรแกรม GarageBand และใช้ไมค์ใน iMac บันทึกเสียงร้องของเธอ เธอได้ดาวโหลดฟรีแทร็คจากอินเทอร์เน็ต  (for example, Vocaloid songs) และพยายามนำมันมาทำใหม่ในสไตล์ของเธอเอง เสียงร้องแบบกระซิบแผ่วอันเป็นสไตล์ของเธอ แท้จริงแล้วเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ หากแต่เป็นเพราะเธอพยายามที่จะไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นๆในบ้าน จึงพยายามร้องให้เสียงไม่ดังออกไปจากห้องนั่งเล่น

ในช่วงที่เธอเรียนชั้นมัธยมปลาย เธอเริ่มโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งขึ้นบน Nico Nico Douga โดยใช้ชื่อว่า “daoko” (ตอนนั้นยังใช้เป็นอักษรตัวเล็กทั้งหมด) ซึ่งทำให้ต่อมาเธอได้รู้จักกับ Jinmenusagi ซึ่งเป็นศิลปินในค่ายเพลงอินดี้ LOW HIGH WHO? PRODUCTION อยู่ และเขาได้แนะนำเจ้าของค่ายให้รู้จักกับ daoko จากนั้นเธอจึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงนี้ แต่ด้วยกฏเหล็กของโรงเรียนที่ห้ามทำงานในวงการบันเทิง เธอจึงต้องทำงานเพลงโดยไม่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง

จากอินดี้สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่

ช่วงแรกที่ daoko ทำงานกับ LOW HIGH WHO? เธอเริ่มด้วยการร้องแบ็คอัพให้กับศิลปินร่วมค่ายคือ  Fukashigi/wonderboy ในเพลงSekai Seifuku Yameta” (2012) ต่อมา daoko ได้มี EP อัลบั้มเปิดตัวชื่อว่า  Shoki Shojo โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกทางค่ายได้ปล่อยให้โหลดฟรีทางเว็บเพจของค่าย จากนั้นในเดือนธันวาคมปี 2012  daoko ก็ได้ฤกษ์ปล่อยงานเพลงอัลบั้มแรกในชีวิต  HYPER GIRL -Mukougawa no Onnanoko

Taku Takahashi แห่งวง m-flo นั้นชอบเพลงของเธอมาก ต่อมาจึงชวนเธอมาฟีเจอริ่งกันในเพลง IRONY (2013) ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงธีมของภาพยนตร์เรื่อง Taka no Tsume ~Utsukushii Elleair Shoushou Plus. และในวันเดียวกันกับที่เพลง IRONY ปล่อยออกมา เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สอง  UTUTU EP ออกมาด้วยเช่นกัน และตามสเต็ปของอัลบั้มแรก เมื่อเธอวางแผง EP แล้วก็ต้องตามมาด้วยอัลบั้มเต็ม ดังนั้นในเดือนธันวาคมของปี 2013 เธอจึงปล่อยอัลบั้มที่สอง GRAVITY ออกมา

DAOKO เมื่อตอนโปรโมทอัลบั้ม Gravity (2013)

ปี 2014 เป็นปีที่ daoko เนื้อหอมเป็นอย่างมาก งานเพลงของเธอนั้นได้ไปสะกิดหูของผู้กำกับภาพยนตร์ นาคาจิมะ เท็ตซึยะเข้า ดังนั้นเขาจึงนำเพลง Fog (เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้มแรกของเธอ) ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Kawaki

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เธอได้ร่วมงานกับ TeddyLoid ในเพลง ME!ME!ME! 

และร่วมงานกับ Studio Khara และ Hideaki Anno ในวีดิโอซีรีย์ที่ถูกนำไปใช้ใน Japan Animator Expo จากนั้นชื่อเสียงของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับโลก และในวันคริสมาสต์อีฟของปีนี้ เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สาม  Kireigoto EP เพลงทั้งหมดใน EP นี้เกิดจากการแต่งและโปรดิวซ์ร่วมกันกับ koducer

ในปี 2015 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่หลายค่ายต่างรุมรักและขายขนมจีบให้กับเธอ แต่สุดท้ายค่ายที่ชนะใจของเธอก็คือ TOY’S FACTORY  (มีศิลปินในค่ายอาทิเช่น Mr.Children , Baby Metal ,Bump of Chicken เป็นต้น) ก่อนที่เธอจะย้ายจากบ้านเก่า LOW HIGH WHO?ไปสู่บ้านใหม่เธอได้ทิ้งทวนด้วยอัลบั้ม Dimension, ที่ปล่อยออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้

สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่และอัลบั้มใหม่ THANK YOU BLUE

ภายหลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม Dimension ออกมาได้หนึ่งเดือน และเธอกำลังจะจบการศึกษา DAOKO ได้ออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกกับทาง Toy’s Factory ซึ่งคราวนี้เธอได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า DAOKO เป็นอักษรตัวใหญ่ทั้งหมดเลย ซึ่งในช่วงโปรโมทอัลบั้มเธอยังคงเรียนอยู่ดังนั้นเธอจึงต้องปิดบังตัวจริงของเธออยู่ ต่อมาเธอได้จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่  Shibuya WWW ในเดือนสิงหาคมซึ่งตั๋วได้ขายหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย

