Connect with us

ภาพยนตร์

Elle: ฉันไม่แคร์ ก็แค่โดนข่มขืน หนังหญิงร้ายสไตล์บิทช์!

Published

on

ใครตามวงการหนังช่วงนี้คงเห็นหนังชื่อแปลกอย่าง Elle ขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงในรางวัลสำคัญๆหลายรางวัล ท้าไม่ท้าเปล่า เอาชนะตัวเต็งบางสาขามาได้เสียด้วย โดยเฉพาะล่าสุดก็ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงจากเวทีลูกโลกทองคำไปครอง เอาชนะคู่แข่งสายแข็งได้อย่างสวยงาม

หนังเป็นการกลับมาวาดลวดลายของสายเก๋า ผู้กำกับเลือดดัทช์อย่าง พอล เวอร์โฮเวน ที่เคยทำหนังบล็อกบัสเตอร์ไซไฟร่วมสมัยมามากมายอย่าง RoboCop (1987) Total Recall (1990) Starship Troopers (1997) และ Hollow Man (2000) แต่กับแอลนั้นน่าจะเบียดไปทางผลงานขึ้นหิ้งของเขาอีกสายหนึ่งที่เล่นประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงอย่าง Basic Instinct (1992) และ Showgirls (1995) เสียมากกว่า

พอล เวอร์โฮเวน ระหว่างกำกับฉากข่มขืน

หนังยังได้นักแสดงหญิงรุ่นใหญ่ระดับตำนานที่ยังสวยไม่สร่างชาวฝรั่งเศสอย่าง อิซาเบล อุูแปต์ ที่เคยคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์มาได้ถึง 2 ครั้งจาก Violette Nozière (1978) และ The Piano Teacher (2001) ถึงแม้ว่าฝั่งฮอลลีวู้ดจะไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่ถ้าพูดถึงวงการหนังฝั่งยุโรปแล้วล่ะก็ เธอคือราชินีแห่งวงการคนหนึ่งทีเดียว

บทแรงๆ แรงจนฮอลลีวู้ดปฏิเสธ

จริงๆเดิมทีเวอร์โฮเวนอยากถ่ายหนังในสหรัฐ แต่หลังจากส่งบทไปให้นักแสดงฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายคน ไล่ไปตั้งแต่ นิโคล คิดแมน, ชารอน สโตน, จูเลียน มัวร์, ไดแอน เลน จนถึง มาริยง โกติยาร์ แต่ทว่าทุกคนปฏิเสธแทบจะทันทีที่อ่านบทจบ โชคชะตาบังคับให้เวอร์โฮเวนได้ทำหนังพูดฝรั่งเศสเรื่องแรกในชีวิต เมื่ออูแปต์ได้เคยอ่านหนังสือเรื่อง Oh… ของนักเขียนฝรั่งเศสนาม ฟิลิป ฌอง ซึ่งหรือก็คือนิยายที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นบทหนังเรื่องนี้นั่นเอง แล้วเธอก็สนใจเล่นอย่างกระตือรือล้นเสียด้วย เวอร์โฮเวนเลยเปลี่ยนฉากมาถ่ายทำในปารีสแทน และเพื่อการนี้เขาต้องฝึกภาษาฝรั่งเศสเพื่อสื่อสารกับทีมงานฝรั่งเศสด้วย เรียกว่าชะตาพลิกผันแต่เฮียแกทุ่มเทเต็มร้อยจนเอาชนะดวงได้จริงๆ ด้วยเหตุนี้หนังเลยกลายเป็นตัวแทนฝรั่งเศสที่เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศปีนี้ แถมเป็นตัวเต็งสำคัญด้วยครับ

