Connect with us

What The Fact

ซิงเกิ้ลเลือกตั้งปีนี้ของ AKB48 จะมาแล้ว จูรินะแห่งดวงดาว เฌอหลัวมุ้งมิ้งและคุณหมูนุ่มสุดละมุน!

หลังจากที่ปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันมาพักใหญ่ ในที่สุด MV เพลง Sentimental Train เพลงหลักจากเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 53 ของ AKB48 ก็ได้ออกมาให้เราชมกันแล้ว ไปชมกันเลย!

เพลง Sentimental Train (แปลได้ว่า ขบวนรถไฟแห่งความไหวหวั่น) บอกเล่าความรู้สึกของหญิงสาวที่มีความคะนึงถึงและหวังดีให้กับคน ๆ หนึ่ง แต่ก็ได้แต่แอบมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยเธอยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองว่าใช่ความรักหรือไม่ แม้ใจอยากจะร้องตะโกนบอกความรู้สึกออกไปเพียงใดก็ตาม เมื่อความคิดทั้งหมดเกิดขึ้นบนขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟนั้นจึงเป็นขบวนรถไฟแห่งความไหวหวั่นนั่นเอง

อ้าวเฮ้ย! จูรินะหายไปไหน?

Sentimental Train คือเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 53 ของ AKB48 เซ็มบัตสึ 16 คนตัดสินโดยการเลือกตั้งทั่วไป AKB48 ครั้งที่ 10 ที่ประกาศผลไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา (อ่านบทความย้อนหลังได้ที่นี่) มัตสึอิ จูรินะคว้าอันดับที่ 1 ได้ในที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยคะแนน 194,453 คะแนน หลังจากที่ติดเซ็มบัตสึแต่พลาดตำแหน่งเซ็นเตอร์มาตลอด 9 ปีในการเลือกตั้งทุกครั้งก่อนหน้านี้

นาทีที่มัตสึอิ จูรินะนั่งลงบนบัลลังก์ของราชินีแห่ง AKB48

แต่น่าเสียดายที่จูรินะมีปัญหาด้านสุขภาพที่เรื้อรังมานาน ทำให้เธอต้องพักรักษาตัว จึงไม่สามารถมาร่วมการบันทึกเสียงหรือถ่ายทำ MV ในซิงเกิ้ลนี้ได้จนถึงวันนี้ แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจและความซับซ้อนหลาย ๆ ด้าน AKB48 จึงต้องปล่อยซิงเกิ้ลนี้ออกมาทั้งที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยในส่วนของ MV นั้นมีการใช้ภาพจากสตอรี่บอร์ด คอมพิวเตอร์กราฟฟิกและตัวแสดงแทนมาใช้แทนจูรินะ และ AKB48 ได้ประกาศว่าจะทำการแก้ไขเมื่อจูรินะกลับมาแล้ว

จูรินะบาดเจ็บในคอนเสิร์ตก่อนงานประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปปีนี้ ถึงขนาดที่ยูอาซะ ฮิโรชิ ผู้จัดการวง SKE48 ต้องอุ้มลงจากเวที (ภาพจาก 最新ニュース)

เราอาจเคยได้ยินเรื่องที่ไอดอลกรุ๊ปตระกูล 48 ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล แต่ซิงเกิ้ลนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เม็มเบอร์อันดับที่ 1 จะไม่อยู่ ธุรกิจก็ยังต้องดำเนินต่อไป

เรื่องราวใน MV เพลง Sentimental Train

MV เพลง Sentimental Train นี้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหญิงล้วนแห่งหนึ่ง กลุ่มนักศึกษาหญิงที่ใช้ชีวิตประจำวันสุดแสนธรรมดาได้ต้อนรับการมาเยือนของนักศึกษาหญิงลึกลับที่ย้ายเข้ามาใหม่ ซึ่งต่อมาเกิดเป็นความผูกพันที่แม้ตัวจะห่างกันไกลแสนไกลแต่หัวใจก็ยังเชื่อมโยงถึงกัน

นอกจากเรื่องราวใน MV นี้จะซาบซึ้งกินใจแล้ว MV นี้ยังมีความหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ อยู่ด้วย

