Connect with us

What The Fact

งู้ยยยยยยยยยยย ปรากฏการณ์ความน่ารักของ BNK48 ฟุ้งกระจายผ่านเพลง Kimi wa Melody

ผ่านไปอย่างสวยงามสำหรับ BNK48 1st 2 gether Concert ฟรีคอนเสิร์ตสุดอลังการงานสร้าง ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ที่งานนี้เม็มเบอร์ครบทั้ง 52 คนของ BNK48 มาทำการแสดงโดยพร้อมเพรียงกัน และถึงแม้ฝนจะตกแค่ไหน แฟน ๆ ก็ปักหลักเชียร์กันหนักแน่นไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น

ไฮไลท์ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ได้แก่การแสดงครั้งแรกของเพลง Temodemo no Namida (การแสดงครั้งแรกในประเทศไทย) เพลง Kimi wa Melody เธอคือ…เมโลดี้ และเพลง Yume e no Route หมื่นเส้นทาง โดยสองเพลงหลังนี้อยู่ในซิงเกิ้ลที่ 4 ของ BNK48 สำหรับใครที่ยังแกะเนื้อเพลงไม่ออกก็ไม่ต้องกังวลไป ครูแมนและครูปิ๋ม ผู้ประพันธ์ โพสต์เนื้อเพลงให้เรียบร้อยแล้ว

แต่ที่เป็นที่สุดในงานนี้เห็นจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากการเปิด MV เพลง Kimi wa Melody เป็นครั้งแรก โดยฉายบน The PanOramix จอ digital interactive ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับเป็นการก้าวไปอีกขั้นของ BNK48 จริง ๆ

จอความยาวตลอดแนวเซ็นทรัลเวิลด์

และในวันเดียวกันก็ได้มีการปล่อย MV ลงใน Youtube และกวาด 1 ล้านวิวแรกไปได้ในเวลาเพียง 16 ชั่วโมงเท่านั้น (แต่ก็ยังช้ากว่า MV เพลง RIVER ที่ใช้เวลาเพียง 14 ชั่วโมง อ่านบทความย้อนหลังของเราได้ที่นี่)

นอกจากความน่ารักถึงตายของเหล่าเม็มเบอร์แล้ว จุดเด่นที่สุดใน MV นี้เห็นจะเป็นเครื่องแต่งกายที่มาในรูปแบบ Siam Lolita ที่ประยุกต์มาจากเครื่องแต่งกายของชนชั้นสูงสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

ซิงเกิ้ลนี้เป็นครั้งแรกที่มีเม็มเบอร์รุ่นที่ 2 ในเซ็มบัตสึ ได้แก่มินมิน ออม เค้ก ฝ้ายและผักขม และยังเป็นครั้งแรกของมายด์ เม็มเบอร์รุ่นที่ 1 อีกด้วย

นาทีนี้เรียกได้ว่าความน่ารักของ BNK48 ฟุ้งกระจายไปทั่วจริง ๆ ในเมื่อเพลงและ MV มาแรงขนาดนี้ การเดินสายโปรโมทก็หนักหนาไม่แพ้กัน มาดูกันดีกว่าว่ามีรายการไหนที่สาว ๆ BNK48 ไปเยี่ยมเยียนกันบ้าง

พบผู้เสียชีวิตอย่างสงบศพสีชมพูเป็นจำนวนมากที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ในวันที่ภาพนี้ฉายบนจอ digital interactive ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

1. รายการแฉ วันที่ 17 กันยายน 2561

หนึ่งในรายการที่แซบที่สุดในวงการโทรทัศน์ไทยที่นำโดยพิธีกรฝีปากจัดจ้านอย่างมดดำ คชาภา ตันเจริญนี้ก็ยังคงให้การต้อนรับ BNK48 และใจดีให้แฟน ๆ เข้าไปดูในสตูดิโออย่างแน่นขนัดเช่นเคย การสนทนาปราศรัยอย่างใกล้ชิดระหว่างมดดำกับแฟน ๆ BNK48 และความเอ็นดูที่มดดำมีให้สาว ๆ ก็ยังคงทำให้ผู้ชมสนุกสนานและชื่นอกชื่นใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