ซิงเกิ้ลเปิดตัวกับทางค่าย คือ  ShibuyaK / Samishii Kamisama เผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2015 ซึ่งตอนนั้นเธอได้เรียนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นซิงเกิ้ลนี้จึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่แฟนๆของเธอได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของ DAOKO โดยภาพของเธอได้ถูกนำมาใส่ในซิงเกิ้ลที่วางขายด้วย

 

ภาพโปรโมทซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisama เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าของ DAOKO

“ShibuyaK” , DAOKO

ในเดือนมกราคมปี 2016 DAOKO ได้มีทัวร์คอนเสิร์ตแรกในชื่อว่า “DAOKO THE FIRST TOUR” ถึงแม้ว่ามันจะใช้คำว่าทัวร์คอนเสิร์ตแต่ที่จริงแล้ว มีการแสดงเพียงแค่ครั้งเดียวที่ ชิบูย่า Shibuya ในวันที่ 14 สิงหาคม เธอได้ปรากฏตัวในซีรีย์สตรีมมิ่งของ Amazon ที่ชื่อว่า “Invisible Tokyo” ซึ่งเธอได้พูดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับเสียงดนตรีและเรื่องราวการเผชิญชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของเธอ

ในเดือนกันยายนเธอก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่สองMoshimo Bokura ga GAME no Shuyaku de / Daisuki with TeddyLoid / BANG!ซึ่งประกอบไปด้วยเพลง 4 เพลงซึ่งทั้งหมดถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์โฆษณา และหากใครซื้อซิงเกิ้ลนี้แบบ Limited Edition A ก็จะได้ฟุตเทจจากทัวร์คอนเสิร์ต “DAOKO THE FIRST TOUR” แถมมาด้วย ต่อมา DAOKO ได้ร่วมงานกับ TeddyLoid อีกครั้งในซิงเกิ้ล“Daisuki” จากนั้น DAOKO ก็มีทัวร์แบบจริงๆเป็นครั้งแรกในชื่อว่า “Aoiro Shugi” ซึ่งจะมีคอนเสิร์ต 4 วันในเมืองต่างๆของญี่ปุ่น ซึ่งฟุตเทจจากคอนเสิร์ตนี้จะรวมไว้ในโบนัส DVD ที่แถมมากับซิงเกิ้ลที่สามของเธอ

“DAISUKI” , DAOKO with TeddyLoid

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 DAOKO ก็ได้มีทัวร์อย่างเป็นทางการครั้งที่สอง (ถ้ารวมครั้งแรกที่ชิบูย่าก็เป็นสาม) ภายใต้ชื่อ “Aoiro Jidai” โดยในครั้งแรกมีคอนเสิร์ตห้าครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่น โดยเริ่มจาก ฮอกไกโดไปสู่แดนใต้ โอซาก้าและกลับมาที่โตเกียว โดยมี Sayuri มาเป็นแขกรับเชิญในเคอนเสิร์ตด้วย จากนั้นในปีนี้ DAOKO ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย ซึ่งมีการร่วมงานกันอีกครั้งกับ Hideaki Anno และ Studio Khara นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ใช้ในอนิเมะเรื่อง “Ryuu no Haisha” (Dragon Dentist) คือเพลง Kakurenbo. ซึ่งตอนแรกปล่อยออกมาเป็นดิจิตอลซิงเกิ้ลทาง iTunes และช่องทางอื่นๆ 

DAOKO ได้ฟีเจอริ่งกับ Omori Seiko ในเพลงที่มีชื่อว่า “Saigo Chikyuu no Futari” จากอัลบั้ม  kitixxxgaia ของ Omori Seiko  อีกทั้งยังได้ร่วมงานกับ Ziyoou-vachi ในเพลง “Kinsei” จากอัลบั้ม Q  ซึ่งเค้าว่ากันว่าเพลงนี้เป็นเหมือนเพลงแก้ของเพลง“Suisei” งานเพลงในปี 2015 ของ DAOKO

นอกจากงานเพลงแล้ว DAOKO ยังมีงานเขียนอีกด้วย “One-Room Seaside Step” คือนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเธอ เล่าเรื่องของเด็กสาวอายุ 19 ชื่อ นางิสะ ที่มีชื่อเสียงจากการโพสต์งานภาพประกอบของเธอภายใต้ชื่อ “nico”  ซึ่ง DAOKO เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเขียนชิ้นนี้ว่า เมื่อตอนที่เธออายุ 15 ปี เธอได้เริ่มแต่งเพลงแร็พ และเขียนเนื้อเพลง เธอเริ่มรู้สึกว่าอยากเขียนอะไรที่มันยาวมากกว่านี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

