Connect with us

What The Fact

มารู้จักกับ DAOKO สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks”

ผู้ชม 4,332 ครั้ง!

หากใครได้ชมภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ “ คงได้ยินเพลงประกอบเพราะๆจาก DAOKO x Kenshi Yonezu ในบทเพลงที่มีชื่อว่า “Uchiage Hanabi” ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในญี่ปุ่น จนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดแห่งปี 2017 เลย ซึ่งบางคนอาจรู้จักกับ DAOKO มาบ้างแล้วแต่บางคนอาจยังไม่รู้จักเธอ จริงๆแล้วเธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามองมากในเวลานี้ และเพิ่งมีผลงานเพลงอัลบั้มใหม่ออกมาในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นกันครับ

DAOKO (だをこ อ่านว่า ดาโอโกะ) เป็นนักร้องเพลงป็อปสาวชาวญี่ปุ่นจากโตเกียว เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1997 ปัจจุบันมีอายุ 20 ปี  เธอเริ่มสร้างผลงานสู่วงการจากการโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งเองบน Nico Nico Douga (เป็นเว็บแชร์วีดิโอชื่อดังในญี่ปุ่น) และต่อมาเธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงอินดี้ Low High Who? Production ในปี 2012 ในช่วงปีแรกๆของการเป็นศิลปิน DAOKO ต้องปิดบังใบหน้าของเธอไว้ เนื่องจากเธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายและที่โรงเรียนมีกฏเข้มห้ามนักเรียนทำงานอยู่ในวงการบันเทิง ต่อมาในปี 2015 DAOKO ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ TOY’S FACTORY ซึ่งในเวลานั้นเธอเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมพอดี เธอจึงได้เวลาที่จะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ดังนั้นในปี 2015 ซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisamaจึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้เราได้รู้ว่า DAOKO นั้นเป็นสาวน้อยน่ารักขนาดไหน

แรกเริ่มสู่เส้นทางศิลปิน

DAOKO เริ่มเขียนเพลงและทำเพลงด้วยเครื่อง iMac ในห้องนั่งเล่นของที่บ้าน โดยใช้โปรแกรม GarageBand และใช้ไมค์ใน iMac บันทึกเสียงร้องของเธอ เธอได้ดาวโหลดฟรีแทร็คจากอินเทอร์เน็ต  (for example, Vocaloid songs) และพยายามนำมันมาทำใหม่ในสไตล์ของเธอเอง เสียงร้องแบบกระซิบแผ่วอันเป็นสไตล์ของเธอ แท้จริงแล้วเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ หากแต่เป็นเพราะเธอพยายามที่จะไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นๆในบ้าน จึงพยายามร้องให้เสียงไม่ดังออกไปจากห้องนั่งเล่น

ในช่วงที่เธอเรียนชั้นมัธยมปลาย เธอเริ่มโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งขึ้นบน Nico Nico Douga โดยใช้ชื่อว่า “daoko” (ตอนนั้นยังใช้เป็นอักษรตัวเล็กทั้งหมด) ซึ่งทำให้ต่อมาเธอได้รู้จักกับ Jinmenusagi ซึ่งเป็นศิลปินในค่ายเพลงอินดี้ LOW HIGH WHO? PRODUCTION อยู่ และเขาได้แนะนำเจ้าของค่ายให้รู้จักกับ daoko จากนั้นเธอจึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงนี้ แต่ด้วยกฏเหล็กของโรงเรียนที่ห้ามทำงานในวงการบันเทิง เธอจึงต้องทำงานเพลงโดยไม่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง

จากอินดี้สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่

ช่วงแรกที่ daoko ทำงานกับ LOW HIGH WHO? เธอเริ่มด้วยการร้องแบ็คอัพให้กับศิลปินร่วมค่ายคือ  Fukashigi/wonderboy ในเพลงSekai Seifuku Yameta” (2012) ต่อมา daoko ได้มี EP อัลบั้มเปิดตัวชื่อว่า  Shoki Shojo โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกทางค่ายได้ปล่อยให้โหลดฟรีทางเว็บเพจของค่าย จากนั้นในเดือนธันวาคมปี 2012  daoko ก็ได้ฤกษ์ปล่อยงานเพลงอัลบั้มแรกในชีวิต  HYPER GIRL -Mukougawa no Onnanoko

