วันนี้โลกโซเชียลในบ้านเราฮือฮากับข่าวที่ เดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์ เจ้าของช่อง one เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้น และผู้ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นลำดับที่ 5 ก็คือ บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว ที่ถือหุ้นทั้งหมด 2,500,000 หุ้น หลังจากข่าวนี้เปิดเผยออกมา บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็มีเสียงตอบรับไปในทางชื่นชมยินดี ในฐานะที่เป็นคนบันเทิงที่รู้จักเก็บหอมรอมริบจนมีรายได้หลายล้านและรู้จักบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเอง ได้เป็นผู้ถือหุ้นลำดับต้น ๆ ในองค์กรขนาดใหญ่

เพราะจะว่าไปอาชีพนักแสดงกับการเป็นนักธุรกิจนั้นแทบจะเป็นงานที่ควบคู่กันเลยก็ว่าได้ นักแสดงเป็นอาชีพที่มีรายรับดี ทั้งรายได้จากงานแสดง งานโชว์ตัว งานพรีเซ็นเตอร์ และช่วงเวลาในการตักตวงรายได้ก็ค่อนข้างสั้น อายุมากไปหรือผ่านช่วงที่ได้รับความนิยม รายได้ก็จะลดน้อยถอยลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำรายได้ไปต่อยอดในธุรกิจที่มั่นคงมีอนาคตและสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้ในระยะยืนยาว ที่ผ่านมาก็มีให้เห็นเนือง ๆ กับข่าวนักแสดงที่ลงทุนผิดพลาด หรือเลือกเดินทางผิด งานหดหาย ชีวิตล้มเหลว ต้องตกทุกข์ได้ยาก

ในบทความนี้เราจึงเลือกหยิบบรรดาคนดังต่างประเทศที่มีรายได้มากกว่านักแสดงบ้านเราเป็นร้อยเท่า เขาเหล่านี้ก็เลือกที่จะลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ เช่นกัน ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จมหาศาล ก็ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีนักหรอกครับ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำเตือนที่คุ้นหูกันหรอกว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน เมื่อมีผู้ประสบความสำเร็จก็ย่อมมีผู้ประสบความผิดพลาดล้มเหลว เรามาดูกันซิว่ามีใครบ้างที่เฮง และใครบ้างที่ซวย

เจ๋ง


1.แอชตัน คุตเชอร์ (Ashton Kutcher)

แอชตัน คุตเชอร์


นักแสดงหนุ่มวัย 42 ปี ที่มีผลงานดังหลายเรื่องในช่วงต้นยุค 2000s อย่าง A Lot Like Love (2005), No Strings Attached (2011) ผลงานโด่งดังเรื่องล่าสุดก็คือ Jobs (2013) ที่เขาได้รับบทเป็น สตีฟ จอบส์ จากนั้นเขาก็ห่างหายไปจากวงการจอเงิน แต่มีผลงานทีวีซีรีส์อย่างต่อเนื่อง ด้านมุมที่ผู้ชมไม่รู้กันนักก็คือ แอชตัน คุตเชอร์ มีเพื่อนซี้คือ กาย โอเซียรี (Guy Oseary) ผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินชื่อดังหลายคนอย่าง มาดอนนา และวงร็อก U2 นับว่าคุตเชอร์เป็นคนที่เลือกคบเพื่อนได้ดี เพราะโอเซียรีเป็นคนที่แนะนำให้เขาลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปหลายตัว ซึ่งคุตเชอร์ก็ตัดสินใจควักกระเป๋าไปราว ๆ 500,000 เหรียญสหรัฐฯ ลงทุนใน Uber เมื่อผ่านมาถึงวันนี้มูลค่าหุ้นที่เขาลงไปในวันนั้นงอกเงยกลายเป็นตัวเลขหลัก 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปแล้ว นอกจากนี้คุตเชอร์ยังลงทุนในธุรกิจอีกมากเช่น Airbnb, Spotify, Soundcloud และ Shazam นับเงินไม่ทันแล้วมั้งป่านนี้

2.จาเร็ด เลโท (Jared Leto)

