Connect with us

What The Fact

ชวนฟัง 10 อัลบั้มเพลงแจ๊ซระดับตำนานจากปี 1959 ปีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการแจ๊ซไปตลอดกาล

เคยสงสัยเหมือนผมบ้างไหมครับว่า ทำไมเวลาเรานึกถึงแจ๊ซ เรามักนึกถึงศิลปินและงานเพลงในอดีต ที่มีอายุอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปี สำหรับหลายคนมันคือช่วงเวลาก่อนที่จะลืมตามาดูโลกเสียอีก แต่เรากลับรู้สึกถวิลหา ชื่นชม เสพย์สมกับสุ้มเสียงสำเนียงเหล่านั้นได้อย่างเพลิดเพลินใจ โดยน้อยคนนักจะรู้จักกับศิลปินแจ๊ซรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

บางทีแจ๊ซก็อาจจะเหมือนกับไวน์ดีๆก็ได้ ที่ยิ่งบ่มไว้นานเท่าไหร่รสชาติของมันก็ยิ่งกลมกล่อมละมุนลิ้นมากเท่านั้น เป็นรสฝาดๆเหมือนรสชาติของชีวิตที่ผ่านอะไรมานักต่อนัก

ผมว่าเพลงแจ๊ซก็เป็นเช่นนี้ล่ะ ยิ่งเก่า ยิ่งเก๋า “คลาสสิค”

ฟังเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่ามันเก่าล้าสมัยเลย

ในวันนี้ปี 2019 หากเราย้อนเวลากลับไปสัก 60 ปี เราจะกลับไปอยู่ในปี 1959 ซึ่งเป็นปีที่อัลบั้มแจ๊ซดีๆได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นอัลบั้มที่เป็นหมุดหมายสำคัญและส่งอิทธิพลในงานแจ๊ซยุคต่อๆมา ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ถ้าพร้อมแล้ว เราจะย้อนเวลากลับไปดูกันดีกว่าว่า เมื่อ 60 ปีที่แล้ว มีงานเพลงแจ๊ซดีๆอะไรบ้างที่ควรค่าแก่การฟังในวันนี้

Miles Davis “Kind of Blue” 

“Kind of Blue” เป็นสตูดิโออัลบั้มของมือทรัมเป็ตแจ๊ซในตำนานของวงการ “ไมล์ส เดวิส” โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1959 ผ่านทางค่าย โคลัมเบีย เรคคอร์ด อัลบั้มนี้เป็นงานรวมเหล่า “เบญจเทพ” คือเทพทั้งห้าคนในวงการ ซึ่งเราเรียกวง 5 ชิ้นนี้ว่า Quintet อันประกอบไปด้วย  ไมล์ส เดวิส มือทรัมเป็ต ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวง  บิล อีแวนส์ มือเปียโน (เปียโนเทพขวัญใจคอแจ๊ซ ซึ่งในปีนี้ก็มีงานอัลบั้มของเขาออกด้วยเช่นกัน)  จิมมี คอปป์ มือกลอง  พอล แชมเบอรส์ มือเบส จอห์น โคลเทรน  (มือแซ็กโซโฟนเทพขวัญใจมหาชนคนแจ๊ซ ที่ในปีนี้ก็มีอัลบั้มของเขาด้วยเช่นกัน) และ จูเลียนแคนนอนบอลล์แอดเดอร์ลีย์ อีกหนึ่งมือแซ็กโซโฟน 

มันเป็นอัลบั้มที่ขึ้นหิ้งคลาสสิค ด้วยการโซโล่ที่น่าประทับใจของสมาชิกแต่ละคน การเรียบเรียงที่เป็นมาตราฐานใหม่ในวงการเพลงแจ๊ซและอารมณ์อันรุ่มรวยที่หลั่งไหลออกมาเมื่อเราได้ฟัง ล้วนแล้วแต่เป็นสิง่ที่ทำให้เรามิอาจลืมอัลบั้มนี้ไปจากใจได้เลย

ในอัลบั้มนี้ไมล์ส เดวิสได้ทดลองทำในสิ่งที่เป็นการต่อยอดจากทฤษฎีโหมดของ จอร์จ รัสเซล (George Russell) ซึ่งริเริ่มมาแล้วส่วนหนึ่งในอัลบั้ม Milestones (1958)  นั่นก็คือการโซโล่ด้นสด (Improvisation) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สเกลในคีย์เพลงเพียงสเกลเดียวเท่านั้น หากแต่ลื่นไหลไปอย่างอิสระตามตัวโน้ตต่างๆที่ออกมาจากใจ นำไปสู่การใช้การเรียงลำดับของโน๊ตในสเกลไดอะโทนิคใหม่ทั้งหมดในอัลบั้มนี้ ซึ่งนับว่าแตกต่างจากงานดนตรีช่วงแรกของเขาที่ยึดสไตล์การเล่นแจ๊ซแบบฮาร์ดบ็อบอย่างสิ้นเชิง

“Kind of Blue” ได้รับการยกย่องให้เป็นงานระดับมาสเตอร์พีสของไมล์ส เดวิส และเป็นอัลบั้มแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาล ไม่เพียงแต่ในวงการแจ๊ซหากแต่เป็นวงการดนตรีของโลกใบนี้

Apple Music 

Spotify  


Ornette Coleman  “The Shape of Jazz to Come”  

The Shape of Jazz to Come”  คือหนึ่งในตำนานแห่งวงการฟรีแจ๊ซ ที่พลาดไม่ได้หากอยากรู้จักแจ๊ซสายนี้  มันเป็นอัลบั้มที่รวมไปด้วยเหล่ายอดฝีมือ โคลแมนเล่นอัลโตแซ็กโซโฟน ดอน เชอร์รีเล่นพ็อคเก็ตทรัมเป็ต ชาลี ฮาเดน อคูสติคเบสและ บิลลี่ ฮิกกินส์เล่นกลอง จะสังเกตเห็นได้ว่าไม่มีใครเล่นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นคอร์ดได้เล่น เช่น กีตาร์หรือเปียโน และนี่คือการปฏิวัติจากโคลแมน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดหลังจากไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมานานแล้วในวงการเพลงแจ๊ซหลังจากที่บีบ็อบแจ๊ซได้เกิดขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่สดใหม่ การเล่นแจ๊ซอิมโพรไวซ์ที่แปลกใหม่ออกไป โคลแมนได้ถ่ายทอดมันผ่านบทเพลงที่เขาเขียนขึ้นมาใหม่ หนึ่งในนั้นคือ “Lonely Woman” บทเพลงที่เปรียบเสมือนเพลงชาติของฟรีแจ๊ซ

หลายคนฟังเพลงฟรีแจ๊ซแล้วอาจรู้สึกหงุดหงิดใจกับท่วงทำนองที่ฟังแล้วไม่ค่อยจะลื่นหูเท่าไหร่ แต่โคลแมนมองมันต่างออกไป สำหรับเขาแล้วฟรีแจ๊ซคือการมองเมโลดี้ที่ต่างออกไปจากขนบเดิม มันเป็นตัวแทนของอิสระเสรีที่กล้าจะเล่นในสิ่งที่หลุดจากกรอบและกฏเกณฑ์ที่บีบบังคับเอาไว้ เขาได้ยกระดับการทดลองเรื่องโหมดอิมโพรไวซ์โดยไมล์ส เดวิส ให้ก้าวขึ้นไปอีกขึ้น เดวิสเริ่มออกจากกรอบของการยึดติดกับคีย์เพลงและสเกลที่กำหนดกรอบโดยคีย์เพลงนั้นออกไปเล่นกับโหมดต่างๆ แต่โคลแมนหลุดออกจากทุกกรอบทุกเกณฑ์ โดยเล่นออกมาจาก “ฟีล” ที่เกิดขึ้นจากบทเพลงนั้นโดยแท้จริง

Apple Music

Spotify 


John Coltrane “Giant Steps” 

สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 5 อีกหนึ่งมาสเตอร์พีซจากมือแซ็กโซโฟนแจ๊ซระดับตำนาน “จอห์น โคลเทรน” ที่บันทึกเสียงในปี 1959 แต่ออกวางแผงในเดือนมกราคมปี 1960 กับทางค่าย แอตแลนติค (เลยขอจัดให้อยู่ในปี 1959 ละกันนะ) ซึ่งในอัลบั้มนี้เขาได้เป็นคนริเริ่มทำลองการเรียบเรียงแบบใหม่ๆในวงการแจ๊ซ ทั้งโครงสร้างคอร์ดที่ซับซ้อน การโฟกัสไปที่การโซโล่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังของการสร้างสรรค์ ทุกบทเพลงในอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่เขียนและเรียบเรียงขึ้นใหม่โดย โคลเทรนทั้งหมด  มันเป็นอัลบั้มที่เป็นไปด้วยความสด ใหม่ และเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจแห่งศิลปิน

เพลงที่เราอยากแนะนำคือเพลงที่มีชื่อว่า “Neima” ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาสุดที่รักของโคลเทรนและแน่นอนเพลงนี้เค้าแต่งขึ้นเพื่อมอบให้แด่เธอ จะหวานหยดย้อยขนาดไหน ไปลองฟังกันครับ

Apple Music 

Spotify 


The Dave Brubeck Quartet “Time Out” 

Album Cover Artwork โดย S.Neil Fujita

อัลบั้มเพลงแจ๊ซชั้นเลิศที่บรรจุบทเพลง “คูลแจ๊ซ” อันลือชื่อ “Take Five” ซึ่งเขียนขึ้นโดยมืออัลโตแซ็กโซโฟนเจ้าของฉายา “dry-martini toned” พอล เดสมอนด์ (Paul Desmond)

“Time Out” เป็นส่วนผสมของคูลแจ๊ซและแจ๊ซทางฝั่งเวสต์โคสท์ที่ลงตัว ในอัลบั้มนี้ เดฟ บรูเบคมือเปียโนผู้แผ้วถางทางแห่งวงการคูลแจ๊ซ และชาวคณะ ได้ทดลองเล่นอะไรใหม่ๆด้วยการเรียบเรียงเพลงด้วย time signature ที่ต่างออกไปไม่ได้จำกัดอยู่ที่เบสิค 4/4 อาทิเช่น 9/8 , 6/4 , 5/4 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก time signature ของดนตรีฝั่งตุรกีและอินเดีย งานเพลงในอัลบั้มนี้จึงช่วยเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีได้เป็นอย่างดียิ่ง

Take Five เพลงเด่นจากอัลบั้มนี้เป็นซิงเกิ้ลเพลงแจ๊ซเพลงแรกที่มียอดขายหลักล้าน ทำให้มันเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง   “Time Out” จึงกลายเป็นอัลบั้มเพลงแจ๊ซที่ไม่ได้เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการนำพาผู้ฟังไปสู่พรมแดนทางดนตรีใหม่ๆ ทางแต่ยังประสบความสำเร็จทางด้านยอดขาย ทะลายข้อจำกัดที่ว่าเพลงแจ๊ซนั้นไม่น่าจะทำเงินลงไปได้

Apple Music

Spotify 


Bill Evans Trio  “Portrait in Jazz”

อาจกล่าวได้ว่า บิล อีแวนส์ เป็นหนึ่งในมือเปียโนแจ๊ซที่ผู้ฟังรักและชื่นชอบมากที่สุด ด้วยท่วงทำนองอันอ่อนหวาน พลิ้วไหว ไหลลื่น นุ่มนวล ชวนละมุน ซึ่งง่ายนักที่จะโดนใจใครหลายๆคน แต่ในขณะเดียวมันก็มีความซับซ้อน ซ่อนเร้น ชวนค้นหาอยู่ในกระแสเสียงนั้นด้วย