Taku Takahashi แห่งวง m-flo นั้นชอบเพลงของเธอมาก ต่อมาจึงชวนเธอมาฟีเจอริ่งกันในเพลง IRONY (2013) ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงธีมของภาพยนตร์เรื่อง Taka no Tsume ~Utsukushii Elleair Shoushou Plus. และในวันเดียวกันกับที่เพลง IRONY ปล่อยออกมา เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สอง  UTUTU EP ออกมาด้วยเช่นกัน และตามสเต็ปของอัลบั้มแรก เมื่อเธอวางแผง EP แล้วก็ต้องตามมาด้วยอัลบั้มเต็ม ดังนั้นในเดือนธันวาคมของปี 2013 เธอจึงปล่อยอัลบั้มที่สอง GRAVITY ออกมา

DAOKO เมื่อตอนโปรโมทอัลบั้ม Gravity (2013)

ปี 2014 เป็นปีที่ daoko เนื้อหอมเป็นอย่างมาก งานเพลงของเธอนั้นได้ไปสะกิดหูของผู้กำกับภาพยนตร์ นาคาจิมะ เท็ตซึยะเข้า ดังนั้นเขาจึงนำเพลง Fog (เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้มแรกของเธอ) ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Kawaki

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เธอได้ร่วมงานกับ TeddyLoid ในเพลง ME!ME!ME! 

และร่วมงานกับ Studio Khara และ Hideaki Anno ในวีดิโอซีรีย์ที่ถูกนำไปใช้ใน Japan Animator Expo จากนั้นชื่อเสียงของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับโลก และในวันคริสมาสต์อีฟของปีนี้ เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สาม  Kireigoto EP เพลงทั้งหมดใน EP นี้เกิดจากการแต่งและโปรดิวซ์ร่วมกันกับ koducer

ในปี 2015 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่หลายค่ายต่างรุมรักและขายขนมจีบให้กับเธอ แต่สุดท้ายค่ายที่ชนะใจของเธอก็คือ TOY’S FACTORY  (มีศิลปินในค่ายอาทิเช่น Mr.Children , Baby Metal ,Bump of Chicken เป็นต้น) ก่อนที่เธอจะย้ายจากบ้านเก่า LOW HIGH WHO?ไปสู่บ้านใหม่เธอได้ทิ้งทวนด้วยอัลบั้ม Dimension, ที่ปล่อยออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้

สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่และอัลบั้มใหม่ THANK YOU BLUE

ภายหลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม Dimension ออกมาได้หนึ่งเดือน และเธอกำลังจะจบการศึกษา DAOKO ได้ออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกกับทาง Toy’s Factory ซึ่งคราวนี้เธอได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า DAOKO เป็นอักษรตัวใหญ่ทั้งหมดเลย ซึ่งในช่วงโปรโมทอัลบั้มเธอยังคงเรียนอยู่ดังนั้นเธอจึงต้องปิดบังตัวจริงของเธออยู่ ต่อมาเธอได้จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่  Shibuya WWW ในเดือนสิงหาคมซึ่งตั๋วได้ขายหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย

ซิงเกิ้ลเปิดตัวกับทางค่าย คือ  ShibuyaK / Samishii Kamisama เผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2015 ซึ่งตอนนั้นเธอได้เรียนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นซิงเกิ้ลนี้จึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่แฟนๆของเธอได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของ DAOKO โดยภาพของเธอได้ถูกนำมาใส่ในซิงเกิ้ลที่วางขายด้วย

 

ภาพโปรโมทซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisama เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าของ DAOKO

“ShibuyaK” , DAOKO

ในเดือนมกราคมปี 2016 DAOKO ได้มีทัวร์คอนเสิร์ตแรกในชื่อว่า “DAOKO THE FIRST TOUR” ถึงแม้ว่ามันจะใช้คำว่าทัวร์คอนเสิร์ตแต่ที่จริงแล้ว มีการแสดงเพียงแค่ครั้งเดียวที่ ชิบูย่า Shibuya ในวันที่ 14 สิงหาคม เธอได้ปรากฏตัวในซีรีย์สตรีมมิ่งของ Amazon ที่ชื่อว่า “Invisible Tokyo” ซึ่งเธอได้พูดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับเสียงดนตรีและเรื่องราวการเผชิญชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของเธอ

ในเดือนกันยายนเธอก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่สองMoshimo Bokura ga GAME no Shuyaku de / Daisuki with TeddyLoid / BANG!ซึ่งประกอบไปด้วยเพลง 4 เพลงซึ่งทั้งหมดถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์โฆษณา และหากใครซื้อซิงเกิ้ลนี้แบบ Limited Edition A ก็จะได้ฟุตเทจจากทัวร์คอนเสิร์ต “DAOKO THE FIRST TOUR” แถมมาด้วย ต่อมา DAOKO ได้ร่วมงานกับ TeddyLoid อีกครั้งในซิงเกิ้ล“Daisuki” จากนั้น DAOKO ก็มีทัวร์แบบจริงๆเป็นครั้งแรกในชื่อว่า “Aoiro Shugi” ซึ่งจะมีคอนเสิร์ต 4 วันในเมืองต่างๆของญี่ปุ่น ซึ่งฟุตเทจจากคอนเสิร์ตนี้จะรวมไว้ในโบนัส DVD ที่แถมมากับซิงเกิ้ลที่สามของเธอ

“DAISUKI” , DAOKO with TeddyLoid

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 DAOKO ก็ได้มีทัวร์อย่างเป็นทางการครั้งที่สอง (ถ้ารวมครั้งแรกที่ชิบูย่าก็เป็นสาม) ภายใต้ชื่อ “Aoiro Jidai” โดยในครั้งแรกมีคอนเสิร์ตห้าครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่น โดยเริ่มจาก ฮอกไกโดไปสู่แดนใต้ โอซาก้าและกลับมาที่โตเกียว โดยมี Sayuri มาเป็นแขกรับเชิญในเคอนเสิร์ตด้วย จากนั้นในปีนี้ DAOKO ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย ซึ่งมีการร่วมงานกันอีกครั้งกับ Hideaki Anno และ Studio Khara นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ใช้ในอนิเมะเรื่อง “Ryuu no Haisha” (Dragon Dentist) คือเพลง Kakurenbo. ซึ่งตอนแรกปล่อยออกมาเป็นดิจิตอลซิงเกิ้ลทาง iTunes และช่องทางอื่นๆ 

DAOKO ได้ฟีเจอริ่งกับ Omori Seiko ในเพลงที่มีชื่อว่า “Saigo Chikyuu no Futari” จากอัลบั้ม  kitixxxgaia ของ Omori Seiko  อีกทั้งยังได้ร่วมงานกับ Ziyoou-vachi ในเพลง “Kinsei” จากอัลบั้ม Q  ซึ่งเค้าว่ากันว่าเพลงนี้เป็นเหมือนเพลงแก้ของเพลง“Suisei” งานเพลงในปี 2015 ของ DAOKO

นอกจากงานเพลงแล้ว DAOKO ยังมีงานเขียนอีกด้วย “One-Room Seaside Step” คือนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเธอ เล่าเรื่องของเด็กสาวอายุ 19 ชื่อ นางิสะ ที่มีชื่อเสียงจากการโพสต์งานภาพประกอบของเธอภายใต้ชื่อ “nico”  ซึ่ง DAOKO เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเขียนชิ้นนี้ว่า เมื่อตอนที่เธออายุ 15 ปี เธอได้เริ่มแต่งเพลงแร็พ และเขียนเนื้อเพลง เธอเริ่มรู้สึกว่าอยากเขียนอะไรที่มันยาวมากกว่านี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

“One-Room Seaside Step” นวนิยายที่แต่งโดย DAOKO

และในเดือนสิงหาคม 2017 ซิงเกิ้ลที่สามของเธอ คือ ”Uchiage Hanabiก็ได้ถูกปล่อยออกมา ซึ่งเพลง “Uchiage Hanabi ” นี้ได้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Uchiage Hanabi, Shita Kara Miru Ka? Yoko Kara Miru Ka?” หรือ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟนอกจากนี้เพลง “Forever Friends” ที่อยู่ในซิงเกิ้ลนี้ก็ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ด้วย โดยเพลง “Forever Friends” เวอร์ชั่นนี้เป็นงานคัฟเวอร์จากเวอร์ชั่นต้นฉบับของ REMEDIOS ที่ถูกใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Fireworks” ในเวอร์ชั่นคนแสดงที่กำกับโดย ชุนจิ อิวาอิ ในปี 1993