หนังสือที่ซูดะ อาการิอ่าน

ในช่วงต้นของ MV ฉากที่จูรินะและซูดะ อาการิเจอกันครั้งแรก ซูดะ อาการิกำลังอ่านหนังสือ หนังสือเล่มนั้นคือนวนิยายสั้นเรื่องมาตาซาบูโรแห่งสายลม (風の又三郎) งานประพันธ์ของมิยาซาวะ เค็นจิ เผยแพร่เมื่อพ.ศ. 2477 จัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นและยังได้รับการดัดแปลงเป็นมังงะ ภาพยนตร์และอนิเมชันอีกด้วย


มาตาซาบูโรแห่งสายลม (風の又三郎)

มาตาซาบูโรแห่งสายลมบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ในชนบทแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเด็กชายทากาดะ ซาบูโรได้ย้ายเข้ามาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อทากาดะ ซาบูโรปรากฏตัวก็มีลมแรงพัดเข้ามา ประกอบกับพฤติกรรมแปลก ๆ หลายอย่างของทากาดะ ซาบูโร เพื่อน ๆ ในโรงเรียนจึงตั้งข้อสงสัยว่า หรือแท้จริงแล้วทากาดะ ซาบูโรคือบุตรของเทพเจ้าแห่งสายลม

มาถึงตรงนี้หลาย ๆ ท่านคงจะร้องอ๋อแล้วว่า MV เพลง Sentimental Train นี้เล่าเรื่องราวในแบบมาตาซาบูโรแห่งสายลมนั่นเอง ดังที่เห็นใน MV ว่าจูรินะเป็นนักศึกษาที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ นักศึกษาสาว 4 คน (มิยาวากิ ซากูระ โอกาดะ นานะ มูโต โทมุและทากาฮาชิ จูริ) พูดคุยกันถึงจูรินะและเรื่องแสงประหลาดวูบวาบที่ระเบียงทางเดิน เมื่อจูรินะอยู่ในมหาวิทยาลัยก็ชอบถ่ายรูปเพื่อน ๆ โดยใช้แฟลชโดยไม่บอกกล่าว (ญี่ปุ่นถือเรื่องสิทธิส่วนบุคคลอย่างมาก เราไม่สามารถถ่ายรูปคนนั้นคนนี้ได้ตามอำเภอถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอมแม้ในที่สาธารณะ สิ่งที่จูรินะทำก็น่าจะนับเป็นพฤติกรรมแปลก ๆ ได้) แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจูรินะกับผองเพื่อนก็ค่อย ๆ พัฒนาไป และเมื่อถึงวันที่แสงจากดาวดวงใหม่มาถึงโลก จูรินะก็จากไปในแสงนั้น แต่ก็ให้คำว่าจะกลับมาอีก เป็นการเฉลยภายหลังว่าจูรินะคือเทพธิดาแห่งดวงดาวนั่นเอง


พาดหัวข่าวเขียนว่า “ค้นพบดาวดวงใหม่ แสงเดินทางมาจากที่ไกลโพ้น ฝีมือนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชั้นม.ต้น”


“ดาวดวงนั้นยังคงส่องสว่างอยู่ที่ไหนสักแห่ง แสงนั้นกำลังเดินทางด้วยความเร็ว 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที และสักวันแสงนั้นจะเดินมาถึงเราเพื่อส่องสว่างให้กับทุกอย่างอีกครั้ง”

บทสนทนาระหว่างจูรินะและซากุระกับซูดะ อาการิ

บทสนทนาในตอนท้ายของ MV เป็นบทสนทนาระหว่างจูรินะและซากุระกับซูดะ อาการิ ถึงแม้บทสนทนาของคนสองคู่จะเกิดต่างที่ต่างเวลา แต่ก็ไปในครรลองเดียวกันและสอดประสานกัน