2. รายการจันทร์ Shock โลก วันที่ 17 กันยายน 2561

อีกหนึ่งเหตุการณ์การโดนตกอันลือลั่นสะท้านวงการ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากโอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ที่ก่อนหน้านี้ได้ใช้บริการเจน BNK48 ให้เป็นนางเอก MV เพลงติดตลก ตามกดไลก์และคอมเมนต์ในอินสตาแกรมของไอดอลสาวมาเรื่อย ๆ จนมาโป๊ะแตกในรายการนี้ ต้องคอยจับตาดูต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจน BNK48 กับโอ๊ต ปราโมทย์จะมีอะไรให้เฮฮากันอีก โดยเฉพาะในรายการ Victory BNK48

อ้อ ลืมบอกไป พระเอก MV ก็โอชิเจนนะครับผม

ส่วนใครที่สงสัยว่าคำว่า “งู้ยยยยยยยยยยย” ในหัวข้อบทความนี้ (ที่มีย.ยักษ์ 11 ตัว) แปลว่าอะไร เชิญชมคลิปนี้ครับ

3. รายการสนามข่าวบันเทิง วันที่ 18 กันยายน 2561

รายการข่าวบันเทิงคลาสสิกตามสไตล์ช่อง 7 นี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันทีที่ผู้ชมเห็นลีลาของเพลงรบ ฐิติกุลดิลก ล่ามภาษามือ ที่แปลเนื้อหาของเพลง Kimi wa Melody เธอคือ…เมโลดี้ ได้อย่างพลิ้วไหวและสอดคล้องกับอารมณ์ของเพลง ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีการแปลเนื้อเพลงไทยเป็นภาษามืออยู่บ้าง แต่นี่อาจเป็นจุดที่ชี้ชวนให้ผู้คนให้ความใส่ใจกับการแปลเพลงเป็นภาษามือที่สื่ออารมณ์ของเพลงให้ครบถ้วนก็เป็นได้

4. รายการเรื่องเล่าเช้านี้ วันที่ 19 กันยายน 2561

รายการข่าวเช้ายอดนิยมของประเทศไทยรายการนี้ได้ให้การต้อนรับ BNK48 ทุกครั้งที่มีการออกซิงเกิ้ลใหม่ ตั้งแต่สมัยซิงเกิ้ลแรกที่สาว ๆ เพิ่งเดบิวได้เพียง 3 วันและยังพูดกันไม่เก่งเอาซะเลย (ต้องให้เอ๊ะ ละอองฟอง music director พูดซะเป็นส่วนใหญ่) จนมาถึงซิงเกิ้ลที่ 4 นี้สาว ๆ ได้รับโอกาสให้ทำการแสดงกันอย่างเต็มเพลงไม่มีตัดทอนเลยทีเดียว

5. รายการ one บันเทิง วันที่ 20 กันยายน 2561

และสุดท้ายกับรายการ one บันเทิง ใครที่เป็นโอชิคุณนุ้ยบอกเลยว่าห้ามพลาดเทปนี้เด็ดขาด เพราะในเทปนี้เม็มเบอร์ทุกคนโดยเฉพาะคุณนุ้ยได้พูดและโปรยเสน่ห์กันอย่างเต็มที่ ดูแล้วใจลอยไปถึงสวรรค์อย่างแน่นอน

นอกจาก 5 รายการที่เราว่ามาแล้ว ยังมีรายการอีกมากมายที่สาว ๆ ไปเดินสายโปรโมทซิงเกิ้ลใหม่นี้ ถ้าใครไม่อยากตกหลุมรักสาว ๆ ล่ะก็ขอให้คอยหลบให้ดี ตกหลุมรักแล้วถอนตัวยากนะเออ

ว่าด้วยเพลง Kimi wa Melody

เพลง Kimi wa Melody เธอคือ…เมโลดี้ ของ BNK48 นั้นมีต้นฉบับคือเพลง Kimi wa Melody ของ AKB48

เพลง Kimi wa Melody คือเพลงหลักจาก Kimi wa Melody เมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 43 และซิงเกิ้ลในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ AKB48 วางแผงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 เซ็นเตอร์ของเพลงนี้คือมิยาวากิ ซากุระ สมาชิกวง HKT48 (แฟน ๆ หลายคนจดจำได้จากบทบาทของเธอในรายการ Produce 48) นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้เป็นเซ็นเตอร์เดี่ยวในซิงเกิ้ลของ AKB48

AKB48 ทำการแสดงเพลง Kimi wa Melody ในงานประชันร้องเพลงขาวแดงครั้งที่ 67 เมื่อปี 2559 ในภาพคือยามาโมโตะ ซายากะ เม็มเบอร์แถวหน้าของ NMB48

ความพิเศษของซิงเกิ้ลนี้ก็คือการมีอดีตเม็มเบอร์ระดับตำนานของ AKB48 มาร่วมถึง 4 คนได้แก่มาเอดะ อัตสึโกะ อิตาโนะ โทโมมิ ชิโนดะ มาริโกะและโอชิมะ ยูโกะ ทั้งหมดล้วนเคยอยู่ในคามิ 7 (กลุ่มสมาชิก 7 คนแรกจากการจัดอันดับในการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึของ AKB48) ทั้งสิ้น สอดคล้องกับเนื้อหาของเพลงที่รำพันถึงวันคืนเก่า ๆ ที่ยังอยู่ในความทรงจำ ซึ่งก็เชื่อได้ว่าแฟน ๆ AKB48 จำนวนมากก็ยังระลึกถึงเม็มเบอร์ที่จบการศึกษาออกไปแล้วเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

สมุดโน้ตเปียโนของยามาฮ่ามิวสิคเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี AKB48 หน้าปกเป็นภาพจากเพลง Kimi wa Melody

ความดีงามอีกอย่างของเพลง Kimi wa Melody ก็คือ MV ที่คุณภาพคับแก้ว MV นี้มาในธีมโอโอกุ (大奥) หรือฝ่ายในของเจ้านายญี่ปุ่นในยุคศักดินา เม็มเบอร์มาในชุดกิโมโนประยุกต์สีสันสดใส (นี่เป็นต้นฉบับของแนวคิดการนำชุดไทยมาประยุกต์ใน MV เวอร์ชันของ BNK48 ด้วย) และผู้กำกับ MV นี้คือนินางาวะ มิกะ ศิลปินยอดฝีมือที่ขึ้นชื่อในการใช้สีสันที่ฉูดฉาดในผลงานได้อย่างสวยงามลงตัว เธอยังเคยกำกับ MV อื่น ๆ ของ AKB48 ด้วย เช่น Sugar Rush และ Sayonara Crawl

อนึ่ง AKB48 และ BNK48 ต่างก็ใช้เพลง Kimi wa Melody เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านของวง AKB48 เปิดตัวเพลงนี้ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของวงและนำเม็มเบอร์ที่จบการศึกษาไปแล้วมาร่วม ในขณะที่ BNK48 เปิดตัวเพลงนี้ในโอกาสที่ BNK48 มีเม็มเบอร์รุ่นที่ 2 มาเป็นเซ็มบัตสึเป็นครั้งแรก

ทากาฮาชิ มินามิ โซกันโตกุรุ่นที่ 1 ของ AKB48 ส่งปิ่นปักผมให้โยโกยามะ ยูอิ โซกันโตกุรุ่นที่ 2 ของ AKB48

เนย เซ็นเตอร์ของเพลงนี้และสมาชิกรุ่นที่ 1 ยื่นกล่องดนตรีให้เหล่าสมาชิกรุ่นที่ 2

ฉากจุ๊บปากในเวอร์ชันของ AKB48 ทำไมถึงไม่มีในเวอร์ชันของ BNK48 ครับ!?

และนอกจากเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับและเวอร์ชันภาษาไทยแล้ว เพลง Kimi wa Melody ยังมีเวอร์ชันภาษาอินโดนีเซียโดย JKT48 วงน้องสาวของ AKB48 แห่งกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งใน MV เม็มเบอร์ JKT48 ก็มาในชุดที่ประยุกต์จากชุดเคบาย่า ชุดประจำชาติของอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะชุดของเมโลดี นูรามดานี ลักซานี เซ็นเตอร์ของเพลงนี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด)

เชื่อว่าถ้าต่อไปวงน้องสาวในประเทศอื่น ๆ ของ AKB48 จะมีเพลง Kimi wa Melody เราคงจะได้เห็นเม็มเบอร์ของวงนั้น ๆ ใส่ชุดประจำชาติประยุกต์แน่นอน

ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไทย ไม่มีใครยอมใครจริง ๆ

สิ่งที่เราต้องคอยดูกันต่อไปก็คือ ท่าแมวกวักของเพลงนี้จะเป็นกระแสถล่มทลายเหมือนท่าปั้นข้าวปั้นของเพลงคุกกี้เสี่ยงทายได้หรือไม่ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!