Uchiage Hanabi” , DAOKO x Kenshi Yonezu

ในปลายเดือนกันยายน DAOKO ได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในฐานะแขกรับเชิญของงานอนิเมะในแอตแลนตาที่มีชื่อว่า Anime Weekend Atlanta โดยงานนี้เธอได้เปิดการแสดงของเธอและมีการแจกลายเซ็นด้วย

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน DAOKO ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดัง  Beck โดยเป็นการนำเอาเพลง “Up All Night” มาทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่โดย DAOKO เป็นคนเขียนเนื้อให้เอง

DAOKO และ Beck

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ยาวไปจนถึงมกราคมปีหน้าเธอได้มีทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ “Cygames Presents DAOKO TOUR 2017-2018 ‘THANK YOU BLUE'” โดยในครั้งนี้จะมีการจัดคอนเสิร์ตทั้งหมด 6 ครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่นจากฮอกไกโดไปจนถึงฟุกุโอกะ รวมไปถึงในเกาหลีและไต้หวันด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มที่ห้าในชีวิต (แต่เป็นอัลบั้มที่สองกับทาง TOY’S FACTORY) THANK YOU BLUE ออกมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานเพลงคุณภาพของ DAOKO เลยทีเดียว ไว้มีโอกาสจะมารีวิวอัลบั้มนี้ให้ได้อ่านกันครับ

อัลบั้มใหม่ล่าสุดของ DAOKO “Thank You Blue”

และนี่ก็คือเส้นทางการเดินทางอันยาวนานของสาวน้อยมหัศจรรย์ที่มีชื่อว่า DAOKO (だをこ) จากสาวน้อยที่ทำเพลงเองอยู่กับบ้าน มาสู่การเป็นศิลปินชื่อดังที่มีเพลงฮิตติดชาร์ตในญี่ปุ่นและในระดับโลก ซึ่งตลอดระยะเวลาการเดินทางของเธอ เธอไม่เคยหยุดที่จะสร้างผลงานดีๆออกมาอย่างต่อเนื่องเลย และเราก็เชื่อว่าจากนี้ไปเธอก็จะยังคงสร้างสรรค์ผลงานเพลงคุณภาพผ่านเสียงดนตรีและเสียงร้องอันสดใสของเธอให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป

ส่งท้ายกันด้วย “Step Up Love” ซิงเกิ้ลชวนแดนซ์จากอัลบั้ม Thank You Blue ที่ได้ ยาสุยูกิ โอะกะมุระ มาฟีเจอริ่งด้วยครับ

“Step Up Love” , DAOKO x Yasuyuki Okamura

สามารถติดตามข่าวสารของ DAOKO ได้ทาง facebook เพจ DAOKO Thailand Fanclub ครับ

ที่มา

Generasia.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Wildlife: เข้มแข็งไว้ถึงแม้ ‘พ่อแม่จะรังแกฉัน’

Published

on

ในช่วงเวลาที่ด้านมืดของชีวิตคู่ เริ่มถูกพูดถึง เริ่มกลายมาเป็น topic อันโอชะของบรรดาสื่อมวลชนที่เอามาหากินเรียกยอดวิวบนหน้าฝีดโซเชียล ขณะที่ยังมีผู้คนอีกมากยังติดกับดักภาพจำจากหนัง ละคร ที่มาพร้อมพลอตโลกสวย โตมาฝังใจกับโลกที่มีเพียง พระเอกเพียบพร้อม นางเอกแสนดี ตัวร้าย ตัวอิจฉา ที่ชาตินี้ยังไงก็ไม่มีวันสมหวัง และเส้นชัยที่ตัดสิน ‘ผู้ชนะ’ ที่งานแต่งงาน ซึ่ง Wildlife ถือว่ามาถูกจังหวะมาก กับหนังที่โอบอุ้มเอาเหรียญอีกด้านอันหมองหม่นของชีวิตครอบครัวมาเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่อยู่สถานะ ‘ลูก’ ท่ามกลางความขัดแย้งกันของพ่อแม่