จาเร็ด เลโท

จาเร็ด เลโท เป็นนักแสดงมากฝีมือระดับ 1 รางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม Dallas Buyers Club (2013) แต่หลายคนน่าจะจำเขาได้จากบท Joker ใน Suicide Squad (2016) เลโทเป็นอีกคนที่สนใจลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปเช่นเดียวกับ แอชตัน คุตเชอร์ แต่เลโทเลือกลงทุนกับบริษัทสตาร์ตอัปทางด้านเทคโนโลยีมากกว่า 50 แห่ง แล้วก็ลงทุนใน Uber และ Airbnb ด้วยเช่นกัน เลโทยังลงทุนใน Smart Home ธุรกิจเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะตั้งแต่วันแรก ๆ เขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจสตาร์ตอัปทางด้านเทคโนโลยีอีกหลายแห่ง

3.เจสซิกา อัลบา (Jessica Alba)

เจสซิก้า อัลบ้า

อีกหนึ่งนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ ผู้มีช่วงโด่งดังในต้นยุค 2000s หลายคนน่าจะจำเธอได้จากบท ซู สตอร์ม ใน Fantastic Four ทั้ง 2 ภาค อัลบาเป็นอีกคนที่มองการณ์ไกลได้เฉียบขาด เพราะเธอควักเงินเก็บมาร่วมลงทุนเปิดบริษัทเครื่องสำอาง Honest ในปี 2011 อัลบาถือหุ้นอยู่ 20% แต่เมื่อผ่านไปถึงปี 2018 บริษัทก็เติบโตอย่างมากกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักพันล้านเหรียญ ไม่หยุดแค่นั้น อัลบายังเอาผลกำไรไปขยายต่อด้วยการลงทุนใน Headspace แอปพลิเคชันเพื่อการตั้งสติทำสมาธิ และลงทุนในบริษัท Honor ธุรกิจบ้านพักคนชราและรับทำความสะอาดสำนักงาน รวยกว่าตอนแสดงหนังอีกนะเนี่ย

4.สนูป ดอกก์ (Snoop Dogg)

สนูป ดอกก์

แม้ว่าสนูป ดอกก์ จะเป็นแรปเปอร์ แต่เขากลับเป็นไอดอลของคนสายเขียวทั่วโลก แม้ว่าจะอยู่มาตั้งแต่ยุค 90s แต่ชื่อเสียงของเขาก็ไม่เคยห่างหายไปจากวงการเลย สนูป ดอกก์ มีทรัพย์สินส่วนตัวมากมายถึง 150 ล้านเหรียญ รวยกว่านักแสดงหลาย ๆ คนเลย เขาเลือกลงทุนใน Robinhood ไม่ใช่แอปสั่งอาหารเดลิเวอรีเหมือนบ้านเรานะ แต่ในอเมริกานี่คือแอปซื้อขายหุ้น นอกจากนั้นยังลงทุนใน Reddit เว็บไซต์ชื่อดังของอเมริกันที่เหมือน pantip.com ของบ้านเรา และที่น่าจะเรียกเสียงโห่ฮิ้วได้มากสุดก็เมื่อรู้ว่าเขาได้เลือกลงทุนในบริษัทผู้ผลิตกัญชาที่ถูกกฏหมายหลายบริษัทเลย ก็คนมันชอบนี่นะ

5.มาดอนนา (Madonna)

มาดอนนา

เจ้าแม่แห่งวงการเพลงพอปผู้อยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ยุค 80s ปัจจุบัน 62 ปีแล้ว ก็ยังคงทำงานอย่างไม่มีวี่แววจะเกษียณจากวงการ เมื่อปี 2019 ยังออกอัลบั้มล่าสุดมาอยู่เลย เงินทองที่สะสมมาทั้งชีวิตก็มากถึง 590 ล้านเหรียญ ใช้ยังไงก็ไม่หมดแล้ว มาดอนนาก็ยังเป็นคนที่ฉลาดในการลงทุนอีกด้วย และเป็นอีกคนที่เลือกลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปอย่างแฟรนไชส์ฟิตเน็สที่ชื่อ Hardcandy และอีกหนึ่งธุรกิจคือ Vita Coco บริษัทผู้ผลิตน้ำมะพร้าวลำดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ โอ้กระแสน้ำมะพร้าวก็ฮิตในสหรัฐฯ ด้วยเหรอเนี่ย

