Connect with us

What The Fact

มารู้จักกับ DAOKO สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks”

Published

on

หากใครได้ชมภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ “ คงได้ยินเพลงประกอบเพราะๆจาก DAOKO x Kenshi Yonezu ในบทเพลงที่มีชื่อว่า “Uchiage Hanabi” ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในญี่ปุ่น จนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดแห่งปี 2017 เลย ซึ่งบางคนอาจรู้จักกับ DAOKO มาบ้างแล้วแต่บางคนอาจยังไม่รู้จักเธอ จริงๆแล้วเธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามองมากในเวลานี้ และเพิ่งมีผลงานเพลงอัลบั้มใหม่ออกมาในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นกันครับ

DAOKO (だをこ อ่านว่า ดาโอโกะ) เป็นนักร้องเพลงป็อปสาวชาวญี่ปุ่นจากโตเกียว เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1997 ปัจจุบันมีอายุ 20 ปี  เธอเริ่มสร้างผลงานสู่วงการจากการโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งเองบน Nico Nico Douga (เป็นเว็บแชร์วีดิโอชื่อดังในญี่ปุ่น) และต่อมาเธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงอินดี้ Low High Who? Production ในปี 2012 ในช่วงปีแรกๆของการเป็นศิลปิน DAOKO ต้องปิดบังใบหน้าของเธอไว้ เนื่องจากเธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายและที่โรงเรียนมีกฏเข้มห้ามนักเรียนทำงานอยู่ในวงการบันเทิง ต่อมาในปี 2015 DAOKO ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ TOY’S FACTORY ซึ่งในเวลานั้นเธอเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมพอดี เธอจึงได้เวลาที่จะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ดังนั้นในปี 2015 ซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisamaจึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้เราได้รู้ว่า DAOKO นั้นเป็นสาวน้อยน่ารักขนาดไหน

แรกเริ่มสู่เส้นทางศิลปิน

DAOKO เริ่มเขียนเพลงและทำเพลงด้วยเครื่อง iMac ในห้องนั่งเล่นของที่บ้าน โดยใช้โปรแกรม GarageBand และใช้ไมค์ใน iMac บันทึกเสียงร้องของเธอ เธอได้ดาวโหลดฟรีแทร็คจากอินเทอร์เน็ต  (for example, Vocaloid songs) และพยายามนำมันมาทำใหม่ในสไตล์ของเธอเอง เสียงร้องแบบกระซิบแผ่วอันเป็นสไตล์ของเธอ แท้จริงแล้วเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ หากแต่เป็นเพราะเธอพยายามที่จะไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นๆในบ้าน จึงพยายามร้องให้เสียงไม่ดังออกไปจากห้องนั่งเล่น

ในช่วงที่เธอเรียนชั้นมัธยมปลาย เธอเริ่มโพสต์เพลงแร็พที่เธอแต่งขึ้นบน Nico Nico Douga โดยใช้ชื่อว่า “daoko” (ตอนนั้นยังใช้เป็นอักษรตัวเล็กทั้งหมด) ซึ่งทำให้ต่อมาเธอได้รู้จักกับ Jinmenusagi ซึ่งเป็นศิลปินในค่ายเพลงอินดี้ LOW HIGH WHO? PRODUCTION อยู่ และเขาได้แนะนำเจ้าของค่ายให้รู้จักกับ daoko จากนั้นเธอจึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงนี้ แต่ด้วยกฏเหล็กของโรงเรียนที่ห้ามทำงานในวงการบันเทิง เธอจึงต้องทำงานเพลงโดยไม่เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง

จากอินดี้สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่

ช่วงแรกที่ daoko ทำงานกับ LOW HIGH WHO? เธอเริ่มด้วยการร้องแบ็คอัพให้กับศิลปินร่วมค่ายคือ  Fukashigi/wonderboy ในเพลงSekai Seifuku Yameta” (2012) ต่อมา daoko ได้มี EP อัลบั้มเปิดตัวชื่อว่า  Shoki Shojo โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกทางค่ายได้ปล่อยให้โหลดฟรีทางเว็บเพจของค่าย จากนั้นในเดือนธันวาคมปี 2012  daoko ก็ได้ฤกษ์ปล่อยงานเพลงอัลบั้มแรกในชีวิต  HYPER GIRL -Mukougawa no Onnanoko