“ฉันคิดว่าจะมาบอกลาทุกคน” จูรินะกล่าว
“เอ๊ะ” ซากูระและซูดะ อาการิกล่าว
“พรุ่งนี้ฉันต้องไปแล้ว” จูรินะกล่าว
“ถ้างั้น วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายน่ะสิ” ซากูระกล่าว
“อื้ม”
“อย่างนี้สินะ”
“คิดว่าฉันเป็นคนยังไงเหรอ?” จูรินะถาม
“อืม คิดว่าอยากจะสนิทด้วยมากกว่านี้ล่ะมั้ง” ซากูระตอบเจือยิ้ม แต่จูรินะก็เข้าใจความหมายระหว่างบรรทัดได้ไม่ยาก
“ที่ผ่านมาลำบากสินะ”
“อืม คิดว่าลำบากแหละ”
“ขอโทษนะ”
ซากูระไม่ตอบคำ แต่น้ำตาเริ่มรื้น เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อไม่ให้น้ำตาร่วงลง
“ถ้าฉันอยู่ตรงนี้ก็ดีใช่ไหม” จูรินะถาม
“ใช้ ถ้าไม่อยู่แล้วก็เศร้าสิ เหงาด้วย” อาการิตอบ
“ถ้าอย่างนั้น สักวันฉันจะกลับมานะ” จูรินะให้คำ
“ต้องกลับมานะ ถ้าไม่กลับมาล่ะโกรธด้วย” ซูดะ อาการิบอกจูรินะ
“รออยู่นะ” ซากูระบอกจูรินะ
แล้วจูรินะ กับซูดะ อาการิก็เกี่ยวก้อยกัน


ใครที่เข้าใจความหมายของเพลง Ue wo Muite Arukou ของซากาโมโตะ คิวจะเข้าใจความหมายในท่าทีนี้ของซากูระว่ามันเศร้าขนาดไหน

บทสนทนานี้สื่อความในใจของคนทั้งสองคู่ครับ

อย่างที่ทราบกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเม็มเบอร์ใน 48 กรุ๊ปนั้นเป็นความสัมพันธ์พิเศษ ทุกคนเป็นเพื่อนกันแต่ก็เป็นคู่แข่งกันด้วย (ใครที่ดู BNK48 Girls Don’t Cry แล้วก็คงจะเข้าใจชัด) ความสัมพันธ์ระหว่างจูรินะกับซากูระก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ถึงแม้อยากสนิทมากกว่านี้แค่ไหน แต่ในเมื่อทั้งคู่มีเป้าหมายว่าจะต้องเป็นราชินีแห่ง 48 กรุ๊ปที่มีเพียงตำแหน่งเดียวให้ได้ ทั้งคู่ก็ต้องขับเคี่ยวกันและการเสียน้ำตาก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“อืม คิดว่าลำบากแหละ”


จูรินะกล่าวขอบคุณซากูระในงานประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไป AKB48 ที่ผ่านมา

ในส่วนของจูรินะและซูดะ อาการิ ความรู้สึกของการแข่งขันกันคงไม่รุนแรงเท่า (เพราะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก SKE48 และแฟน ๆ SKE48 ก็ขึ้นชื่อเรื่องการเชียร์วงมากกว่าตัวบุคคลเป็นส่วนใหญ่) แต่ขณะนี้จูรินะก็ทำให้ซูดะ อาการิลำบากไม่ใช่น้อย ในช่วงเวลาสำคัญนี้ที่ AKB48 ต้องเดินสายโปรโมท Sentimental Train และ SKE48 ต้องเดินสายโปรโมท Ikinari Punch Line ซิงเกิ้ลที่ 23 ของวง เมื่อมือหนึ่งอย่างจูรินะไม่อยู่ สปอตไลท์จึงสาดส่องมาที่ซูดะ อาการิแทน ระหว่างนี้ซูดะ อาการิต้องแบกรับภาระอันหนักหนานี้ทั้งที่เธอไม่ได้รั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งของวง ในการแสดงเพลง Ikinari Punch Line เธอก็ต้องมายืนในตำแหน่งเซ็นเตอร์บ่อย ๆ และเธอก็ได้ไปเดินสายออกรายการโทรทัศน์แล้วนับสิบรายการตั้งแต่งานประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา แต่สำหรับซูดะ อาการิแล้ว ภาระหน้าที่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าการที่จะได้เห็นจูรินะ รุ่นพี่ที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 9 ปี หายดีและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

“ต้องกลับมานะ ถ้าไม่กลับมาล่ะโกรธด้วย”


ซูดะ อาการิรับหน้าที่เซ็นเตอร์ในการแสดงเพลง Ikinari Punch Line แทนจูรินะในรายการ Uta-Tube วันที่ 25 สิงหาคม 2561

อนึ่ง MV เพลง #好きなんだ จากซิงเกิ้ลเลือกตั้งของ AKB48 เมื่อปีที่แล้วก็มีความหมายซ่อนอยู่เช่นกัน (อ่านบทความได้ที่นี่ครับ)