บทแรงดีเจ๊ประทับใจ แม้จะอายุอานามมากแต่ยังเสน่ห์แพรวพราวทีเดียวสำหรับอูแปร์

หนังเล่าเรื่องของ มิเชล เลอบลังค์ (อูแปต์) สาวใหญ่เจ้าของบริษัทผลิตเกม (ไม่แน่ใจว่าคือเกม Styx: Master of Shadows หรือเปล่า แต่ผู้ผลิตเกมนี้ก็ตั้งอยู่ที่ปารีสด้วย) เธอพยายามสืบและไล่จับคนร้ายสวมโม่งดำที่บุกเข้าบ้านเธอกลางวันแสกๆ เพียงเพื่อข่มขืนเธออย่างรุนแรงก่อนจากไปโดยไม่ขโมยอะไรไปสักอย่าง แทนที่เธอจะหวาดกลัวและอับอาย เธอลุกขึ้นมาเก็บกวาดข้าวของและอาบน้ำ จากนั้นก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานและสามีเก่าอย่างปกติ แถมเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยอีก

หนังค่อยๆเปิดเผยว่าเธอจัดเป็นผู้หญิงที่แกร่งและเป็นนางมารร้ายสำหรับทุกคน ผู้ชายในเรื่องทุกคนไม่ว่าคนไหนก็ดูมีแรงจูงใจที่จะเป็นคนบุกมาทำร้ายเธอทั้งนั้น และเธอก็ค่อยๆสืบหาคนร้ายอย่างเงียบๆพร้อมรับมือกับปัญหาชีวิตรอบด้าน ทั้งสามีเก่าที่กำลังคบสาวเอ๊าะๆ สามีของเพื่อนสนิทที่ดันมามีสัมพันธ์ลับกับเธอ แม่ของเธอที่แก่จวนเข้าโลงแต่ยังคั่วเด็กหนุ่ม ลูกน้องชายในบริษัทที่มีปัญหากับเธอในเรื่องงานอย่างรุนแรง เพื่อนข้างบ้านที่เป็นคาธอลิกขั้นข้นและสามีหนุ่มแสนดีของเขาที่ดูจะสนใจเธอนิดๆ ลูกชายตัวแสบที่ไม่เอาอ่าวแถมโดนผู้หญิงจับให้รับผิดชอบลูกในท้องเธออีก รวมถึงอดีตอันเลวร้ายที่พ่อของเธอชวนเธอในวัยเด็กไปไล่ฆ่าเพื่อนบ้านเกลี้ยงจนกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญชาวฝรั่งเศสที่หลอกหลอนเธอมาถึงปัจจุบัน เอาเป็นว่าคนเยอะเรื่องเยอะวุ่นวายสไตล์ซิทคอม จนเรื่องโดนข่มขืนกลายเป็นประเด็นรองๆไปเลยครับ

ด้วยบุคลิกของมิเชล เธอแกร่งและทำลายชีวิตผู้ชายทุกคนในหนังได้จริงๆ คือเรานึกคำด่าที่ผู้ชายจะมอบให้เธออย่าง บิทช์ ลอยเด่นมาตลอดเรื่องเลย เธอมีอำนาจเหนือหมดทั้งการเป็นเจ้านาย เป็นแม่ เป็นลูกสาว การเป็นอดีตภรรยา หรือแม้แต่ชู้รัก ในทุกบทบาทเธอคือคนคุมเกม แม้แต่ผู้ชายที่มาขมขื่นเธอ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นชีวิตผู้หญิงคนนั้นต้องย่อยยับแน่ๆ แต่ก็ยังไม่อาจทำอะไรเธอได้เลย ท่าทีแบบนี้ทำให้หนังดูตลกร้ายแล้วก็เฟมินิสต์จ๋ามาแต่ไกลทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่นักแสดงดังๆฝั่งฮอลลีวู้ดจะกลัวที่จะเล่นบทแรงๆ แบบนี้โดยเฉพาะไอ้การไม่ซีเรียสกับการถูกข่มขืนอย่างรุนแรงแล้วเกิดมีมู้ดที่ติดใจนิดๆด้วยสิ?