Taku Takahashi แห่งวง m-flo นั้นชอบเพลงของเธอมาก ต่อมาจึงชวนเธอมาฟีเจอริ่งกันในเพลง IRONY (2013) ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงธีมของภาพยนตร์เรื่อง Taka no Tsume ~Utsukushii Elleair Shoushou Plus. และในวันเดียวกันกับที่เพลง IRONY ปล่อยออกมา เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สอง  UTUTU EP ออกมาด้วยเช่นกัน และตามสเต็ปของอัลบั้มแรก เมื่อเธอวางแผง EP แล้วก็ต้องตามมาด้วยอัลบั้มเต็ม ดังนั้นในเดือนธันวาคมของปี 2013 เธอจึงปล่อยอัลบั้มที่สอง GRAVITY ออกมา

DAOKO เมื่อตอนโปรโมทอัลบั้ม Gravity (2013)

ปี 2014 เป็นปีที่ daoko เนื้อหอมเป็นอย่างมาก งานเพลงของเธอนั้นได้ไปสะกิดหูของผู้กำกับภาพยนตร์ นาคาจิมะ เท็ตซึยะเข้า ดังนั้นเขาจึงนำเพลง Fog (เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้มแรกของเธอ) ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Kawaki

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เธอได้ร่วมงานกับ TeddyLoid ในเพลง ME!ME!ME! 

และร่วมงานกับ Studio Khara และ Hideaki Anno ในวีดิโอซีรีย์ที่ถูกนำไปใช้ใน Japan Animator Expo จากนั้นชื่อเสียงของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับโลก และในวันคริสมาสต์อีฟของปีนี้ เธอก็ได้ปล่อย EP อัลบั้มที่สาม  Kireigoto EP เพลงทั้งหมดใน EP นี้เกิดจากการแต่งและโปรดิวซ์ร่วมกันกับ koducer

ในปี 2015 ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่หลายค่ายต่างรุมรักและขายขนมจีบให้กับเธอ แต่สุดท้ายค่ายที่ชนะใจของเธอก็คือ TOY’S FACTORY  (มีศิลปินในค่ายอาทิเช่น Mr.Children , Baby Metal ,Bump of Chicken เป็นต้น) ก่อนที่เธอจะย้ายจากบ้านเก่า LOW HIGH WHO?ไปสู่บ้านใหม่เธอได้ทิ้งทวนด้วยอัลบั้ม Dimension, ที่ปล่อยออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้

สู่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่และอัลบั้มใหม่ THANK YOU BLUE

ภายหลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม Dimension ออกมาได้หนึ่งเดือน และเธอกำลังจะจบการศึกษา DAOKO ได้ออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกกับทาง Toy’s Factory ซึ่งคราวนี้เธอได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า DAOKO เป็นอักษรตัวใหญ่ทั้งหมดเลย ซึ่งในช่วงโปรโมทอัลบั้มเธอยังคงเรียนอยู่ดังนั้นเธอจึงต้องปิดบังตัวจริงของเธออยู่ ต่อมาเธอได้จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่  Shibuya WWW ในเดือนสิงหาคมซึ่งตั๋วได้ขายหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย

ซิงเกิ้ลเปิดตัวกับทางค่าย คือ  ShibuyaK / Samishii Kamisama เผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2015 ซึ่งตอนนั้นเธอได้เรียนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นซิงเกิ้ลนี้จึงเป็นซิงเกิ้ลแรกที่แฟนๆของเธอได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของ DAOKO โดยภาพของเธอได้ถูกนำมาใส่ในซิงเกิ้ลที่วางขายด้วย

 

ภาพโปรโมทซิงเกิ้ล ShibuyaK / Samishii Kamisama เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าของ DAOKO