Portrait in Jazz” เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่คุณไม่ควรพลาดหากอยากจะฟังเพลงแจ๊ซ เป็นอัลบั้มแรกๆที่คนมักจะนึกถึงเวลาอยากแนะนำให้ใครเริ่มฟังเพลงแจ๊ซที่เข้มข้น อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เรียกว่าเป็น “คลาสสิค ทรีโอ” อันประกอบไปด้วย บิล อีแวนส์ เปียโน สก็อต ลาฟาโร เบส และ พอล โมเชียนกลอง ซึ่งทั้งสามได้เล่นด้วยกันไม่กี่อัลบั้ม หลักจากนั้น ลาฟาโรก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เป็นการสิ้นสุดยุคคลาสสิค ทรีโอ ไปอย่างน่าเสียดาย โดยมีอัลบั้มการแสดงสดสุดคลาสสิค The Bill Evans Trio at the Village Vanguard, 1961

เป็นอัลบั้มชิ้นสุดท้ายของคลาสสิคทรีโอนี้

ทั้งสามคนเล่นเข้าขากันมาก ในทุกบทเพลงของอัลบั้มนี้ล้วนฟังเพลิน สนุก เข้าถึงอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น “Blue in Green,”  “Someday My Prince Will Come”  หรือ  “Autumn Leaves” ล้วนเป็นเพลงที่ฟังได้กี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย ทำให้ “Portrait in Jazz”  เป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงแจ๊ซสุดโปรดของใครๆหลายคน

Apple Music

Spotify


Charles Mingus  “Mingus Ah Um”

Album Cover Artwork โดย S.Neil Fujita

ชาลส์ มิงกัส คือ นักดับเบิลเบสแจ๊ชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงในฐานะนักดนตรี นักแต่งเพลง หัวหน้าวง และนักต่อสู้เพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว

เป็นที่เลื่องลือกันว่ามิงกัสนั้นเป็นคน “หัวร้อน” เพราะมักจะหยุดเล่นกลางคัน หากผู้ฟังไม่ตั้งใจฟังและคุยกันเสียงดัง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมวงหากเล่นไม่ดี พี่ก็จะไล่ลงเวที ณ เดี๋ยวน้นเลย

Mingus Ah Um” เป็นอัลบั้มที่คุณไม่ควรพลาดของมิงกัส ซึ่งรวมไว้ด้วยเพลงฮิตสุดคลาสสิคของเขาไม่ว่าจะเป็น Better Git It In Your Soul,” “Goodbye Pork Pie Hat,” “Fables of Faubus,” และ  “Jelly Roll.”

อัลบั้มนี้เปรียบเสมือนสายธารที่ถูกส่งต่อมาจากต้นน้ำอันชุ่มชื่น ทุกบทเพลงในอัลบั้มนี้ล้วนแล้วแต่มีแรงบันดาลใจต้นทางไม่ว่าจะเป็น “Better Git It In Your Soul” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการร้องเพลงแบบกอสเปลที่มิงกัสได้ยินมาแต่เด็ก  “Goodbye Pork Pie Hat” ที่อุทิศให้แก่เลสเตอร์ ยัง มือแซ็กโซโฟนตำนานเพลงแจ๊ซและเพื่อนรักของมิงกัส ผู้ซึ่งล่วงลับไปไม่นานหลังจากที่ได้มีการบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ “Boogie Stop Shuffle”  บทเพลงบลูส์สิบสองบาร์ ที่มีสี่ธีมและการเล่นเบสแบบบูกี้เคลื่อนล้อไปเรื่อยๆ เปรียบดั่งการสะท้อนตัวตนและเรื่องราวของชีวิตภายในออกมา  “Self-Portrait in Three Colors” จริงๆแล้วเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องแรกที่ John Cassavetes กำกับนั่นคือ Shadows แต่ต่อมาไม่ได้ถูกนำมาใช้ “Open Letter to Duke” เขียนขึ้นเพื่ออุทิศแด่ ดุ๊ค เลลิงตัน  “Jelly Roll” อุทิศแด่ เจลลี โรล มอร์ตัน มือเปียโนแจ๊ซผู้แผ้วถางทางแห่งวงการ แต่กลับเพลง “Bird Calls” ที่ดูจากชื่อแล้วดูเหมือนว่า แต่งขึ้นเพื่ออุทิศแก่ ชาลี ปาร์คเกอร์เจ้าของฉายา “Bird” แต่มิงกัสบอกว่า ที่ตั้งชื่อว่า “Bird Calls” ก็เพราะว่าเพลงนี้มันเสียงเหมือนนกร้องนั่นเอง แป่ววว  นอกจากนี้ยังมี “Fables of Faubus” ที่เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวจากผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ Orval E.Faubus ด้วยกลัวมีปัญหาทางค่ายโคลัมเบียเลยไม่ให้มิงกัสร้องเนื้อร้อง เพลงนี้เลยกลายเป็นเวอร์ชั่นบรรเลงด้วยประการฉะนี้

Apple Music

Spotify 


Duke Ellington  “Anatomy of a Murder”

Anatomy of a Murder” คืออัลบั้มซาวด์แทร็คประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันนี้ กำกับโดย Otto Preminger ซึ่ง ดุ๊คได้ไปปรากฏตัวเป็น cameo ในหนังเรื่องนี้ด้วย

ผลงานในอัลบั้มนี้เกิดจากการรวมพลังกันของเอลลิงตันและสเทรย์ฮอร์น มันเป็นอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นเพลงแจ๊ซ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงแจ๊ซและวงการซาวด์แทร็คเลย

Apple Music 

Spotify 


Horace Silver  “Blowin’ the Blues Away”

โฮเรซ ซิลเวอร์คือมือเปียโนแจ๊ซผู้บุกเบิกแนวดนตรีฮาร์ดบ็อบในทศวรรษที่ 50 และนี่คือผลงานฮาร์ดบ็อบสุดคลาสสิคจากโฮเรซ ซิลเวอร์ที่กลมกล่อมลงตัว เพลงเด่นๆในอัลบั้มคือ “Sister Sadie,” “Peace,”  และ “The Baghdad Blues” ซึ่งไม่ได้หวือหวาอะไร ไม่ได้โมดัลแจ๊ซแบบไมล์ส เดวิส ไม่ได้ฟรีแจ๊ซแบบโคลแมน เป็นเพลง 4/4 ธรรมดา แต่ว่าพลาดไม่ได้ !

Apple Music

Spotify 


Ella Fitzgerald  “Sings the George and Ira Gershwin Song Book”

นี่คืออีกอัลบั้มที่คอแจ๊ซไม่ควรพลาด เอลล่า ฟิซเจอร์รัลนำเอาบทเพลงของสองอัจฉริยะไอร่าและจอร์จ เกิร์ชวินมาขับร้องผ่านการเรียบเรียงโดยยอดฝีมืออย่างเนลสันและวงออเครสตร้าของเขา  เพลงเพราะๆอันเป็นที่นิยมของเกิร์ชวินถูกรวมเอาไว้ในอัลบั้มนี้ และเอลล่าร้องมันออกมาได้อย่างกระชับ จับใจ มันเป็นอัลบั้มร้องแจ๊ซที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้

Apple Music

Spotify 


Miles Davis  “Sketches of Spain”

แถมท้ายด้วยอัลบั้มจากไมล์ส เดวิสอีกสักอัลบั้ม ที่ถึงแม้ว่าจะออกวางแผงในปี 1960 แต่มันก็ได้บันทึกเสียงในปี 1959 เป็นปีเดียวกันกับอีกหนึ่งอัลบั้มสุดคลาสสิคของไมล์ส เดวิส “Kind of Blue”

Sketches of Spain” เป็นการทำงานร่วมกันของสองอัจฉริยะ ไมล์ส เดวิสและกิล อีแวนส์ที่เหมือนจะเป็นจุดพีคที่สุดของการโคจรมาพบกันของทั้งคู่ (อัลบั้มที่ทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันคือ Birth of the Cool, Miles Ahead, Porgy and Bess, Quiet Nights) 

ด้วยการหลอมรวมเอาแนวทางของดนตรีคลาสสิคเข้ากับการอิมโพรไวซ์แบบแจ๊ซ ทำให้งานเพลงในอัลบั้มนี้มีความหลากหลาย โดดเด่น และเป็นอีกหนึ่งการปฏิวัติทางดนตรี

Apple Music 

Spotify 


ที่มา

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!