Kids on The Covers เรื่องสุขเรื่องเศร้าของเด็กน้อยบนปกอัลบั้ม

เรื่องราวของนายแบบนางแบบตัวน้อยบนปกอัลบั้มสุดคลาสสิกในประวัติศาสตร์ดนตรี ที่ในวันนี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ซึ่งบางคนก็แฮปปี้กับการได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่บางคนนั้นขึ้นปกโดยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พอโตขึ้นมาก็พบว่าการได้เป็นคนบนปกนั้นมันไม่ได้สวยงามอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจและนำมาซึ่งการฟ้องร้องวงดนตรีเจ้าของปกอัลบั้มเหล่านี้

U2 – ‘War’ (1983)

การที่คนคนนึงจะได้ขึ้นปกอัลบั้มวงดนตรีชื่อดังนั้นแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่การที่คนคนเดียวกันจะได้ขึ้นปกถึง 3 ครั้งนั้นมันคือเรื่องเหลือเชื่อ ! แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในวัยเด็กของ ‘ปีเตอร์ โรเวน’ (Peter Rowen) ช่างภาพจากดับลินที่ปรากฏตัวบนปกอัลบั้มของ U2 วงดนตรีชื่อดังจากไอร์แลนด์ถึง 3 ครั้ง !!!

โรเวนรู้จักวงนี้ผ่าน Guggi พี่ชายของเขาซึ่งเป็นเพื่อนกับ ‘โบโน’ (Bono) นักร้องนำของวง U2 ซึ่งนำไปสู่การที่โรเวนได้ขึ้นปกของ EP อัลบั้มเปิดตัวของพวกเขาในปี 1979 ‘Three’ ซึ่งวางจำหน่ายเฉพาะในไอร์แลนด์บ้านเกิดของพวกเขา ตามด้วยอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขา ‘Boy’ ในอเมริกาเหนือ ซึ่งต่อมาหน้าปกถูกเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายขาวดำที่บิดเบี้ยวของวง ถึงกระนั้นนั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเลิกใช้บริการเด็กน้อยโรเวนอีกครั้งในปี 1983 สำหรับอัลบั้ม ‘War’

ปกอัลบั้ม Boy

ภาพขาวดำที่เป็นปกอัลบั้ม ‘Boy’ และ ‘War’ นั้นแทบจะเหมือนกันทุกประการนั่นคือ โรเวนที่ไม่สวมเสื้อ เอามือวางไว้หลังหัวและหันมองตรงมาที่กล้อง แต่สิ่งที่แตกต่างคือบรรยากาศและความรู้สึกที่เราได้รับจากมัน ซึ่งแนวคิดในอัลบั้ม ‘Boy’ นั้นสื่อถึงความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ส่วน ‘War’ แสดงให้เห็นภาพของเด็กที่มีความกระวนกระวาย สะท้อนให้เห็นว่าโลกนี้มีส่วนในการทำให้พวกเขาสูญเสียความบริสุทธิ์ไป

ปีเตอร์ โรเวน

ต่อมาในปี 2001 โรเวนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับวงอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะนายแบบปกเหมือนเดิมนะ แต่เป็นในฐานะช่างภาพ เขาได้รับการว่าจ้างให้ไปถ่ายทำงานคอนเสิร์ตของ U2 ที่ปราสาทสเลน (Slane Castle) ในช่วงเวลาหนึ่งโบโนนอนร้องเพลงอยู่บนเวทีเบื้องหน้าของโรเวนที่กำลังกดชัตเตอร์อยู่ ชายหนุ่มรู้สึกตลกกับโชคชะตาของชีวิตที่ครั้งหนึ่งเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จที่สุดวงหนึ่งของโลกและเติบโตขึ้นมาเป็นช่างภาพที่เปลี่ยนบทบาทจากคนถูกถ่ายกลายเป็นคนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้อื่นผ่านภาพถ่ายของเขาบ้าง

Nirvana – ‘Nevermind’ (1991)

‘ทารกน้อยในตำนาน’ มีอายุเพียงไม่กี่เดือนในตอนที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอัลบั้ม ‘Nevermind’ อันลือเลื่องของวงกรันจ์ในตำนาน ‘Nirvana’ และเป็นหนึ่งในปกอัลบั้มที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดตลอดกาล

หนึ่งในดาราหน้าปกอัลบั้มที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล สเปนเซอร์ เอลเดน (Spencer Elden) วัย 4 เดือน เปลือยกลายล่อนจ้อนและถูกจับลงไปในสระว่ายน้ำในพาซาดีนา หลังจากที่เคิร์ต โคเบน และเดฟ โกรห์ล ได้รับแรงบันดาลใจหลังจากดูรายการทีวีเกี่ยวกับการทำคลอดในน้ำ และริกพ่อของสเปนเซอร์เป็นเพื่อนของช่างภาพเคิร์ก เว็ดเดิล (Kirk Weddle) ซึ่งเป็นคนถ่ายทำปกอัลบั้มนั่นเอง ในตอนนั้นสเปนเซอร์ไม่รู้ประสีประสาอะไรทั้งนั้น แต่ที่แน่ ๆ สิ่งนึงที่เขาในวันนี้คิดเสมอเมื่อเจอปกอัลบั้มนี้ก็คือ “ทุกคนในโลกได้เห็นไอ้จ้อนของฉันหมดแล้ว”

สเปนเซอร์ เอลเดนและปกอัลบั้ม Nevermind

ในตอนแรกทางวงและทีมก็คิดกันว่าจะเอาอะไรใส่เบ็ดให้เหมือนหนูน้อยกำลังไล่ล่าสิ่งนั้น บ้างก็ว่าจะใช้บูร์ริโต (อาหารเม็กซิโก) ชิ้นเนื้อสเต็ก และหมา !! (ไปกันใหญ่แล้ว) โชคดีที่ว่ามีหนึ่งคนในนั้นพูดขึ้นมาว่า “แบงก์ดอลลาร์ไหมล่ะพวก” สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยไอเดียนี้

เว็ดเดิลถ่ายภาพไว้ทั้งหมด 18 เฟรม ส่วนพ่อแม่ของสเปนเซอร์ได้รับค่าตอบแทนของนายแบบน้อยเป็นเงินจำนวน 200 ดอลลาร์ พร้อมกับความตื่นเต้นเวลาได้เห็นภาพของลูกน้อยปรากฏอยู่ตามป้ายโฆษณา หลังจากนั้นในปี 2008 สเปนเซอร์ในวัย 17 ก็กลับไปยังสระว่ายน้ำแห่งเดิมเพื่อถ่ายภาพของเขาล้อเลียนตามปกอัลบั้ม พร้อมกางเกงว่ายน้ำขาสั้นคู่หนึ่งเพื่อความเรียบร้อยไม่ได้เปลือยกายโชว์จุ๊ดจู๋เหมือนเดิมอีกแล้ว จากนั้นในปี 2016 สเปนเซอร์ในวัย 25 ก็กลับมาถ่ายภาพอีกครั้งโดยคราวนี้เขามีผมยาวแบบชาวร็อกแล้ว

เรื่องเหมือนจะจบลงแบบ happy ending แต่สุดท้ายแล้วเอลเดนก็ตัดสินใจยื่นฟ้องวง Nirvana เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ข้อหาเผยแพร่ภาพเปลือยกายของเด็กน้อยโชว์จุ๊ดจู๋ซึ่งเป็นภาพของตัวเขาเอง  ข้อความจากส่วนหนึ่งในเอกสารที่ยื่นฟ้องระบุว่า “ภาพนี้เผยให้เห็นอวัยวะเพศของสเปนเซอร์ที่ส่อถึงกามวิตถาร นับตั้งแต่เขายังเป็นทารกจนโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้” อีกทั้งในภาพยังมีตะขอตกปลาเกี่ยวแบงก์พัน ยังทำให้เด็กทารกคนนี้ถูกมองว่า ‘ขายบริการทางเพศ’ ! ส่วนเอลเดนนั้นก็อ้างว่าเขาต้อง “ทรมานมาตลอดและจะต้องทรมานต่อไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต” รวมท้ังมีสภาวะป่วยทางจิตอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเขา ทำให้เขาต้องเข้ารับการบำบัดจิตใจ เอลเดนเลยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินอย่างน้อย 150,000 เหรียญ (ประมาณเกือบ 5 ล้านบาท) จากทีมงาน 15 คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็รวมถึงสมาชิกของวงที่ยังมีชีวิตอยู่อย่าง เดฟ โกรล และคริสต์ โนโวเซลิซ, ผู้จัดการที่ดูแลทรัพย์สินของ เคิร์ต โคเบน, คอร์ตนีย์ เลิฟ อดีตภรรยาของโคเบน และช่างภาพ เคิร์ก เวดเดิล ซึ่งเรื่องราวจะจบลงอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

Smashing Pumpkins – ‘Siamese Dream’ (1993)