“ShibuyaK” , DAOKO

ในเดือนมกราคมปี 2016 DAOKO ได้มีทัวร์คอนเสิร์ตแรกในชื่อว่า “DAOKO THE FIRST TOUR” ถึงแม้ว่ามันจะใช้คำว่าทัวร์คอนเสิร์ตแต่ที่จริงแล้ว มีการแสดงเพียงแค่ครั้งเดียวที่ ชิบูย่า Shibuya ในวันที่ 14 สิงหาคม เธอได้ปรากฏตัวในซีรีย์สตรีมมิ่งของ Amazon ที่ชื่อว่า “Invisible Tokyo” ซึ่งเธอได้พูดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับเสียงดนตรีและเรื่องราวการเผชิญชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของเธอ

ในเดือนกันยายนเธอก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่สองMoshimo Bokura ga GAME no Shuyaku de / Daisuki with TeddyLoid / BANG!ซึ่งประกอบไปด้วยเพลง 4 เพลงซึ่งทั้งหมดถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์โฆษณา และหากใครซื้อซิงเกิ้ลนี้แบบ Limited Edition A ก็จะได้ฟุตเทจจากทัวร์คอนเสิร์ต “DAOKO THE FIRST TOUR” แถมมาด้วย ต่อมา DAOKO ได้ร่วมงานกับ TeddyLoid อีกครั้งในซิงเกิ้ล“Daisuki” จากนั้น DAOKO ก็มีทัวร์แบบจริงๆเป็นครั้งแรกในชื่อว่า “Aoiro Shugi” ซึ่งจะมีคอนเสิร์ต 4 วันในเมืองต่างๆของญี่ปุ่น ซึ่งฟุตเทจจากคอนเสิร์ตนี้จะรวมไว้ในโบนัส DVD ที่แถมมากับซิงเกิ้ลที่สามของเธอ

“DAISUKI” , DAOKO with TeddyLoid

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 DAOKO ก็ได้มีทัวร์อย่างเป็นทางการครั้งที่สอง (ถ้ารวมครั้งแรกที่ชิบูย่าก็เป็นสาม) ภายใต้ชื่อ “Aoiro Jidai” โดยในครั้งแรกมีคอนเสิร์ตห้าครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่น โดยเริ่มจาก ฮอกไกโดไปสู่แดนใต้ โอซาก้าและกลับมาที่โตเกียว โดยมี Sayuri มาเป็นแขกรับเชิญในเคอนเสิร์ตด้วย จากนั้นในปีนี้ DAOKO ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย ซึ่งมีการร่วมงานกันอีกครั้งกับ Hideaki Anno และ Studio Khara นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ใช้ในอนิเมะเรื่อง “Ryuu no Haisha” (Dragon Dentist) คือเพลง Kakurenbo. ซึ่งตอนแรกปล่อยออกมาเป็นดิจิตอลซิงเกิ้ลทาง iTunes และช่องทางอื่นๆ 

DAOKO ได้ฟีเจอริ่งกับ Omori Seiko ในเพลงที่มีชื่อว่า “Saigo Chikyuu no Futari” จากอัลบั้ม  kitixxxgaia ของ Omori Seiko  อีกทั้งยังได้ร่วมงานกับ Ziyoou-vachi ในเพลง “Kinsei” จากอัลบั้ม Q  ซึ่งเค้าว่ากันว่าเพลงนี้เป็นเหมือนเพลงแก้ของเพลง“Suisei” งานเพลงในปี 2015 ของ DAOKO

นอกจากงานเพลงแล้ว DAOKO ยังมีงานเขียนอีกด้วย “One-Room Seaside Step” คือนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตของเธอ เล่าเรื่องของเด็กสาวอายุ 19 ชื่อ นางิสะ ที่มีชื่อเสียงจากการโพสต์งานภาพประกอบของเธอภายใต้ชื่อ “nico”  ซึ่ง DAOKO เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเขียนชิ้นนี้ว่า เมื่อตอนที่เธออายุ 15 ปี เธอได้เริ่มแต่งเพลงแร็พ และเขียนเนื้อเพลง เธอเริ่มรู้สึกว่าอยากเขียนอะไรที่มันยาวมากกว่านี้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