6.วิล สมิธ (Will Smith)

วิล สมิธ

นักแสดงรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ยุค 90s ปัจจุบันอายุ 52 ปีแล้ว แต่ก็ยังรักษาครองความนิยมไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ถ้าโควิด-19 สร่างซาไป เราจะได้ดูหนังของ วิล สมิธ อีก 4 เรื่องกันเลย วิล สมิธ เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากถึง 350 ล้านเหรียญ แน่นอนละทำงานมาตั้ง 30 กว่าปีนี่นะ วิล สมิธ เลือกลงทุนในทิศทางที่ต่างกับทุกคนที่เล่ามาก่อนหน้าเพราะเขาเลือกลงทุนในทีมบาสเกตบอลที่เขารัก นั่นก็คือ Philadelphia 76ers แต่แนวทางการลงทุนของเขาก็ค่อนข้างหลากหลายนะ เพราะยังมีหุ้นในธุรกิจเครื่องสำอางถึง 2 แบรนด์ดัง Carol’s Daughter และ BioBeats แล้วยังสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อสุขภาพอีกด้วย และบริษัทเทคโนโลยีอีกหลายแห่ง

7.กวินเน็ธ พัลโธรว์ (Gwyneth Paltrow)

กวินเน็ธ พัลโธรว์

ถ้าพูดถึงธุรกิจที่นักแสดงเป็นผู้ก่อตั้งเอง ก็ต้องยกให้ Goop ของ กวินเน็ธ พัลโธรว์ นี่ละ ที่เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด เธอเปิดธุรกิจเครื่องสำอาง Goop มาตั้งแต่ปี 2008 พอถึงปี 2016 Goop ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเป็นบริษัทระดับ Serie B ที่มีเม็ดเงินลงทุนในหลัก 10 ล้านเหรียญ นอกจากนี้พัลโธรว์ยังลงทุนในธุรกิจเว็บไซต์นานาชาติอีกด้วย ไม่พอแค่นั้น เธอยังลงทุนใน Rocket of Awesome แบรนด์เสื้อผ้าเด็กเล็ก และ Daily Harvest ธุรกิจสตาร์ตอัป ผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพแช่เย็น

8.จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber)

จัสติน บีเบอร์

หลายคนเห็นหน้าจัสติน บีเบอร์ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย แต่วันนี้เขาเป็นหนุ่มใหญ่วัย 27 ปีแล้ว มีผลงานเพลงฮิตนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันเรื่องราวส่วนตัวของเขาก็เป็นที่จับตามองของแฟนคลับทั่วโลกเช่นกัน บีเบอร์ก็ถือว่าเป็นนักบริหารเงินทุนตัวเองที่น่าชื่นชมคนหนึ่ง เขาเลือกลงทุนใน Spotify มาตั้งแต่ปี 2009 แล้ว ต่อมาในปี 2013 บีเบอร์ควักเงินก้อนใหญ่ถึง 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงทุนใน Shots Studios บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการสร้างคลิปวิดีโอและภาพยนตร์เพื่อปล่อยให้ชมทางยูทูบ

9.โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey Jr.)

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์

และแล้วก็มาถึงคุณโทนี่ สตาร์ก แห่งจักรวาลมาร์เวล ซึ่งตัวตนจริง ๆ ของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เองก็สนใจในแวดวงเทคโนโลยีอย่างมาก เขาจึงเลือกควักเงินทุนส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินมูลค่า 300 ล้านเหรียญของเขามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปทางด้านดิจิทัล อย่างเช่นเว็บไซต์ Masterclass ที่เป็นเว็บสอนวิชาหลากหลายผ่านระบบออนไลน์ที่สอนโดยคนดังทั่วโลกในทุกแขนง อย่างเช่น นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) มาสอนวิชาการแสดง, มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) มาสอนสร้างหนัง และ เซเรนา วิลเลียมส์ (Serena Williams) มาสอนตีเทนนิส นอกจากนั้นเขายังลงทุนในบริษัท Maker Studios ผู้สร้างวิดีโอเพื่อความบันเทิงเผยแพร่ทางยูทูบ แล้วก็รวยอื้อซ่าไปอีก เพราะดิสนีย์มาซื้อไปเมื่อปี 2014 ด้วยมูลค่า 500 ล้านเหรียญ