น่าสนใจไม่น้อยเลยตรงที่ Wildlife เป็นหนังที่ พอล ดาโน่ มาทำหน้าที่เขียนบท และกำกับเองเรื่องแรก ซึ่งงานของนายฝรั่งหน้างง ๆ คนนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ต่างประเทศในระดับดีเลยทีเดียว โดย Wildlife ถูกแปลงมาจากนิยายของเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ริชาร์ด ฟอร์ด พูดถึงครอบครัวบรินสัน ที่ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ในมอนทานา สหรัฐอเมริกา มีเจอร์รี (เจค จิลเลนฮาล) เสาหลักครอบครัวทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามกอล์ฟ, เจนเนต (แครี มัลลิแกน) ภรรยา รับหน้าที่เป็นแม่บ้าน และลูกชาย โจ (เอ็ด อ็อกเซนโบลด์) 

จุดเปลี่ยนสำคัญสำคัญของครอบครัว คือ การที่ เจอร์รี ต้องตกงานกระทันหัน ทำให้ครอบครัวเจอปัญหาการเงิน ซึ่งเจอร์รีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตัดสินใจทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ซึ่งได้เงินเพียงชั่วโมงละเหรียญฯ และจะต้องห่างครอบครัวไปไกล ทำให้ เจนเนต ต้องออกไปหางานทำเพิ่มเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว มุมมองและการตัดสินใจที่ไม่ลงรอยกันของชายหญิงทั้ง 2 กลายเป็นความคุกรุ่นของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความไกลห่าง ความไม่เชื่อใจกันและกันที่ก่อตัวขึ้น สร้างรอยแตกร้าวครั้งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 3 คนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Wildlife เดินเรื่องไปแบบเรียบ ๆ แต่ไม่รู้สึกถึงความเนือยอะไรเลย ทุกโมเมนต์ของหนังเรียงลำดับแต่ละซีนได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการดึงอารมณ์ของตัวละครพุ่งออกมาแทรกซึมมาถึงคนดูทีละเล็กละน้อยจนเริ่มรู้สึกถึงความหนักหน่วง ความกดดัน ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะไม่ได้ตัดสินใจกระทำอะไรที่เซอร์ไพรส์ออกไปมากนัก แต่มันก็สวยงามกลมกล่อมในพื้นฐานของความเป็นจริง As a matter of fact นั่นแหละ ไม่มีฟุ้งเฟ้อ ไม่หลุดกรอบ เน้นไปที่อารมณ์ของเด็กหนุ่มที่แบกรับความกดดันล้วน ๆ เรียกว่ามีพลอตที่รัดกุมดีเยี่ยมเลยสำหรับเรื่องแรกของ พอล ดาโน่

Wildlife เผยให้เห็นถึงความเปราะบางในครอบครัว ที่มันละเอียดอ่อนในเรื่องของความเข้าใจ การให้อภัยและโอกาสกันและกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง การพิพากษา การตัดสินคน ๆ หนึ่งในวันนี้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ไปตลอดมีอยู่จริง เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกำลังที่เราอยากให้ทุกคนมีความเข้าใจและใจกว้างดั่งอุดมคติ ฉะนั้นแล้วมันเหลือเพียงความไม่แน่นอน การจากลาและการดำรงอยู่หลังความเจ็บปวดของมนุษย์ เราจะอยู่กับมันได้แค่ไหน หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามและทิ้งข้อคิดหนัก ๆ ไว้ดีเกินคาดจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (16-18 พ.ย.) : Fantastic Beasts 2 เปิดตัวทั่วโลกกว่า 200 ล้านเหรียญ

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ได้เข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก โดยทำรายได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาไป 62.2 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่า Fantastic Beasts and Where to Find Them ที่เปิดตัวไป 74.4 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้ทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 253.2 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ

Instant Family ภาพยนตร์ครอบครัวแนวดรามา-คอเมดี นำแสดงโดย มาร์ก วาห์ลเบิร์ก และโรส เบิร์น ทำรายได้เปิดอยู่ที่ 14.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 48 ล้านเหรียญ

Widows ผลงานดรามา-อาชญากรรมล่าสุดของผู้กำกับมากฝีมือ สตีฟ แม็คควีน นำแสดงโดย วิโอลา เดวิส, มิชล รอดริเกซ เอลิซาเบธ เดบิคกี้ และเลียม นีสัน ทำรายได้เ้ปิดตัวไป 12.3 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 16.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 42 ล้านเหรียญ

และสำหรับแชมป์เก่าอย่าง The Grinch ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือ How the Grinch Stole Christmas สุดคลาสสิกของ ดร.ซูสส์ นั้น ทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปแล้ว 126.5 ล้านเหรียญ ซึ่งแซงหน้า The Rolax ที่ดัดแปลงจากหนังสือของ ดร.ซูสส์ เช่นกัน ที่ทำได้ 121.7 ล้านเหรียญ จากการเช้าฉาย 10 วันเท่ากัน ส่วนทั่วโลกนั้นทำไป 151.7 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald

62.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 62.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 191 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 253.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Grinch

38.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 126.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 25.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 151.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 75 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Bohemian Rhapsody

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 127.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 256.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 384.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 52 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Instant Family

14.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 14.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 48 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Widows

12.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 7.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 19.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 42 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Nutcracker and the Four Realms

4.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 72.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 116.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 120 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : A Star is Born

4.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 7)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 185.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 154.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 340.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 36 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Overlord

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 32.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 38 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : The Girl in the Spider’s Web: A New Dragon Tattoo Story

2.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 13.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 13.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 43 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Nobody’s Fool

6.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 28.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 265,000 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 29.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 19 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บันเทิง

ดูก่อนใครชุดใหม่ #Sweat16 ต้อนรับซิงเกิ้ลที่ 4 เพลง Yakiniku (ปิ้งย่าง)

Published

on

วันนี้ 18 พ.ย. 2561 ณ CentralPlaza WestGate ชั้น 2 โซนลานน้ำพุ ตามนัดหมาย น้องๆ Sweat16 นำทีมโดย
วรินดา เนินเพิ่มพิสุทธิ์ (Warinda Nernpermpisut) แอ๊นท์ (Ant) , จิดาภา จงสืบพันธ์ (Jidapa Chongsubphant) มิวสิค (Music) , ชดาธาร ด่านกุล (Chadatan Dankul) ม่านมุก (Mahnmook) , อรรฆพร สร้อยสุข (Akaporn Soisuke) แอนนี่ (Anny) , ซอนญา ชิษณุชา ดอนเนลลี่ (Sonja Chitsanucha Donnelly) ซอนญา (Sonja) , พิชชาภา กันตพิชญาธร (Phitchapha Kantapitchayathorn) นิ้ง (Nink) , วาสนา พิมพ์จันทร์ (Wassana Pimchan) เอ๋ (Ae) , พิม ขจรเวคิน (Pim Khajonvekin) พิม (Pim) , ปภาดา ตันติประสงค์ชัย (Papada Tantiprasongchai) พาด้า (Pada) , พรรษา บุณยะกลัมพ (Pansa Boonyakalumpha) เพชร (Petch) , สุธาสินี เอมทอง (Suthasinee Aemthong) เฟรม (Fame) , ทสมา เทศน์ธรรม (Tassama Testam) มิ้น (Mint) , ปัทมาริษา ปัดภัย (Pattamarisa Padphai) พราวด์ (Proud) ในงาน “SWEAT16! JU JU” ซึ่งประกอบไปด้วยการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก กิจกรรม HI-FIVE เริ่มตั้งแต่เวลา 11:00 – 20:00 น. ทั้งนี้หลังจากจบช่วงกิจกรรม HI-FIVE ในเวลา 18.00 น. และเริ่มมินิคอนเสิร์ตในเวลา 18.30 น. ออกมาร้อง 3 เพลง วิ่ง, มุ้งมิ้ง, TKO ก่อนที่จะปิดท้ายก็เปิดวีทีอาร์ เรื่องราวที่ผ่านมาตลอดเส้นทางของวง Sweat16 เพื่อรอน้องๆ เตรียมตัวขึ้นมาเปิดตัวชุด และเพลงซิงเกิ้ลที่ 4 เพลง
1. Yakiniku (ปิ้งย่าง)
2. HAJIMARI NO HIKARI (วิบวับ)
โดยม่านมุก SWEAT16! เป็นเซ็นเตอร์

 

Teaser “Yakiniku (ปิ้งย่าง)”

SWEAT16! 4th Single

ภาพโดย : Sweat16  IdolMaster

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!