นอกจากทารกน้อยในตำนานจากปกอัลบั้ม ‘Nevermind’ ของ ‘Nirvana’ แล้ว ภาพเด็กหญิงตัวน้อย 2 คนบนปกอัลบั้มคลาสสิกของ ‘Smashing Pumpkins’ ก็เป็นอีกหนึ่งในภาพปกที่โดดเด่นที่สุดในยุคกรันจ์

‘Siamese Dream’ อัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ของ Smashing Pumpkins ออกวางจำหน่ายในปี 1993 ซึ่งมาพร้อมภาพปกอัลบั้มเป็นสาวน้อย 2 คนในชุดนางฟ้ายิ้มร่าเริงไปด้วยกัน ซึ่งหลายคนคงได้แต่สงสัยว่าพวกเธอเป็นใครและต้องรอเป็นเวลากว่า 25 ปีคำตอบจึงจะปรากฏเมื่อสมาชิก Smashing Pumpkins ชุดคลาสสิกไลน์อัปกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 2018

ในวันที่มีการประกาศทัวร์เรอูนียง คอร์แกน ได้ทวีตภาพในอินสตาแกรมของวง Smashing Pumpkins เป็นภาพของ 2 สาวสวยในอิริยาบถและชุดแบบเดียวกันกับ 2 สาวน้อยบนปกอัลบั้มสุดคลาสสิกของวง อาลี ลาเอ็นเกอร์ (Ali Laenger) และ ไลแซนดรา โรเบิร์ตส์ (Lysandra Roberts) คือชื่อของอดีต 2 สาวน้อยบนปกอัลบั้มที่วันนี้เติบโตเป็นสาวสวย ซึ่งพวกเธอถูกชักชวนให้มาถ่ายภาพและวิดีโอโปรโมตอัลบั้ม Shiny And Oh So Bright Vol. 1 ฉลองการกลับมารวมตัวกันในครั้งนี้ซึ่งมาพร้อมกับลุคสุดร็อกและเครื่องพ่นไฟ ! ก่อนจะยิงเปลวเพลิงไปยังโลโก้ของวง

ภาพหน้าปกต้นฉบับของอัลบั้ม Siamese Dream ถ่ายโดยช่างภาพ เมโลดี แมคเดเนียล (Melodie McDaniel) โดยคอร์แกน เปิดเผยว่าเด็กหญิงทั้งสองที่ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันนี้ไม่เคยพบกันมาก่อนเลยและวันนั้นเป็นวันแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน ซึ่งงเคมีของทั้งคู่เข้ากันได้ดีอย่างน่ามหัศจรรย์และมันยังยาวนานก้าวผ่านการเวลามาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันอาลีทำงานด้านการพยาบาล และไลแซนดราทำงานเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคสำหรับบริษัทไอที

Korn – ‘Korn’ (1994)

อัลบั้มเซลฟ์ไตเติลของ ‘Korn’ วงนูเมทัลชื่อก้องที่ออกวางจำหน่ายในปี 1994 มาพร้อมกับปกที่เหมือนจะไม่มีอะไรแต่กลับชวนขนลุกอย่างน่าสยองและชี้ชวนให้คิดไปถึงการล่วงละเมิดทางเพศที่ทั้งน่ากลัวและดูจริงเหลือเกิน

บนปกอัลบั้มชุดนี้เราจะเห็นภาพเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นั่งหวาดกลัวอยู่บนชิงช้ามองขึ้นมายังร่างของชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างน่ากลัวราวกับ Freddy Krueger ที่มีกรงเล็บอันแหลมคมพร้อมขย้ำเหยื่อตัวน้อยและเงาของชิงช้าก็พาดผ่านทับกันเป็นรูปไม้กางเขน จะเกิดอะไรขึ้นกับสาวน้อยต่อจากที่เราเห็นในภาพนี้กันนะ ?

สำหรับในเรื่องราวบนปกอัลบั้มเราคงมิอาจรู้ได้ แต่สำหรับเรื่องราวของสาวน้อยในชีวิตจริงแล้วล่ะก็เธอคือ ‘จัสติน เฟอร์รารา’ (Justine Ferrara) เธอเป็นหลานสาวของตัวแทน Immortal Records พอล พอนติอุส (Paul Pontius) ที่ในตอนนั้นมีอายุเพียง 8 ขวบ

‘จัสติน เฟอร์รารา’ (Justine Ferrara)