เจ๊า

1.โบโน (Bono)

โบโน

นักร้องนำวงร็อกอมตะ U2 เป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จในระดับมหาศาล ทำให้โบโนมีทรัพย์สินส่วนตัวมากถึง 700 ล้านเหรียญ ซึ่งโบโนก็เลือกจะใช้เงินส่วนนี้ไปก่อตั้งบริษัท Elevation Partners เป็นบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน แรกเริ่มตัวบริษัทก็ดูฉลาดหลักแหลมดี ด้วยการไปซื้อหุ้นใน Facebook มาได้ 1.5% ในปี 2010 แล้วสุดท้ายก็ได้ปันผลมาแบบอื้อซ่า สร้างชื่อเสียงให้ดีกับบริษัท แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้น Elevation Partners ก็ทรุดฮวบเพราะไปแนะนำการลงทุนที่ผิดพลาด

2.บริตนีย์ สเปียร์ (Britney Spears)

บริตนีย์ สเปียร์

รายนี้มีทั้งได้มีทั้งเสีย เล่าที่เสียก่อน ในปี 2002 บริตนีย์ สเปียร์ ไปลงทุนเปิดภัตตาคารอาหารเคจัน (อาหารที่วิวัฒนาการขึ้นมาโดยชาวเคเจิน เป็นการผสมผสานของอาหารแอฟริกาตะวันตก, ฝรั่งเศส และสเปน) ชื่อร้าน Nyla ในนิวยอร์ก แต่เปิดได้แค่ 6 เดือนก็เจ๊ง พอจะลงทุนครั้งใหม่ก็ต้องทำให้สเปียร์มาใคร่ครวญอย่างหนักเพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำสอง ซึ่งนักร้องสาวก็ไม่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อเธอเลือกจะลงทุนซื้อหุ้นในแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Google, Amazon และ McDonald’s และในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราคาหุ้นในทุกแบรนด์ของสเปียร์ก็พุ่งขึ้นแบบน่ายิ้มแฉ่ง

3.ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ (Leonardo DiCaprio)

ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงมากฝีมือ ดีกรี 1 ออสการ์ วัย 46 ปีผู้นี้ มีทรัพย์สินส่วนตัวมากถึง 260 ล้านเหรียญ แล้วเขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยผิดพลาดในการลงทุนมาแล้ว เพราะดิคาพริโอเลือกลงทุนใน Mobli แอปพลิเคชันแชร์ภาพนิ่งและวิดีโอ ซึ่งบริษัทก็ล้มละลายไปในปี 2016 แต่ก็ยังดีที่การลงทุนในส่วนอื่น ๆ ของเขาได้กำไรดี ฝั่งที่ทำเงินให้เขาก็มีอย่างเช่นบริษัท Casper บริษัทสตาร์ตอัปผู้ผลิตที่นอนที่เขาลงทุนไปมากอยู่ และ Rubicon Global บริษัทรับเก็บขยะ ที่ก็ทำกำไรได้ดีอยู่

4.50 Cent

50 Cent

ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนังสำหรับ 50 Cent แรปเปอร์ชื่อดังคนนี้ ที่เป็นนักธุรกิจตัวยงคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ปี 2004 เขาร่วมลงทุนในบริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มผสมวิตามิน Glacéau Vitaminwater แค่ 3 ปีผ่านไป Coca-Cola ก็มาซื้อบริษัทนี้ไปด้วยมูลค่า 4,100 ล้านเหรียญ 50 Cent ในฐานะผู้ถือหุ้นตัวจ้อยยังได้ส่วนแบ่งมาถึง 100 ล้านเหรียญเลยเชียว แล้วเขาก็เอาเงินไปลงุทนในตลาดหุ้น, พันธบัตร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นโปรโมเตอร์มวย ผลก็คือ 50 Cent ตกอยู่ในสถานะล้มละลายในปี 2015 มีหนี้สินมากถึง 36 ล้านเหรีญสหรัฐฯ แต่มีทรัพย์สินเพียง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดมีข่าวออกมาว่าเขาทำเงินได้หลักล้านเหรียญจากการลงทุนในบิตคอยน์ แต่ 50 Cent ปฏิเสธข่าวนี้

