Connect with us

What The Fact

AKB48 จัดทัพใหม่ บุกจีนและไต้หวันอีกคำรบ คราวนี้มาพร้อม MV สุดแจ่ม!

ภาพจาก AKB48 Team SH-《LOVE TRIP》MV และ |AKB48 Team TP|-【勇往直前】官方完整MV

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ร้อนแรงมาก ๆ ของ AKB48 ไอดอลกรุ๊ปสัญชาติญี่ปุ่น จากเมื่อ 13 ปีที่แล้วที่ AKB48 เปิดการแสดงในโรงละครครั้งแรกและมีผู้ชมซื้อบัตรเข้าชมเพียง 7 คน ปัจจุบัน AKB48 มีวงน้องสาวในประเทศญี่ปุ่น 5 วง และวงน้องสาวนอกประเทศญี่ปุ่น 7 วง ประจำอยู่ใน 7 ประเทศในเอเชีย และล่าสุด วงน้องสาวนอกประเทศญี่ปุ่น 6 วงได้ผนึกกำลังกับ AKB48 เตรียมจัดงาน AKB48 Group Asia Festival 2019 ขึ้น งานนี้ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพ อลังการงานสร้างสุด ๆ ใครยังไม่มีบัตรก็เข้าไปจับจองกันได้ งานจะจัดในวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2562 ครับ

สำหรับวงน้องสาวในต่างประเทศแต่ละวงนั้น ชั่วโมงนี้ก็ได้นำเสนอผลงานออกมาอย่างไม่มีใครยอมน้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็น JKT48 ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 7 ปีไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมาและเปิดตัว Valkyrie48 ทีมอีสปอร์ตที่ประกอบขึ้นจากเม็มเบอร์ของวง

หรือ MNL48 ประจำกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ใช้สูตรเดียวกับ BNK48 ของไทย ด้วยการเปิดตัวด้วย Aitakatta และตามด้วย Koi Suru Fortune Cookie

และ SGO48 ประจำนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ที่เพิ่งเดบิวไปสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ใครที่ชอบใจเพลง Aitakatta และเพลง Shonichi ของสาว ๆ BNK48 ก็ลองแวะเข้าไปฟังเวอร์ชันภาษาเวียดนามดูนะครับ

แต่ในชั่วโมงนี้ วงน้องสาวที่มีผลงานโดดเด่นสุด ๆ เห็นจะหนีไม่พ้น AKB48 Team SH ประจำมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และ AKB48 Team TP ประจำนครไทเป ประเทศไต้หวัน ทั้งสองวงเพิ่งปล่อย MV แรกออกมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา (ก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือตั้งใจปล่อย MV ในวันเดียวกัน แถมเป็นวันคริสต์มาสซะด้วย) เป็น MV ของเพลงหลักในเดบิวซิงเกิ้ล โดย AKB48 Team SH มาในเพลง LOVE TRIP และ AKB48 Team TP มาในเพลง หยงหวั่งจึ๋เฉียน (勇往直前) ไปชมกันเลย

AKB48 Team SH – LOVE TRIP

เพลง LOVE TRIP เป็นเพลงรักแห่งความหวังที่บอกเล่าความรู้สึกของสาวรุ่นที่ตั้งใจเปิดเผยความในใจให้คนที่เธอรักได้รับรู้ ทว่าภาพใน MV ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวในเนื้อเพลงซะเลย MV นี้กลายเป็นคลิปวิดีโอรวมภาพสาว ๆ จากเซี่ยงไฮ้ตะลอนเที่ยวกรุงโตเกียวประกอบเพลง แต่ถึงกระนั้นความน่ารักของสาว ๆ กับความเจริญหูเจริญตาของทัศนียภาพกรุงโตเกียวก็ช่างดูเพลินเข้ากันดีสุด ๆ สำหรับท่านใดที่กำลังจะไปเที่ยวกรุงโตเกียวเป็นครั้งแรกแต่ยังไม่ได้วางแผนหรือคิดไม่ออกว่าจะไปไหนบ้าง เราก็ขอแนะนำให้ท่านตามรอยสาว ๆ AKB48 Team SH ใน MV นี้ไปเลยครับ ถือว่าเป็น starter pack ที่ไม่เลวสำหรับมือใหม่