“One-Room Seaside Step” นวนิยายที่แต่งโดย DAOKO

และในเดือนสิงหาคม 2017 ซิงเกิ้ลที่สามของเธอ คือ ”Uchiage Hanabiก็ได้ถูกปล่อยออกมา ซึ่งเพลง “Uchiage Hanabi ” นี้ได้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Uchiage Hanabi, Shita Kara Miru Ka? Yoko Kara Miru Ka?” หรือ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟนอกจากนี้เพลง “Forever Friends” ที่อยู่ในซิงเกิ้ลนี้ก็ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ด้วย โดยเพลง “Forever Friends” เวอร์ชั่นนี้เป็นงานคัฟเวอร์จากเวอร์ชั่นต้นฉบับของ REMEDIOS ที่ถูกใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Fireworks” ในเวอร์ชั่นคนแสดงที่กำกับโดย ชุนจิ อิวาอิ ในปี 1993

Uchiage Hanabi” , DAOKO x Kenshi Yonezu

ในปลายเดือนกันยายน DAOKO ได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในฐานะแขกรับเชิญของงานอนิเมะในแอตแลนตาที่มีชื่อว่า Anime Weekend Atlanta โดยงานนี้เธอได้เปิดการแสดงของเธอและมีการแจกลายเซ็นด้วย

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน DAOKO ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดัง  Beck โดยเป็นการนำเอาเพลง “Up All Night” มาทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่โดย DAOKO เป็นคนเขียนเนื้อให้เอง

DAOKO และ Beck

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ยาวไปจนถึงมกราคมปีหน้าเธอได้มีทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ “Cygames Presents DAOKO TOUR 2017-2018 ‘THANK YOU BLUE'” โดยในครั้งนี้จะมีการจัดคอนเสิร์ตทั้งหมด 6 ครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่นจากฮอกไกโดไปจนถึงฟุกุโอกะ รวมไปถึงในเกาหลีและไต้หวันด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มที่ห้าในชีวิต (แต่เป็นอัลบั้มที่สองกับทาง TOY’S FACTORY) THANK YOU BLUE ออกมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานเพลงคุณภาพของ DAOKO เลยทีเดียว ไว้มีโอกาสจะมารีวิวอัลบั้มนี้ให้ได้อ่านกันครับ

อัลบั้มใหม่ล่าสุดของ DAOKO “Thank You Blue”

และนี่ก็คือเส้นทางการเดินทางอันยาวนานของสาวน้อยมหัศจรรย์ที่มีชื่อว่า DAOKO (だをこ) จากสาวน้อยที่ทำเพลงเองอยู่กับบ้าน มาสู่การเป็นศิลปินชื่อดังที่มีเพลงฮิตติดชาร์ตในญี่ปุ่นและในระดับโลก ซึ่งตลอดระยะเวลาการเดินทางของเธอ เธอไม่เคยหยุดที่จะสร้างผลงานดีๆออกมาอย่างต่อเนื่องเลย และเราก็เชื่อว่าจากนี้ไปเธอก็จะยังคงสร้างสรรค์ผลงานเพลงคุณภาพผ่านเสียงดนตรีและเสียงร้องอันสดใสของเธอให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป

ส่งท้ายกันด้วย “Step Up Love” ซิงเกิ้ลชวนแดนซ์จากอัลบั้ม Thank You Blue ที่ได้ ยาสุยูกิ โอะกะมุระ มาฟีเจอริ่งด้วยครับ

“Step Up Love” , DAOKO x Yasuyuki Okamura

สามารถติดตามข่าวสารของ DAOKO ได้ทาง facebook เพจ DAOKO Thailand Fanclub ครับ

ที่มา

Generasia.com

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement

What The Fact

มูลค่า Netflix พุ่งสูงถึง 1.5 แสนล้านเหรียญ : เกือบเทียบเท่า Disney แล้วในขณะนี้

มูลค่าโดยประมาณของ Netflix อาจเทียบเท่าหรือมากกว่า The Walt Disney Company ได้ในอนาคต

Published

on

เว็บไซต์ Variety ได้รายงานว่า หุ้นของ Netflix ได้ปิดลงในวันนี้ (23 พฤษภาคม 2018) ที่มูลค่า 344.72 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งทำให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของ Netflix นั้นอยู่ที่ประมาณ 1.528 แสนล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า Comcast ที่มี 1.47 แสนล้านเหรียญ และน้อยกว่า Disney ที่มี 1.533 แสนล้านเหรียญ เพียงแค่ 500 ล้านเหรียญเท่านั้น

หุ้นของ Netflix ได้มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 4% ในช่วย 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จากการประกาศความร่วมมือในการผลิตเนื้อหา (Content) ร่วมกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา และมิเชล โอบามา ภรรยาของเขา

ในปี 2018 นี้ หุ้นของ Netflix ได้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% ซึ่งทางบริษัทยังคงเดินหน้าค้นหาไอเดียใหม่ๆในการสร้างเนื้อหาต้นฉบับ (Original Content) อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์สยองขวัญจากไอเดียสุดบรรเจิดของ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) หรือคอมเมดี้สุดพิเศษของ สตีฟ มาร์ติน และมาร์ติน ชอร์ต ที่หวนกลับมาแสดงร่วมกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Netflix อาจซื้อโรงภาพยนตร์สำหรับฉายภาพยนตร์ของตนเอง เพื่อให้มีสิทธิได้เข้าชิงรางวัลสำคัญอย่างออสการ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความทะเยอทะยานของ Netflix ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี มูลค่าโดยประมาณของ Disney นั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เนื่องจาก Disney มีแผนเปิดตัวบริการสตรีมออนไลน์ในปี 2019 ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยเนื้อหาอันมหาศาล ทั้งภาพยนตร์ (Marvel, Star Wars), ซีรีส์ และรายการโทรทัศน์ (ผลดีจากการเข้าซื้อกิจการของ Fox) ซึ่งอาจกลายเป็นผู้ให้บริการบริการสตรีมออนไลน์รายใหญ่แข่งกับ Netflix ก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] รวมคอนเสิร์ตดีน่าดูในเดือนมิถุนายนนี้

Published

on

เดือนหน้าเป็นอีกเดือนที่มีคอนเสิร์ตดีๆมากมาย ทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศ แมสและอินดี้ เพียบไปหมดเลยครับ หากไม่ได้วางแผน คำนวนเวลา คำนวนเงิน (และกันเงินเดือนบางส่วนเอาไว้) อาจจะพลาดอะไรดีๆไปได้ วันนี้ (ก่อนที่เงินเดือนเดือนหน้าจะหมดไป) ผมเลยรวบรวมคอนเสิร์ตดีๆ พร้อมข้อมูลให้ได้พิจารณากันว่าเดือนหน้าเราจะไปเฮกับงานไหนกันบ้าง งั้นเราไปดูกันเลยครับ

2-3 มิถุนายน : Cat T-Shirt 5

เป็นครั้งที่ 5 แล้วนะครับกับ เทศกาลดนตรีและเสื้อยืดประจำปีของ แคท เรดิโอ “Cat T-Shirt 5” ที่มีเสื้อยืดให้ได้ช้อปกันกว่า 200 กว่าร้านค้า กว่า 2,000 ลายใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทั้งจากดีไซเนอร์ ศิลปินเพลงหน้าเก่าหน้าใหม่ ที่มาเป็นพ่อค้าแม่ขายพร้อมแจกลายเซ็นเองกับมือ เป็นงานที่คุ้มมากๆได้ทั้งซื้อเสื้อเท่ๆ พบปะศิลปินที่คุณชื่นชอบและได้ดูคอนเสิร์ตด้วยในงานเดียวเลย

Venue : 2-3 มิถุนายนนี้ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน

Time : 11.00-23.00 น.

Ticket : บัตรราคา 390 บาท ใช้เข้างานได้ทั้ง 2 วัน พร้อมคูปองส่วนลดซื้อเสื้อยืด มูลค่ารวม 600 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/cat-t-shirt5-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด :  บัตรไม่แพง (เพราะต้องมีเงินไว้ช้อป 555) งานมีสองวัน มีเสื้อเท่ๆเพียบ ได้ทั้งช้อป ทั้งชิล ทั้งเฮไปกับคอนเสิร์ตดีๆจากศิลปิน (ที่ต้องมีสักคน)ที่เราชื่นชอบมากมาย

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  : ศิลปินเยอะมากครับ ลองดูรายชื่อกันก่อนว่ามีใครบ้างที่เป็นคนโปรดของเรา และเปิดเพลงฟังอุ่นเครื่อกันเลยครับ !

THE TOYS, SINGTO NUMCHOK, THE PARKINSON, SWEAT16!, POLYCAT, B5, FLURE, V VIOLETTE, THE YERS, BURIN, EARTH PATRAVEE, RASMEE, PHUM, DENIMS (JAPAN), WHAL & DOLPH, BARBIES, PILLS, M YOSS, THE WHITE HAIR CUT, TEMP., BOYJOZZ, 25 HOURS


5 มิถุนายน : Boyce Avenue Live In Bangkok with Special Guest Room39

Boyce Avenue (บอยซ์ อเวนิว) เป็นวงคัฟเวอร์ระดับโลกจากฟลอริด้า ที่สร้างกระแสการตอบรับที่ดีจากแฟนๆทั้งในและต่างประเทศ จนได้ออกทัวร์ไปทั่วโลกและมีงานเพลงเป็นของตัวเอง

Boyce Avenue ประกอบด้วยสามพี่น้องหน้าตาดีระดับบอยแบนด์แห่งบ้าน แมนซาโน่ ได้แก่ อเลฮานโดร (ร้องนำ, กีตาร์, เปียโน), เฟเบียน (กีตาร์, ร้อง) และ แดเนียล (เบส, เพอร์คัชชัน, ร้อง) ทั้งสามฟอร์มวงขึ้นในปี 2004 แจ้งเกิดจากการร้องคัฟเวอร์เพลงดังลงยูทูป ด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกเรียบง่ายเพียงไม่กี่ชิ้น ผสานกับเสียงร้องอันแสนไพเราะและมีเอกลักษณ์ ขับกล่อมประสานกันอย่างยอดเยี่ยมลงตัว จนมีฐานแฟนเพลงมหาศาลทั่วโลก และทำให้พวกเขาได้กลายเป็นวงดนตรีอิสระระดับโลกไปในที่สุด การันตีความเพราะขั้นเทพด้วยยอดวิวบนยูทูปเกิน 3.7 พันล้านวิว! และมีสมาชิกติดตามถึง 10.6 ล้านคนในยูทูป !!!