มาดูเพลงรองในซิงเกิ้ลนี้กันบ้างดีกว่า

ซิงเกิ้ล Sentimental Train นี้ นอกจากจะมีเพลง Sentimental Train ซึ่งเป็นเพลงหลักแล้ว ก็ยังมีเพลงรองด้วย 7 เพลง กระจายอยู่ตามซีดีที่มีถึง 11 แบบ (ในมุมหนึ่งก็เป็นการเพิ่มยอดขายโดยให้แฟน ๆ ซื้อซีดีหลาย ๆ แผ่น ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการให้แฟน ๆ เลือกซื้อเฉพาะแบบที่ตัวเองถูกใจได้) และเช่นเดียวกับเซ็มบัตสึ บรรดาเม็มเบอร์ในเพลงรองก็เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง ซึ่งเม็มเบอร์ของ BNK48 2 คนคือเฌอปรางและมิวสิคก็ได้อยู่ในเพลงรองเหล่านี้ นับเป็นชาวต่างชาติลำดับที่ 3 ได้ออกซิงเกิ้ลกับ AKB48 (ต่อจากเมโลดี นูรามดานี ลักซานีแห่ง JKT48 ชาวอินโดนีเซียและหม่าเจียหลิงแห่ง AKB48 ชาวไต้หวัน)

เนื่องจากเฌอปรางได้อันดับที่ 39 จึงอยู่ในกลุ่ม Next Girls (อันดับที่ 33 – 48) ที่มาในเพลง Tomodachi ja nai ka? (แปลได้ว่า เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?) สาว ๆ 16 คนมาในฉากลานโบว์ลิ่งยุค 70’s 8 คนในมาดหนุ่มหล่อ อีก 8 คนในมาดสาวสวย

ที่น่าประทับใจสำหรับแฟน ๆ BNK48 ก็เห็นจะเป็นความโดดเด่นของเฌอปราง ที่ลำพังเธอก็มีมุมเท่อยู่แล้ว แต่นี่แต่งเป็นหนุ่มหล่อในยุค 70’s อีก แถมยังมีการเสริมอัตลักษณ์ไทยด้วยการให้เฌอปรางดื่มน้ำมะพร้าวและใส่สายเอี๊ยมลายธงชาติไทยอีก โดดเด่นยิ่งนัก

ถ้าคุณอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและอยากดื่มน้ำมะพร้าว ผมขอแนะนำให้คุณเอาอย่างเฌอปราง คือเลือกดื่มเฉพาะน้ำมะพร้าว 100% เท่านั้น เพราะผมมั่นใจว่าคุณจะไม่สามารถจินตนาการออกว่าน้ำมะพร้าวไม่ 100% ของญี่ปุ่นรสชาติมันแย่ได้ขนาดไหน!

และในส่วนของมิวสิคที่ได้อันดับที่ 72 อยู่ในกลุ่ม Upcoming Girls (อันดับที่ 65 – 80) ที่มาในเพลง Hitonatsu no Dekigoto (แปลได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนหนึ่ง) สาว ๆ มาพร้อมความละมุนแบบสุด ๆ


“น่ารักกว่าเนยก็นางฟ้าแล้ว!”
“บว้..นี่มิวสิคค่ะพี่!!”

สำหรับเพลงรองในซิงเกิ้ลนี้ AKB48 ปล่อยแต่ MV ฉบับสั้นเท่านั้น ใครที่อยากรับชมและรับฟังแบบเต็ม ๆ ก็ไปหาซื้อซีดีกันได้ โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 19 กันยายนนี้ สำหรับแฟน ๆ ของเฌอปรางให้เล็งซีดี Type-A ส่วนแฟน ๆ ของมิวสิคก็ขอให้เล็งซีดี Type-C จะเป็น regular edition หรือ limited edition ก็ได้ทั้งนั้น โดยสอง edition นี้ต่างกันที่ของแถมในกล่อง regular edition จะได้เป็นรูปสุ่มเม็มเบอร์ ส่วน limited edition จะได้บัตรจับมือสำหรับงานจับมือทั่วประเทศครับ (อ่านบทความเกี่ยวกับงานจับมือของ AKB48 ได้ที่นี่)


หน้าปก Sentimental Train CD+DVD Type-A Limited Edition

หน้าปก Sentimental Train CD+DVD Type-A Regular Edition

หน้าปก Sentimental Train CD+DVD Type-C Limited Edition

หน้าปก Sentimental Train CD+DVD Type-C Regular Edition

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!