5.จัสติน ทิมเบอร์เลค (Justin Timberlake)

จัสติน ทิมเบอร์เลค

จัสติน ทิมเบอร์เลค ประสบความสำเร็จมาตลอดในเส้นทางบันเทิง ตอนเป็นสมาชิก Nsync ก็ดังเปรี้ยงปร้าง พอเบนเข็มมาวงการแสดง ก็ได้เป็นถึงพระเอก มีหนังฮิตอย่าง Intime (2011) และพากย์เสียงในแอนิเมชัน Trolls (2016) แต่ในเวทีนักธุรกิจสำหรับทิมเบอร์เลคกลับไม่สวยหรูเลย ปี 2010 ทิมเบอร์เลคเลือกลงทุนใน Stipple แอปพลิเคชันแท็กภาพ ซึ่งปิดตัวไปในปี 2014, ทิมเบอร์เลคร่วมหุ้นกับเพื่อน ๆ ซื้อธุรกิจ Myspace ที่กำลังย่ำแย่มาด้วยราคา 35 ล้านเหรียญในปี 2011 ผ่านไปถึงปี 2015 ธุรกิจกลับดิ่งลงหนักกว่าเดิม สุดท้ายทิมเบอร์เลคต้องขายหุ้นของเขาในมูลค่าเพียงแค่หุ้นละ 1 เหรียญเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่เขามีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่บ้าง ใน AfterMaster ธุรกิจสตูดิโออัดเสียง และ Bai แบรนด์น้ำผลไม้

6.อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger)

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์

อาร์นี่พี่ใหญ่แห่งวงการฮอลลีวูดรายนี้ก็เคยพลาดมาแล้วเหมือนกัน แต่ต้องย้อนไปไกลหน่อย ในปลายยุค 70s สมัยก่อนที่เขาจะเข้าวงการแสดง ชวาร์เซเนกเกอร์ก็ควักเงินทุนอันน้อยนิดมูลค่า 100,000 เหรียญไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโชคดีที่ช่วงนั้นธุรกิจอสังหาฯ กำลังเฟื่องฟู เขาได้เงินกลับมา 1 ล้านเหรียญ มีเฮงบ้างก็ย่อมมีพลาดบ้าง ในยุครุ่งเรืองของเขา ที่เป็นพระเอกแอ็กชันแถวหน้าของฮอลลีวูด ชวาร์เซเนกเกอร์ลงทุนร่วมกับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone) และ บรู๊ซ วิลลิส (Bruce Willis) เปิดแฟรนไชส์ภัตตาคารหรู Planet Hollywood ที่มีสาขาในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่สุดท้ายก็เจ๊ง โดนฟ้องล้มละลายถึง 2 ครั้ง

เจ๊ง

1.นิโคลาส เคจ (Nicolas Cage)

นิโคลาส เคจ

เป็นรายที่ไม่น่าจะพลาดได้ขนาดนี้จริง ๆ ปี 1996 – 2011 เป็นช่วงขาขึ้นสุด ๆ ของนิโคลาส เคจ เขาทำเงินได้มากถึง 150 ล้านเหรียญจาก Gone in Sixty Seconds (20 ล้าน), National Treasure (20 ล้าน), Snake Eyes (16 ล้าน) และ Windtalkers (20 ล้าน) เฉลี่ยแล้วเขาเป็นนักแสดงเบอร์ต้น ๆ ของฮอลลีวูดที่ทำเงินได้ถึงปีละ 40 ล้านเหรียญ ข้อเสียสุดของเคจคือพอหาเงินได้ง่ายก็กลายเป็นคนใช้เงินมือเติบ ซื้อข้าวของไร้สาระมากมายในราคาแพงลิบลิ่ว และพฤติกรรมที่ดึงให้เขาร่วงสุด ๆ ก็คือ การกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์สุดหรูทั่วโลกกว่า 15 แห่ง แล้วต้องเจอกับภาวะฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2007 ผลก็คือ นิโคลาส เคจ กลายเป็นบุคคลล้มละลายในปี 2009

2.เควิน เบคอน และ คีรา เซดจ์วิก (Kevin Bacon and Kyra Sedgwick)