ด้วยความไร้เดียงสา จัสติน เฟอร์รารา ไม่รู้เลยว่าเธอกำกับถ่ายอะไรอยู่จำได้แค่ว่าวันนั้นเธออยู่ที่สนามเด็กเล่นกับ ดันเต้ อาริโอลา ผู้กำกับศิลป์และเจ้าของเงาอันตรายซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ ในวันนั้นคุณแม่ของลุงพอลและแม่ของเฟอร์ราราก็อยู่ที่สนามเด็กเล่นเวสต์ฮอลลีวูดหลังสำนักงานเก่าของค่าย Immortal Records สตีเฟน สติ๊กเลอร์ (Stephen Stickler) ตากล้องสั่งให้สาวน้อยแกว่งชิงช้าไปมาซึ่งแค่นี้มันก็ดูน่ากลัวมากแล้ว

หลังจากนั้นพวกเขาก็มาทำมันให้หลอนมากยิ่งขึ้นด้วยการวางโลโก้วง Korn ทับไว้เหนือเงาของสาวน้อยจนดูเหมือนกับว่าร่างของเธอถูกห้อยแขวนลงมาจากโลโก้ (หลอนสุด ๆ ) นอกจากนี้ยังมีการลดความอิ่มของสีลงให้มันดูซีดจางเหมือนเป็นภาพเก่า ส่วนกรงเล็บยาวแหลมนั้นก็ไม่ได้ใช้พร็อปเสริมอะไรดันเต้แค่ขยับนิ้วไปมาจนได้รูปร่างแบบนั้น ส่วนเงาที่ยาวยืดนั้นก็เกิดจากการที่ตอนถ่ายนั้นเย็นย่ำมากแล้วเงาก็เลยทอดยาวไปแบบนั้นเอง

เฟอร์ราราได้รับค่าจ้าง 300 ดอลลาร์สำหรับการแกว่งชิงช้าของเธอ และไม่ได้รับอนุญาตให้ดูปกที่เธอถ่ายจนกว่าเธอจะอยู่เกรด 8 ตอนแรกแม่ของเธอไม่ค่อยพอใจกับบทบาทนี้ของเธอมากนัก เพราะเธอคิดว่ามันอาจทำให้ “พวกเด็กพังก์” บนท้องถนนจำลูกสาวของเธอได้ แต่อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาจัสตินก็ยังคงมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และไม่เคยโดนทำร้ายใด ๆ จากพวกเด็กพังก์ ถึงแม้เธอจะไม่ใช่แฟนเพลงของKorn แต่เธอก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี

Placebo – ‘Placebo’ (1996)

การเป็นคนดังบนปกอัลบั้มก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปอย่างในกรณีของ เดวิด ฟ็อกซ์ (David Fox) ที่บอกว่าการเป็นดาราบนปกอัลบั้มของ Placebo นั้นทำให้เขาเหมือนกับตกนรกเลย

เคสนี้ก็น่าจะอารมณ์คล้ายกับนายเอลเดนเด็กน้อยจากปก Nirvana เพราะสุดท้ายแล้วฟ็อกซ์ดาราหน้าปกจากอัลบั้มเปิดตัวของ ‘Placebo’ ก็ได้รวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์เท่าที่เขาสามารถทำได้เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับวงดนตรีชื่อดังวงนี้โดยอ้างว่าพวกเขามีการใช้ภาพของฟ็อกซ์โดยไม่ได้รับอนุญาตและมันได้ทำลายวัยเด็กของเขา ทำให้เขาต้องพบกับความบอบช้ำที่เกี่ยวข้องกับ Placebo มาตลอดชีวิต มันรู้สึกเจ็บแปลบบิดเบี้ยวแบบที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาบนปกเลยเชียวล่ะ

เดวิด ฟ็อกซ์ (David Fox)

ฟ็อกซ์เล่าว่าหลังจากที่เขากลายเป็นคนดังบนปกอัลบั้มแล้ว เขาก็โดนล้อเลียนอย่างไม่หยุดหย่อนจากคนรอบข้าง เป็นผลให้เขาถูกบังคับให้พักยาวจากโรงเรียนซึ่งทำให้เขาต้องลาออก หลังจากฝึกเป็นเชฟ ฟ็อกซ์ตกงานในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและตอนนี้กำลังมองหาวิธีหาเงินที่ลำบากและดึงออกมาได้ด้วยการฟ้องร้องคดีกับ Placebo ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และที่เจ็บแสบไปมากกว่านั้นก็คือลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งเป็นคนถ่ายภาพของเขาไว้นั่นเองที่เป็นคนอนุญาตให้วง Placebo ใช้รูปถ่ายรูปนี้โดยไม่ปรึกษาเขาเลย และดูเหมือนว่าลูกพี่ลูกน้องของฟ็อกซ์คนนี้นี่ล่ะที่เป็นคนเก็บค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่เกิดจากการใช้ภาพนี้

Source

1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 /10

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส