Connect with us

What The Fact

10 เรื่องที่เราอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับเพลง “Bohemian Rhapsody”

“Bohemian Rhapsody” บทเพลงจากวงร็อคอันเป็นราชาในนามราชินี “Queen” ผู้ปักหมุดหมายสำคัญให้กับประวัติศาสตร์เพลงร็อคของโลกใบนี้ มันเป็นบทเพลงที่ทีส่วนผสมอันหลากหลายทั้งความละมุนโศก ความฮึกโหม ความหนวงหนัก  ท่วงทำนองของเพลงเริ่มจากความเป็นพาวเวอร์บัลลาดมาสู่โอเปร่าเบาๆ ก่อนจะเพิ่มดีกรีความแน่นหนักในท่อนต่อมา ก่อนจะพาไปสู่ฮาร์ดร็อคและคลี่ตัวมาสู่พาวเวอร์บัลลาดอีกครั้งก่อนจะจบเพลงลงภายในเวลากว่า 6 นาทีซึ่งถือว่ามีความยาวกว่าเพลงทั่วๆ ไปในยุคนั้น

ถ้าไม่ได้บ้าก็ถือว่ากล้ามาก (หรืออาจจะมีทั้งสองอย่าง) ที่ Queen ได้สร้างสรรค์บทเพลง ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่ารู้และเราอาจยังไม่เคยได้รู้เกี่ยวกับบทเพลงเพลงนี้ที่มีอายุอานามมากว่า 40 ปีแล้ว

1. ชื่อเพลง “Bohemian Rhapsody” นั้นแปลงมาจากเพลงคลาสสิคของ Franz Liszt ที่มีชื่อว่า “Hungarian Rhapsody”

2. ทุกส่วนสัดของเพลงนี้แต่งขึ้นโดยฟรอนท์แมนของวง “เฟรดดี เมอร์คิวรี”  (ตอนนี้ภาพยนตร์เรื่อง “Bohemian Rhapsody”  อันว่าด้วยเรื่องราวอันเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจผ่านชีวิตของ “เฟรดดี เมอร์คิวรี” กำลังเข้าฉายอยู่ในบ้านเรา รับรองดูแล้วจะอินแน่นอนไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของวงควีนหรือไม่ก็ตาม) ท่อนร้องประสานในเพลงนี้มีการวางเสียงซ้อนกัน (dubbing) มากที่สุดกว่า 160 ชั้น การบันทึกเสียงใช้เวลากว่า 3 สัปดาห์ เฉพาะท่อนโอเปร่าก็ปาไปกว่า 1 สัปดาห์แล้ว หลายคนทั้งสมาชิกวงและโปรดิวเซอร์รอย โธมัส เบเคอร์ ก็งงเป็นไก่ตาแตก มีเพียงเฟรดดีเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทุกคนก็เชื่อมั่นในตัวเขาว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงของโลกใบนี้ไปเลย และในวันนี้มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

3. ท่อนริฟฟ์กีตาร์เจ็บๆ ในเพลงนี้และซึ่งเป็นท่อนเดียวกันกับในฉากโยกหัวในรถของ Wayne’s World นั้น แท้จริงแล้วไบรอัน เมย์มือกีตาร์ของวงไม่ได้เป็นคนแต่ง แต่เป็นเฟรดดี เมอรคิวรีอีกแล้วที่แต่งท่อนนี้จากการเล่นเปียโน! เมย์บอกว่าท่อนนี้เฟรดดีแต่งโดยเล่นด้วยมือซ้ายเป็นอ็อคเตฟ จากนั้นเมย์ก็แปลงจากการเล่นบนเปียโนมาเป็นบนกีตาร์แทนซึ่งเล่นยากมากเพราะวิธีการเล่นเปียโนของเฟรดดีถือว่ามีความเฉพาะตัวสูง แต่ถึงอย่างนั้นเฟรดดีกลับมองว่าฝีมือการเล่นของตัวเองนั้นมันงั้นๆ และไม่ค่อยกล้าที่จะโชว์ของอะไรออกมาอีกเลย

4. มีเรื่องเล่าลือกันว่าเปียโนที่เฟรดดีใช้อัดในเพลงนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่ พอล แม็คคาร์ทนีย์ใช้ในเพลง “Hey Jude” ของเดอะ บีทเทิล

5. พวกชื่อแปลกในเพลงนี้มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน

  • Scaramouche เป็นชื่อตัวละครตลกของอิตาลีจากละครเวทีเรื่อง commedia dell’arte เป็นตัวละครที่โง่ แต่รู้จักเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ ซึ่งในเพลงบอกว่า Scaramouche จะเต้น fandango ซึ่งหมายถึงการเต้นฟลามิงโกแบบสเปนนั่นเอง
  • Galileo  ก็คือ กาลิเลโอที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง เขาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีจากเมืองฟลอเรนซ์
  • Figaro เป็นตัวละครหนึ่งในโอเปร่าของรอสสินีเรื่อง The Barber of Seville
  • Bismillah แปลว่าในนามขององค์อัลเลาะห์เป็นคำแรกที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอ่าน
  • “Mamma Mia!” เป็นคำอุทานในภาษาอิตาลี ใช้อุทานเวลารู้สึกเซอร์ไพรส์หรือประหลาดใจ คำนี้หมายถึงพระแม่มารี ต่อมา  ABBA ได้ใช้คำนี้ตั้งเป็นชื่อเพลงและกลายเป็นเพลงฮิตในปี 1975 ก่อนที่ต่อมามันจะกลายเป็นละครเพลง และภาพยนตร์เพลงชื่อดังในชื่อเดียวกันว่า “Mamma Mia!”  นั่นเอง
  • ความหมายที่แท้จริงของเพลงนี้ ยังขมุกขมัวอยู่ในสายหมอก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นสายหมอกที่งดงามยามเช้า ผู้ฟังมักจะรู้สึกสนุกเสมอทุกครั้งที่ได้พยายามค้นหาความหมายของมันหรือมีความหมายในแบบของตัวเอง ซึ่งเฟรดดีเคยกล่าวไว้ว่านั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา

ซึ่งถึงแม้เนื้อหาของเพลงจะดูมีความกำกวมอยู่มากและหลายจุดอาจไม่เป็นความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน แต่เฟรดดีก็เคยกล่าวไว้ว่ามันไม่ได้ออกมามั่วๆหากแต่ออกมาจากการค้นคว้าและความพยายามที่จะให้มันเป็นเหมือนกับการล้อขนบของโอเปร่า

มีการตีความจากหลายแหล่งที่มองว่าเพลงนี้เป็นดั่งภาพสะท้อนที่เฟรดดีมีต่อเพศสภาวะของตนอันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับ Mary Austen สตรีผู้เป็น “Love of My Life” ของเขา นอกจากนี้มันยังสื่อถึงความอึดอัดที่เขามีต่อการถูกบังคับให้ต้องทำตามขนบหลายอย่างจากการเป็นคนเชื่อสายปาร์ซีอันมีถิ่นเกิดในซานซิบาร์ของเขา ดังนั้นในเพลงจึงมีท่อนที่กล่าวว่า “Mama, just killed a man” ซึ่ง a man ในที่นี้อาจหมายถึงตัวตนของเขา ตัวตนอันมีรากมาจากสภาวะแวดล้อมในชีวิตที่เขาอยากจะกำจัดทิ้งเพื่อปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ และการเป็นตัวเองที่แท้จริงอันเป็นตัวตนที่กำเนิดมาจากจิตวิญญาณภายใน

6. ทางวงอยากปล่อยเพลง “Bohemian Rhapsody” ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแต่ทาง EMI ไม่เห็นด้วย บอกว่ามันยาวเกินกว่าที่เล่นทางวิทยุ เฟรดดีก็เลยหิ้วแผ่นไปให้เพื่อนที่เป็นดีเจชื่อว่าเคนนี เอเวอร์เรต เปิด เพลงนี้ถูกเล่นกว่า 14 ครั้งในช่วงสุดสัปดาห์และทำให้เกิดกระแสความสนใจขึ้นในที่สุด ต่อมาเมื่อมันถูกปล่อยเป็นซิงเกิ้ล (ในเวอร์ชั่นที่ถูกตัด) ในหลายประเทศ (อาทิเช่น ฝรั่งเศส) ถึงอย่างนั้นเวอร์ชั่นที่เป็นที่นิยมก็ยังเป็นเวอร์ชั่นเต็มนั่นเอง ซึ่งเฟรดดีแน่วแน่ในแนวทางของตนว่า หากเพลงนี้จะดังมันจะต้องดังในแบบที่มันเป็น หากเพลงนี้โดนตัดออกมันจะไม่ใช่ “Bohemian Rhapsody” อย่างแน่นอน

7. แน่นอนว่าเป็นเพลงดังก็ย่อมต้องมีคนอยาก tribute เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์โซดาซ่าๆจาก Jones Soda Company ที่ผลิตเครื่องดื่มรุ่น Bohemian Raspberry ออกมา และก็ในชื่อเดียวกันนี้ก็ยังถูกนำไปทำเป็นไอศครีมรสอร่อยจาก Ben & Jerry ด้วย  นอกจากนี้ยังมีเพลง  “Rap, Soda and Bohemias” จากวงเม็กซิกันร็อคนาม  Molotov ที่นอกจากชื่อจะ inspire มาแล้วยังนำเอาท่อนเปิดของเพลง “Bohemian Rhapsody”  มาใส่ก่อนเริ่มเพลงนี้อีกด้วย

 

8. อัลบั้มเพลงร็อคอัลบั้มแรกที่วางแผงในอิหร่านก็คือ Queen’s Greatest Hits ในปี 2004  แน่นอนว่ามันต้องมีเพลง “Bohemian Rhapsody”  อยู่ด้วยและด้วยเนื้อหาในเพลงที่อาจเป็นประเด็นล่อแหลมหมิ่นเหม่ ทางผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เลยออกกฏว่าทุกคาสเซ็ทจะต้องใส่ใบปลิวที่อธิบายเหตุผลในเนื้อเพลงได้ด้วย เช่นท่อน “killed a man,” ต้องบอกว่าเพราะมันเป็นอุบัติเหตุ จากนั้นเขาก็เลยไปร้องขอการประทานอภัยจากพระผู้เป็นเจ้า (“Bismillah!”)  เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าปีศาจร้าย Beelzebub ลักเอาดวงวิญญาณของเขาไป (ช่างเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ หรือนี่คือคำอธิบายที่แท้จริงของเพลงนี้กันนะ !!!)

9. MV ของเพลงทำออกมาในรูปแบบการแสดงสดให้เหมือนกับออกรายการทีวีโชว์ ซึ่งเหตุผลจริงๆ ก็เพราะว่าทางวงไม่อยากไปออกรายการ Top of the Pops เนื่องจากในเพลงมีท่อนโอเปร่า หากให้พวกเขาไปยืนร้องท่อนนี้สดๆ ต่อหน้าธารกำนัลมันอาจจะดูไม่งามนัก พวกเขาก็เลยเลือกที่จะทำออกมาเป็น MV เพื่อส่งโปรโมททั้งทาง Top of the Pops  ในอังกฤษและทั่วโลก

MV ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเท่านั้นในการถ่ายทำ เป็น MV แรกที่กำกับโดย Bruce Gowers หลังจากนั้นมันก็พาเขาไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด ทั้งกำกับรายการทีวีเช่น  MTV Movie Awards, Emmy Awards, the People’s Choice Awards และ American Idol 10 ซีซั่นแรก

10. ด้วยยอดขายในต่างประเทศที่พุ่งทะลุเป้าในปี 1978 EMI ได้รับรางวัล the Queen’s Award To Industry For Export Achievement  จากควีนเอลิซาเบ็ท เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีทาง EMI ก็เลยออกแผ่นไวนิลจำนวน 200 ก็อปปี้เป็น “Bohemian Rhapsody” รุ่น blue vinyl โดยตัวแผ่นจะเป็นสีน้ำเงินสวย ​(สีน้ำเงินคือสีของกษัตริย์ ราชินี สีของราชวงศ์หรือผู้สูงศักดิ์นั่นเอง ดังคำกล่าวว่าผู้เป็นหน่อเนื้อกษัตริย์คือผู้ที่มี “เลือดสีน้ำเงิน” หรือ “Blue Blood”) โดยทุกแผ่นสีมีลายมือเขียนเลขกำกับไว้ เบอร์ 1-4 เป็นของสมาชิกวงควีน เบอร์ต้นๆเป็นของครอบครัวและผองเพื่อน นอกนั้นขาย โดยในเซ็ทจะประกอบไปด้วย

  • ซองใส่แผ่น
  • แผ่นไวนิล สีน้ำเงินขนาด 6 นิ้วครึ่ง
  • บัตรเชิญและเมนูในงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้นที่ Selfridge Hotel, ลอนดอน , 26 กรกฎาคม 1978
  • ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้า
  • ปากกา EMI
  • และ แก้วไวน์สองแก้วที่มีโลโก้รางวัล

ตอนนี้หากใครมีแผ่นชุดนี้เก็บไว้ คิดว่าสนนราคา ณ ปัจจุบันก็ราวๆ 200,000 บาทครับ


หลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “Bohemian Rhapsody”  อาจกำลังอินกับบทเพลงนี้และอีกหลายเพลง รวมไปถึงเรื่องราวในชีวิตของ เฟรดดี เมอร์คิวรี นักร้องนำของวง

หากใครยังไม่ได้ไปชมแนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง อาจอ่านบทความของเราเรื่องนี้ก่อนก็ได้ครับ อาจจะช่วยให้อินกับบทเพลงที่เป็นตำนานของวงการเพลงโลกเพลงนี้และเรื่องราวสุดประทับใจและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของเฟรดดี เวอร์คิวรีชายหนุ่มผู้มีไฟฝันในการเป็นศิลปินเต็มเปี่ยม

ที่มา

  • http://www.bbcamerica.com/anglophenia/2015/10/10-things-you-may-not-know-about-queens-bohemian-rhapsody
  • http://mentalfloss.com/article/70634/10-operatic-facts-about-bohemian-rhapsody
  • https://wmgk.com/2018/10/19/5-facts-about-the-song-bohemian-rhapsody-that-you-didnt-know/
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!