เควิน เบคอน และ คีรา เซดจ์วิก

ธุรกิจแชร์ลูกโซ่หลอกลวงนี่มีให้เห็นกันในหลายประเทศ แม้แต่ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่เว้น ในช่วงกลางยุค 2000s นั้น มีคดีแชร์ลูกโซ่โด่งดังมาก ผู้ต้องหาคือ เบอร์นี่ มาดอฟฟ์ น่าจะเป็นคดีหลอกลวงที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว เพราะมีเหยื่อของเบอร์นี่มากถึง 4,800 ราย รวมมูลค่าทรัพย์สินแล้วสูงถึง 64,800 ล้านเหรียญ ซึ่งในจำนวนผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ก็มีคู่สามีภรรยานักแสดงชื่อดังอย่าง เควิน เบคอน และ คีรา เซดจ์วิก รวมอยู่ด้วย ทั้งคู่สูญเสียเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตไปหมดสิ้น ยังมีคนดัง ๆ ที่เป็นเหยื่ออีกอย่างเช่น แลร์รี่ คิง, สตีเวน สปิลเบิร์ก และ จอห์น มัลโควิช

3.คีเฟอร์ ซูเธอร์แลนด์ (Kiefer Sutherland)

คีเฟอร์ ซูเธอร์แลนด์

อีกรายที่กลายเป็นเหยื่อ 18 มงกุฏ ในดคีฉ้อฉล ก็คือ คีเฟอร์ ซูเธอร์แลนด์ พระเอกจากซีรีส์ดัง 24 ที่หลงเชื่อนาย ไมเคิล เวย์น คาร์ (Michael Wayne Carr) ที่ออกอุบายชักชวนให้ซูเธอร์แลนด์มางทุนในธุรกิจซื้อวัวราคาถูกจากตลาดเม็กซิโก แล้วมาขายได้ในราคาสูงในสหรัฐฯ งานนี้ซูเธอร์แลนด์หลงเชื่อเข้าเต็มเปา ควักกระเป๋าร่วมลงทุนไป 869,000 เหรียญ นอกจากนี้ยังมีเหยื่อรายอื่น ๆ อีกที่โดนหลอกมาแล้วรวม 956,000 เหรียญ แต่แล้วคาร์ก็โดนตำรวจรวบตัวได้ในปี 2011 ซูเธอร์แลนด์ได้เงินคืนมาเพียง 75,000 เหรียญ ที่เหลือนั่นต้องทำใจ

4.นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman)

นาตาลี พอร์ตแน กับธุรกิจ Te Casan ของเธอ

ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์ตัวยง ในปี 2008 นาตาลี พอร์ตแมน เลยเลือกที่จะลงทุนมหาศาลไปกับการเปิดแบรนด์สินค้าของตัวเองในชื่อ Te Casan สินค้าของเธอคือ เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้าสตรี ที่ไม่ใช้หนังจากสัตว์เลย เธอมั่นใจถึงกับใช้ ตัวเธอเองเป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมต แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้รองเท้าราคาแพงหูฉี่ถึงคู่ล่ะ 200 เหรียญ (ประมาณ 6,xxx บาท) ขายได้ สุดท้ายแบรนด์ Te Casan ก็ต้องปิดตัวลงภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนแค่นั้นเอง

5.เซเลนา โกเมซ (Selena Gomez)

เซเลนา โกเมซ

เซเลนา โกเมซ เธอเป็นทั้งนักร้องและนักแสดง วัย 28 ปี แม้จะเคยคบหากับ จัสติน บีเบอร์ มาระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาทางด้านการลงทุนทางธุรกิจมาเท่าใดนัก เธอก็เลยไม่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้ ในปี 2011 โกเมซควักกระเป๋าไป 750,000 เหรียญ เพื่อลงทุนในธุรกิจแอปพลิเคชันชื่อ “Postcard on the Run’ เป็นแอปสำหรับสร้างโปสการ์ดออนไลน์ แถมยังได้ไปเปิดตัวในรายการ Shark Tank show ทางช่อง ABC ด้วย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้แอปพลิเคชันตัวนี้ได้รับความนิยมแต่อย่างใด ผลสุดท้ายแอปก็ต้องปิดตัวลงในเดือนตุลาคม ปี 2015

อ้างอิง