นอกจากนี้ในงานยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ก็เป็นวงที่โด่งดังจากการคัฟเวอร์เพลงด้วยเช่นกัน จนตอนนี้เป็นศิลปินที่มีงานเพลงเป็นของตนเอง และยังคงสร้างงานเพลงดีๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

Venue : บีซีซี ฮอลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,800 / 2,300 / 1,800 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/boyce-avenue-with-special-guest-room39-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้ราคาบัตรออกจะหนักเสียหน่อย (ถูกสุด 1,800 บาท) แต่ถ้าเทียบระดับความคุ้มกับการได้ดูวงระดับโลกที่การันตีความไพเราะ นุ่ม เนี๊ยบ เหมาะแก่การไปฟังสดๆสุดๆ อีกทั้งเป็นครั้งแรกกับการมาเยือนไทย แถมยังมีวงเปิดเป็นวง Room39 ที่ไม่น่าพลาดกับการฟังสดจริงๆ จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ควรพลาดเลยครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 และ 10 มิถุนายน : JAZZin’ it up with Smiles – No.1

งานรวมพลคนสายแจ๊ซ รวมนักดนตรีสาย JAZZ ที่มีประสบการณ์บนถนนดนตรีมาอย่างโชกโชน  และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในสายดนตรีมามากมาย มาไว้ในงานเดียวกัน งานนี้จัดขึ้นโดย บอย โกสิยพงษ์ และ นภ พรชำนิ จาก เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ซึ่งรายชื่อศิลปินที่มาร่วมงาน ประกอบไปด้วย Nop Ponchamni & The Groovetomatix Band Featuring The Groove Riders – Trio , The Pomelo Town , Mellow Motif , Sunny Trio & Natt Buntita , Snapper Town , Siam Jazz Orchestra , College of Music – BSRU , RSU Quintet  and Special Guest Singers

ถือได้ว่าเป็นระดับเซียนแจ๊ซกันทั้งนั้น หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเหล่าอัศวินสายแจ๊ซได้เลยครับ

Venue : โรงละครอักษรา ศูนย์การค้า คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

Time : 16.30 น.

Ticket : Early bird  ระหว่างวันที่ 19 – 25 พฤษภาคมนี้  ราคาเริ่มตันที่ 1,500 / 1,700 / 1,900 บาท  จากปกติราคา 1,800 / 2,000 / 2,200 บาท (ถ้าซื้อตั้งแต่วันที่ 26 จะราคานี้ครับ)  งานมีสองรอบรอบวันที่ 9 และ 10 รอบละ 500 ที่นั่งครับ

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/jazzin-it-up-with-smiles-no1-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : หากคุณเป็นคนที่รักในดนตรีแจ๊ซ คิดถึง นภ พรชำนิ คิดว่างานนี้คุ้มค่ามากๆและไม่ควรพลาดครับ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


9 มิถุนายน : Lula First Solo Concert

หากให้นึกถึงศิลปินหญิงสักคนหนึ่งในบ้านเรา เชื่อได้ว่าชื่อแรกๆที่ใครหลายคนจะต้องนึกถึงจะต้องเป็นเธอคนนี้ “ลุลา” เจ้าของน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และงานเพลงสุดละมุน ไพเราะชวนเคลิบเคลิ้ม และอ่อนไหวไปกับความรู้สึกและเรื่องราวในบทเพลงเหล่านั้นอาทิ ตุ๊กตาหน้ารถ , เรื่องที่ขอ , ทะเลสีดำ ,รักปาฎิหารย์ ซึ่งเป็นเพลงโปรดในดวงใจของใครหลายคน

คราวนี้เธอมาพร้อมกับ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบสิบปีของเธอ  พร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษอีก 3 ชีวิต!!  ที่จะมาสร้างความสนุก เสริมสร้างบรรยากาศในแบบ LITTLE MISS LULLABY สร้างสรรค์ Production Design โดยกลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่ DUCKUNIT ที่กล้าการันตีได้เลยว่าคอนเสิร์ตในครั้งนี้ไม่ธรรมดา

Venue: GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 19.00 น.

Ticket : 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/lula-first-solo-concert-2018-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของลุลา ที่จะได้ฟังลุลาร้องเพลงให้ฟังแบบเต็มๆยาวๆสดๆ ท่ามกลางโปรดักชั่นดีๆที่มีธีมน่ารัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


12 มิถุนายน : Mr.Big Live In Bangkok

Mr.Big คือวงระดับตำนาน เป็นSupergroupจากLos Angeles สหรัฐอเมริกาซึ่งก่อตั้งวงในปีค..1988. สมาชิกดั้งเดิมที่เริ่มก่อตั้งประกอบไปด้วย Eric Martin (ร้องนำ), Paul Gilbert (กีต้าร์), Billy Sheehan (เบส), and Pat Torpey (กลอง)(1988-2018)  (ต่อมา Matt Starr มาร่วมตีกลองแทน Pat ตั้งแต่ปี 2014) ซึ่งแต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นตัวเทพในแต่สาย อย่าง Paul Gilbert ก็เป็นกีตาร์ฮีโร่ในดวงใจของใครหลายคน Billy Sheehan ก็คือไอดอลสายเบส นอกจากนี้ยังมี Richie Kotzen สุดยอดมือกีตาร์ระดับเทพอีกคนที่มาร่วมงานแทน Paul ในช่วงปี 1999-2001 ก่อนที่ Paul จะกลับมารับหน้าที่มือกีตาร์อีกครั้ง

พวกเขามีชื่อเสียงในด้านของความเป็นนักดนตรี มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการร้องประสานในบทเพลง การเรียบเรียงและการเล่นที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพตัวจริงทำให้บทเพลงของเขาสามารถเข้าถึงผู้คนได้จนถึงทุกวันนี้

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.30 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/mr-big-live-in-bangkok-2018-th.html

https://www.ticketmelon.com/pmg/mrbigliveinbangkok

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นวงขั้นเทพสายร็อคที่โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ แถมราคาบัตรไม่แพงจนเกินไป หากเทียบกับความเทพของวง

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


13 มิถุนายน : Extreme Asia Tour 2018 Bangkok

เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของหนึ่งวงร็อคระดับตำนาน Extreme ที่ก่อตั้งวงโดย Gary Cherone (ร้องนำ) และNuno Bettencourt (มือกีตาร์) ตั้งแต่ปี 1985

Extreme คือวงที่สามารถจัดได้ว่าเป็นประเภทเดียวกับวงระดับตำนานอย่าง Van Halen,Queen,Aerosmith,Mr.Big หรือLed Zeppelin โดยพวกเขาได้ให้คำจำกัดความแนวดนตรีของตัวเองว่าเป็น”Funky Metal”และ ได้พัฒนามาเรื่อยๆ โดยดึงเอาแรงบันดาลใจจากหลายๆแนว เช่น Classic rock มาผสมกับแนวอย่างPost-Grunge และAlternative rock

Nuno Bettencourt นักแต่งเพลงลูกครึ่งอเมริกันโปรตุเกต เป็นสมาชิกวงที่โด่งดังมาก ด้วยความหล่อเหลาและฝีมือขั้นเทพ เขาเป็นเค้าเป็นที่รู้จักในนามของหนึ่งในสุดยอดมือกีต้าร์ของวงExtreme  นอกจากนั้นยังมีผลงานเดี่ยวของตัวเอง และร่วมวงกับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย

Venue : GMM Live House @ Central World Fl.8

Time : 20.00 น.

Ticket : 3,000 / 2,000 บาท

ช่องทางการซื้อบัตร : http://www.thaiticketmajor.com/concert/extreme-asia-tour-2018-Bangkok-th.html

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นแฟน Mr.Big ก็จะเป็นแฟน Extreme ด้วย ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์ก็คิดว่าควรจัดทั้งสองงานเลย (แถมงานจัดขึ้นที่เดียวกัน ราคาบัตรเท่ากัน วันเล่นต่อกันอีกต่างหาก) เหตุผลที่ไม่ควรพลาดสำหรับ Extreme ก็เช่นเดียวกัน วงระดับตำนาน กับงานเพลงคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพงมากนัก

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


คราวนี้เรามาดูคอนเสิร์ตสายอินดี้กันดูบ้างครับ

9 ,15 และ 23 มิถุนายน : Fungjai Lab

Tiger presents “Fungjai Lab” ซีรีส์ 3 งานคอนเสิร์ตจากฟังใจเปิดประสบการณ์การฟังเพลงด้วยแนวเพลงที่หลากหลายให้คุณได้มาร่วมกันพบสมมุติฐานความสนุกจากห้องทดลองแลปทั้งสามวิชาแบบนอกหลักสูตร

โดยสามารถเลือกเรียนวิชาที่ชอบหรือเทคคอร์สทั้งหมดสามวิชาได้เลย!!! โดยวิชาทั้งสามประกอบไปด้วย

EP1. Psychedelic 101

วิชาที่จะพาผู้ชมทุกท่านไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ในการดูดนตรีผ่านจิตใต้สำนึกของคนดู 

 คาบเรียน: 9 มิ.. 2018  

 ตัวแปรต้น: Diaries  

 ตัวแปรตาม: Cloud Behind  

 ตัวแปรแทรกซ้อน: Chladni Chandi  

 ตัวแปรควบคุม: Buddhist Holiday  

EP2. Electronic 101

วิชาที่จะรวมจังหวะทุกจังหวะแสดงร่วมกับแสงสีสร้างประสบการณ์ร่วมให้เสมือนเราเป็น 

ส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับบทเพลงและเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ไปกับวงดนตรี 

คาบเรียน: 15 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Telex Telexs  

ตัวแปรตาม: DCNXTR  

ตัวแปรแทรกซ้อน: S.O.L.E.  