การแสดงของอูแปร์คงเป็นอีกอย่างที่ต้องพูดถึง บทของเรื่องส่งให้เธอได้แสดงหลากหลายพอที่จะโชว์ของครับ แต่ด้วยความเป็นดาร์คคอมเมดี้ฝั่งยุโรป มันก็เลยไม่ค่อยมีโมเม้นท์หรือฉากจำที่สะเทือนอารมณ์ดราม่าบ้าน้ำตาไหลอะไรเลย ตรงนี้ก็เป็นข้อเสียเปรียบพอประมาณ ฉากที่เราจำเธอได้จริงๆน่าจะเป็นฉากโดนข่มขืนกับท่าทีเฉยเมยต่างๆนั่นล่ะครับ ถ้าไปชนกับสายดราม่าทะลักๆหรือลุ่มลึกน่าจะแพ้ทางโดยเฉพาะเวทีบันเทิงจ๋าแบบออสการ์ด้วย

สรุป

หนังพลังหญิงมากๆ ครับ เรื่องนี้ผู้หญิงเป็นใหญ่แบบร้อยล้านเปอร์เซ็นต์เลย ไม่ใช่โดยตำแหน่งหรือพลังอำนาจ แต่เป็นการคุมอารมณ์การคุมความคิดเหนือ หรือที่เรียกว่าการปั่นหัวผู้ชายนั่นล่ะ และการทำให้พวกผู้ชายทั้งหลายเป็นพวกงี่เง่าปัญญาอ่อนนี่ก็สำคัญ ก็เป็นความบันเทิงแฟนตาซีที่สนุกดีครับ หนังไม่ใช่แนวตลกก๊ากแต่ก็ชวนให้คิดและขำกับการตัดสินใจบ้าๆบอๆหลายๆอย่างหลายๆครั้งได้ตลอดทั้งเรื่อง เป็นหนังรางวัลที่มาสายดาร์คคอมเมดี้ที่นานๆที่จะมาให้ชมครับ

หนังน่าจะเข้าฉายให้พิสูจน์คุณค่าแบบไม่กี่โรงวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ แล้วไปร่วมลุ้นการชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศกันสิ้นเดือนครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead

Published

on

สนับสนุนโดย

เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีหน้าหนังเด่นแปลกตามาก เรียกว่าใคร ๆ ต่างก็ฮือฮากับทีเซอร์ของ When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead หรือชื่อไทย ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย!? ฟอร์มหนังรอมคอมญี่ปุ่นที่มีที่มาจากกระทู้ไวรัลของยูเซอร์ที่ชื่อ K.Kajunsky  ใน Yahoo! Answer ซึ่งกระทู้ตำนานนี้มีคนตามกว่า 4 ล้านคน ว่าด้วยเรื่องของคุณภรรยาสุดเพี้ยนที่ทำตัวแปลก ๆ คือแกล้งตายเวลาสามีกลับถึงบ้าน ก่อนที่จะมาทำเป็นการ์ตูน ต่อยอดมาไกลเป็นหนังโรงได้!

หนังซ่อนเมสเซจที่แท้จริงเอาไว้ ภายใต้หน้าหนังติงต๊องและความโก๊ะของ จิเอะ (นานะ อิกุระ) ที่อยู่กินฉันสามีภรรยาใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับ จุน (เคน ยาซุดะ) มานาน 3 ปี โดยในช่วงแรกเราจะได้เห็น จิเอะ สรรหาวิธีการตายต่าง ๆ สุดครีเอทมานับไม่ถ้วนให้สามีต้องผวาทุกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อทำไปนาน ๆ ไม่ว่าจะทุ่มทุนสร้างแค่ไหน จุน และคนดูเองก็เริ่มเลี่ยน นำพาไปสู่คำถามว่า เธอต้องการสื่ออะไรถึงจุน? ซึ่งเอาจริง ๆ ใครที่ดูมาถึงระยะหนึ่งก็คงเดาได้ไม่ยาก

ตัวละครของพระนางคู่นี้ มีความคลับคล้ายคลับคลากับซีรีส์โนะดาเมะเหมือนกัน ถึงแม้ว่า performance ของทั้ง นานะ และ เคน จะยังห่างจาก จูริ อูเอะโนะ กับ ฮิโรชิ ทามากิ อยู่หลายช่วงตัว แต่ยังดีที่หนังยังมี subplot ที่เข้ามาเสริมให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเข้ามาถึงจุดอึน ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนที่ทำงานของจุนกับภรรยา คุณลุงในร้านซักรีดที่สูญเสียภรรยาไป มาจนถึงพ่อของจิเอะเอง ทุกอย่างคือตัวอย่างรอบตัวของจิเอะที่ตอกย้ำความสำคัญของวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน และนั่นเป็นหน้าที่ของ จุน จะต้องทำความเข้าใจและเติบโตขึ้นอีกครั้งในฐานะสามีที่ดีกว่าเดิม

เสียดายที่ตัวหนังมีลูกเล่น ลูกล่อลูกชนน้อยไปหน่อย โทนหนังมันเลยดูธรรมดา ไม่อินอะไรได้สุดสักทางเท่าไหร่ ช่วงที่ดีที่สุดของหนังเห็นจะเป็นช่วงที่หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของเพื่อนร่วมงานของจุนที่พอจะกระชากอารมณ์ได้บ้าง ส่วนในแง่ของโปรดักชันก็ถือว่าธรรมดามาก ถ้ามองในภาพรวมหนังเรื่องนี้เริ่มต้นมาด้วยความหวือหวาแปลกตา แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ มันก็เนือย จนกลายเป็นออกเลี่ยนในแบบหนังซีรีส์รอมคอมทั่วไปมากกว่า รู้สึกว่ามันยังขาดชั้นเชิงอย่างที่ควรจะเป็น จุดแข็งของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นที่เอามาจับ การพยายามสื่อถึงการเอาใจใส่กับความรัก คนที่จับมือกับคุณอยู่ในตอนนี้ให้ดีที่สุด ใส่ใจเขาเป็นคนแรกของชีวิต

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Billionaire Boys Club รวมพลรวยอัจฉริยะ – อุทาหรณ์สอนคนอยากรวย

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

โจ ฮันต์ (แอนเซล เอลกอร์ต) และ ดีน คาร์นี (ทารอน อีเกอร์ตัน) ร่วมกับผองเพื่อนลูกคุณหนูตั้งวงแชร์ลูกโซ่หลอกเหยื่อจนร่ำรวย แต่พวกเขาก็ยังแพ้เล่ห์เหลี่ยมของ รอน เลวิน (เควิน สเปซีย์) 18 มงกุฎสุดเก๋าที่มาสอนเกมหนุ่มน้อยพันล้านจนแทบกระอักเลือด และเมื่อความโลภและความแค้นอยู่เหนือการควบคุม พวกเขายังต้องถูกตามล่าจากทางการและมิตรภาพก็ต้องถูกประเมินราคาอีกครั้ง

ตัวหนังสร้างจากคดี พอนซี สกีม (Ponzi Scheme) อันโด่งดังในปี 1984 เมื่อ 2 หนุ่มคิดรวยทางลัดจัดตั้งบริษัทด้านการเงินหลอกคนมาลงหุ้นลมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นำพาไปสู่การหักหลังจาก 18 มงกุฎที่เลยเถิดถึงขั้นมีการฆาตกรรมจนถูกนำไปสร้างเป็นมินิซีรีส์ฉายทางช่อง เอ็นบีซี และส่งอิทธิพลต่อซีรีส์และรายการโทรทัศน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคดีนี้ดูจะสมบูรณ์พร้อมทั้งเรื่องราวการหลอกต้มตุ๋นเงินจากบรรดาหนุ่มๆลูกคุณหนู หรือเหตุการณ์ฆาตกรรม รวมถึงจุดพลิกผันของมิตรภาพที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเอามาสร้างหนังทริลเลอร์สนุกๆสักเรื่อง

แต่เจมส์ คอกซ์ กลับเล่าเรื่องราวการต้มตุ๋นได้อย่างราบเรียบ เดาทางง่าย และไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยตัวละครเท่าใดนัก ทั้งที่ตัวละครอย่าง โจ ฮันต์ สามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้หลากมิติหลายชั้น – ซึ่งจะว่าไปในหนังเองมีการเปรียบเทียบเขากับสตีฟ จอบส์ ด้วยซ้ำในแง่ นักขายฝัน กับ นักขายอนาคต – แถมยังมีปมเรื่องบ้านจน ทำตัวเฉิ่มเชย ที่แม้หนังจะเอามาปูพื้นตัวละครตอนต้นได้น่าสนใจไม่น้อย แต่พอ โจ แปลงร่าง เราก็ได้เห็นแต่โจที่ทำตัวหล่อ พูดเสียงดังแล้วอยู่ๆคนก็เชื่อ และหมั่นยัดสถานการณ์บังเอิญและการตัดสินใจโง่ๆ ตัวละครเลยหมดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนตัวละคร ดีน คาร์นี ก็แปลกที่หนังเล่าผ่านมุมมองตัวละครนี้ แต่เรากลับมารู้ถึงมุมมองความคิดของน้ำเสียงคนเล่าใน 5 นาทีสุดท้าย จนงงว่าแล้วหนังจะเล่าผ่าน ดีน ทำไมเนี่ย?

แต่กระนั้นความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องราวของคดีพอนซี สกีม ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องราวได้สนุก ไม่น่าเบื่อ ยิ่งได้การแสดงของ แอนเซล เอลกอต จาก Baby Driver มารับบท โจ ฮันต์ ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งดูมีชีวิตแม้จะเดาทางเรื่องได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม ส่วน ทารอน เอดเกอร์ตัน จาก Kingsman แม้จะน่าสงสารที่สถานะแทบไม่ต่างจากตัวประกอบทั้งที่เป็นคนเล่าเรื่อง แต่ทุกฉากที่ ทารอน ปรากฎตัวก็โดดเด่นพอเป็นที่จับตามองได้บ้าง ด้านเควิน สเปซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบท รอน เลวิน ไม่ได้เกินความสามารถจนแทบตัดต่อเอาน้ำเสียง แฟรงค์ อันเดอร์วูด มาผสมคาแรกเตอร์ 18 มงกุฏในหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงก็ขโมยซีนเหล่าหนุ่มๆได้แล้ว ส่วนสาวๆก็ถือเป็นสีสันของเรื่องได้ดีทั้ง เอมมา โรเบิร์ต หลานสาวของ น้า จูเลีย โรเบิร์ตืก็รับบทแฟนสาวของ โจ ได้มีเสน่ห์ดี แม้จะเดาไม่ยากว่าเธอพยายามจะเป็น มาร์โกต์ ร็อบบี แบบใน The Wolf Of Wallstreet มากแค่ไหนก็ตาม (แต่ก็เทียบชั้นไม่ได้อยู่ดีนะ) หรือ น้อง ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์ ที่มาเอ็กซ์แตกอย่างเดียวก็เป็นสีสันได้ดีกว่าตอนเป็นหุ่นปลอมใน Future World ที่เราเพิ่งสับ เอ้ย! เพิ่งรีวิวกันไปสัปดาห์ก่อน

สรุปง่ายๆ ใครอยากหาหนังที่เตือนสติก่อนลงทุนก็จงดู The Billionaire Boys Club เป็นอุทาหรณ์เถอะ เพราะต่อให้ยุคเปลี่ยนแต่ความโลภก็ยังทำให้ลาภหายได้เช่นเดิม ตัวหนังสนุกพอใช้ได้ แม้ไม่แปลกใหม่นักก็ตาม

มาตั้งสติก่อนควักเงินลงทุนกับ The Billionaire Boys Club คลิกซื้อตั๋วที่ภาพด้านล่างได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์ : แผลมันใหญ่เกินจะมองข้ามไป

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหากับคนที่รู้จักแทน ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” และเริ่มหาทางติดต่อกับมินแต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหา  ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” เขาเริ่มหาทางติดต่อกับมิน แต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อกับสิ่งที่เกิดกับเขา

เว้นช่วงไปหลายปีกลับมารอบนี้ดูเหมือนว่า ปื๊ด ปัญจพงศ์ จะมาพร้อมกับไอเดียที่แน่นและหลากหลายที่ปื๊ดบรรจงใส่ทั้งหมดลงมาในเรื่องเดียวกัน ทำให้ 7days เป็นทั้งหนังรักโรแมนติก บนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และมีฉากหลังเป็นหนังทำอาหาร เบนเส้นเรื่องหลักที่วางให้แทนต้องตื่นขึ้นมาในแต่ละวันในร่างคนต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวหรือเคยผ่านเข้ามาใกล้ชิดในโอกาสสำคัญ  แต่ละคนที่แทนสวมร่างก็แตกต่างกันมากในแต่ละวัน ทั้งชายอ้วน ชายแก่ เด็ก และ ผู้หญิง แนวทางของเรื่องเอื้อประโยชน์มากที่จะให้หนังออกมาเป็นคอมมีดี้ แต่ผู้กำกับก็ยังเลือกที่จะให้ 7days เดินหน้าไปในแนวทางโรแมนติก

 

ในแต่ละวันที่หนังเดินหน้าไปก็น่าติดตามว่าแทนจะตื่นขึ้นมาในร่างใคร บทหนังก็เปิดช่องให้แทรกเหตุการณ์สำคัญในอดีตรักของแทนและมินได้อย่างพอเหมาะ ทั้งวันที่แรกพบกัน วันที่รักกันดีได้พูดคุยถึงเรื่องอนาคต จนถึงคืนก่อนหน้าที่แทนจะหายตัวไปเป็นวันที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน ฉากย้อนอดีตทำให้คนดูได้รู้จักความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากขึ้น สิ่งสำคัญสุดคือการแสดงของ กันต์ และ มิว ที่เคมีเข้ากันได้ดี ดูไปก็ยิ้มไปกับลีลาการแสดงของทั้งคู่ที่ดูเป็นธรรมชาติโดยเฉพาะมิว ยังคงเสน่ห์ได้เสมอเวลาอยู่บนจอใหญ่

ส่วน อนันดา คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก น่าจะเรียกว่าอยู่ในฐานะนักแสดงสมทบมากกว่า แต่ก็รักษามาตรฐานตัวเองไว้ได้ นักแสดงสมทบอย่าง สตาร์บัค น่าสงสารกับบท”กล้วย” เพื่อนและผู้จัดการร้านที่ดูล้นจนน่ารำคาญ , ลอเรนโซ เดอ สเตฟาโน นักแสดงต่างชาติหน้าเหมือนกาย เพียร์ซ มาก ถูกยัดเยียดบทให้พูดไทยสำเนียงฝรั่ง แต่เป็นภาษาไทยสำนวนยาก ๆ จนน่าอึดอัด คือถ้าพูดสำนวนยาก ๆ แบบนี้ได้ น่าจะพูดไทยได้ชัดแบบอาจารย์อดัมแล้วล่ะ , เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ในบทลุงเมฆ โผล่มาไม่มากแต่ก็ทำได้ดีสำหรับงานแสดงจริงจังครั้งแรก ถ่ายทอดความเป็นลุงน่ารักใจดีให้รู้สึกได้