เยี่ยมชมเซ็นโซจิ ย่านอาซากูซะ ถ่ายรูปเช็กอินกับโคมแดงใหญ่

เดินข้ามห้าแยกชิบูยะที่พลุกพล่านที่สุดในโลก

ตะลอนทัวร์ย่านฮาราจูกุ ต้นฉบับความคาวาอี้

นั่งรสบัสเปิดประทุนรอบกรุงโตเกียว

ล่องเรือในอ่าวโตเกียวแถวโอไดบะ ลอดใต้สะพานสายรุ้ง ยิ่งตอนบ่ายแก่ใกล้พระอาทิตย์ตกดินนะ ฟินสุด ๆ ไปเลย (แต่ขึ้นไปเต้นบนดาดฟ้าเรือแบบสาว ๆ ไม่ได้นะ!)

ตะลุยแหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและวัฒนธรรมโอตากุที่ย่านอากิฮาบาระ

แล้วก็ขึ้นไปเยี่ยมชมเธียเตอร์ AKB48 แต่ต้องไปให้ถูกวันนะครับ ถ้าไปวันที่เขาปิดก็อดขึ้นไปดูนะ

แต่อันสุดท้ายคงตามขึ้นไปไม่ได้ เพราะมีแต่สมาชิกของ 48 กรุ๊ปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขึ้นไปเหยียบบนเวทีนี้ (ยกเว้นแขกรับเชิญพิเศษที่นาน ๆ จะได้ขึ้นไปสักที) จริง ๆ แค่สุ่มบัตรให้ได้เข้าไปเป็นผู้ชมในเธียเตอร์นี้ก็โอกาสน้อยสุด ๆ แล้วครับ

นอกจากโลเกชันทั้งหมดที่อยู่ใน MV นี้จะอยู่ในกรุงโตเกียว ซึ่งทำให้ MV นี้มีกลิ่นญี่ปุ่นสุด ๆ แล้ว MV นี้ยังได้ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นยอดฝีมืออย่างทากาฮาชิ เอกิมากำกับอีกด้วย ทากาฮาชิ เอกิเคยร่วมงานกับ AKB48 มามากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกำกับภาพยนตร์สารคดีของ AKB48 มาแล้วถึง 3 ภาค และยังกำกับ MV เด่น ๆ ของ AKB48 อีกหลายเพลงเช่น #sukinanda และ Sentimental Train (อ่านบทความของเราเกี่ยวกับ MV ทั้งสองเพลงได้ที่นี่และที่นี่)

และมาต่อกันที่ AKB48 Team TP

AKB48 Team TP – 勇往直前 (หยงหวั่งจึ๋เฉียน)

เพลง 勇往直前 นี้เป็นเพลงปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าที่มาในอารมณ์ร่าเริงสนุกสนานแบบสาววัยรุ่น MV นี้ไปถ่ายทำกันที่อาหลี่ซาน เขตชมทัศนียภาพภูเขายอดนิยมของไต้หวัน (สำหรับใครที่ชอบไปเที่ยวไต้หวันแต่เบื่อการเดินในเมืองแล้ว ก็ลองไปที่นี่กันได้ครับ) กว่าจะได้ภาพความน่ารักของสาว ๆ เซ็มบัตสึกับวิวสวย ๆ อันดับต้น ๆ ของไต้หวันมารวมกันแบบนี้ได้ สาว ๆ ต้องกระโดดโลดเต้นกันกลางอากาศ 3 องศาเซลเซียสอยู่หลายเทก และถึงแม้เซ็มบัตสึของเพลงนี้จะมี 12 คน แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีเม็มเบอร์เพียง 11 คนเท่านั้นในฉากเต้น นั่นก็เพราะเม็มเบอร์ 1 คนได้ประสบปัญหาสุขภาพนั่นเอง