ตัวแปรควบคุม: Cyndi Seui  

EP3. Thai Fusion 101

วิชาที่นำเสนอสิ่งที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนไทยเพราะความเป็นไทยไม่เคย มีกฎเกณฑ์หรือคำจำกัดความแต่มันอยู่กับเราทุกที่ทุกเวลาผสมผสานไปกับการใช้ชีวิตของเรา 

คาบเรียน: 23 มิ.. 2018  

ตัวแปรต้น: Isanjah  

ตัวแปรตาม: Boyjozz  

ตัวแปรแทรกซ้อน: ไปส่งกู๊บขส.ดู๊ 

ตัวแปรควบคุม: Srirajah Rockers 

Venue: Glowfish (สาธร)

Time : 18.00 .

Ticket : หากซื้อก่อน 2 มิ.ย. จะราคางานละ 200 บาท (จากนั้นจะปรับเป็น 350 บาท)

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/864/fungjailab

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : เป็นงานรวมเหล่าศิลปินอินดี้ ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยมีมา โดยสามารถเลือกกลุ่มศิลปินที่ชื่นชอบ และไปร่วมสนุกในแลปความมันส์และสร้างสรรค์นี้กันได้เลย นอกจากนี้ราคาบัตรยังบอกได้เลยว่า ถูกมาก บอกได้คำเดียวครับว่า คุ้ม !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :  ผมจะเอาตัวอย่างงานเพลงจากศิลปินในแต่ละวิชามาให้ฟังกันดูนะครับ

วิชา Psychedelic 101

วิชา Electronic 101

วิชา Thai Fusion 101


9 มิถุนายน : Standing Egg

Standing Egg คือที่สุดของวงดนตรีสายชิล จากเกาหลีใต้ ที่มีผลงานเพลงเพราะๆมากมาย ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปี 2010

เสน่ห์ของ Standing Egg คือ เพลงเพราะ ฟังเพลินในสไตล์อะคูสติคป็อปผสานเสียงร้องนุ่มละมุนหู อีกทั้งในแต่ละอัลบั้มยังมีศิลปินรับเชิญสายชิลมาร่วมแจมมากมาย

Standing Egg มีสมาชิกหลัก 3 คนประกอบด้วย Egg1, Egg2 และ Egg3  (เก๋ป่ะเล่า 555) มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 5 อัลบั้ม 7 อีพี และ 1 สเปเชี่ยลอัลบั้ม ซึ่งงานเพลงจากอัลบั้มเหล่านี้ได้เป็นเพลงในดวงใจและอยู่ในเพลย์ลิสต์ฟังเพลินของใครหลายคน

Venue:  Voice Space (วิภาวดีรังสิต)

Ticket: 2,400 / 2,000 / 1,600 บาท

Time: 18.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/standingeggbkk2018

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานสำหรับแฟนๆ Stanging Egg ส่วนใครที่เป็นแฟนเพลงใหม่หรือยังไม่คเยฟัง อยากให้ลองฟังเพลงของพวกเขาดูแล้วคุณจะรู้เลยว่าทำไมถึงไม่ควรพลาด

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


14 มิถุนายน : Se So Neon

คอนเสิร์ตแรกในเมืองไทยของวงอินดี้หน้าใหม่จากแดนโสม “Se So Neon”  วงอินดี้ร็อคเจ้าของรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม Rookie of The Year จากงาน Korean Music Awards 2018

Se So Neon  (새소년)  เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า “คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นชื่อนิตยสารวัยรุ่นที่ตีพิมพ์ในปีช่วงปี 60-80  ที่พวกเขาไปเจอมาในร้านหนังสืออิสระ ด้วยความถูกใจก็เลยนำมาตั้งชื่อวงเลย

Se So Neon มีสมาชิก 3 คนประกอบไปด้วย Hwang So-Yoon (ร้องนำ กีตาร์), Moon Fancy (เบส), และ Gang To (กลอง)

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าวซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 19.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/sesoneonliveinbkk

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : ถึงแม้จะเป็นวงหน้าใหม่ แต่ฝีมือนั้นไซร้ไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งยังมีวงเปิดเป็นวงอินดี้คุณภาพอย่าง FWENDS และ Folk9 อีกด้วย  เป็นความคุ้มในราคา 400 บาทที่คุ้มแสนคุ้มเลยจริงๆ

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :

 


20 มิถุนายน : Suuns

พบกับ SUUNS วงอิเล็กทรอนิกอาร์ตร็อก จากมอนทรีอัลแคนาดา ที่จะทำให้ฟลอร์เต้นรำสะเทือนไปกับเสียงเบส แสงไฟ และเมโลดี้ลึกลับเกินคาดเดา แต่ขณะเดียวกันก็อัดแน่นไปด้วยบีตสุดมันที่พร้อมกระตุกต่อมแดนซ์ในตัวคุณให้ดิ้นแบบหยุดไม่อยู่ !!!