 

จุดดีของหนังก็คือบทที่ตัดสลับเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันได้ดี แต่จุดเสียของหนังก็คือบทเช่นกัน และเป็นแผลใหญ่เสียด้วย หลัก ๆ คือช่องโหว่ในบททั้งเล็กและใหญ่ที่มีมากจนถี่เกินไป และชวนให้คิดว่าไม่น่าเพิกเฉยจนปล่อยมาได้มากมายขนาดนี้ ทั้งในเรื่องโทรศัพท์มือถือของแทน ไม่ว่าแทนจะตื่นมาในร่างใคร แต่โทรศัพท์มือถือของแทนจะตามมาด้วยเสมอโดยไม่มีคำอธิบาย

ความสามารถของแทนและความสามารถของเจ้าของร่างที่แทนไปยืมในวันนั้น ๆ ว่าตกลงจะคงความสามารถของร่างไหนกันแน่ แทนไปอยู่ในร่างฝรั่งก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ไปอยู่ในร่างนักดนตรีก็เป่าแซกได้ แต่เมื่อไปอยู่ในร่างผู้จัดการร้านที่ไม่มีความสามารถในการทำอาหาร แต่แทนก็ใช้ร่างผู้จัดการทำอาหารได้ และที่สำคัญคือบุคลิกเดิมของแทนที่ควรจะยึดถือไว้กับหนังในแนวสลับร่าง ว่าเมื่อไปอยู่ในร่างใดจำต้องคงบุคลิกตัวตนของแทนไว้ แต่ 7days กลับทิ้งจุดนี้ไปเสียสิ้น กลายเป็นว่า 7 วัน 7 ร่าง ก็ 7 บุคลิกตามเจ้าของร่างเดิม

อย่างที่กล่าว ปื๊ด ปัญจพงศ์ พยายามอย่างมากจะให้หนังออกมาเป็นดราม่าโรแมนติกเรียกน้ำตา ด้วยการปูปริศนาว่าแทนหายไปไหนตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วเก็บงำมาเฉลยใน 15 นาทีสุดท้ายหมายมั่นจะให้บทเฉลยกระชากใจเรียกน้ำตาคนดู แต่หนังก็ทำได้แค่ในระดับซึ้ง ๆ แต่ที่ซึ้งก็หาใช่เพราะบทไม่ แต่ที่รู้สึกซึ้งคือภาพของมิวล้วน ๆ เธอทำได้ดีเสมอกับฉากน้ำตาไหลพรากจนน่าสงสาร แต่กับบทเฉลยที่ว่าแทนหายตัวไปไหน กลับกลายเป็นแผลใหญ่ของหนังที่ไม่มีความสมเหตุสมผลจนเกินไปและไร้คำอธิบาย สร้างคำถามฉงนสงสัยว่าทำไม ๆ ได้มากมาย ช่วงที่ออกจากโรงเสียงคนดูรายรอบก็ล้วนบ่นกับบทเฉลยที่ชวนขัดใจนี้ และนี่คืออีกปัญหาหลักที่ไม่สามารถพาคนดูให้อินไปได้กับฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

โดยรวมแล้ว 7days เป็นหนังดราม่า-โรแมนติก เหนือธรรมชาติ ที่เพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบดี ๆ ดารามีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ถ่ายภาพสวยทั้งทิวทัศน์และภาพอาหารที่ดูน่ากิน การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม แต่รู้สึกเสียดายกับช่องโหว่ของบทเฉลยท้ายเรื่องอย่างที่กล่าว จากไม้เด็ดที่ผู้กำกับคิดว่าจะตีเข้าหัวใจคนดู กลับเป็นไม้เด็ดที่ย้อนกลับมาตีเข้ากับตัวหนังจนเป็นแผลฉกรรจ์เสียมากกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!