สำหรับแฟน ๆ BNK48 คนไหนที่รู้สึกคุ้นหน้าสาว ๆ AKB48 Team TP ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะสาว ๆ Team TP หลายคนที่นำโดย อาเบะ มารีอา เม็มเบอร์ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายจาก AKB48 ไปประจำที่ไทเป (ลักษณะเดียวกับที่อิซึตะ รินะย้ายจาก AKB48 มาประจำที่กทม.เพื่ออยู่กับ BNK48) เคยมาเยี่ยมเธียเตอร์ของ BNK48 แถมอาเบะ มารีอายังโดนเจน BNK48 ตกเข้าอย่างจังอีกด้วยจ้า

จัดทัพใหม่? เกิดอะไรขึ้น? แล้ว SNH48 กับ TPE48 หายไปไหน?

หลาย ๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมวงน้องสาวของ AKB48 ในจีนและไต้หวันถึงไม่ได้ใช้ตัวย่อของชื่อเมืองที่ประจำอยู่มาเป็นชื่อวง ทำไมถึงเป็น Team SH กับ Team TP แทนที่จะเป็น SNH48 หรือ TPE48 คำตอบก็คือ AKB48 เคยมี SNH48 กับ TPE48 เป็นวงน้องสาวในจีนและไต้หวันมาก่อนครับ ยืนยันความสัมพันธ์ได้ด้วยเหตุการณ์อย่างการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึ AKB48 ครั้งที่ 5, 6 และ 7 ที่มิยาซาวะ ซาเอะ สมาชิกชาวญี่ปุ่นของ SNH48 ที่ย้ายไปจาก AKB48 ลงเลือกตั้งในฐานะเม็มเบอร์ของ SNH48 และการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึ AKB48 ครั้งที่ 10 ทีมีเม็มเบอร์ของ TPE48 ลงเลือกตั้ง 5 คน

มิยาซาวะ ซาเอะลงเลือกตั้งทั้งสิ้น 7 ครั้ง ครั้งสุดท้าย (ปี 2558) เธอลงเลือกตั้งในฐานะเม็มเบอร์ของ SNH48 และได้อันดับที่ 8 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของเธอ (ภาพจากสถานีโทรทัศน์ฟูจิ)

เม็มเบอร์ 5 คนของ TPE48 ทำการแสดงเพลง Heavy Rotation เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นของ AKB48 ในคอนเสิร์ตก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไป AKB48 ครั้งที่ 10 (ภาพจาก BSスカパー!)

ทว่า ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ทำให้ SNH48 และ TPE48 ไม่ได้เป็นวงน้องสาวของ AKB48 อีกต่อไป สำหรับ SNH48 นั้น มีรายงานว่า SNH48 ได้ละเมิดสัญญาที่ทำกับ AKB48 และแยกตัวเป็นอิสระเมื่อปี 2559 ปัจจุบัน SNH48 และวงน้องสาวอันได้แก่ BEJ48 (ปักกิ่ง) GNZ48 (กวางเจา) SHY48 (เสิ่นหยาง) และ CKG48 (ฉงชิ่ง) ยังคงประกอบธุรกิจอยู่โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับ AKB48 และ AKB48 ได้ตั้ง Team SH ขึ้นมาเพื่อบุกตลาดจีนอีกครั้ง ส่วน TPE48 นั้น มีรายงานว่า TPE48 ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ AKB48 จึงเข้ามาบริหารจัดการ จึงเกิดเป็น AKB48 Team TP แทนที่ TPE48 ในปี 2561 นี้เองครับ

SNH48 มีเพลงที่แปลงมาจากเพลงของ AKB48 มากมาย รวมถึงเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” อันโด่งดังด้วย

จากนี้ไปก็ต้องคอยจับตาดูว่า วงน้องสาวของ AKB48 ในต่างประเทศ ไม่เพียงเฉพาะในจีนและไต้หวันเท่านั้น จะมีทิศทางอย่างไรต่อไป โอกาสของความสำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ คือแฟน ๆ ไอดอลอย่างพวกเรามีแต่กำไร เพราะมีให้เลือกรับชมอย่างเหลือเฟือ ชอบแบบไหนก็เลือกติดตามได้ตามใจชอบกันเลยครับ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!