เสน่ห์ของวง SUUNS คือการหยิบจับดนตรีแนวต่าง มาใส่เข้าไปในบีต รวมถึงซาวด์อิเล็กทรอนิกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาก็ทำได้อย่างแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ฮิปฮอปดาร์ก ดีพเฮาส์ลอย ๆ , ดนตรีอิเล็กทรอนิกใต้ดินจากยุค 90s ที่ได้อิทธิพลกลองสไตล์แบ็กกี้, หรือหยิบเอาเมโลดี้กีตาร์หรือซาวด์กลองที่ใช้ในเพลงไซคีเดเลียปลายยุค 60s มาใส่ในเพลงได้อย่างน่าสนใจ 

Venue: De Commune

Ticket: 1,300 บาท

Time: 21.30 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/hyhbkk/suuns

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : งานดนตรีที่มีเอกลักษณ์ แดนซ์บีตแบบหน่วงๆ พร้อมปล่อยใจไปล่องลอยกับบทเพลงไร้ขีดจำกัด  ใครมาสายนี้ต้องไม่พลาด ! 

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย  :


24 มิถุนายน : Siamese Cats

พบกับอินดี้รุ่นเก๋าจากแดนปลาดิบ ที่มีชื่อเป็นแมวไทยว่า “Siamese Cats”  ซึ่งเป็นหนึ่งในวงอินดี้ที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่อง งานเพลงคุณภาพสะใจสายอินดี้แน่นอน

เพลงของพวกเขามีความเป็น Alternative Rock ที่ไม่หนักหน่วงจนเกินไป ผสมผสานเสียงร้องเท่ๆจนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทางวงมีผลงานออกมาแล้ว 4 อัลบั้ม โดยมีเพลงฮิตอย่าง “Girl at The Bus Stop” และ“Travel Agency”

นอกจากนี้ยังวงเปิดเป็นวงที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าโอตาคุป็อปแบนด์นั่นคือ  ”Seal Pillow”   และยังมีวง Costlywood อินดี้ป๊อปหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามอง

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (ลาดพร้าว ซอย 8)

Ticket: 400 บาท (หน้างาน 500 บาท)

Time: 21.00 น.

ช่องทางการซื้อบัตร : https://www.ticketmelon.com/sss/siamesecats

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด : แค่ฟัง Siamese Cats ก็คุ้มสุดๆแล้ว 400 บาทได้ฟังวงอินดี้ระดับนี้เรียกได้ว่า ไม่น่าลังเลเลยอีกทั้งยังมีวงเปิดมาอุ่นเครื่องความเพลินอย่าง Seal Pillow กับ Costlywood อีกต่างหาก รับรองฟิน !!!

ลองมาฟังตัวอย่างเพลงโดนๆกันหน่อย 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

Paramount เลื่อนกำหนดฉาย Transformers 6 : เหลือไว้แค่ภาคแยก Bumblebee

อนาคตของแฟรนไชส์ Transformers เริ่มไม่แน่นอน หลังจากที่ Paramount Pictures ได้เลื่อนกำหนดการฉายของ Transformers 6 ออกกำหนดการเดิมในปี 2019

Published

on

เว็บไซต์ The Wrap ได้รายงานว่า Paramount Pictures ได้ถอดกำหนดการฉาย Transformers 6 ในปี 2019 ออก โดยเหลือเพียง Bumblbee เป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวในแฟรนไชส์ โดยมีกำหนดฉายในเดือนธันวาคม 2018 และกำลังถ่ายทำอยู่ในขณะนี้

เดิมที Paramount Pictures ได้วางกำหนดการฉาย Transformers 6 ไว้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2019

Bumblebee

ก่อนหน้านี้ในงาน Toy Fair เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา ได้มีรายงานจากสายงานการลงทุนของ Hasbro เจ้าของลิขสิทธิ์ของเล่น Transformers ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์โดย Paramount Pictures ว่าจะทำการ “ยกเครื่อง” เรื่องราวของแฟรนไชส์ใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ Bumblebee ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น Paramount Pictures ก็กำลังยกเครื่องแฟรนไชส์ Terminator ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย หลังจากความล้มเหลวของ Terminator: Genisys เมื่อปี 2015

ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับ Transformers 1 – 5

ไมเคิล เบย์ ได้เริ่มกำกับภาพยนตร์ Transformers ภาคที่ 1 เมื่อปี 2007 มาจนถึง Transformers 5: The Last Knight เมื่อปี 2017 โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องของ Transformers ให้ไปในทิศทางอื่นใน Transformers 4: Age of Extinction และ Transformers 5: The Last Knight ซึ่งทั้ง 2 เรื่องต่างก็ได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบจากนักวิจารณ์และผู้ชม

Transformers 5: The Last Knight

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!