“One-Room Seaside Step” นวนิยายที่แต่งโดย DAOKO

และในเดือนสิงหาคม 2017 ซิงเกิ้ลที่สามของเธอ คือ ”Uchiage Hanabiก็ได้ถูกปล่อยออกมา ซึ่งเพลง “Uchiage Hanabi ” นี้ได้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่อง “Uchiage Hanabi, Shita Kara Miru Ka? Yoko Kara Miru Ka?” หรือ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟนอกจากนี้เพลง “Forever Friends” ที่อยู่ในซิงเกิ้ลนี้ก็ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ด้วย โดยเพลง “Forever Friends” เวอร์ชั่นนี้เป็นงานคัฟเวอร์จากเวอร์ชั่นต้นฉบับของ REMEDIOS ที่ถูกใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Fireworks” ในเวอร์ชั่นคนแสดงที่กำกับโดย ชุนจิ อิวาอิ ในปี 1993

Uchiage Hanabi” , DAOKO x Kenshi Yonezu

ในปลายเดือนกันยายน DAOKO ได้เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในฐานะแขกรับเชิญของงานอนิเมะในแอตแลนตาที่มีชื่อว่า Anime Weekend Atlanta โดยงานนี้เธอได้เปิดการแสดงของเธอและมีการแจกลายเซ็นด้วย

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน DAOKO ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดัง  Beck โดยเป็นการนำเอาเพลง “Up All Night” มาทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่โดย DAOKO เป็นคนเขียนเนื้อให้เอง

DAOKO และ Beck

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ยาวไปจนถึงมกราคมปีหน้าเธอได้มีทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ “Cygames Presents DAOKO TOUR 2017-2018 ‘THANK YOU BLUE'” โดยในครั้งนี้จะมีการจัดคอนเสิร์ตทั้งหมด 6 ครั้งในเมืองต่างๆทั่วญี่ปุ่นจากฮอกไกโดไปจนถึงฟุกุโอกะ รวมไปถึงในเกาหลีและไต้หวันด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มที่ห้าในชีวิต (แต่เป็นอัลบั้มที่สองกับทาง TOY’S FACTORY) THANK YOU BLUE ออกมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานเพลงคุณภาพของ DAOKO เลยทีเดียว ไว้มีโอกาสจะมารีวิวอัลบั้มนี้ให้ได้อ่านกันครับ

อัลบั้มใหม่ล่าสุดของ DAOKO “Thank You Blue”

และนี่ก็คือเส้นทางการเดินทางอันยาวนานของสาวน้อยมหัศจรรย์ที่มีชื่อว่า DAOKO (だをこ) จากสาวน้อยที่ทำเพลงเองอยู่กับบ้าน มาสู่การเป็นศิลปินชื่อดังที่มีเพลงฮิตติดชาร์ตในญี่ปุ่นและในระดับโลก ซึ่งตลอดระยะเวลาการเดินทางของเธอ เธอไม่เคยหยุดที่จะสร้างผลงานดีๆออกมาอย่างต่อเนื่องเลย และเราก็เชื่อว่าจากนี้ไปเธอก็จะยังคงสร้างสรรค์ผลงานเพลงคุณภาพผ่านเสียงดนตรีและเสียงร้องอันสดใสของเธอให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป

ส่งท้ายกันด้วย “Step Up Love” ซิงเกิ้ลชวนแดนซ์จากอัลบั้ม Thank You Blue ที่ได้ ยาสุยูกิ โอะกะมุระ มาฟีเจอริ่งด้วยครับ

“Step Up Love” , DAOKO x Yasuyuki Okamura

สามารถติดตามข่าวสารของ DAOKO ได้ทาง facebook เพจ DAOKO Thailand Fanclub ครับ

ที่มา

Generasia.com

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
 

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!